ปวดท้องแค่รำคาญ!!? ปล่อยไว้นานๆ ก็แค่ตาย โดย ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

posttoday140920_01สัญญาณการเจ็บป่วยไม่ถึงขั้นรุนแรง บางครั้งแสดงอาการปวดเพียงก่อให้เกิดความรำคาญ ซึ่งพบได้บ่อยใน “โรคระบบทางเดินอาหาร” หลายครั้งที่คนไข้ปล่อยให้ร่างกายบรรเทาความเจ็บปวดด้วยตัวเอง เพิกเฉยต่อการรักษา หนักเข้านำไปสู่ความชินชาในที่สุด แน่นอนว่าระยะแรกคงไม่เป็นอะไรมากนักทว่าหากปล่อยเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนำซ้ำพบอาการแทรกซ้อนจนเรื้อรัง ที่สุดแล้วจะนำมาซึ่งผลร้ายต่อร่างกายอย่างฉับพลัน และนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้

นพ.ยุทธนา ศตวรรษธำรง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ในฐานะผู้ก่อตั้งสมาคมแพทย์ส่องกล้องทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย อธิบายว่า ทุกวันนี้วิถีชีวิตของผู้คนเร่งรีบจนละเลยที่จะใส่ใจในเรื่องโภชนาการและขาดวินัยในการกิน รวมทั้งภาวะความเครียดที่สะสม ทำให้มีแนวโน้มของผู้ป่วยในโรคเกี่ยวกับ “ระบบทางเดินอาหาร” เพิ่มมากขึ้น ที่พบมากอย่างมีนัยสำคัญ คือ โรคกระเพาะอาหารและกรดไหลย้อน

นพ.ยุทธนา อธิบายต่อว่า คนส่วนใหญ่มักมองข้ามอาหารมื้อเช้า หรือถ้ากินก็ไม่เป็นเวลา ขณะที่ร่างกายมนุษย์มีการเซตระบบในการกินอาหารแต่ละมื้อตรงตามเวลา ตั้งแต่แปดโมงเช้า เที่ยงวันถึงบ่ายสองโมง และอีกครั้งช่วงหกโมงถึงหนึ่งทุ่ม ในช่วงเวลาเหล่านั้นจะมีกรดในกระเพาะที่หลั่งออกมาเพื่อย่อยอาหาร

ดังนั้น เมื่อถึงเวลาแล้วไม่มีอาหารลงไปในกระเพาะ กรดก็จะทำการย่อยตัวกระเพาะอาหารเอง และเป็นสาเหตุของโรคกระเพาะอย่างที่รู้กัน และยิ่งใครที่มีความเครียดมาก กรดก็จะหลั่งออกมามากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่กินยาแก้ปวดในขณะท้องว่างเป็นประจำ ฤทธิ์ยาก็จะเข้าไปกัดกระเพาะ

กรดไหลย้อนก็เป็นโรคที่พบบ่อยมาก เพราะนิสัยของคนส่วนใหญ่ที่หลังกินอาหารเสร็จแล้วจะนั่งๆ นอนๆ อยู่นิ่งๆ อาหารจึงค้างอยู่ในกระเพาะไม่ย่อย และไม่เคลื่อนสู่ลำไส้เล็ก หรือบางคนทำงานหนักตลอดทั้งวัน ได้กินอาหารไม่เต็มที่ พอถึงมื้อเย็นก็รวบกินมื้อใหญ่ทีเดียว หรือพวกชอบกินอาหารที่มันมากๆ พวกนี้ทำให้ย่อยยาก แล้วเมื่ออาหารค้างอยู่ในกระเพาะมันก็จะอืดพอง และหาทางออก กรดที่อยู่ในกระเพาะอาหารจึงไหลย้อนขึ้นมาทางหลอดอาหาร ส่งผลให้รู้สึกจุก แน่น ปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าอกไปถึงลิ้นปี่ เปรี้ยวหรือขมในคอ” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ ระบุ

สำหรับโรคกระเพาะและกรดไหลย้อนเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่หากปล่อยให้อาการเรื้อรังไม่รักษา ผลที่ตามมาจะทำให้เกิดแผลอักเสบในกระเพาะ หรือในหลอดอาหาร มีภาวะหลอดอาหารตีบ และในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดคือเซลล์ภายในหลอดอาหารอาจเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่มีอาการของกรดไหลย้อนเรื้อรัง มีอายุเกิน 40 ปี มีอาการน้ำหนักลด

“ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมาก หรือมีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็ง ก็ต้องเข้ารับการตรวจด้วยวิธีส่องกล้อง Endoscopy ซึ่งเป็นกล้องขนาดประมาณ 9 มิลลิเมตร ที่จะส่งผ่านเข้าทางปาก เข้าไปในหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น และสามารถบันทึกภาพและเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อมาตรวจอย่างละเอียดได้ในคราวเดียว” คุณหมอยุทธนา ฉายภาพการรักษา

ทั้งนี้ ผลการรักษาแพทย์จะสามารถเห็นภาพที่ให้รายละเอียดในแต่ละบริเวณออกมาได้อย่างชัดเจนแม่นยำ ว่าคนไข้มีแผลหรือไม่ หรือเป็นเพียงการอักเสบธรรมดา รวมถึงสามารถตัดชิ้นเนื้อมาตรวจหาแบคทีเรีย Helicobacter Pylori   หรือดูในหลอดอาหารได้ว่ามีลักษณะของกรดไหลย้อนมากน้อยเท่าใด หรือในตนไข้ที่สงสัยว่าเป็นมะเร็งก็สามารถนำชิ้นเนื้อมาตรวจได้ทันทีเช่นกัน การส่องกล้องจใช้เวลาประมาณ  5 นาที คนไข้ไม่ต้องรับความเจ็บปวด และสามารถรู้ผลตรวจได้ภายในวันเดียว

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยของโรคในกลุ่มนี้ต้องพึงระลึกไว้เสมอ แม้ว่าจะได้รับการรักษาจนหายแล้วก็ตาม คือหากเขาไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกินใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด งดการกินอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 3 4 ชั่วโมง งดบุหรี่ กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และควรกินอาหารมื้อละน้อยๆ แต่กินบ่อยๆ หรือถ้ามีอาการกรดไหลย้อนก็ต้องนอนบนหมอนสูง 6 นิ้ว สุดท้ายคือควบคุมร่างกายไม่ให้มีน้ำหนักตัวมากเกินไป

อีกโรคหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มระบบทางเดินอาหาร คือ “นิ่วในถุงน้ำดี” พบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่มีอายุในช่วง 30 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิง เป็นสาเหตุหนึ่งของนิ่วในถุงน้ำดี ส่วนกลุ่มเสี่ยงรองลงมาคือผู้เป็นเบาหวาน ตับแข็ง และเม็ดเลือดแดงผิดปกติ

“ตับเป็นตัวสร้างน้ำดีแล้วส่งมาตามท่อน้ำดีมาเก็บไว้ในถุงน้ำดี ถุงน้ำดีทำหน้าที่เก็บพักน้ำดี และบีบตัวไล่น้ำดีออกมาตามท่อส่งไปที่ลำไส้เล็กเพื่อย่อยไขมัน เมื่อถุงน้ำดีบีบตัวได้ไม่ปกติ น้ำดีก็จะตกตะกอนเกาะกันเป็นนิ่ว และหากวันใดวันหนึ่งถุงน้ำดีบีบตัวจนก้อนนิ่วหลุดออกมา และไปอุดค้างอยู่ตรงทางเข้าออกของถุงน้ำดี” คือสาเหตุของการเกิดโรค

อาการของคนไข้ จะปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา มีไข้ หนาวสั่น เนื่องจากถุงน้ำดีอักเสบบวม วิธีการรักษาคือต้องผ่าตัด โดยหากทำภายใน 24 ชั่วโมง ก็จะสามารถผ่าตัดแผลเล็กโดยเจาะรู 4 รู ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร ที่หน้าท้องแล้วเข้าไปตัดเอานิ่วในถุงน้ำดีออก การรักษาวิธีนี้ใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลแค่ 3 วัน คนไข้ก็กลับบ้านได้

อาการปวดหน่วงๆ นำไปสู่ภัยสุขภาพที่รุนแรง นี่คือเหตุผลที่ไม่เคยชินชาและควรพบแพทย์ให้ทันท่วงที

 

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ 20 กันยายน 2557

 

นิ่วในถุงน้ำดีไม่มีอาการต้องผ่าออกหรือไม่?

dailynews130512_004โรคนิ่วในถุงน้ำดีเป็นโรคที่เราได้ยินกันบ่อย คนเป็นกันมาก เป็นแล้วก็มารับการรักษาอาจมีอาการหรือไม่มีอาการ พวกที่มีอาการก็มารับการรักษามักผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก พวกไม่มีอาการก็รอดูกันต่อไป คิดว่ายังปกติดีจะไปให้ผ่าตัดเอาออกทำไม ชีวิตประจำวันก็อยู่สุขสบายดี ไม่อยากไปเสี่ยงกับการผ่าตัด เป็นปัญหาที่จะได้มาคุย ฟังเหตุผล ผลดีหรือไม่ดีให้กระจ่างขึ้น

ถุงน้ำดี เป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกาย เป็นถุงขนาดหัวแม่มืออยู่บริเวณใต้ตับทางด้านขวาของช่องท้อง ปากถุงจะเป็นท่อนำน้ำดีที่อยู่ในถุงลงสู่ลำไส้เล็ก เมื่อเรารับประทานอาหาร น้ำดีในถุงน้ำดีจะถูกขับออกเพื่อไปย่อยอาหาร ตอนปลายท่อจะมีทางติดต่อไปยังท่อของตับอ่อนด้วย (ดังรูป) ในน้ำดีเองประกอบด้วยคอเลสเตอรอล ฟอสโฟไลปิด และเกลือของน้ำดี

ผู้ที่มักเป็นบ่อย มักเป็นสตรีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป รูปร่างเจ้าเนื้อหน่อย กินดีอยู่ดี สูบบุหรี่ รูปร่างสมบูรณ์ดี บุตรหลายคน เป็นตามตำราเก่าที่บอกไว้ มาทุกวันนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว พบได้ทั่วไป ในบ้านเราพบเกินแสนคนต่อปี ด้วยการกินดีเกินไป ทำให้เกิดการไม่สมดุลของสารประกอบน้ำดี ตกเป็นตะกอนเกิดนิ่วขึ้น

ส่วนประกอบของนิ่ว ทางประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐ อเมริกา มักพบนิ่วมีลักษณะเป็นไขมันยุ่ยใช้ยาละลายสลายได้ ส่วนทางตะวันออก เช่น ในบ้านเรามักพบมีแคลเซียมร่วมด้วย แข็ง ใช้ยากินไปละลายไม่สำเร็จ จึงต้องรักษาโดยผ่าตัดออกอย่างเดียว

อาการแสดง ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้มักจะบ่นให้ฟังถึงอาการปวดเสียดแน่นท้องหลังอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันมาก จะอืด แน่นนานทีเดียว บางครั้งจะปวดจี๊ด ๆ เกร็ง แล้วจะค่อยผ่อนคลายลง หากปล่อยไว้นานขึ้น ก้อนนิ่วอาจกลิ้งไหลลงไปอุดท่อน้ำดี จะทำให้มีอาการปวดท้องเกร็ง ปวดรุนแรงมากจนตัวงอด้วยนิ่วติดค้างในท่อน้ำดี หากปล่อยทิ้งไว้นานนิ่วไปอุดท่อน้ำดีสนิท จะทำให้ร่างกายตัวเหลือง ตาเหลือง และถ้าถุงน้ำดีมีอาการอักเสบร่วมด้วย จะมีอาการไข้ ปวดท้องมากจนถึงในถุงน้ำดีกลายเป็นหนองขังอยู่จะปวดมาก ต้องรีบผ่าตัดทันที

การตรวจ ง่ายและสะดวกที่สุดคือ การทำอัลตราซาวด์บริเวณตับ เร็ว ประหยัด ไม่เจ็บ จะเห็นถุงน้ำดีพร้อมนิ่ว อาจมีก้อนเดียวหรือหลายก้อน ขนาดต่าง ๆ กัน อาจมีอาการหรือไม่มีอาการก็ได้

ผมมาคุยเรื่องนิ่วในถุงน้ำดีวันนี้ เนื่องด้วยอาทิตย์ที่แล้ว นพ.สุกิจ พันธ์ุพิมานมาศ ศัลยแพทย์ รพ.ราชวิถี ผู้ทำเรื่องผ่าตัดโรคนิ่วในถุงน้ำดีมากท่านหนึ่ง ได้ไปพูดให้สมาชิกสโมสรโรตารี่กรุงเทพบางลำพู ณ ศศินนิเวศน์ จุฬาฯ ในประเด็นที่ว่า เมื่อเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีแล้วไม่มีอาการ ชีวิตอยู่เป็นปกติดี สมควรจะต้องผ่าตัดเอาถุงน้ำดีพร้อมนิ่วออกหรือไม่

เรื่องนี้เป็นที่สนใจกันมาก มีสมาชิกหลายท่านเป็นกันด้วย จะตัดสินใจอย่างไรดี คุณหมอสุกิจ พันธ์ุพิมานมาศ ได้บอกว่าโรคนี้เป็นกันทั่วโลก รพ.ราชวิถี ปีหนึ่งคนมาป่วยด้วยโรคนี้ถึง 400 ราย ผู้ที่มาด้วยอาการปวด แน่นอนคงต้องผ่าตัดออก การผ่าตัดปัจจุบันใช้ผ่านทางกล้อง เจาะรูบริเวณหน้าท้อง 4 รูเล็ก ๆ ใส่เครื่องมือลงไป ถ้าไม่มีโรคอะไรมาแทรกซ้อน ใช้เวลาผ่าตัดไม่เกินหนึ่งชั่วโมงก็เสร็จเรียบร้อย อยู่โรงพยาบาลเพียงคืนเดียว รุ่งขึ้นก็กลับบ้านได้

ส่วนพวกที่ยังไม่อยากผ่าตัด อาจรอได้ แต่ต้องรอคอยด้วยความระมัดระวังเพราะอาจเกิดอาการปวดขึ้นมาทันทีเมื่อไรก็ได้ จากนิ่วไปอุดท่อน้ำดีหรือถุงน้ำดีเกิดการอักเสบ จำเป็นต้องผ่าตัดทันที ผู้ที่อยู่ระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศ อยู่กลางทะเล อยู่ป่า ต้องวางแผนให้ดี และการผ่าตัดช่วงฉุกเฉินร่างกายต้องอยู่ในสภาพดีด้วย หัวใจปอดดี ร่างกายแข็งแรง โดยภาพรวมแล้วรอได้ ควรอยู่สถานที่มาโรงพยาบาลสะดวก และต้องให้ร่างกายอยู่สภาพแข็งแรงดี พร้อมผ่าตัดได้ด้วย เป็นข้อคิดที่ต้องรับไว้พิจารณา หากเป็นประเทศทางตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา พบนิ่วแล้วแม้ไม่มีอาการก็จะผ่าตัดเอาออก
ทุกราย

โรคนิ่วในถุงน้ำดีพบบ่อยในบ้านเรา รายที่มีอาการปวด แน่นท้องบ่อย คงต้องผ่าตัดเอาออก ส่วนผู้ที่ไม่มีอาการพบโดยบังเอิญอาจรอได้ แต่ควรจะอยู่ใกล้โรงพยาบาล หากเกิดอาการปวดจะได้ผ่าตัดได้ทันที และต้องดูแลสภาพร่างกายให้สุขภาพดีพร้อมที่จะผ่าตัดได้ด้วย.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

ที่มา :  เดลินิวส์  12 พฤษภาคม 2556

“นิ่ว” โรคที่คนไทยควรรู้ไว้

โรค “นิ่ว” เป็นโรคที่มีผลกระทบอย่างยิ่งต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

โรค “นิ่ว”  เป็นโรคที่มีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ เพราะมีรายงานออกมาว่า พบนิ่วในกระเพาะปัสสาวะภายในโครงกระดูกของมัมมี่ ที่ประเทศอียิปต์ มัมมี่ตัวนั้นเข้าใจกันว่าเป็นเด็กชายอายุประมาณ 16 ปี ซึ่งเสียชีวิตมาแล้วราว 7,000 ปี จนถึงปัจจุบัน โรคนิ่วเป็นปัญหาสาธารณสุขที่พบมากทั่วโลก และอุบัติการณ์ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับในประเทศไทยเอง ก็มีอุบัติการณ์โรคนิ่วในไตสูงมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

การมีนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะจะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ การทำงานของไตเสื่อมลง และอาจร้ายแรงจนเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง และโรคไตระยะสุดท้าย ซึ่งทำให้ถึงแก่ความตายได้ นอกจากนี้โรคนิ่วในไต ยังมีอุบัติการณ์การเป็นนิ่วซ้ำสูงมาก ทำให้ทั้งผู้ป่วยและภาครัฐต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาและป้องกันการเกิดนิ่วซ้ำสูงมาก ดังนั้นโรคนิ่วในไตจึงจัดเป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชากรไทยเป็นอย่างยิ่ง

โดยทั่วไปแล้ว โรคนิ่วนั้นมักเริ่มเกิดขึ้นที่ไตก่อน ต่อมาก็เลื่อนตำแหน่งไปยังกรวยไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ ซึ่งถ้านิ่วมีขนาดเล็กก็จะหลุดออกมาเองได้ตอนผู้ป่วยปัสสาวะ แต่ถ้านิ่วมีขนาดใหญ่ก็จะไปอุดตันตามตำแหน่งต่าง ๆ
โรคนิ่วนั้นมีอยู่สองชนิดด้วยกัน คือนิ่วในถุงน้ำดี และนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ นิ่วในไต นิ่วในท่อไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ และนิ่วในท่อปัสสาวะ ซึ่งนิ่วทั้งสองประเภทนี้มีความแตกต่างกันในเรื่องส่วนประกอบ สาเหตุ และการดูแลรักษา แต่ที่เรียกว่านิ่วเหมือนกัน อันนี้คงเป็นเพราะว่า ลักษณะที่เห็นนั้น คล้ายก้อนหินเหมือนกัน เพราะฉะนั้น คนเป็นโรคนิ่ว จึงต้องรู้ว่าเป็นนิ่วที่ใด

สำหรับสาเหตุการเกิดโรคนิ่วนั้น มีอยู่หลายประการด้วยกัน ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม เมตาบอลิซึม พันธุกรรม วิถีการดำเนินชีวิต และอุปนิสัยการกินอาหารของแต่คน แต่ในที่นี้จะกล่าวถึง นิ่วอันเกิดจาก “สารก่อนิ่ว” ที่มีอยู่ในปัสสาวะตามปกติ ได้แก่ แคลเซียม ฟอสเฟต ออกซาเลต ยูเรต ในภาวะที่มีปริมาณผิดปกติและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย สารเหล่านี้สามารถรวมตัวกันจนกลายเป็นก้อนผลึกแข็งและมีขนาดใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นนิ่วอุดตันที่บริเวณต่าง ๆ ของทางเดินปัสสาวะ องค์ประกอบส่วนใหญ่ในก้อนนิ่วเป็นผลึกแร่ธาตุ เช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต ยูเรต แมกนีเซียมแอมโมเนียมฟอสเฟต เป็นต้น นิ่วที่พบมากที่สุดในประเทศไทย คือ นิ่วแคลเซียมฟอสเฟต รองลงมาคือ นิ่วกรดยูริก

สำหรับสารที่ป้องกันการก่อผลึกในปัสสาวะเรียกว่า “สารยับยั้งนิ่ว” ที่สำคัญได้แก่ ซิเทรต โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ปัจจัยเสี่ยงด้านความผิดปกติทางเมแทบอลิซึมที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคนิ่วในไตของคนไทย คือ การมีสารยับยั้งนิ่วในปัสสาวะต่ำ ได้แก่ ภาวะซิเทรตในปัสสาวะต่ำพบประมาณร้อยละ 70-90 และภาวะโพแทสเซียมในปัสสาวะต่ำพบประมาณร้อยละ 40-60

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนิ่วอาจแบ่งได้เป็นปัจจัยภายใน เช่น กายวิภาคของไต พันธุกรรม เชื้อชาติ และปัจจัยภายนอก เช่น ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ อากาศ และฤดูกาล ปริมาณน้ำที่ดื่ม พฤติกรรมการกิน อาชีพ และยาบางชนิด

กลไกการเกิดโรค สามารถตรวจวัดได้จากสาเหตุการเกิดนิ่วในไต คือ การมีสารก่อนิ่วในปัสสาวะสูงกว่าระดับสารยับยั้งนิ่ว ร่วมกับปัจจัยเสริมคือ ปริมาตรของปัสสาวะน้อย ส่งผลให้เกิดภาวะอิ่มตัวยวดยิ่งของสารก่อนิ่วในปัสสาวะ จึงเกิดผลึกที่ไม่ละลายน้ำขึ้น เช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต และ ยูเรต ผลึกนิ่วที่เกิดขึ้นจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ส่งผลให้เซลล์บุภายในไตถูกทำลาย ตำแหน่งถูกทำลายนี้จะเป็นพื้นที่ให้ผลึกนิ่วเกาะยึดและรวมกลุ่มกัน จนเกิดการทับถมของผลึกนิ่วเป็นเวลานาน จนกลายเป็นก้อนนิ่วในที่สุด

ในคนปกติที่มีสารยับยั้งนิ่วในปัสสาวะสูงเพียงพอจะสามารถยับยั้งการก่อตัวของผลึกนิ่วได้ โดยสารเหล่านี้จะไปแย่งจับกับสารก่อนิ่ว เช่น ซิเทรตจับกับแคลเซียม หรือแมกนีเซียมจับกับออกซาเลต ทำให้เกิดเป็นสารที่ละลายน้ำได้ดี และขับออกไปพร้อมกับน้ำปัสสาวะ ทำให้ปริมาณสารก่อนิ่วในปัสสาวะลดลงและไม่สามารถรวมตัวกันเป็นผลึกนิ่วได้ นอกจากสารยับยั้งนิ่วในกลุ่มนี้แล้ว โปรตีนในปัสสาวะหลายชนิดยังทำหน้าที่ป้องกันการก่อผลึกในปัสสาวะ และเมื่อเคลือบที่ผิวผลึกจะช่วยขับผลึกออกไปพร้อมกับปัสสาวะได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันมีหลายงานวิจัยระบุว่าความผิดปกติของการสังเคราะห์และการทำงานของโปรตีนที่ยับยั้งนิ่วเหล่านี้เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคนิ่วไต

ส่วนนิ่วที่พบได้บ่อยในประเทศไทยอธิบายได้ว่า ก้อนนิ่วสามารถจำแนกชนิดคร่าว ๆ ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ นิ่วชนิดเนื้อเดียวที่มีองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว และนิ่วชนิดเนื้อผสมที่มีหลากหลายองค์ประกอบรวมกัน นิ่วส่วนใหญ่ที่พบในประเทศไทยจะเป็นนิ่วเนื้อผสม ซึ่งเราสามารถแบ่งชนิดนิ่วได้จากองค์ประกอบหลักที่สำคัญในก้อนนิ่ว ได้แก่ นิ่วแคลเซียมออกซาเลต นิ่วแคลเซียมฟอสเฟต นิ่วยูเรตหรือนิ่วกรดยูริก นิ่วสตูไวท์หรือนิ่วติดเชื้อ นิ่วซีสทีน และนิ่วชนิดอื่น ๆ

เรื่องราวเกี่ยวกับโรคนิ่วยังมีอีก สามารถติดตามต่อได้ แต่หากมีข้อสงสัย หรือกังวลว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วหรือไม่ สามารถมาฟังการบรรยายได้ในงาน “ความรู้เรื่องนิ่วในทางเดินปัสสาวะ เพื่อประชาชน ครั้งที่ 2: จะป้องกันนิ่วได้อย่างไร” ในวันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม 2555 ตั้งแต่เวลา 07.00-12.00 น. ณ ชั้น 9 อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมด้านการแพทย์และโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ คุณนงลักษณ์ โทร. 08-5669-9325 ในวันและเวลาราชการ ด่วน!!..รับจำนวนจำกัดเพียง 200 ท่านเท่านั้น.

ผศ.นพ.วิทย์ วิเศษสินธุ์
หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 6 ตุลาคม 2555

ปวดท้องรุนแรงจากนิ่วในท่อน้ำดี

ปวดท้องรุนแรงนอกจากมีสาเหตุมาจากเรื่องอาหารที่พบบ่อยแล้ว นิ่วที่อยู่ในถุงน้ำดีและท่อน้ำดีสามารถพบเป็นสาเหตุได้บ่อยอีกเช่นกัน ปวดแน่นท้องรุนแรงคล้าย ๆ กัน อาจเป็นครั้งคราวแล้วค่อยคลายหายไป วันหนึ่งอาจกลับมาปวดใหม่อีกได้ ตราบใดที่ก้อนนิ่วยังพลิกไปมาได้ หรือก้อนนิ่วที่มีหนามรอบไปเกาะบริเวณปากท่อน้ำดีติดแน่นจะทำให้ปวดมากไม่ผ่อนคลายเลย

ถุงน้ำดี เป็นแหล่งเก็บน้ำดีผลิตมาจากตับ อาหารเมื่อกลืนลงสู่กระเพาะอาหารผ่านมาบังลำไส้ส่วนต้น จะเกิดสัญญาณให้หูรูดปากถุงน้ำดีคลายตัว ถุงน้ำดีถูกบีบให้น้ำดีค่อยไหลออกสู่ลำไส้เพื่อย่อยอาหาร

น้ำดี จะผลิตจากตับลงมาเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี คอยไปย่อยสลายไขมันในอาหาร แล้วถูกดูดซึมเข้าร่างกาย องค์ประกอบของน้ำดีประกอบด้วย โคเลคซิทิน เกลือน้ำดี ฯลฯ อยู่ในภาวะสมดุล ถ้าไม่สมดุลจะทำให้เกิดเป็นก้อนนิ่วขึ้นมา

พบบ่อยในคนประเภทใด แต่ก่อนนานมาแล้ว มักกล่าวกันว่าจะพบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย รูปร่างเจ้าเนื้อหน่อย อายุราว 40 ปีขึ้นไป และร่างกายสมบูรณ์อยู่ดีกินดี แต่มายุคปัจจุบัน คนไทยกินอาหารแบบตะวันตกมากขึ้น ไขมันมากขึ้น จึงพบได้ทั้งชายหญิงพอกัน รูปร่างผอม ๆ ก็ยังพบนิ่วได้

อาการ จะมีอาการอืด แน่นท้อง หลังอาหารไม่ย่อย จุกเสียดบริเวณชายโครงขวา อาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย รายที่มีการติดเชื้อแทรกจะมีไข้ หนาวสั่น

นิ่วในถุงน้ำดี ถ้าเป็นก้อนเล็ก ๆ อาจมีหลายก้อน ไม่มีอาการก็พบบ่อยอยู่ไปเรื่อย ๆ หลายปี คนไข้ประเภทนี้มักตรวจพบโดยบังเอิญ เช่น ไปเอกซเรย์ปอดเข้า เห็นนิ่วในถุงน้ำดี หากไม่มีอาการอะไร และเป็นก้อนเล็ก ๆ จะปล่อยทิ้งไว้ก็ได้ บางคนบอกอยู่นานถึง 20 ปี หากขนาดเกิน 1 ซม. ก็ควรจะไปพบแพทย์เพื่อพิจารณาตัดออก หรือหากมีโรคประจำตัวอยู่ด้วย เช่น หัวใจ เบาหวาน ตับ ไต ขณะยังไม่มีอาการก็ควรเอาออกเสียดีกว่า ถ้าไปปวดตอนมีโรคแทรกซ้อนอยู่จะอันตรายเพิ่มขึ้น

นิ่วในท่อน้ำดี จะค่อยเคลื่อนจากถุงน้ำดีลงมา ขนาดแตกต่างกันจากเล็กไปใหญ่ ก้อนเล็กอาจผ่านหลุดเองลงไปในลำไส้ได้ หากเป็นก้อนโตเกิน 1 ซม. มักจะติดอยู่ในท่อน้ำดี ถ้าอุดตันน้ำดีผ่านไม่ได้จะทำให้เกิดตัวเหลืองตาเหลือง หากติดเชื้อร่วมด้วยจะมีไข้ หนาวสั่น

นพ.จีรศักดิ์ วรรณประเสริฐ ศัลยแพทย์ส่องกล้องทางเดินอาหาร รพ.ราชวิถี กรมการแพทย์ บอกว่านิ่วในท่อน้ำดียังพบอยู่เสมอ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง มักถูกส่งต่อมาจากต่างจังหวัด โดยทั่วไปนัดทำส่องกล้องเอาออกเลย ถ้าก้อนเล็กอาจขบแล้วใช้บอลลูนหรือเป็นตะกร้าไปสวมก้อน แล้วค่อยดึงออกมา ค่อย ๆ ทำตามวิธีการ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องอยู่โรงพยาบาล ทำแล้วกลับบ้านได้ รายที่เป็นก้อนใหญ่มาก อาจพิจารณาใช้แสงเลเซอร์ยิงไปที่ก้อนให้สลายเล็กลง บางครั้งต้องใช้เวลานาน อาจใส่ท่อให้น้ำดีไหลผ่านได้ชั่วคราว แล้วนัดมาทำใหม่ 1-3 เดือน คนไข้บางคนใจร้อน ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ต้องมาบ่อย อยากให้ผ่าตัดออกครั้งเดียวเลย โรงพยาบาลเตียงว่างยาก ทำแบบคนไข้นอกสะดวกกว่า

คนไข้หญิงอายุ 45 ปี มาด้วยอาการปวดท้องบ่อย เป็น ๆ หาย ๆ มาบ่อยครั้ง เคยพบมีนิ่วในถุงน้ำดีจากการไปตรวจเอกซเรย์ปอด ไม่มีอาการเลยขอรอไปก่อน 5 ปีต่อมา เริ่มปวดท้องมากและตัวเหลือง จึงถูกส่งตัวมา ตรวจพบนิ่วก้อนใหญ่ในท่อน้ำดี แพทย์ได้ส่องกล้องใส่สายยางเข้าท่อน้ำดี ขบนิ่วให้เล็กลง ไล่ล้างนิ่วก้อนเล็ก ๆ ออกมา ทำอยู่ราว 1 ชม. เอาออกไม่ได้ มีคนไข้รออีก 6 คน จึงใส่สายยางคาไว้พอให้น้ำดีไหลผ่านได้ นัดอีก 1 เดือนมาทำใหม่ คนไข้มาตามนัด คราวนี้ใช้เลเซอร์ยิงช่วย ก้อนใหญ่แตกเล็กลง แล้วค่อย ๆ ดึงออกจนหมด น้ำดีไหลลงลำไส้สะดวก ไม่ปวด ตัวไม่เหลืองอีกแล้ว

ปวดท้องจากนิ่วในท่อน้ำดี หากก้อนไม่โตมาก จะส่องคล้องเอาออกได้เลย ก้อนโตจะสลายโดยใช้แสงเลเซอร์ช่วยให้เล็กลงแล้วค่อยดึงออก การรักษาพัฒนาขึ้นแต่การป้องกันยังไม่มีข้อกำหนดแน่นอน เข้าใจว่าเกิดจากอาหารไม่สมดุล.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี

 

ที่มา: เดลินิวส์ 13 พฤษภาคม 2555

นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

สัปดาห์ที่แล้ว ได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับโรคนิ่วไปแล้ว สัปดาห์นี้ก็ยังมีความรู้เกี่ยวกับโรคนิ่วมาฝากอีกเช่นเคย เรียกได้ว่า  โรคนิ่วเป็นอีกโรคหนึ่งที่ไม่เฉพาะแค่ผู้ที่มีความเสี่ยงจะต้องหันมา ใส่ใจเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงข้อควรระวัง รวมไปถึงการรักษาของแพทย์ ประจำตัวท่านด้วย

ในฉบับนี้จะขอกล่าวถึง อาการ การตรวจวินิจฉัย การรักษา รวมไปถึงการป้องกันของโรคนิ่ว 2 ประเภท คือ นิ่วในไตหรือท่อไต และนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ 

อาการของโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ

นิ่วในทางเดินปัสสาวะ เป็นภาพใหญ่ที่ทุกท่านสามารถทำความเข้าใจได้ อาการจะขึ้นอยู่กับขนาดของนิ่ว ตำแหน่งที่นิ่วนั้นอุดอยู่ นิ่วนั้นจะไปอุดทางเดินปัสสาวะมากน้อยแค่ไหน หากเป็นในระยะแรกร่างกายอาจขับก้อนนิ่วออกมาได้เองทางปัสสาวะ ซึ่งจะพบตะกอนเหมือนก้อนกรวดเล็ก ๆ ปนออกมาพร้อมกับปัสสาวะ แต่ถ้าก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่ขึ้นจะมีการอุดตันมากขึ้น จึงมีการเสียดสีและทำให้เกิดการบาดเจ็บ จนมีเลือดออก และส่งผลให้ปัสสาวะมีสีแดงขึ้นจากเลือด หรือบางกรณีมีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อ

อาการของนิ่วในไตหรือท่อไต

มักมีอาการปวดบริเวณเอวด้านหลังที่เป็นตำแหน่งของไต เวลาที่ก้อนนิ่วหลุดมาอยู่ใน ท่อไต จะมีอาการปวด ชนิดรุนแรงมาก เหงื่อตก และมักเกิดเป็นพัก ๆ ปัสสาวะอาจมีเลือดหรือเป็นสีน้ำล้างเนื้อร่วมด้วยได้ เรื่องปวดหลังต้อง เข้าใจว่า ถ้าปวดเพราะทำ งานหนักหรือนั่งทำงาน มานาน ๆ กล้ามเนื้อหลังอาจล้าหรือปวดได้ อันนี้เป็นเรื่องของการปวดเมื่อยซึ่งเป็นกันมาก จนอาจสับสนว่าเป็นนิ่วได้ ถ้านิ่วลงมาอุดตันบริเวณท่อไตต่อกับกระเพาะปัสสาวะ ผู้ป่วยจะมีอาการระคายเคืองเวลาปัสสาวะ อยากปัสสาวะ แต่ปัสสาวะขัด และกะปริดกะปรอย ในกรณีที่มีการติดเชื้อแทรกซ้อนจะมีอาการไข้ร่วมด้วย หากปล่อยให้เป็นนิ่วไปนาน ๆ โดยไม่ได้รับการรักษาจะทำให้ไตบาดเจ็บเรื้อรัง ส่งผลให้ไตมีรูปร่างและทำงานผิดปกติมากขึ้น นำไปสู่ภาวะไตวายได้ในที่สุด

อาการของนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

มีอาการปัสสาวะขัด สะดุด ถ่ายเจ็บ ไม่สะดวก บางทีออกกะปริดกะปรอยหรือออกเป็นหยดขุ่นหรือขาวเหมือนมีผงแป้งอยู่ บางครั้งมีเลือดหรือเป็นสีน้ำล้างเนื้อ อาจมีสิ่งที่คล้ายกรวดทรายปนออกมากับปัสสาวะ  ถ้านิ่วไปอุดท่อทางเดินปัสสาวะ ก็จะทำให้เกิดการอยากถ่ายปัสสาวะอยู่เสมอ แต่ก็ถ่ายไม่ออก

เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะทำ การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาความผิดปกติจากปัสสาวะ โดยแพทย์จะตรวจหาเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ และหากพบว่ามีเม็ดเลือดขาว อาจแสดงให้เห็นถึงภาวการณ์ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และตรวจการทำงานของไตโดยการดูค่าเครตินิน จากการเจาะเลือด

นอกจากนี้ แพทย์ยังอาจใช้วิธีการตรวจทางรังสีร่วมด้วย ซึ่งการตรวจทางรังสี มีดังนี้

1. เอกซเรย์ หากพบว่ามีเงาไตที่เรียก KUB (Kidney Ureter and Bladder) ซึ่งเป็นนิ่วที่ทึบแสงก็สามารถเห็นนิ่วได้ หากเป็นนิ่วที่ไม่ทึบแสงก็ไม่สามารถเห็นได้

2. ไอวีพี (IVP) เป็นการฉีดสีเข้าเส้นเลือดดำ ซึ่งสีจะถูกขับออกทางไต หลังจากฉีดสีแล้วจะทำการเอกซเรย์เงาไตที่เวลาต่าง ๆ หลังฉีดสี เพื่อดูรูปร่างและลักษณะของไตว่ามีการอุดตันจากนิ่วหรือไม่ รวมถึงการ ทำงานของไตว่าดีมากน้อยแค่ไหน

3. อัลตราซาวด์ เพื่อดูลักษณะรูปร่างของไต ดูนิ่วในไต ซึ่ง   บางชนิดไม่สามารถเห็นได้จากการเอกซเรย์ปกติ เนื่องจากนิ่วไม่ทึบแสง    อาจพบว่าไตมีการบวมจากการอุดตันของนิ่ว ข้อดีคือ สามารถตรวจในคนท้องได้ ไม่ต้องเจอรังสี ทำในคนสูงอายุได้อย่างปลอดภัย ข้อเสียคือ มักจะไม่พบนิ่วที่ท่อไตและความไวในการตรวจต่ำ

ด้านการรักษาทางการแพทย์มีหลายวิธี โดยแพทย์จะพิจารณาโดยอาศัยข้อมูลเรื่องขนาดของนิ่ว ตำแหน่งของนิ่ว ความแข็งของนิ่วไตบวมมากหรือน้อย รวมทั้งการอักเสบของไต เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อพิจารณาเลือกวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละราย บางรายอาจเหมาะสมที่จะรักษาด้วยการสลายนิ่ว แต่บางรายก็ไม่เหมาะสมที่จะสลายนิ่ว แต่อาจรักษาได้ด้วยวิธีอื่น ๆ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อจะได้เข้าใจถึงเหตุผลที่แพทย์เลือกวิธีนั้น ๆ ในการรักษา

การรักษาทางยา เป็นวิธีการรักษาที่เหมาะสำหรับในรายที่เป็นนิ่วขนาดเล็กในไตหรือท่อไต  ลักษณะกลม เรียบ มีอาการปวดไตน้อย และไม่อักเสบรุนแรง

การรักษาด้วยการสลายนิ่วด้วยเครื่องช็อกเวฟ (SHOCKWAVE) เหมาะสำหรับนิ่วในไต หรือท่อไตขนาดปานกลาง โตประมาณ 2-3 เซนติเมตร

การรักษาด้วยการใช้กล้องส่องเข้าไปคีบ ขบ กรอนิ่ว เหมาะสำหรับนิ่วในกระเพาะปัสสาวะและท่อไต ผู้ป่วยไม่มีแผลผ่าตัดสามารถสอดกล้องเข้าไปตามท่อปัสสาวะได้

การรักษาด้วยการเจาะสีข้างเข้าไปในไตเพื่อส่องกล้องและกรอนิ่ว เหมาะสำหรับนิ่วขนาดปาน กลาง และโตแบบไม่แตกแขนง

การรักษาด้วยการผ่าตัด เหมาะสำหรับนิ่วขนาดใหญ่ เช่น นิ่วเขากวางในไต นิ่วในท่อไตที่ติดแน่น ผู้ป่วยที่มีอาการอักเสบรุนแรงซึ่งต้องรีบขจัดนิ่วออก ผู้ป่วยที่มีไตเสื่อมมากแล้ว เป็นต้น

สำหรับการป้องกันการเกิดโรคนิ่ว แพทย์มีคำแนะนำดังต่อไปนี้

– ให้ดื่มน้ำมากกว่าวันละ 8 แก้ว หรือให้ได้ปริมาตรของปัสสาวะมากกว่า 2 ลิตรต่อวัน เพื่อลดความอิ่มตัวของสารก่อนิ่วในปัสสาวะและลดโอกาสการก่อผลึกนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

– บริโภคอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วนและสัดส่วนที่เหมาะสม ให้ลดอาหารที่มีเนื้อสัตว์ ไขมันสัตว์ อาหารหวานมาก-เค็มมาก และอาหารที่มีกรดยูริกสูง ได้แก่ หนังสัตว์ปีก ตับ ไต ปลาซาร์ดีน เป็นต้น

– หลีกเลี่ยงอาหารที่มีออกซาเลตสูง เช่น งา ผักโขม ช็อกโกแลต สตรอเบอรี่ ชา ถั่ว แอปเปิ้ล หน่อไม้ฝรั่ง บรอกโคลี ชีส เบียร์ น้ำอัดลม กาแฟ โกโก้ ไอศกรีม นม ส้ม สับปะรด วิตามินซี โยเกิร์ต ฯลฯ

– ผู้ที่มีนิ่วควรรับประทานอาหารที่มีใยมาก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

สำหรับผู้ที่มีอาการผิดปกติและสงสัยว่ามีนิ่วในไตควรปรึกษาแพทย์ ส่วนคำถามสำคัญก็คือ ผู้ที่เคยเป็นนิ่วแล้วมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นโรคนิ่วอีกครั้งได้หรือไม่ ต้องตอบว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้อีก ดังนั้น การป้องกันรักษาตัวไม่ให้เกิดโรคนิ่วจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด และควรพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอหลังการรักษานิ่ว

ผศ.นพ.วิทย์ วิเศษสินธ
หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

 

ที่มา: เดลินิวส์     20 กุมภาพันธ์ 2553

โรคนิ่ว

เวลาไม่เคยคอยใครจริงๆ เพียงชั่วเวลาแป๊บเดียว ก็ย่างเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรักกันแล้ว สำหรับผู้อ่านที่ติดตาม คอลัมน์ หมอรามาฯ ไขปัญหาสุขภาพ มาตั้งแต่ต้น ก็คงจะได้รับความรู้ที่มีผลต่อสุขภาพของท่านไม่มากก็น้อย และเราก็ยังจะนำเสนอเรื่องราวทางด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อแฟน ๆ คอลัมน์ต่อไป

เช่นกัน ฉบับนี้ก็ยังคงมีเรื่องราวสุขภาพมาฝาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้อ่านที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรค “นิ่ว” ซึ่งเป็นโรคที่มีผลกระทบอย่างยิ่งต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

ต้องขอกล่าวในเบื้องต้นก่อนว่า โรค “นิ่ว” นั้นเป็นโรคที่จะว่าไปแล้ว เป็นโรคที่มีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์เลยทีเดียว เพราะมีรายงานออกมาว่า พบนิ่วในกระเพาะ ปัสสาวะภายในโครงกระดูกของมัมมี่ ที่ประเทศอียิปต์ มัมมี่ตัวนั้นเข้าใจกันว่าเป็นเด็กชายอายุประมาณ 16 ปี ซึ่งเสียชีวิตมาแล้วราว 7,000 ปี จนถึงปัจจุบัน โรคนิ่วเป็นปัญหาสาธารณสุขที่พบมากทั่วโลก และอุบัติการณ์ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับในประเทศไทยเอง ก็มีอุบัติการณ์โรคนิ่วในไตสูงมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

การมีนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะจะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ การทำงานของไตเสื่อมลง และอาจร้ายแรงจนเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง และโรคไตระยะสุดท้าย ซึ่งทำให้ถึงแก่ความตายได้ นอกจากนี้โรคนิ่วในไต ยังมีอุบัติการณ์การเป็นนิ่วซ้ำสูงมาก ทำให้ทั้งผู้ป่วยและภาครัฐต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาและป้องกันการเกิดนิ่วซ้ำสูงมาก ดังนั้นโรคนิ่วในไตจึงจัดเป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชากรไทยเป็นอย่างยิ่ง

โดยทั่วไปแล้ว โรคนิ่วนั้นมักเริ่มเกิดขึ้นที่ไตก่อน ต่อมาก็เลื่อนตำแหน่งไปยังกรวยไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ ซึ่งถ้านิ่วมีขนาดเล็กก็จะหลุดออกมาเองได้ตอนผู้ป่วยปัสสาวะ แต่ถ้านิ่วมีขนาดใหญ่ก็จะไปอุดตันตามตำแหน่งต่าง ๆ

โรคนิ่วนั้นมีอยู่สองชนิดด้วยกัน คือ นิ่วในถุงน้ำดี และนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ นิ่วในไต นิ่วในท่อไต นิ่ว  ในกระเพาะปัสสาวะ และนิ่วในท่อปัสสาวะ ซึ่งนิ่วทั้งสองประเภทนี้มีความแตกต่างกันในเรื่องส่วนประกอบ สาเหตุ และการดูแลรักษา แต่ที่เรียกว่านิ่วเหมือนกัน อันนี้คงเป็นเพราะว่า ลักษณะที่เห็นนั้น คล้ายก้อนหินเหมือนกัน เพราะฉะนั้น คนเป็นโรคนิ่ว จึงต้องรู้ว่าเป็นนิ่วที่ใด

สำหรับสาเหตุการเกิดโรคนิ่วนั้น มีอยู่หลายประการด้วยกัน ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม เมตาบอลิซึม พันธุกรรม วิถีการดำเนินชีวิต และอุปนิสัยการกินอาหารของแต่ละคน แต่ในที่นี้จะกล่าวถึง นิ่วอัน เกิดจาก “สารก่อนิ่ว” ที่มีอยู่ในปัสสาวะตามปกติ ได้แก่ แคลเซียม ฟอสเฟต ออกซาเลต ยูเรต ในภาวะที่มีปริมาณผิดปกติและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย สารเหล่านี้สามารถรวมตัวกันจนกลายเป็นก้อนผลึกแข็งและมีขนาดใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นนิ่วอุดตันที่บริเวณต่าง ๆ ของทางเดินปัสสาวะ องค์ประกอบส่วนใหญ่ในก้อนนิ่วเป็นผลึกแร่ธาตุ เช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต ยูเรต แมกนีเซียมแอมโมเนียม ฟอสเฟต เป็นต้น นิ่วที่พบมากที่สุดในประเทศไทย คือ นิ่วแคลเซียมฟอสเฟต รองลงมาคือ นิ่วกรดยูริก

สำหรับสารที่ป้องกันการก่อผลึกในปัสสาวะเรียกว่า “สารยับยั้งนิ่ว” ที่สำคัญได้แก่ ซิเทรต โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ปัจจัยเสี่ยงด้านความผิดปกติทางเมแทบอลิซึมที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคนิ่ว  ในไตของคนไทย คือ การมีสารยับยั้งนิ่วในปัสสาวะต่ำ ได้แก่ ภาวะ ซิเทรตในปัสสาวะต่ำพบประมาณร้อยละ 70-90 และภาวะโพแทสเซียมในปัสสาวะต่ำพบประมาณร้อยละ 40-60

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนิ่วอาจแบ่งได้เป็นปัจจัยภายใน เช่น กายวิภาคของไต พันธุกรรม เชื้อชาติ และปัจจัยภายนอก เช่น ปัจจัยทาง ภูมิศาสตร์ อากาศ และฤดูกาล ปริมาณน้ำที่ดื่ม พฤติกรรมการกิน อาชีพ และยาบางชนิด

กลไกการเกิดโรค สามารถตรวจวัดได้จากสาเหตุการเกิดนิ่วใน ไต คือ การมีสารก่อนิ่วในปัสสาวะสูงกว่าระดับสารยับยั้งนิ่วร่วมกับปัจจัยเสริมคือ ปริมาตรของปัสสาวะน้อย ส่งผลให้เกิดภาวะอิ่มตัวยวดยิ่งของสารก่อนิ่วในปัสสาวะ จึงเกิดผลึกที่ไม่ละลายน้ำขึ้น เช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต และ ยูเรต ผลึกนิ่วที่เกิดขึ้นจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ส่งผลให้เซลล์บุภายในไตถูกทำลาย ตำแหน่งถูกทำลายนี้จะเป็นพื้นที่ให้ผลึกนิ่วเกาะยึดและรวมกลุ่มกันจนเกิดการทับถมของผลึกนิ่วเป็นเวลานาน จนกลายเป็นก้อนนิ่วในที่สุด

ในคนปกติที่มีสารยับยั้งนิ่วในปัสสาวะสูงเพียงพอจะสามารถยับยั้งการก่อตัวของผลึกนิ่วได้ โดยสารเหล่านี้จะไปแย่งจับกับสารก่อนิ่ว เช่น ซิเทรตจับกับแคลเซียม หรือแมกนีเซียมจับกับออกซาเลต ทำให้เกิดเป็นสารที่ละลายน้ำได้ดี และขับออก ไปพร้อมกับน้ำปัสสาวะ ทำให้ปริมาณสารก่อนิ่วในปัสสาวะลดลงและไม่สามารถรวมตัวกันเป็น ผลึกนิ่วได้ นอกจากสารยับยั้งนิ่ว ในกลุ่มนี้แล้ว โปรตีนในปัสสาวะ หลายชนิดยังทำหน้าที่ป้องกัน การก่อผลึกในปัสสาวะ และเมื่อเคลือบที่ผิวผลึกจะช่วยขับผลึกออกไปพร้อมกับปัสสาวะได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันมีหลายงานวิจัยระบุว่าความผิดปกติของการสังเคราะห์และการทำงานของโปรตีนที่ยับยั้งนิ่วเหล่านี้เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคนิ่วไต

ส่วนนิ่วที่พบได้บ่อยในประเทศไทย อธิบายได้ว่า ก้อนนิ่วสามารถจำแนกชนิดคร่าว ๆ ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ นิ่วชนิดเนื้อเดียวที่มีองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว และนิ่วชนิดเนื้อผสมที่มีหลากหลายองค์ประกอบรวมกัน นิ่วส่วนใหญ่ที่พบในประเทศไทยจะเป็นนิ่วเนื้อผสม ซึ่งเราสามารถแบ่งชนิดนิ่วได้จากองค์ประกอบหลักที่สำคัญในก้อนนิ่ว ได้แก่ นิ่วแคลเซียมออกซาเลต นิ่วแคลเซียมฟอสเฟต นิ่วยูเรตหรือนิ่วกรดยูริก นิ่วสตูไวท์หรือนิ่วติดเชื้อ นิ่วซีสทีน และนิ่วชนิดอื่น ๆ

เรื่องราวเกี่ยวโรคนิ่วยังมีอีก สามารถติดตามต่อได้ แต่หากมีข้อสงสัย หรือกังวลว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วหรือไม่ สามารถมาฟังการบรรยายได้ในกิจกรรม “โรคน่ารู้ : นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ” วันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ ตั้งแต่เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้องประชุมอรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชั้น 5 ศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ถนนพระรามหก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่หมายเลข 0-2201-2521.

ผศ.นพ.วิทย์ วิเศษสินธุ
หน่วศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยามหิดล

 

 

ที่มา: เดลินิวส์     13 กุมภาพันธ์ 2553