ยาอมแก้เจ็บคอก่อเชื้อดื้อยา

dailynews141018_01คนจำนวนมากที่มีอาการเจ็บคอ แล้วไปซื้อยาอมบรรเทาอาการเจ็บคอมารับประทานเอง ซึ่งยาอมบางชนิดอาจมียาปฏิชีวนะผสมอยู่ ซึ่งอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า อาการการเจ็บคอ ส่วนใหญ่ 70-90% เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ดังนั้นไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะทุกรูปแบบ ทั้งตัวยาแบบเดี่ยว และแบบที่ผสมอยู่ในยาอม โดยการรักษาอาการเหล่านี้สามารถทำได้ด้วยตัวเอง เช่น
1. กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ
2. ดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง
3. ใช้สมุนไพรฟ้าทลายโจร ซึ่งจัดเป็นยาในกลุ่มบรรเทาอาการกลุ่มทางเดินหายใจซึ่งมีการรับรองสรรพคุณอยู่แล้ว
4. การสร้างเสริมภูมิต้านทานของร่างกายด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ อย่านอนดึก อย่าสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่ยิ่งทำให้ไอมากขึ้น

แต่ปัญหาที่พบขณะนี้คือคนไทยนิยมซื้อ “ยาอมแก้เจ็บคอ” มาใช้บรรเทาอาการ ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก เพราะยาอมแก้เจ็บคอหลายยี่ห้อที่วางขายตามท้องตลาด มีส่วนผสมของนีโอมัยซิน และเบซิทราซิน ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะเป็นส่วนผสม

นีโอมัยซินเป็นยาปฏิชีวนะที่แพทย์ใช้เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ระหว่างการผ่าตัดลำไส้ของผู้ป่วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือด

ส่วนเบซิทราซิน แม้จะไม่มีอันตรายกับร่างกายมากแต่ก็ถือเป็นยาปฏิชีวนะ โดยยาทั้ง 2 ประเภทนี้ไม่มีประโยชน์ต่อการรักษาโรค ในทางกลับกันอาจจะก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นปัญหาใหญ่ไปทั่วโลกที่ยังไม่สามารถหาทางแก้ไขได้

สาเหตุที่ยาอมเหล่านี้ก่อให้เกิดภาวะเชื้อดื้อยาเป็นเพราะนีโอมัยซิน และเบซิทราซิน ผสมอยู่ในปริมาณน้อยจึงไม่สามารถฆ่าเชื้อให้หมดไปได้ แต่ก็เพียงพอที่จะก่อกวนเชื้อโรคให้เกิดการต่อต้าน และกลายพันธุ์เป็นเชื้อโรคดื้อยาทั้ง 2 ตัว และจะยิ่งก่อปัญหาร้ายแรงขึ้นไปอีก เพราะเชื้อโรคจะยิ่งพัฒนาตัวเองให้ดื้อต่อยาปฏิชีวนะในกลุ่มเดียวกันอีกหลาย ๆ ตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่วงการแพทย์กำลังเป็นห่วง และต้องการให้มีการถอนการจำหน่าย ออกไป

ยาอมบรรเทาอาการเจ็บคอซึ่งมียาปฏิชีวนะเป็นส่วนผสมไม่ควรมีวางจำหน่ายในท้องตลาดอีกต่อไป เพราะไม่มีประโยชน์ต่อการรักษาโรค การอมยาปฏิชีวนะไม่ช่วยรักษาอาการเจ็บคอ และไม่ได้ช่วยฆ่าเชื้อในลำคอ แต่การกลืนยาปฏิชีวนะลงไปในท้องทีละน้อย ๆ จะก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา นี่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของปัญหาเชื้อดื้อยาในประเทศไทยและเป็นปัญหาของทั่วโลก จากการใช้ยาที่ไม่จำเป็นต้องใช้

ในกรณีที่มีคนบอกว่าเมื่ออมยาอมแก้เจ็บคอเหล่านี้แล้วมีอาการดีขึ้นนั้น เป็นเพราะองค์ประกอบที่ 3 คือ มีตัวยาอะมัยโลเคน หรือยาชา เป็นส่วนผสม ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บคอในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้หายขาด ดังนั้นยาอมบรรเทาอาการแก้เจ็บคอมีเพียงยาชาเป็นส่วนผสมแค่ตัวเดียวก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมียาปฏิชีวนะร่วมด้วย

อย่างไรก็ตามอย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาเล็ก ๆ เพราะเมื่อรู้ว่านี่คือองค์ประกอบหนึ่งของปัญหาใหญ่ ทำไมจึงไม่เร่งดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง เรื่องแบบนี้ไม่ต้องรอให้เกิดการสูญเสียเป็นตัวเลขออกมา เพราะเพียงแค่เกิดปัญหากับคน 1 คน ก็ถือว่าเป็นความสูญเสียมหาศาลแล้ว ถ้ายังปล่อยให้มีการขายยาอมที่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะต่อไป เข้าข่ายเป็นยาที่ไม่มีประโยชน์ที่ต้องตั้งคำถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ามีหลักฐานยืนยันได้หรือไม่ยาอมนี้ออกฤทธิ์ดีจริงจึงยอมให้ขายได้.

ที่มา : เดลินิวส์ 18 ตุลาคม 2557

หลับนอนน้อย ทำให้สมองหด

thairath140910_01มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดของอังกฤษ ศึกษาพบเรื่องอันน่าตกใจ ว่า ปัญหาต่างๆของการนอน อาจทำให้ขนาดของสมองห่อเหี่ยวลงอย่างรวดเร็ว

ความสำคัญของการนอนนั้น ถูกถือว่าเป็น “แม่บ้านของสมองในการซ่อมแซมและซ่อมสร้าง”

คณะวิจัยได้ศึกษาจากผู้ใหญ่ วัยระหว่าง 20-84 ปี จำนวน 147 คน เพื่อหาความเกี่ยวพันระหว่างปัญหาการนอน ตั้งแต่การนอนหลับยาก หรือการอดหลับอดนอนอยู่จนดึกกับขนาดของสมอง

พวกเขาพบว่า ปัญหาการนอนต่างๆ เกี่ยวพันกับการหดตัวของสมองอย่างรวดเร็ว “ทั้งสมองบริเวณด้านข้าง ด้านขมับ ด้านหน้าผากไปทั่ว”.

ที่มา: ไทยรัฐ 10 กันยายน 2557

7 วิธีรับมือคอบอลนอนดึก โดย นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช

bangkokbiznews140618_01นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า รู้สึกห่วงใยคอบอลโลก ที่ต้องทนอดหลับอดนอนเพื่อติดตามทีมโปรด แต่สิ่งที่ตามมาคือสุขภาพที่เสียไปอันเกิดจาก นอนดึกกินดึก และ ความเครียด ที่อาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่ลุ้นแบบเอาจริงเอาจัง

ร่างกายของมนุษย์สามารถปรับตัวรับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้ในช่วงหนึ่ง แต่ถ้าติดต่อกันนานก็อาจส่งผลได้ทำให้เกิดอาการต่างๆที่สังเกตได้คือ ระวังอาการ บอลโลกทำพิษ ตอนเช้าไม่อยากลุก น้ำหนักตัวขึ้น ง่วงตอนสายหรือบ่าย ไม่มีสมาธิทำงาน มีสภาพไม่ต่างกับผีดิบในช่วงบอล

นายแพทย์กฤษดา กล่าวว่า สำหรับปีนี้ขอฝาก 7 วิธีรับมือคอบอลนอนดึก

1. นอนตุนไว้ก่อน โดยให้เตรียมนอนเร็วตั้งแต่ 4 ทุ่มไว้ก่อนล่วงหน้า ถ้าหลายคืนได้ยิ่งดีเพราะมีการศึกษาว่าการนอนได้เพียงพอจะช่วยไล่ความเหนื่อยล้าได้ดี ตอนนี้ยังพอมีเวลารีบปิดสวิทช์หลับตานอนก่อนเก็บสแปร์ไว้ก่อน จะช่วยให้ท่านรับมือยามต้องอดนอนได้ดี

2.เลือกตอนคู่โปรด ถ้าเป็นไปได้ขอให้เลือกกาคู่โปรดไว้ดูจะได้ไม่ต้องอยู่ดึกจนถึงรอบรองหรือรอบไฟนอล เพราะเมื่อถึงตอนนั้นถ้าท่านตาโหลสมองมึนเสียแล้วก็หมดสนุก ขอให้ทำโปรแกรมส่วนตัวเลือกเป็นบางคู่จะช่วยได้

3.ใช้ประโยชน์ช็อคโกแลตดำ ในช็อคโกแลตดำมีเคมีพิเศษช่วยบำรุงสมองได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะ “ฟีนิลอะลานีน” คือสารชนิดเดียวกับที่หลั่งออกมาอาบสมองในห้วงรัก และ “อานันดาไมด์” หรือสารสุขต่อสมองช่วยความจำดี มีสารดีๆต่อสมองอีกมาก นอกจากนั้นช็อคโกแลตดำยังช่วยคุมน้ำตาลในเลือดและช่วยลดความดันป้องกันหลอดเลือดสมองด้วย

4.ทำตัวไม่กินดึก ขอให้ระวังเพราะการกินดึกนอกจากทำให้อ้วนแล้วยังทำให้ท่านนอนหลับไม่สนิทเมื่อจบคู่การแข่งขันด้วย การกินหน้าจอตอนลุ้นบอลอาจทำให้ท่านกินมากไม่รู้ตัว ผลลัพธ์คืออ้วนกลมเหมือนลูกบอลนอกจอได้

5.ดื่มโกโก้แทนกาแฟ พยายามเลี่ยงเครื่องดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มชูกำลังที่ใส่คาเฟอีนมากขณะดูบอลเพราะจะทำให้ท่านตาค้างไม่รู้ตัวแล้วไปเกิดอาการง่วงซึมเอาภายหลังคือในขณะทำงานหรือขับรถตอนกลางวัน ดังนั้น ถ้าเลี่ยงเป็นโกโก้ร้อนซึ่งมีคาเฟอีนน้อยกว่าแถมยังมีประโยชน์ต่อสมองและช่วยป้องกันหลอดเลือดได้ก็จะดีกว่า

6.ดื่มน้ำให้มาก เรื่องน้ำสำคัญมากครับสำหรับคนนอนดึกเพราะร่างกายยังคงต้องทำงานล่วงเวลาจึงอาจมีปฏิกิริยาอักเสบเสื่อมได้ง่าย รวมถึงภูมิคุ้มกันก็อาจอ่อนแอลงจนเจ็บป่วยไม่สบาย การดื่มน้ำจะช่วยรักษาสมดุลย์เคมีในร่างกาย ลดความเสี่ยงอักเสบตามที่ต่างๆแล้วยังทำให้เลือดของท่านไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้อย่างคล่องตัว

และ 7.หากไม่ไหวอย่าฝืน ข้อสุดท้ายนี้สำคัญมาก คือหากรู้สึกหนังตาหนัก ง่วงมากมายแล้ว จนเริ่มสัปหงกก็ขอท่าน อย่าฝืน เพราะนั่นแสดงถึงว่าสมองของท่านรับไม่ไหวกับการทำงานแล้ว ทั้งนี้อาจเกิดจากความล้าจากงานตั้งแต่กลางวันจนค่ำ แล้วดึกก็ยังถ่างตาเปิดสมองต่ออีก ซึ่งหากฝืนไปอาจทำให้ท่าน “หลับใน” ได้ในช่วงทำงานได้

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 18 มิถุนายน 2557

หมอชี้นอนดึกต้นเหตุทำอ้วนเตี้ย เหตุจากฮอร์โมนแปรปรวน

prachachat140116_001เครือข่ายคนไทยไร้พุง ศึกษาพบปัญหาอ้วน เตี้ยในวัยรุ่นมาจากนอนดึก ส่งผลให้ฮอร์โมนเครียด-หิว หลั่งมาก ฮอร์โมนอิ่มลดลง แนะเข้านอนช่วง 3-5 ทุ่ม งดอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 4 ชั่วโมง


วันที่ 15 มกราคม พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล นักวิชาการโครงการ “รวมพลัง ขยับกาย สร้างสังคมไทย ไร้พุง” เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ปัญหาความอ้วน ถือเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ เป็นต้น ซึ่งโรคอ้วนนั้น มีปัจจัยที่มีความซับซ้อนตั้งแต่ระดับยีน ซึ่งบางคนมียีนที่ทำให้เกิดความเสี่ยงทำให้เกิดโรคอ้วนได้ ไปจนถึงโรคบางอย่าง หรือความเครียด การใช้ชีวิตประจำวัน และการนอน

พญ.ธิดากานต์กล่าวต่อว่า โดยเฉพาะการนอนดึกหรือนอนไม่พอนั้น จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับร่างกายหลายด้าน โดยด้านที่เกี่ยวกับความอ้วน คือ ส่งผลให้ฮอร์โมนเครียดที่มีชื่อว่า คอร์ติซอล (Cortisol) หลั่งมากขึ้นในวันถัดมา ฮอร์โมนเครียดที่เพิ่มขึ้นนี้จะกระตุ้นให้คุณรู้สึกอยากอาหารหวานๆ หรือน้ำตาลมากกว่าเดิม นอกจากฮอร์โมนเครียดแล้ว ฮอร์โมนหิว หรือเกรลิน (Ghrelin) ก็จะหลั่งเพิ่มขึ้นด้วย ส่งผลให้หิวเป็นสองเท่า นอกจากนี้ ยังทำให้ฮอร์โมนความอิ่ม หรือเลปติน (Leptin) จะหลั่งลดลง ส่งผลให้แม้ว่าจะรับประทานแล้ว แต่ก็รู้สึกไม่ค่อยอิ่ม ทำให้ต้องหาอะไรรับประทานอยู่ตลอดจนกลายเป็นการกินมากเกินไป และหากอยู่ในช่วงวัยรุ่นถ้านอนดึกก็ยังส่งผลทำให้เตี้ยด้วย ควรเข้านอนช่วง 21.00-23.00 น. ไม่นอนดึกกว่าเที่ยงคืน

นพ.ฆนัท ครุธกูล เลขานุการเครือข่ายคนไทยไร้พุง กล่าวว่า การนอนดึกนั้นจะส่งผลให้โกรท ฮอร์โมน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตทำงานน้อยลง นอกจากนี้ ขอแนะนำว่าไม่ควรรับประทานอาหารก่อนนอนต่ำกว่า 4 ชั่วโมง เพราะจะทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานเพื่อนำไปใช้ต่ำกว่าปกติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของร่างกายโดยตรง

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ ให้สัมภาษณ์ว่าการดำเนินชีวิตของคนในสังคมเมือง มีการแข่งขันกันสูงมากขึ้น ทำให้คนเรามองข้ามสุขภาพร่างกายของตัวเองไป พบว่าร้อยละ 10 ของคนเมือง มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมเพิ่มขึ้น ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการทำงาน คือ มีอิริยาบถในการทำงานไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน อาทิ การนั่งหลังค่อม การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน โดยไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ หรือแม้แต่การนอนดึก ทั้งหมดส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมได้ทั้งสิ้น สิ่งสำคัญอยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพ หมั่นสำรวจความผิดปกติของร่างกายอยู่เสมอ รับประทานอาหารให้ตรงเวลาและครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี
ที่มา : มติชน 16 มกราคม 2557

กินอย่างไรในสไตล์คนนอนดึก

dailynews130731_001นพ.กฤษดา  ศิรามพุช, พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ American Board of Anti-aging medicine ได้เขียนคู่มือดูแลร่างกายของคนนอนดึกไว้อย่างน่าสนใจ ตามนี้

สมัยที่ผมเป็นหมออยู่แผนกมะเร็ง มีหลายท่านมาถามว่าถ้าต้องทำงานดึก นอนดึกแล้วจะดูแลสุขภาพอย่างไรดี  เพราะเห็นหมอก็นอนดึกแล้วจะมีเวลาดูแลสุขภาพตัวเองหรือ?

ผมก็เลยให้วิธีที่ผมทำอยู่กับเขาไป

คำแนะนำสำหรับคนนอนดึกและทำงานกลับกลางวันเป็นกลางคืนต้องพิเศษหน่อยครับ เพราะอาชีพนอนดึกคืออาชีพที่เอาชีวิตในอนาคตมาแลก

เอาสุขภาพแลกเงินนั่นละครับ

ไม่ว่าจะเป็นงานดีเจ,พิธีกร,นักแสดง,คุณหมอ,ขายของฯลฯ  อาชีพเหล่านี้เสี่ยงต่อสุขภาพทั้งสิ้น เพราะลงถ้าต้องนอนดึกแล้วหรือต้องทำงานในเวลาที่ร่างกายต้องพักผ่อน  ร่างกายมันก็จะย้อนมาฟ้องด้วยอาการผิดปกติต่าง ๆ อาทิเช่น

มึนศีรษะ, เวียนหัว, คลื่นไส้, เป็นหวัดง่าย, ภูมิแพ้กำเริบ น้ำมูกหยดติ๋ง

เป็นสิ่งที่เรียกอาการ “น้ำจิ้ม” ของคนนอนดึกครับ แต่ถ้ายังอดนอนต่อไปอีก น้ำจิ้มก็จะเปลี่ยนเป็นจานหลักมื้อใหญ่จัดหนักครับ  ทั้งปวดหัวบ่อย, ประจำเดือนไม่มา, อ้วนลงพุงและซึมเศร้าได้ คนที่ไม่ได้นอนเป็นเวลาเท่ากับพาร่างกายเข้าสู่ “หลุมดำ” ที่รวมโรคไว้

ไม่คุ้มเลยแม้แต่นิด

3 ความเชื่อเมื่อนอนดึก

มีความเชื่อเรื่องคนนอนดึกอยู่หลายข้อที่ทำให้สับสนและกลายเป็นความเชื่อที่ผิดจนเสียสุขภาพไปได้  ดังจะขอยกง่าย ๆ ที่ได้ยินบ่อยสัก 2-3 ตัวอย่างนะครับ

1. นอนดึกจะไม่อ้วน ตรงกันข้ามเลยครับ ยิ่งนอนดึกยิ่งเสี่ยงอ้วนได้มาก  หากไม่อยากอ้วนควรเข้านอนแต่หัวค่ำจะดีที่สุด

2. นอนดึกแล้วนอนชดเชยได้ การอดนอนไม่อาจชดเชยได้เหมือนกันการนอนในเวลานั้น ๆ ครับ เหมือนกับเวลาทองที่ผ่านแล้วผ่านเลย  อาจนอนเพิ่มได้บ้างแต่ไม่ดีทั้งร้อยแน่ครับ

3. นอนดึกแล้วต้องกิน คนที่กินตอนดึกเพราะเชื่อว่าต้องกินนั้นส่วนใหญ่มาจากความหิวยามวิกาลที่ทนทานไม่ไหว ยิ่งกินดึกไปจะยิ่งอ้วนง่ายขึ้นครับ

“ถั่ว,ปลา,ไข่” ทำงานดึกต้องเลือกกิน

เมื่อทราบแล้วว่าการนอนดึกไม่ดีนักต่อร่างกายแต่เมื่อเลี่ยงไม่ได้ผมก็เข้าใจมาก ๆ ครับ เพราะทำงานที่ต้องแข่งกับเวลาเช่นเดียวกันกับหลายท่าน

เลยหาเทคนิคง่าย ๆ ที่จะช่วยตอบโจทย์คนทำงานดึกได้และไม่เสียสุขภาพมากมาฝากกันครับ เป็นโปรแกรมจัดชีวิตยามวิกาลด้วยการเลือกทานเพื่อบำรุงสุขภาพ

อาหารเฉพาะสำหรับมนุษย์นอนดึกมีดังต่อไปนี้ครับ

1) เนื้อสีขาว หาเนื้อปลา อกไก่ ไข่ขาว เต้าหู้ ทานบ้างครับ  เพราะสร้าง “เคมีสมอง” ที่จำเป็นสำหรับคนนอนดึก  ได้แก่โดพามีน,เอพิเนฟริน

2) กาบ้า (GABA)  เป็นสารช่วยสื่อประสาทสมองทำให้ความจำดีคิดอ่านได้ว่องไว  มีมากในข้าวกล้องงอก,มอลต์,ข้าวบาเลย์,ถั่วแดง,ถั่วดำ,ลูกเดือยและธัญพืชอื่น ๆ ครับ

3) โคลีน (Choline)  มีมากในถั่วเหลือง,ไข่แดง  เป็นเคมีที่ช่วยสร้างความปรองดองเชื่อมโยงถึงกันในสมอง  ป้องกันความจำเสื่อม  ช่วยให้สมาธิและความจำไม่สะดุดลงด้วยอาการอดนอนครับ

4) ช็อกโกแลตดำ(Dark Chocolate)  ท่านที่อยากหาเครื่องดื่มชูกำลังเสริมขอให้เลือกเป็น “โกโก้ร้อน” แทนเพราะมี “ฟลาโวนอยด์” ช่วยให้เลือดไหลลื่นในสมองป้องกันเส้นเลือดอุดตันครับ

5) โอเมก้า(Omega fatty acid)  เลือกหาจากเนื้อปลาแต่ว่าลดการบริโภคน้ำมันพืชให้น้อยลงครับ  ให้รับประทานปลาทูวันละ 2 ตัวหรือทูน่ากระป๋องก็ยังได้ครับ

6) ไบโอติน(Biotin)  กินได้จาก “ไข่แดง” อย่างน้อยวันละ 1 ฟองปลอดภัยทานได้ครับ  ไบโอตินช่วยบำรุงสมองและเส้นผมได้ดี  เหมาะกับท่านที่อยู่ดึกและใช้สมองมาก

7) ใบบัวบก(Centella asiatica) เป็นคลอโรฟิลล์จากธรรมชาติและยังมีสารช่วยลดการอักเสบของร่างกายจากภาวะนอนดึก  หาบัวบกรับประทานสดหรือเอามาปั่นเป็นน้ำคั้นสีเขียวดื่มบ่อยๆ  ช่วยให้สดชื่นตื่นตัวดีครับ

8) ใบแปะก๊วย(Ginkgo biloba)  ย้ำว่าเป็นส่วนของ “ใบ” นะครับไม่ใช่เม็ดแปะก๊วยที่เอามาใส่นมสดซดเล่น  ในใบของแปะก๊วยมีสารสำคัญที่ช่วยป้องกันสมอง  สามารถหาทานได้ในรูปแบบอาหารเสริมครับ

9) วิตามินบี(B Vitamin)  ของดีที่ช่วยเส้นประสาททั้งร่างกายอีกทั้งสมองให้ตื่นตัวได้แม้ในยามอดนอน  วิตามินบีมีดีแทบทุกตัวครับทั้ง บี1,บี2,บี6,บี12 และอีกหลายๆบี  มีผลกระตุ้นสมองป้องกันอาการง่วงมึนซึมครับ

10) ดื่มน้ำให้มาก(Hydration)  สุดท้ายนี้ง่ายๆที่สุดแต่มักถูกมองข้ามคือการ “ดื่มน้ำสะอาด” ครับ  น้ำเปล่าธรรมดานี่เองครับที่ดีต่อสมองเป็นที่สุดเพราะก้อนสมองต้องอาศัยน้ำในการบำรุงเช่นเดียวกับร่างกายที่นอนดึก  ท่านที่รักลองสังเกตว่านอนดึกแล้วปากแห้งเพราะร่างกายคนนอนดึกไม่ได้พักจึงมีการสูญเสียน้ำไปจนปากคอเป็นผง

ส่วนสิ่งที่ควรเลี่ยงในผู้ใช้ชีวิตยามรัตติกาลเป็นอาจินก็คือ

1) กาแฟและชา
2) ของหวาน
3) อาหารเค็ม
4) ออกกำลังตอนดึก
5) ยานอนหลับ

ทั้ง 5 อย่างนี้จะยิ่งรบกวนการนอนทำให้เกิดโรคจากการนอนหลับผิดปกติและทำให้เมื่อถึงเวลาหลับจริงๆอย่างตอนกลางวันไม่สามารถจะหลับได้เต็มตา  พาให้สุขภาพย่ำแย่ลงอย่างรวดเร็วครับ  สำหรับเวชศาสตร์อายุรวัฒน์แล้วการได้หลับตาลงพร้อมกับร่างกายที่ได้อาหารบำรุงถูกจุดจะเป็นคำตอบของท่านที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ

นอนดึกก็มีทางออกนะครับ

ที่มา : เดลินิวส์ 31 กรกฎาคม 2556

กินอาหารต้านสุขภาพทรุดช่วงปีใหม่

dailynews121230_002ช่วงนี้หลายคนกำลังมีความสุขกับการท่องเที่ยว ดื่ม กิน อย่างเมามัน ฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จนละเลยใส่ใจดูแลตัวเอง ส่งผลให้สุขภาพทรุดโทรม ด้วยเหตุนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ จึงมีคำแนะนำดี ๆ มาฝากผู้อ่านทุกท่าน

น้ำหนักขึ้น เป็นผลมาจากการกินเลี้ยง กินกระจาย กินมหากาพย์ต่อเนื่องกันยาวตั้งแต่ก่อนปีใหม่ แก้ได้ด้วยการรับประทานมะเขือเทศ มะละกอ ข้าวโพดต้ม หรือข้าวโพดย่าง ถั่วต้ม ถั่วลิสงคั่ว ผักคะน้า เห็ด หรือจะเอามารวมเป็นผักในน้ำสลัดโดยใช้โยเกิร์ตแทนน้ำสลัดก็ได้ ถ้าเมนูง่าย ๆ คือ ส้มตำไก่ย่างแต่ควรงดข้าวเหนียว ส่วนของหวานอาจตบท้ายด้วยกระยาสารท กล้วยไข่ ข้าวเม่าคลุก มันม่วง มันมือเสือ กลอย แห้ว ฟักทองนึ่ง เพราะเมนูเหล่านี้มีทั้งเส้นใยและแร่ธาตุสำคัญอย่าง “เพคติน”และ “โครเมียม” ที่ช่วยในการเผาผลาญ

เมาค้าง ผลพวงจากการดื่มหนักติดต่อกัน ควรรับประทาน น้ำส้ม น้ำมะนาว เสาวรส สับปะรด ฝรั่งหรือน้ำกระเจี๊ยบแบบไทยๆเข้าไปให้มาก เพราะกรดเปรี้ยวมีส่วนช่วยได้ ในขณะดื่มกินควรหาเมนูไข่กับไก่รับประทานช่วยป้องกันพิษแอลกอฮอล์ได้ระดับหนึ่ง ถ้าอยากล้างพิษตับด้วยขอให้รับประทาน “ขมิ้นชัน” หรือชงชา “รางจืด” ดื่ม

นอนดึก งานเลี้ยงสังสรรค์เป็นเหตุให้นอนดึก เสียสุขภาพ ป่วยง่าย แนะนำให้รับประทาน “อาหารชาร์จแบต” ให้สมอง โดยเฉพาะเมนูที่ทำจากปลาสดทั้งปลาน้ำจืด ปลาทะเล หรือน้ำมันปลาที่มี “โอเมก้าสาม” และ “โคลีน” ที่ไปช่วยสร้างสารสื่อประสาท นอกจากนั้นก็มี ไข่แดง ข้าวกล้องงอก ข้าวโพด จมูกข้าว นมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ ที่มีทั้ง “เลซิทิน” “กาบ้า” และ “วิตามินอี” ช่วยเพิ่มพลังสมองให้ความคิดไหลลื่นดี

เจ็บคอ เป็นหวัด อาจเกิดได้เพราะพักผ่อนน้อย รับประทานอาหารบำรุงคอและเสริมภูมิอย่าง “ซุปไก่เก๋ากี้” เน้นที่เก๋ากี้ให้มากเพราะช่วยเสริมภูมิได้ นอกจากนี้ให้ใส่ “โป๊ยกั้ก” ที่ช่วยป้องกันเชื้อหวัดลงไปด้วย และควรหา น้ำมะเขือเทศ ฝรั่งสด หรือไอศกรีมเชอร์เบ็ตเสาวรส มาทานได้ทั้ง “วิตามินซี” และ “ไบโอฟลาโวนอยด์” ส่วนเมนูอาหารคาวให้รับประทาน แกงป่า ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ ใส่หัวหอมกับตะไคร้ให้มาก ถ้าเจ็บคอมากและต้องรีบใช้เสียงขอให้หา “วิตามินซี” กับ “สังกะสี” แบบเม็ดมารับประทานก่อน

ท้องเสีย ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย แทนที่จะกินแต่ยาขับลมลดกรด ลองหาขิง สะระแหน่ กะหล่ำปลี มารับประทาน จะเป็นเมนูปลานึ่งซีอิ๊วโรยขิง หรือ หมูผัดขิงก็ได้ เพราะขิงจะช่วยแก้คลื่นไส้และกรดไหลย้อนได้ดี ถ้าท้องเสียด้วยให้รับประทานขนมปังปิ้งเกรียมนิดกับกล้วยน้ำว้าห่ามสักลูกแล้วกลั้วคอด้วยน้ำชาชงแก่นิดหนึ่งจะช่วยได้เพราะมี “สารแทนนิน” ช่วยฆ่าเชื้อ ส่วนสะระแหน่ช่วยทั้งเรื่องฆ่าเชื้อในลำไส้ช่วยย่อยและขับลม รับประทานในแบบลาบใส่สะระแหน่หรือน้ำเสาวรสปั่นโรยสะระแหน่ให้ชื่นใจ สำหรับกะหล่ำปลีให้เอามาทำสุกก่อนรับประทานเพื่อกันท้องอืด เช่น กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา กะหล่ำปลียัดไส้หรือซุปกะหล่ำปลีแบบฝรั่งก็ช่วยเรื่องแผลในกระเพาะได้

นอนไม่หลับ บางท่านนอนไม่หลับ ตาค้าง ทำให้มีปัญหากับการขับรถในวันรุ่งขึ้นหรือบางท่านต้องไปทำงานก่อนเพราะออฟฟิศหลายที่เปิดก่อนก็ส่งผลต่อการทำงาน ทำให้ไม่สดชื่นเท่าที่ควร ขอให้รับประทาน ไข่เป็ดต้ม สะเดาน้ำปลาหวาน แกงขี้เหล็ก ขี้เหล็กปลาย่าง ข้าวโพดต้ม น้ำนมข้าวโพด น้ำเชอรี่ หรือ กล้วยปั่นใส่น้ำผึ้ง เพราะมีสารช่วยนอนหลับอยู่ ทั้งในกลุ่มที่จะไปสร้างเป็น “เมลาโทนิน” และ “ซีโรโทนิน” ซึ่งเป็นเคมีที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียดในสมอง หรือจะลองหาชา “คาโมไมล์” มาดื่มดูก็ช่วยให้หลับได้เหมือนกัน

ล้างพิษและป้องกันเครียดก่อนเปิดทำงาน เมื่อหมดช่วงปีใหม่ต้องเข้าสู่สภาวะการทำงานปกติในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้แล้วให้หา “อาหารสุข” รับประทานดักไว้ก่อน เป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มพลังชีวิตให้รู้สึกฟิตและแข็งแรงขึ้น โดยเน้นอาหารที่มี วิตามินบี 1, 6, 12 กับอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระรับความเครียดอย่าง “โอพีซี” ส่วนการล้างพิษต้องมี “ซัลโฟราเฟน” กับ “ไลโคปีน” ช่วยด้วย นอกจากนั้นยังต้องมีสารช่วยเสริมภูมิอย่าง “เบต้ากลูแคน” ที่มีมากในข้าวโอ๊ต โดยอาจจัดเป็นเมนูดังนี้ ต้มยำปลาทูคู่กับข้าวหอมนิลร้อน ๆ ผัดคะน้าหรือบรอกโคลีกับกุ้งสดกินกับข้าวผัดซอสมะเขือเทศ แซนด์วิชขนมปังโฮลวีตใส่ทูน่าไข่ต้มกับโยเกิร์ตแบบไม่หวานจัด หรือจะเป็นข้าวต้มหรือโจ๊กสามกษัตริย์คือมีข้าวกล้องผสมข้าวโอ๊ตและลูกเดือยรับประทานกับถั่วลิสงคั่วใหม่ ๆ ก็ได้

ท้ายนี้แนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด มันจัด เค็มจัด รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ รับรองว่าปีใหม่นี้สุขภาพดีไม่มีทรุดโทรม.

นวพรรษ บุญชาญ

ที่มา : เดลินิวส์ 30 ธันวาคม 2555

7 ข้อก่อหนี้มะเร็ง

มะเร็ง โรคที่หลายคนขยาดกลัว บางครั้งสาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากพฤติกรรมที่ทำสะสมเอาไว้ก่อนป่วย อย่างที่นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เล่าว่า มีพฤติกรรมบางอย่างเข้าข่ายสร้างหนี้มะเร็ง และสร้างภาวะล้มละลายทางสุขภาพได้ ดังเช่น 7 กรณีหนี้มะเร็งที่อาจถูกมองข้ามไป…

“เอ็กซเรย์บ่อย โดยไม่จำเป็น” เช่น กรณีเอ็กซเรย์มะเร็งเต้านม (แมมโมแกรม) ที่มีรายงานออกมาจากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญระดับสากลแล้วว่าไม่จำเป็นเสมอไป เพราะไม่ได้ช่วยให้อัตราการเกิดมะเร็งลดลง ทั้งนี้รวมถึงการเอ็กซเรย์แบบเข้าอุโมงค์สแกนทั้งตัว ซึ่งจัดเป็นการอาบรังสี โดยรังสีเอ็กซ์ที่ได้นั้นเป็นพิษต่ออณูกายในระดับดีเอ็นเอ

“ใช้ฮอร์โมน” การได้รับฮอร์โมนมาทั้งแบบกิน ฉีดหรือเสริมเข้าไป ที่ใช้กับวัยทองหรือเพื่อกระตุ้นความหนุ่มสาวใด ๆ ก็ตาม ต้องระวังการเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงปรารถนา เพราะไม่มีฮอร์โมนเสริมใดที่ไร้พิษภัย การรับเข้าไปมีสิทธิ์ไปกวนฮอร์โมนธรรมชาติของเดิมและกลายเป็นปุ๋ยเร่งมะเร็งได้

“นอนดึก” การพักผ่อนที่ดึกเกินไปหรือผิดเวลาบ่อยๆ เช่นการทำงานแบบเข้ากะ สลับเวรเช้า บ่าย และดึก เป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพและโรคมะเร็งบางชนิด แต่ไม่จำเป็นต้องลาออกจากหน้าที่การงานเสียหมด เพียงขอให้ฝึกเทคนิคหลับลึกจะช่วยพลิกวิกฤติสุขภาพได้

“กินดึก” ไลฟสไตล์แบบนอนและกินผิดเวลาจะพาให้ระบบในร่างกายแปรปรวน ลองนึกถึงรถยนต์ที่ขับไปนู่นมานี่ไม่มีวันพัก เครื่องยนต์ก็จะเสื่อมเร็วต้องเปลี่ยนอะไหล่ไปเรื่อย การกินดึกเหมือนการแกล้งให้ร่างกายต้องทำโอทีในเวลาที่ควรพักผ่อน ร่างกายต้องลุกขึ้นมาย่อยอาหารอย่างสะลึมสะลือ จะทำให้สมองหลั่งสารต้านมะเร็ง อย่าง “เมลาโทนิน” ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

“กินซ้ำ” ทำพิษกับท่านที่ชอบรับประทานตามสะดวก โดยสั่งอาหารซ้ำเดิมมากินแทบทุกมื้อจนกระเพาะและลำไส้เคยชินกับการกินสารอาหารเดิม ส่งผลให้ขาดวิตามินได้ แถมการกินซ้ำยังทำให้สะสมพิษไว้ในร่างกาย ที่เกี่ยวกับมะเร็งก็เช่น การรับประทานหมูแฮม แหนม ไส้กรอกบ่อย ๆ หรือการกินปลาเค็มบ่อย ๆ ก็มีสิทธิ์กระตุ้นมะเร็งในจุดสำคัญของร่างกายได้

“ท้องผูก” อาการท้องผูกช่วยกระทุ้งมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะที่ทำพิษกับลำไส้ใหญ่เพราะอยู่ใกล้ชิดกับของเสียจากร่างกายเป็นที่สุด อาการท้องผูกอาจเป็นจุดเริ่มต้นของก้อนมะเร็งในลำไส้ได้ โดยท่านที่เป็นบ่อยหรือมี “ติ่งเนื้อ(Colon polyposis)” ขอแนะให้ไปส่องกล้องดูอย่างน้อยสักครั้ง

และ “เครียดง่าย” ท่านที่เก็บทุกข์เก่ง เช่นมองทุกอย่างได้เป็นเรื่องน่ารำคาญตา รำคาญใจไปเสียหมด รถติดก็หงุดหงิด เด็กเสิร์ฟเดินรับออเดอร์ช้าก็นอยด์ เห็นอะไรขวางหูขวางตา มีความน่าจะเป็นในการเกิดมะเร็งได้สูง เพราะมะเร็งรับวิตามินเร่งโตมาจากความเครียดที่กระตุ้น “อนุมูลอิสระ” ให้วิ่งวนอย่างร่าเริงในกระแสเลือด หนี้มะเร็งข้อสุดท้ายจึงร้ายสุด เพราะทำให้เกิดมะเร็งได้ทุกส่วนรวมถึง “มะเร็งใจ” ด้วย.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 4 กันยายน 2555

6 พฤติกรรมที่ต้องโละทิ้ง

ปีใหม่ฟ้าใหม่มาถึงแล้ว เริ่มต้นชีวิตด้วยสิ่งดีๆ ประเดิมกันด้วยการโละทิ้ง 6 พฤติกรรมบ่อนทำลายสุขภาพ จากคำแนะนำของแพทย์เวชธานี

“สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง” พญ.ม.ล.ธัญญ์นภัส เทวกุล แพทย์ประจำศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลเวชธานีเผย 6 พฤติกรรมทำลายสุขภาพ พร้อมแนะวิธีปรับให้สุขภาพดีรับปีใหม่  
1. ดื่มน้ำไม่เพียงพอ น้ำเปล่าไม่ใช่แค่ช่วยดับกระหาย แต่การดื่มน้ำในปริมาณที่ไม่เพียงพอส่งผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น แผลร้อนในในปาก ริมฝีปากแตกแห้ง ผิวแห้งกร้าน ท้องผูก ปัสสาวะมีสีเข้ม กลิ่นฉุน ที่สำคัญ ยังทำให้เลือดข้นหนืด ส่งผลให้ไม่กระปรี้กระเปร่า มึนศีรษะ อ่อนเพลียง่ายควรดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น โดยเทียบเฉลี่ยตามน้ำหนักตัว หากหนัก 50 กิโลกรัม ควรดื่มน้ำให้ได้ 2 ลิตรต่อวัน หากหนัก 70 กิโลกรัม ควรเพิ่มเป็น 3 ลิตรต่อวัน และไม่ควรดื่มครั้งละมาก ๆ เพราะอาจจุกท้อง ทางที่ดีควรจิบทีละนิด แต่จิบบ่อย ๆ น้ำที่ดีที่สุดคือ น้ำเปล่าไม่ร้อนหรือเย็นจัด แต่ใกล้เคียงอุณหภูมิห้องที่สุด เพราะจะทำให้เส้นเลือดในระบบทางเดินอาหารสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที หากปรับพฤติกรรมได้ จะทำให้สดชื่น ไม่เหนื่อยหรืออ่อนเพลียง่าย ผิวพรรณไม่แห้งกร้าน ระบบขับถ่ายทำงานได้ตามปกติ  

2. กินไม่ครบ 3 มื้อ อาหารเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะการรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ หากเรารับประทานอาหารไม่เป็นเวลา อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารเช้าที่คนมองข้าม อาจเสี่ยงโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ภาวะกรดไหลย้อน ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียดการปรับพฤติกรรมทำได้ง่าย ๆ คือ รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ คือมื้อเช้า กลางวัน และเย็น ไม่ใช่มื้อสาย เย็น และดึก เช่นที่คนสมัยนี้นิยมทำ และทุกมื้อควรมีผักสดหรือผักลวก ให้ร่างกายได้สารอาหารครบถ้วน ที่สำคัญ ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด หากทำได้ ร่างกายจะแข็งแรงเพราะได้รับสารอาหารครบถ้วน สมองปลอดโปร่ง ไม่ต้องเสี่ยงโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อนอีก  

3. ท้องผูก หากมีปัญหาท้องผูก จะส่งผลให้ท้องอืด จุกเสียด ผิวพรรณไม่สดใส ปวดหัวเรื้อรัง ในบางคนอาจเกิดสิวขึ้น หรืออาการคันตามตัว เนื่องจากของเสียที่ตกค้างในลำไส้ หากไม่ถ่ายหลายวันเข้า อาหารที่กินเข้าไปก็จะบูดเน่า ทำให้ลำไส้อักเสบ เสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ในอนาคตเพื่อลดปัญหา ควรดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น รับประทานผักและที่มีกากใย แต่ต้องไม่หวาน เลือกกินข้าวกล้อง ขนมปังธัญพืช ที่มีกากใยมากเพื่อให้กากใยเหล่านั้นช่วยกวาดเอาของเสียในลำไส้ระบายออกมา และควรจะเข้านอนให้เป็นเวลา หากทำได้ก็จะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานปกติ สบายท้อง ผิวพรรณสวย อารมณ์แจ่มใส  

4. เครียดเรื้อรัง ความเครียดแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทของคนสมัยใหม่ แต่รู้หรือไม่ว่า ความเครียดมีผลให้ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดสูงขึ้น เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ความเครียดยังเพิ่มอนุมูลอิสระในร่างกาย ทำให้เสื่อมก่อนวัยเพียง แค่หากิจกรรมคลายเครียดก็ช่วยได้ หากนั่งทำงานตลอดก็ควรลุกมายืดเส้นยืดสาย คลายอาการตึงเครียด แต่หากสะสมเรื้อรัง ควรจะปิดระบบของร่างกายแล้วไปชาร์จแบต พักผ่อนสมอง ไปทะเลหรือภูเขาช่วยได้มาก เพราะเป็นพื้นที่อากาศที่มีประจุลบ ที่ทำให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย  

5. ออกกำลังกายน้อย ไม่มีเวลา เป็นเหตุผลคลาสสิกที่คนเลือกตอบคำถามที่ว่า ทำไมไม่ออกกำลังกาย ทั้งที่จริงแล้ว หากไม่ออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง เหนื่อยง่าย แก่ตัวไป ก็อ้วนง่าย ไขมันสะสมตามเนื้อเยื่อโดยเฉพาะพุง ต้นขา ต้นแข็ง และยังลดได้ยากการจัดสรรเวลาที่เหมาะสมช่วยได้ หากใครทำงานแต่เช้าก็เลือกออกกำลังกายช่วงเย็น แต่ถ้าทำงานสายหน่อย ก็ทำได้ช่วงเช้าตรู่ เพราะออกกำลังกายช่วยให้หัวใจและปอดแข็งแรง ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานสมบูรณ์ โดยต้องทำสม่ำเสมอครั้งละไม่ต่ำกว่า 20 นาที ติดต่อกันเป็นเดือนหรือเป็นปี  

6.นอนดึก ติดเน็ตมัวแชทจนนอนดึก อาจต้องเผชิญกับสิวขึ้น ผมร่วง อ้วนง่าย แก่เร็ว ขี้หลงขี้ลืม ไม่มีสมาธิ เป็นหวัดง่าย ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ฮอร์โมนแปรปรวน ท้องผูก มีแก๊สในกระเพาะ อ่อนเพลีย น้ำตาลและไขมันในเลือดสูง ตามมาด้วยโรคหัวใจ โรคสมอง และโรคมะเร็ง   เวลานอนหลับที่เหมาะที่สุดคือ 22.00-05.00 น. เพราะเมื่อนอนหลับสนิท ไม่มีเสียงหรือแสงรบกวน ร่างกายจะหลังฮอร์โมนที่มีประโยชน์ออกมา นั่นคือเมลาโทนิน ที่จะช่วยกระตุ้นให้โกรทฮอร์โมนหลังตาม ช่วยให้แก่ช้า ผิวพรรณสดใส อายุยืน

“สุขภาพเป็นของขวัญที่ดีที่สุด หากคิดจะปรับพฤติกรรมเพื่อเสริมความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจให้ตัวเองก็ถือเป็นของขวัญที่ดีรับปีใหม่นี้ แต่หากใครที่ทำไม่ได้ทุกข้อ ขอให้เลือกซัก 4 ข้อที่คิดว่าทำได้” พญ.ม.ล.ธัญญ์นภัสแนะนำนอกจากนี้ แพทย์เวชธานีชี้ว่า ยังมีของขวัญสำหรับตัวเองอีกอย่างที่สำคัญ คือ การตรวจสุขภาพประจำปี ที่ไม่ควรกลัวการตรวจ เพราะหากสุขภาพดีอยู่แล้วก็จะได้รักษาความแข็งแรงนี้ไว้ แต่หากตรวจพบอาการผิดปกติตั้งแต่เริ่ม ก็จะมีโอกาสรักษาหาย หรือดูแลตัวเองเพื่อยืดอายุให้อยู่ไปได้อีกนาน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 4 มกราคม 2555