พุทธศาสน์กับ “ศักราชใหม่” พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล โดย ชฎาพร นาวัลย์

bangkokbiznews121230_001ต้อนรับเข้าสู่ศักราชใหม่ ด้วย “แนวทาง” หรือเครื่องมืออันทรงพลังที่จะนำทุกท่านไปพบความจริงของชีวิต จากพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล
ต้อนรับเข้าสู่ศักราชใหม่ ปี 2556 ซึ่งเราต่างกำหนดให้มันเป็นจุดสตาร์ทความฝัน และความมุ่งมั่นอันแรงกล้า กายใจฉบับนี้จึงขอเสนอ “แนวทาง” หรือเครื่องมืออันทรงพลังที่จะนำทุกท่านไปพบความจริงของชีวิต เพื่อความสุขความเจริญตลอดปีและตลอดไป

แท้จริงแล้ววันเวลาก็เดินของมันไปตามกลไกธรรมชาติ จะปีเก่า ปีใหม่ วันไหน ๆ ก็สำคัญเท่าเทียมกัน หากแต่ในวันนี้ ปัจจุบันนี้มนุษย์ผู้มีกิเลสหนาทั้งหลาย ยังไม่สามารถไขว่คว้าหาคำตอบให้กับตนเองได้ บ้างก็ยังมัวเมาหรือลุ่มหลงกับความบันเทิงเริงใจ จนประมาทและชะล่าใจกับการใช้ชีวิตที่ถูกครรลอง

ในขณะที่บางคนอาจค้นพบทางออกของตนแล้ว ทว่าก็ยังไม่มั่นใจในทางเลือกหรือคำตอบของตนเอง หลายคนว่าพวกเขาไม่มีหลักยึดที่ถูกต้องแท้จริง จึงโอนเอนท่ามกลางคลื่นข้อมูลความรู้ที่หลากหลายถาโถมซัดกระหน่ำ แล้วพวกเขาจะตัดสินใจให้ถูกต้องได้อย่างไร มันเป็นคำถามที่น่าแปลกใจสำหรับชาวพุทธที่มีศาสดาองค์เดียวกัน ผู้ตรัสรู้ความจริงของโลกอย่างแจ่มแจ้ง

เราเดินทางมุ่งหน้าสู่วัดหนองป่าพง อ. ลำลูกกา จ. ปทุมธานี เพื่อปุจฉา สอบถามความจริง ไขข้อสงสัยกับพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ซึ่งท่านเมตตาวิสัชนา ให้ความกระจ่างกับผู้อ่านกายใจ

พระสูตรหรือพุทธวจนะคือคำตอบของทุกสิ่งหรือ

ใช่ เพราะพระพุทธเจ้าคือ สัพพัญญู รู้ทุกเรื่อง รู้โลกธาตุ เพราะฉะนั้นความศรัทธาที่ชาวพุทธมีต่อศาสดาตนเอง ต้องศรัทธาว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้จริง ไม่ว่าเรื่องทางโลกหรือเรื่องทางธรรม รู้ทั้งหมดและพระองค์ก็ได้จำแนก แจกแจง เปิดเผย บอกเราทุกอย่างแล้ว ก็เลยกลายเป็นว่าคำพูดของพระพุทธเจ้าคือคำตอบของทุกเรื่องในโลก
เป็นคำตอบที่เป็นสัจจะ คือความจริง ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ตรงจริง สัจจะในทางโลก จริงวันนี้ อีกห้าปี สิบปี ร้อยปีอาจจะเปลี่ยนก็ได้ เป็นอนิจจัง ไม่แน่นอน ดังคำที่พระพุทธเจ้าตรัสกับสาวกว่า วิธีการรักษาไว้ซึ่งความจริงคือ อย่าคิดว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ด้วยความคิดอย่างนี้ความจริงจะถูกรักษาเอาไว้ เพราะสิ่งที่เรารู้มามันเป็นอนิจจังคือไม่แน่นอน มันเปลี่ยนแปลง

หลักธรรมใดที่เราควรยึดใช้ในชีวิต

อริยสัจ ๔ เป็นความจริงที่เป็นกฎตายตัวของธรรมชาติ เพราะข้างในของมันก็คือปฏิจจสมุปบาท อิทัปปัจจยตา ครอบคลุมทุกเรื่อง ว่าด้วยสิ่งนี้มีสิ่งนี้จะมี ถ้าสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จะไม่มี กฎตัวนี้มันเป็นหลักเหตุหลักผลของสังคม ถ้ามนุษย์ใช้หลักตรงนี้ มันตอบโจทย์ได้ทุกเรื่อง ใครค้าขายไม่ดี ก็ไปสร้างเหตุไม่ดี ซึ่งอาจเป็นเหตุทางโลกหรือเหตุทางธรรม เหตุทางโลกขยันแล้ว การศึกษาดีแล้ว ทำไมอุปสรรคเยอะ เจอแต่คนไม่ดี ทำไมโอกาสเราไม่เหมาะกับเวลา ไม่ได้จังหวะ แหม พลาดไปนิดเดียว ก็ต้องไปสร้างเหตุปัจจัยสิ่งที่บางทีเรามองไม่เห็น เรานึกไม่ถึง แต่ตถาคตทราบ นั่นคือ พระศาสดาของเรา

นั่นก็คือการต้องเป็นผู้มีศีลดี ไม่ห่างเหินจากฌาน หรือสมาธิ ประกอบกับการทำวิปัสสนา คือมีปัญญาเห็นความไม่เที่ยง อยู่วิเวกบ้าง หรือให้ความศรัทธาศีล สุตมยปัญญาก็ได้ แล้วก็จะได้สมความปรารถนา

สิ่งนี้ต้องยึดไว้ตลอดชีวิตเลย เพราะเราตายแน่นอน เพราะเวลาเราจะตาย เราจะวางจิตไม่ไหว นี่เป็นคำสอนที่ตอบได้ทั้งทางโลกและทางธรรม คนมักจะคิดไปว่าพระพุทธเจ้าสอนในเรื่องการหลุดพ้นอย่างเดียว นั่นคือเขายังไม่เข้าใจว่าสัพพัญญูคืออะไร ทางโลกก็ตอบไป ทางธรรมก็ตอบไป แต่เพราะคนยังไม่เป็นโสดาบันจึงมีความหวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ก็เลยไปฟังคนอื่น ฟังหมอดูบ้าง พึ่งผีสางเทวดานางไม้ พึ่งตัวเลข ก็จะแสวงหาไปเรื่อย ๆ ท่านก็บอกว่าเดินไปหาที่พึ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่สามารถแก้ปัญหาความทุกข์ได้

แล้วมีหลักธรรมใดใช้แก้ปัญหาปากท้อง

อันดับแรกต้องเชื่อพระพุทธเจ้าก่อน กลับมารักษาศีล กลับมานั่งสมาธิ มาเห็นสัจจะว่า สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม เดี๋ยวอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ จะค่อย ๆ หมดไปเอง พื้นฐานต้องยอมรับระดับหนึ่งว่า แต่ละคนมีมาไม่เท่ากัน ภายใต้ความไม่เท่ากันตรงนี้ อยากให้ผลกรรมดีนั้นส่งผลในปัจจุบันไหม พระพุทธเจ้าให้ทำสมาธิ ๘ ระดับซึ่งจะส่งผลในปัจจุบันทันที เมื่อเรามีศีล สมาธิ อุปสรรคปากท้องจะค่อย ๆ หมดไป ชีวิตจะดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ต้องศรัทธาตรงนี้ก่อน ค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ

เราจะเห็นคนจบตรี โท เอก ขยันเท่า ๆ กัน แต่ทำไมบางคนสำเร็จ บางคนไม่สำเร็จ นั่นเพราะมีเหตุปัจจัยที่หลายคนไม่รู้ แต่สัพพัญญูรู้ ท่านบอกให้พึ่งตนและพึ่งธรรมะ พระองค์ให้เจริญสติปัฏฐาน ๔ กลับมารู้ลมหายใจตนเอง เจริญอาณาปานสติ

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคืออะไร แล้วเราจะจัดการมันได้อย่างไร

คือการไม่รู้อริยสัจ ๔ หรือ ปฏิจจสมุปบาท น่ากลัวที่สุดเลย จึงต้องท่องเที่ยวไปตลอดกาลยาวนานในสังสารวัฏ แต่ถ้ารู้ในอริยสัจ ๔ ไม่มีอะไรจะต้องกลัว เราจะรู้ว่าชีวิตเป็นไปตามกรรม และเราออกจากกรรมได้ จะมีความมั่นคงมาก เพราะฉะนั้น จิตของพระโสดาบันจะมีความมั่นคงประดุจเสาหินยาว ๑๖ ศอกฝังลึกลงในดิน ๘ ศอก ยาวขึ้นมา ๘ ศอก โดยไม่หวั่นไหวต่อแรงโน้มท่วงที่มาทั้ง ๔ ทิศฉันใด จิตโสดาบันก็ฉันนั้น ส่วนจิตของปุถุชนก็เบาเหมือนปุยนุ่น ใครเขาบอกตรงนี้นิด ก็เอนไปแล้ว ลมพัดซ้ายทีก็ไปซ้าย พัดขวาทีก็ไปขวาอย่างนี้ ไม่มีความมั่นคง

หลักเดียวกัน หลักอริยสัจ ๔ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่จะต้องรู้ เหมือนฟางไหม้ผมบนศีรษะ พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าเธอจะทำอะไรก่อน ตอบกลับมาว่าดับผมบนศีรษะก่อน พระพุทธเจ้าบอกมารู้อริยสัจก่อน ขนาดนั้น ฉะนั้นการไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท หรืออริยสัจ ๔ ร้อนยิ่งกว่านรก ในนรกว่าร้อนแล้วนะ แต่การไม่รู้นี่ร้อนยิ่งกว่า

ปฏิจจสมุปบาท ก็คืออริยสัจ ๔ ข้อที่ ๒ และ ๓ เราจะพูดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ คนที่ไม่รู้ก็อาจสับสน แต่มันคืออย่างเดียวกัน ปฏิจจสมุปบาท คือการลงรายละเอียดในข้อ ๒ และ ๓ สมุทัย เหตุเกิด คือ ปฏิจจสมุปบาทสายเกิด การเกิดขึ้นของความตาย ส่วนปฏิจจสมุปบาทสายดับคือตัวนิโรธ เวลาพระพุทธเจ้าจะพูดนิโรธอย่างเดียว เพราะองค์จะตรัสลำดับขั้นการดับไปของความตาย ว่าตายสามารถดับไปได้ เข้าแบบที่เหตุ ถ้าฆ่าไม่มี ตายก็ไม่มี ถ้าดับภพ ชาติจะไม่มี ถ้าดับอุปาทาน ภพจะไม่มี ถ้าดับตัณหา อุปาทานจะไม่มี ถ้าดับเวทนา ตัณหาก็ไม่มี ถ้าดับผัสสะ เวทนาจะไม่มี ไล่ดับไปเรื่อย ๆ

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยาก มีอยู่กับตัว แต่ไม่ดูเอง ก็มัวแต่เพลินกับรูปรสกลิ่นเสียง แต่อริยสัจอยู่คาตาของทุกคน พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า มนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้มีผัสสะบังหน้า ก็เลยเพลินในผัสสะ เข้าใจผิดในผัสสะ ก็เลยไม่เห็นไง สุขเกิดมาสักพักก็ดับไป แต่ไม่มีใครเห็นเวลามันดับ ความทุกข์เกิดมาที่สุดก็ดับไป แต่ไม่มีใครสังเกตว่าดับไปของทุกข์ ความจริงก็เห็นอยู่ในปัจจุบันขณะ เห็นอย่างนี้ได้คนนั้นหลุดพ้นจากความตาย ไม่ต้องตายอีกต่อไป นี่คือสุดยอดของปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์ใดก็ช่วยให้พ้นจากความตายไม่ได้นอกจากปาฏิหาริย์คือคำสอน

ที่ผ่านมาเราเชื่ออิทธิปาฏิหาริย์ เรามีเครื่องวัดผิด เพราะเราไม่ได้ศึกษาพุทธวจนะ พระพุทธเจ้าไม่ได้สรรเสริญนะ สังคมจึงมีมาตรฐานผิดเครื่องวัดผิด คิดว่าเขาเป็นอริยบุคคลก็เลยเชื่อไปตามนั้น มันก็เลยรู้ผิดกันไปเรื่อยๆ พอบอกแก้กรรมก็ไปรดน้ำมนต์ ไปบังสกุลเป็น-ตาย ไปสะเดาะเคราะห์ ไปดูฤกษ์ยาม คิดว่าเป็นมงคล แต่ตถาคตบอกว่านี่เป็นเดรัจฉานวิชา เลี้ยงชีวิตผิด ซึ่งถ้าเขาเป็นอริยะ เขาต้องมีสัมมาอาชีวะ และเขาต้องเพียรพยายามละมิจฉาอาชีวะให้ได้ ต้องมีสติ เพื่อเป็นสัมมาสติ ละมิจฉาสติได้ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องยากหรือง่าย แต่เป็นเรื่้องจริงหรือไม่จริง อยากรู้ความจริงก็ต้องศึกษา ที่จะต้องทำความเข้าใจและอย่าหยุดความเพียร ก็จะบรรลุได้แน่นอน

เราจะแก้ไขความขัดแย้งในตัวเราและสังคมได้อย่างไร

ต้องไม่หวั่นไหวในพระศาสดา ต้องถามว่าเขาศาสนาพุทธหรือเปล่า แต่ถ้าไม่ใช่หรือมีลัทธิอื่น พระพุทธเจ้าก็มีการสอนอีกแบบหนึ่ง เราก็เอาความดีที่เห็นตรงกันมาคุยกันก่อน ศาสดาใดสมาทานความดีที่เห็นตรงกันได้มากกว่ากัน ให้เป็นเลือกนับถือสิ่งนั้น

แต่ถ้าเรามีศาสดาแล้ว นับถือพุทธใช่ไหม แต่ยังไปฟังความเห็นอื่น แสดงว่าหวั่นไหวในศาสดาของตัวเอง แต่ถ้าเชื่อมั่นก็จะฟังแต่พุทธวจนะ เพราะนี่คือคำที่ออกจากปากศาสดา สาวกมีหน้าที่จดจำคำศาสดามาถ่ายทอด พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เธอทั้งหลายเป็นทายาทแห่งตถาคต เป็นโอรสอันเกิดจากปากตถาคต พระสงฆ์มีเอาไว้เป็นกระบอกเสียงของพระพุทธเจ้า แต่ไม่ใช่เอาคำพูดของตัวเองมาพูดเอง มิฉะนั้นถ้าเอาคำพูดนั้นมาได้ ก็แสดงว่าคำพระพุทธเจ้านั้นผิด เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย จะไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่เคยบัญญัติ จะไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไปแล้ว อยากเจริญก็ทำแบบนี้ อยากเสื่อมก็บัญญัติเข้าไป เสื่อมแน่นอน เพราะฉะนั้นตถาคตก็ไม่เป็นหนึ่งเดียว นี่คือสับสนตั้งแต่ตนเอง คนอื่นก็เลยสับสน สังคมก็เลยสับสน ก็เกิดการแตกแยก นี่ขนาดแค่สังคมพุทธ ยังมีหลายสำนักหลายนิกาย

เพราะฉะนั้น อย่างที่พระพุทธเจ้าบอก สุตตันตะ เหล่าใดที่กวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอนมีอักษรสละสลวยมีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนวเป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจักไม่ฟังด้วยดีไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึงและจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคตเป็นข้อความลึกมีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา, เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่; เธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

ความขัดแย้งจะหมดไป ถ้าเรามีศรัทธาร่วมกันในคน ๆ เดียว ทุกอย่างเรียบร้อยหมด ไม่ใช่ว่าพอคนนี้บอกให้หยุด อีกวันคนนั้นบอกให้หยุด คนนี้ก็บอกคนนั้นทำได้ ทำไมจะทำบ้างไม่ได้ อย่างนี้ไม่มีวันแก้ได้ แต่ถ้าเรายึดมั่นในพระศาสดา ทุกเรื่องในสังคม แก้ปัญหาได้ทั้งหมด พระพุทธเจ้าตอบปัญหาของคนทั้งโลกไว้หมดแล้ว จิปาถะ ความเห็นมนุษย์ทั้งโลกคิดได้ ๖๒ แบบ เพราะฉะนั้นคนที่มีอินทรีย์แก่กล้า ดวงตามากน้อยแค่ไหน พระพุทธเจ้ารู้ทั้งหมด แม้จะไม่มีตอบไว้ ก็มีหลักเทียบเคียง ถ้าเข้ากันได้กับสิ่งที่ควร อันนั้นก็ควร ถ้าเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร อันนั้นก็ไม่ควร วางหลักเอาไว้แล้ว ฉะนั้นเวลาฟังคำใคร อย่าเพิ่งเชื่อ อย่ารับรอง อย่าคัดค้าน แต่จำให้ดีว่าเขาพูดว่าอะไร เสร็จแล้วเอามาเทียบเคียงกับสิ่งที่ตถาคตว่าไว้ ถ้าเข้ากันได้แสดงว่าคนที่พูดนั้น เขาจำมาถูก แต่ถ้าไม่เข้ากับคำตถาคตให้ละทิ้งความเชื่อและคำพูดนั้นเสีย

อันความขัดแย้งในสังคมนั้นมีหลายเหตุปัจจัย เหตุปัจจัยหนึ่งของการทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ยักษ์ นาค อสูร เทวดา มันทะเลาะกันหมด เหตุปัจจัยในการขัดแย้งคือ อิจฉา และ ตระหนี่ อิจฉากันและมีความตระหนี่หวงแหน มันจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันทันที เรียกว่าเรื่องราวอันเกิดจากการหวงกัน แล้วก็มีคนถามพระพุทธเจ้าว่าความอิจฉาและตระหนี่เกิดจากอะไร ท่านก็ตอบว่าเพราะสิ่งอันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก เดี๋ยวจะเกิดอิจฉาและตระหนี่ขึ้น แล้วก็จะทะเลาะกัน ทางแก้ก็คือ เมื่อรักใครไม่ชอบใครก็ให้รีบวางอุเบกขา วางเป็นความเฉย ๆ แล้วความรักที่เกิดจากรัก รักที่เกิดจากเกลียด เกลียดที่เกิดจากรัก และเกลียดที่เกิดจากเกลียดจะดับไป อารมณ์คนมี ๔ อย่างในโลก

อีกทั้งการเจริญธรรม ๓ อย่างให้มาก นั่นคือ ถ้าเราเจริญความคิดในทางกาม ปฏิบัติ เบียดเบียน การทะเลาะก็จะเกิดขึ้น แต่ถ้าเราละ ๓ อย่างแล้วมาเจริญธรรม คือ การหลีกออกจากกาม หลีกออกจากพยาบาท และหลีกออกจากการเบียดเบียน การทะเลาะเบาะแว้งจะไม่เกิดขึ้น คนในสังคมมองกันด้วยสายตาแห่งความรัก จะเข้ากันได้ดุจน้ำกับน้ำนม

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 30 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

นั่งสมาธิใช้รักษาโรคทางกายได้ ตั้งแต่เป็นสิวจนถึงโรคสะเก็ดเงิน

นักวิทยาศาสตร์เมืองน้ำชาศึกษาพบว่า การนั่งสมาธิก็ช่วยบรรเทาอาการโรคทางกาย อย่างโรคผิวหนังต่าง ๆ ตั้งแต่สิวไปจนถึงโรคสะเก็ดเงินได้

คณะนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ ได้ความรู้จากการศึกษา ผลการศึกษาเรื่องเก่า ๆ ว่า สามารถจะนำวิธีรักษาโรคทางจิตใจต่างๆ ตั้งแต่ การนั่งสมาธิ พฤติกรรมบำบัดกับการเปลี่ยนความคิด และการฝึกผ่อนคลายความเครียดมารักษาโรคทางกาย เช่น พวกโรคผิวหนัง อย่างโรคเรื้อนกวาง สิว โรคสะเก็ดเงิน และโรคด่างขาว พวกเขาลงความเห็นว่า การนำวิธีรักษาโรคทางจิตใจมาใช้ “ให้ประโยชน์อย่างแท้จริง”

นายกสมาคมแพทย์โรคผิวหนังอังกฤษกล่าวว่า เป็นที่ยอมรับว่าวิธีรักษาโรคทางจิตใจต่าง ๆ นั้น เป็นคุณประโยชน์ช่วยให้คนไข้คลายผลกระทบทางจิตใจที่เกิดจากโรคลงได้ และยังเป็นที่ปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรกว่า มันยังช่วยให้อาการต่าง ๆ ทางกายดีขึ้นได้อีกด้วย

นักวิจัยได้ให้ความเห็นว่า การนำเอาวิธีรักษาเหล่านั้นมาใช้ จะให้ผลดีที่สุด กับการทำให้คนไข้เปลี่ยนนิสัยใจคอเสียใหม่ไปได้เอง.

ที่มา: ไทยรัฐ  30 สิงหาคม 2555

.

read more:

Influence of a mindfulness meditation-based stress reduction intervention on rates of skin clearing in patients with moderate to severe psoriasis undergoing phototherapy (UVB) and photochemotherapy (PUVA).

data from: http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/9773769

ปรับพฤติกรรมเสี่ยง…ช่วยชะลอวัยชรา

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ความเสื่อมในร่างกายก็ย่อมต้องมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งปัญหาที่เราเห็นได้ชัดเจนนั้น ได้แก่ สายตาพร่ามัว ระบบขับถ่ายในร่างกายลดน้อย สมองทำงานช้าลง รวมไปถึงโรคแฝงที่มักพบได้ในผู้สูงอายุ เช่น โรคสมองเสื่อม และโรคกระดูกพรุน ดังนั้นการดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต เช่น การงดดื่มสุรา การออกกำลังกาย หรือแม้แต่การพักผ่อนให้เพียงพอ ฯลฯ นอกจากจะช่วยชะลอวัยแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคที่อาจส่งผลเสียสำหรับผู้สูงอายุได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 อัพ เนื่องจากช่วงวัยดังกล่าวนั้นเป็นช่วงที่โรคภัยต่างๆ มักถามหา และเป็นวัยที่ร่างกายเริ่มเกิดความเสื่อมลงนั่นเอง

พญ.ลิลลี่ ชัยสมพงษ์ ศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ รพ.บำรุงราษฎร์ เปิดเผยภายใต้งาน “Healthy 50+’ อายุไม่ใช่อุปสรรคของความสุข หากคุณมีสุขภาพที่ดี” ว่า ตนได้แบ่งโรคออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกได้แก่ “โรคที่เป็นแล้วแก่” เช่น โรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็ง ส่วนกลุ่มที่ 2 นั้นคือ “โรคแก่แล้วเป็น” เช่น โรคสมองเสื่อม โรคกระดูกพรุน โรคข้อเสื่อม ดังนั้นการดูแลสุขภาพต้องเริ่มตั้งแต่การงดปัจจัยเสี่ยง เช่น งดสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่และการดื่มสุราจะทำให้การดูดซึมแคลเซียมในร่างกายลดน้อยลง ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาคือปัญหาโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ ส่วนการดูแลสุขภาพลำดับต่อมาคือ การควบคุมน้ำหนักและการออกกำลังกาย คุณหมอแนะนำว่า การออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุนั้น ควรเป็นลักษณะของการเน้นความแข็งแรงให้กับกระดูก เช่น ฝึกชี่กง หรือรำไท้เก๊ก การเดิน หรือการวิ่งเหยาะๆ เป็นต้น

ส่วนการรับประทานอาหารนั้น พญ.ลิลลี่ให้ข้อมูลว่า การบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมก็สำคัญ โดยเฉพาะนมให้ได้วันละประมาณ 1,000-1,200 มิลลิลิตร หรือวันละ 2 แก้ว (นม 1 แก้วจะมีปริมาณแคลเซียม 300 มิลลิกรัม) ขณะเดียวกันผู้สูงอายุควรรับประทานผักใบเขียว และแคลเซียมที่ได้จากปลากรอบ รวมถึงรับประทานเต้าหู้แข็งให้ได้ทุกมื้อของอาหาร ก็จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูก เพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุได้ เพราะบางครั้งการดื่มนมอย่างเดียวอาจได้แคลเซียมที่ไม่เพียงพอต่อร่างกาย นอกจากนี้ก็ควรรับประทานเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ เพราะเนื้อสัตว์นั้นจะให้โปรตีน หากขาดโปรตีนจะส่งผลให้กล้ามเนื้อแขนขาของผู้สูงอายุลีบลง

การพักผ่อนก็สำคัญ ผู้สูงอายุควรพักผ่อนให้ได้อย่างน้อย 8 ชั่วโมง แต่หากผู้สูงอายุท่านใดที่ใช้เวลาพักผ่อนเพียง 5 ชั่วโมง แล้วไม่รู้สึกอ่อนเพลียหรือง่วงนอนก็ถือว่าเพียงพอแล้ว คุณหมอกล่าวต่อว่า เพราะการนอนหลับที่เพียงพอจะส่งผลให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพจิตใจที่ดี และมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่ดี ขณะเดียวกันก็เป็นการป้องกันผู้สูงอายุเก็บตัวอยู่คนเดียว จนอาจเกิดอาการซึมเศร้าตามมาได้ พูดง่ายๆ ว่าการพักผ่อนที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันโรคที่มีสาเหตุมาจากสมอง เช่น โรคซึมเศร้า โรคหลอดเลือดสมองได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากผู้สูงอายุจะไม่เครียดและไม่กังวลใจ เพราะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตามคุณหมอแนะนำว่า หากเป็นไปได้ควรให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมหรืองานอดิเรกทำ เช่น การทำงานฝีมือเล็กๆ น้อยๆ การอ่านหนังสือ หรือการไปเข้าวัดนั่งสมาธิ เนื่องจากมีงานวิจัยแล้วว่าการให้ผู้สูงอายุเข้าหาธรรมะนั้น นอกจากจะช่วยทำให้อายุยืนแล้ว ยังป้องกันโรคสมองเสื่อม และช่วยชะลอวัยได้อีกด้วย และไม่เพียงแค่การดูแลสุขภาพโดยการปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตข้างต้นแล้ว การรู้จักสังเกตความผิดปกติในร่างกาย และการหมั่นไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี ก็สามารถช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดโรคและช่วยให้ผู้สูงวัยมีอายุยืนยาวได้ทางหนึ่ง.

ที่มา: ไทยโพสต์ 29 พฤษภาคม 2555

นั่ง ‘สมาธิ’ เพิ่มเอนไซม์ต้านชรา

หน้าข่าวสุขภาพในเว็บไซต์นิตยสารไทม์ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา มีบทความน่าสนใจอยู่ชิ้นหนึ่ง เป็นการนำหลักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ มาตอกย้ำให้เห็นถึง “ผลดี” ที่เกิดขึ้นจากการนั่งสมาธิ!

โดยทั่วๆ ไปที่ผ่านมา เคยมีงานวิจัยระบุว่า การนั่งทำสมาธินั้นส่งผลดีต่อสุขภาพหลายประการ เช่น ช่วยลดความเครียด ลดความดัน เพิ่มสมาธิ ป้องกันอาการซึมเศร้า ฯลฯ

ล่าสุด คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเดวิส ประเทศสหรัฐอเมริกาเปิดเผยข้อมูลการศึกษาอันเกี่ยวเนื่องกับประโยชน์ของการนั่งสมาธิครั้งใหม่ ว่าบุคคลที่นั่งทำสมาธิ รวมถึงฝึกควบคุมการหายใจต่อเนื่องวันละ 6 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 3 เดือนนั้นจะมีระดับ “เอนไซม์” ในร่างกายที่ชื่อว่า “เทโรเมอเรส” (Teromerase) สูงกว่าบุคคลที่ไม่ได้นั่งสมาธิถึง 30 เปอร์เซ็นต์

ความสำคัญของเจ้าเอนไซม์ตัวนี้ ก็คือ จะมีตำแหน่งอยู่ตรง “หาง” ของ “ดีเอ็นเอ” หรือ สารพันธุกรรมนี่แหละ คอยทำหน้าที่ปกป้องเซลล์และทำให้เซลล์ของคนเราแบ่งตัวได้

อย่างไรก็ตาม เวลาเซลล์แบ่งตัวไปเรื่อยๆ เจ้า “เทโรเมอเรส” กลับหดสั้นลง หรือพูดง่ายๆ คือ มีจำนวนลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ เป็นเหตุให้เซลล์แบ่งตัวยากขึ้น กระทั่ง “ตาย” ไปในที่สุด เพราะแบ่งตัวต่อไปอีกไม่ได้

ฉะนั้น เมื่อการนั่งสมาธิช่วยเพิ่มระดับ “เทโรเมอเรส” จึงเท่ากับว่าประสิทธิภาพในการแบ่งตัวของเซลล์เราก็จะยังดีอยู่ ส่งผลให้ “แก่ช้า”นั่นเอง!

สำหรับที่มาวิธีวิจัยครั้งนี้เก็บข้อมูลจากคนที่ไปเข้าคอร์สฝึกสมาธิที่ศูนย์ชัมบาลา เมาน์เทน เซ็นเตอร์ ในรัฐโคโรลาโด 30 คน เทียบกับคนที่รอคิวเข้าฝึกการทำสมาธิในศูนย์แห่งเดียวกันนี้

แน่นอนว่า การศึกษาอาจต้องเจาะลึกลงไปว่าอีกว่า จริงๆ แล้ว ปัจจัยที่ช่วยให้ระดับ”เทโรเมอเรส” สูงขึ้นนั้น นอกเหนือจากการฝึกสมาธิแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับน้ำ-อาหารที่ดื่มกินเข้าไปด้วยหรือไม่ และมีปัจจัยเรื่องสภาพแวดล้อมอื่นๆ ในศูนย์เกี่ยวข้องด้วยไหม เช่น คุณภาพอากาศเป็นต้น

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การนั่งสมาธิมีข้อดีอยู่มากมาย เราคงไม่ต้องฝึกหนักหนาถึงขั้นวันละหลายชั่วโมง เพราะแค่ได้นั่งทำจิตใจให้สงบสักพักก็ช่วยจัดระเบียบเพิ่มความสมดุลให้กาย-ใจได้ดีเลยทีเดียว

ที่มา: ข่าวสด

See Also:

Positive Well-Being to Higher Telomerase: Psychological Changes from Meditation Training Linked to Cellular Health

ScienceDaily (Nov. 3, 2010) — Positive psychological changes that occur during meditation training are associated with greater telomerase activity, according to researchers at the University of California, Davis, and the University of California, San Francisco. The study is the first to link positive well-being to higher telomerase, an enzyme important for the long-term health of cells in the body.

The effect appears to be attributable to psychological changes that increase a person’s ability to cope with stress and maintain feelings of well-being.

“We have found that meditation promotes positive psychological changes, and that meditators showing the greatest improvement on various psychological measures had the highest levels of telomerase,” said Clifford Saron, associate research scientist at the UC Davis Center for Mind and Brain.

“The take-home message from this work is not that meditation directly increases telomerase activity and therefore a person’s health and longevity,” Saron said. “Rather, meditation may improve a person’s psychological well-being and in turn these changes are related to telomerase activity in immune cells, which has the potential to promote longevity in those cells. Activities that increase a person’s sense of well-being may have a profound effect on the most fundamental aspects of their physiology.”

The study, with UC Davis postdoctoral scholar Tonya Jacobs as lead author, was published online Oct. 29 in the journal Psychoneuroendocrinology and will soon appear in print. It is a product of the UC Davis-based Shamatha Project, led by Saron, one of the first long-term, detailed, matched control-group studies of the effects of intensive meditation training on mind and body.

“This work is among the first to show a relation between positive psychological change and telomerase activity. Because the finding is new, it should serve to inspire future studies to replicate and extend what we found,” Jacobs said.

Elizabeth Blackburn, professor of biology and physiology at UCSF, is a co-author of the paper. Blackburn shared the 2009 Nobel Prize for physiology or medicine for discovering telomeres and telomerase. Other co-authors include UCSF colleagues Elissa Epel, associate professor of psychiatry; assistant research biochemist Jue Lin; and Owen Wolkowitz, professor of psychiatry.

Telomeres are sequences of DNA at the end of chromosomes that tend to get shorter every time a cell divides. When telomeres drop below a critical length, the cell can no longer divide properly and eventually dies.

Telomerase is an enzyme that can rebuild and lengthen telomeres. Other studies suggest that telomerase activity may be a link between psychological stress and physical health.

The research team measured telomerase activity in participants in the Shamatha Project at the end of a three-month intensive meditation retreat.

Telomerase activity was about one-third higher in the white blood cells of participants who had completed the retreat than in a matched group of controls.

The retreat participants also showed increases in such beneficial psychological qualities as perceived control (over one’s life and surroundings), mindfulness (being able to observe one’s experience in a nonreactive manner) and purpose in life (viewing one’s life as meaningful, worthwhile and aligned with long-term goals and values). In addition, they experienced decreased neuroticism, or negative emotionality.

Using statistical modeling techniques, the researchers concluded that high telomerase activity was due to the beneficial effects of meditation on perceived control and neuroticism, which in turn were due to changes in mindfulness and sense of purpose.

The Shamatha Project is the most comprehensive longitudinal study of intensive meditation yet undertaken.

The intensive meditation retreat took place at the Shambhala Mountain Center in Red Feather Lakes, Colo. The study included 30 participants each in the retreat and control groups. Participants received ongoing instruction in meditation techniques from Buddhist scholar, author and teacher B. Alan Wallace of the Santa Barbara Institute for Consciousness Studies. They attended group meditation sessions twice a day and engaged in individual practice for about six hours a day.

A control group of 30 people matched for age, sex, education, ethnicity and meditation experience was assessed at the same time and in the same place, but did not otherwise attend meditation training at that time.

The Shamatha Project has drawn the attention of scientists and Buddhist scholars alike, including the Dalai Lama, who has endorsed the project.

Saron and his colleagues are now analyzing and publishing other findings from the project. In a paper published this summer in Psychological Science, Katherine MacLean, a recent UC Davis Ph.D. graduate now at Johns Hopkins University, reported that meditators were better at making fine visual distinctions and sustaining attention over a long period.

The group’s next research article, currently in press in the journal Emotion, will describe a meditation-related reduction in impulsive reactions, which was linked in turn to enhancement in positive psychological functioning. UC Davis postdoctoral researcher Baljinder Sahdra is the lead author on that paper.

Additional co-authors on the current paper are: UC Davis graduate students Stephen Aichele, Anthony Zanesco and Brandon King; Sahdra, Associate Professor Emilio Ferrer and Distinguished Professor Phillip Shaver from the UC Davis Department of Psychology; consulting scientist Erika Rosenberg from the UC Davis Center for Mind and Brain; and from UC Irvine, graduate student David Bridwell of the Department of Cognitive Science.

Major support for the Shamatha Project comes from the Fetzer Institute and the Hershey Family Foundation. Additional support comes from numerous private foundations including the Baumann Foundation; the Tan Teo Charitable Foundation; the Yoga Research and Education Foundation; and individual donors. Individual researchers also received fellowship and other support from the National Science Foundation; the Social Sciences, Humanities Research Council of Canada; and the Barney and Barbro Fund.

ได้มากกว่าที่คิด ผลศึกษาพบ”นั่งสมาธิ”ช่วยทำให้มีความสุขทางเพศมากขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 18 พย.ว่า การนั่งสมาธิ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวยุโรปนิยมกระทำเป็นเวลาหลายปีแล้ว สามารถช่วยต่อสู้กับความเครียดและปรับปรุงสภาพจิตใจ แต่ล่าสุด ยังพบว่า การนั่งสมาธิ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คนเราเกิดความผ่อนคลายและได้พักผ่อนเท่านั้น แต่ยังสามารถปรับปรุงการมีความสุขทางเพศได้อีกด้วย โดยผู้หญิงที่สามารถฝึกจิตให้มีสมาธิขณะมีเพศสัมพันธ์ จะมีความพึงพอใจทางเพศ มากกว่าคนที่ไม่ได้กระทำ

ทั้งนี้ ผลศึกษาจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญแห่งมหาวิทยาลัยบราวน์ ในเมืองโร้ด ไอร์แลนด์ ของสหรัฐ ได้กระทำการทดสอบต่อกลุ่มตัวอย่าง 44 ราย จำนวนนี้เป็นหญิง 30 ราย และครึ่งหนึ่งเคยนั่งสมาธิเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผลปรากฎว่า ผู้หญิงกลุ่มที่นั่งสมาธิ จะสามารถปล่อยการตื่นตัวทางเพศได้เร็วกว่ากลุ่มที่ไม่เคยกระทำ

นอกจากนี้ ผลศึกษาพบว่า ผู้หญิงที่นั่งสมาธิ จะมีอ่อนโยนมากขึ้น ผ่อนคลายน้อยลง และมีความใส่ใจที่ดีขึ้น

ที่มา: มติชน 18 พฤศจิกายน 2554