นิ่วในถุงน้ำดีไม่มีอาการต้องผ่าออกหรือไม่?

dailynews130512_004โรคนิ่วในถุงน้ำดีเป็นโรคที่เราได้ยินกันบ่อย คนเป็นกันมาก เป็นแล้วก็มารับการรักษาอาจมีอาการหรือไม่มีอาการ พวกที่มีอาการก็มารับการรักษามักผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก พวกไม่มีอาการก็รอดูกันต่อไป คิดว่ายังปกติดีจะไปให้ผ่าตัดเอาออกทำไม ชีวิตประจำวันก็อยู่สุขสบายดี ไม่อยากไปเสี่ยงกับการผ่าตัด เป็นปัญหาที่จะได้มาคุย ฟังเหตุผล ผลดีหรือไม่ดีให้กระจ่างขึ้น

ถุงน้ำดี เป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกาย เป็นถุงขนาดหัวแม่มืออยู่บริเวณใต้ตับทางด้านขวาของช่องท้อง ปากถุงจะเป็นท่อนำน้ำดีที่อยู่ในถุงลงสู่ลำไส้เล็ก เมื่อเรารับประทานอาหาร น้ำดีในถุงน้ำดีจะถูกขับออกเพื่อไปย่อยอาหาร ตอนปลายท่อจะมีทางติดต่อไปยังท่อของตับอ่อนด้วย (ดังรูป) ในน้ำดีเองประกอบด้วยคอเลสเตอรอล ฟอสโฟไลปิด และเกลือของน้ำดี

ผู้ที่มักเป็นบ่อย มักเป็นสตรีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป รูปร่างเจ้าเนื้อหน่อย กินดีอยู่ดี สูบบุหรี่ รูปร่างสมบูรณ์ดี บุตรหลายคน เป็นตามตำราเก่าที่บอกไว้ มาทุกวันนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว พบได้ทั่วไป ในบ้านเราพบเกินแสนคนต่อปี ด้วยการกินดีเกินไป ทำให้เกิดการไม่สมดุลของสารประกอบน้ำดี ตกเป็นตะกอนเกิดนิ่วขึ้น

ส่วนประกอบของนิ่ว ทางประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐ อเมริกา มักพบนิ่วมีลักษณะเป็นไขมันยุ่ยใช้ยาละลายสลายได้ ส่วนทางตะวันออก เช่น ในบ้านเรามักพบมีแคลเซียมร่วมด้วย แข็ง ใช้ยากินไปละลายไม่สำเร็จ จึงต้องรักษาโดยผ่าตัดออกอย่างเดียว

อาการแสดง ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้มักจะบ่นให้ฟังถึงอาการปวดเสียดแน่นท้องหลังอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันมาก จะอืด แน่นนานทีเดียว บางครั้งจะปวดจี๊ด ๆ เกร็ง แล้วจะค่อยผ่อนคลายลง หากปล่อยไว้นานขึ้น ก้อนนิ่วอาจกลิ้งไหลลงไปอุดท่อน้ำดี จะทำให้มีอาการปวดท้องเกร็ง ปวดรุนแรงมากจนตัวงอด้วยนิ่วติดค้างในท่อน้ำดี หากปล่อยทิ้งไว้นานนิ่วไปอุดท่อน้ำดีสนิท จะทำให้ร่างกายตัวเหลือง ตาเหลือง และถ้าถุงน้ำดีมีอาการอักเสบร่วมด้วย จะมีอาการไข้ ปวดท้องมากจนถึงในถุงน้ำดีกลายเป็นหนองขังอยู่จะปวดมาก ต้องรีบผ่าตัดทันที

การตรวจ ง่ายและสะดวกที่สุดคือ การทำอัลตราซาวด์บริเวณตับ เร็ว ประหยัด ไม่เจ็บ จะเห็นถุงน้ำดีพร้อมนิ่ว อาจมีก้อนเดียวหรือหลายก้อน ขนาดต่าง ๆ กัน อาจมีอาการหรือไม่มีอาการก็ได้

ผมมาคุยเรื่องนิ่วในถุงน้ำดีวันนี้ เนื่องด้วยอาทิตย์ที่แล้ว นพ.สุกิจ พันธ์ุพิมานมาศ ศัลยแพทย์ รพ.ราชวิถี ผู้ทำเรื่องผ่าตัดโรคนิ่วในถุงน้ำดีมากท่านหนึ่ง ได้ไปพูดให้สมาชิกสโมสรโรตารี่กรุงเทพบางลำพู ณ ศศินนิเวศน์ จุฬาฯ ในประเด็นที่ว่า เมื่อเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีแล้วไม่มีอาการ ชีวิตอยู่เป็นปกติดี สมควรจะต้องผ่าตัดเอาถุงน้ำดีพร้อมนิ่วออกหรือไม่

เรื่องนี้เป็นที่สนใจกันมาก มีสมาชิกหลายท่านเป็นกันด้วย จะตัดสินใจอย่างไรดี คุณหมอสุกิจ พันธ์ุพิมานมาศ ได้บอกว่าโรคนี้เป็นกันทั่วโลก รพ.ราชวิถี ปีหนึ่งคนมาป่วยด้วยโรคนี้ถึง 400 ราย ผู้ที่มาด้วยอาการปวด แน่นอนคงต้องผ่าตัดออก การผ่าตัดปัจจุบันใช้ผ่านทางกล้อง เจาะรูบริเวณหน้าท้อง 4 รูเล็ก ๆ ใส่เครื่องมือลงไป ถ้าไม่มีโรคอะไรมาแทรกซ้อน ใช้เวลาผ่าตัดไม่เกินหนึ่งชั่วโมงก็เสร็จเรียบร้อย อยู่โรงพยาบาลเพียงคืนเดียว รุ่งขึ้นก็กลับบ้านได้

ส่วนพวกที่ยังไม่อยากผ่าตัด อาจรอได้ แต่ต้องรอคอยด้วยความระมัดระวังเพราะอาจเกิดอาการปวดขึ้นมาทันทีเมื่อไรก็ได้ จากนิ่วไปอุดท่อน้ำดีหรือถุงน้ำดีเกิดการอักเสบ จำเป็นต้องผ่าตัดทันที ผู้ที่อยู่ระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศ อยู่กลางทะเล อยู่ป่า ต้องวางแผนให้ดี และการผ่าตัดช่วงฉุกเฉินร่างกายต้องอยู่ในสภาพดีด้วย หัวใจปอดดี ร่างกายแข็งแรง โดยภาพรวมแล้วรอได้ ควรอยู่สถานที่มาโรงพยาบาลสะดวก และต้องให้ร่างกายอยู่สภาพแข็งแรงดี พร้อมผ่าตัดได้ด้วย เป็นข้อคิดที่ต้องรับไว้พิจารณา หากเป็นประเทศทางตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา พบนิ่วแล้วแม้ไม่มีอาการก็จะผ่าตัดเอาออก
ทุกราย

โรคนิ่วในถุงน้ำดีพบบ่อยในบ้านเรา รายที่มีอาการปวด แน่นท้องบ่อย คงต้องผ่าตัดเอาออก ส่วนผู้ที่ไม่มีอาการพบโดยบังเอิญอาจรอได้ แต่ควรจะอยู่ใกล้โรงพยาบาล หากเกิดอาการปวดจะได้ผ่าตัดได้ทันที และต้องดูแลสภาพร่างกายให้สุขภาพดีพร้อมที่จะผ่าตัดได้ด้วย.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

ที่มา :  เดลินิวส์  12 พฤษภาคม 2556

Advertisements

เป็นนิ่วเพราะภาชนะใส่อาหาร

dailynews130128_001หลายครอบครัวนิยมใช้ภาชนะเมลามีนซึ่งเป็นพลาสติกอย่างหนึ่งมาใส่อาหาร เนื่องจากน้ำหนักเบาและไม่แตกง่ายๆ ยิ่งถ้าจะออกไปปิกนิกนอกบ้าน จานชามเมลามีนยิ่งใช้งานสะดวกถูกใจเข้าไปใหญ่ ทว่าล่าสุด มีงานวิจัยชี้ว่า การกินของร้อนที่บรรจุในภาชนะเมลามีนอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

การศึกษาดังกล่าวเกิดขึ้นที่ไต้หวัน โดยทีมวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยแพทย์เกาสง เผยว่า พวกเขาได้ทำวิจัยกับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกให้รับประทานก๋วยเตี๋ยวน้ำซุปร้อนๆ ใส่ในชามเมลามีน ส่วนอีกกลุ่มให้รับประทานอาหารเมนูเดียวกันแต่บรรจุในชามเซรามิก

ทีมวิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทำเช่นนั้นนาน 3 สัปดาห์ ก่อนจะมาสลับภาชนะกันแล้วทำต่อไปอีก 3 สัปดาห์ แต่ระหว่างนั้นจะมีการเก็บตัวอย่างปัสสาวะมาวิเคราะห์ปริมาณเมลามีนที่ปนออกมา โดยการเก็บตัวอย่างปัสสาวะนั้น จะเก็บก่อนรับประทานอาหาร และหลังอาหารทุกๆ 2 ชั่วโมง ต่อเนื่อง 12 ชั่วโมง

และผลที่ได้คือ สารเมลามีนที่ถูกขับออกมากับปัสสาวะของผู้ที่รับประทานอาหารจากชามเมลามีน มี 8.35 ไมโครกรัม ส่วนคนที่รับประทานจากชามเซรามิกมี 1.3 ไมโครกรัม

สำหรับสาเหตุที่ปัสสาวะของผู้ที่รับประทานอาหารจากภาชนะเมลามีนมีปริมาณเมลามีนมากกว่า ทางทีมวิจัยชี้ว่า เป็นเพราะความร้อนของอาหารทำให้เมลามีนปนเปื้อนออกมาในปริมาณมาก นอกจากนี้ อาหารที่เป็นกรดก็กระตุ้นให้เกิดการปนเปื้อนเมลามีนในอาหารได้สูงด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ ทีมวิจัยชี้ว่า ผลที่ได้เชื่อมโยงกับงานวิจัยชิ้นเก่า ซึ่งระบุไว้ว่า ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หากได้รับเมลามีนไม่มาก แต่ยังได้รับอย่างต่อเนื่องและสะสมไปนานๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงเกิดนิ่วในไตได้

เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ ก่อนเลือกภาชนะมาใส่อาหาร อย่าลืมศึกษาคำแนะนำการใช้ภาชนะให้เหมาะสมกับชนิดอาหารกันด้วย.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา :  เดลินิวส์  28 มกราคม 2556

.

Related Article :

.

dailymail130122_001a

Eating hot food off plastic plates can increase the risk of kidney stones

  • Heating melamine crockery may harm health
  • Acidic foods can also encourage cheap or old melamine products to contaminate food

By ANNA HODGEKISS

PUBLISHED: 15:57 GMT, 22 January 2013

 

Its is a favourite of parents and picnic-goers the world over. But new research suggests that eating hot meals on melamine crockery could actually be harmful to health.

Taiwanese researchers have found that hot temperatures increase the amount of melamine we are exposed to – and this can increase the risk of kidney stones.

They studied two groups of people who ate piping hot noodle soup. One group ate from melamine bowls, the other from ceramic bowls.

Urine samples were collected before the meal, and every two hours for 12 hours following the meal.

Three weeks later, the volunteers consumed the same kind of soup but the type of bowl they used was reversed. Urine samples were collected again.

Total melamine levels in urine for 12 hours after eating the soup was 8.35 micrograms when the participants ate out of the melamine bowls versus about 1.3 micrograms when they ate out of ceramic bowls.

Lead researcher by Chia-Fang Wu, of Kaohsiung Medical University in Taiwan, said: ‘Melamine tableware may release large amounts of melamine when used to serve high-temperature foods.’

He noted that both higher temperatures (from hot soups, for example) or more acidic foods can encourage melamine to contaminate food, especially in older or low-quality kitchenware.

But he added that the amount of melamine released into food and beverages from melamine tableware varies by brand, so the results of this study of one brand may not be generalised to other brands.

However the results suggest it is advisable to serve hot food on ceramic crockery, to be on the safe side.

They added that it’s not yet clear what effect all of this might have on human health. However, prior studies have linked chronic, low-dose melamine exposures to an increased risk for kidney stones in both children and adults, the researchers said.

The findings back up previous research that found a link between melamine and kidney stones in both children and adults.

Studies of melamine toxicity in animals indicate that ingestion can cause kidney stones, kidney damage and may induce cancer.

Previous research has found a link between melamine and kidney stones (pictured) in both children and adults

Previous research has found a link between melamine and kidney stones (pictured) in both children and adults

And in 2008, melamine-tainted baby formula (causing an especially high dose) was linked to six deaths and 50,000 hospitalizations related to kidney stones and kidney disease in China.

The study was published in the journal JAMA Internal Medicine.

SOURCE: dailymail.co.uk

“นิ่ว” โรคที่คนไทยควรรู้ไว้

โรค “นิ่ว” เป็นโรคที่มีผลกระทบอย่างยิ่งต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

โรค “นิ่ว”  เป็นโรคที่มีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ เพราะมีรายงานออกมาว่า พบนิ่วในกระเพาะปัสสาวะภายในโครงกระดูกของมัมมี่ ที่ประเทศอียิปต์ มัมมี่ตัวนั้นเข้าใจกันว่าเป็นเด็กชายอายุประมาณ 16 ปี ซึ่งเสียชีวิตมาแล้วราว 7,000 ปี จนถึงปัจจุบัน โรคนิ่วเป็นปัญหาสาธารณสุขที่พบมากทั่วโลก และอุบัติการณ์ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับในประเทศไทยเอง ก็มีอุบัติการณ์โรคนิ่วในไตสูงมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

การมีนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะจะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ การทำงานของไตเสื่อมลง และอาจร้ายแรงจนเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง และโรคไตระยะสุดท้าย ซึ่งทำให้ถึงแก่ความตายได้ นอกจากนี้โรคนิ่วในไต ยังมีอุบัติการณ์การเป็นนิ่วซ้ำสูงมาก ทำให้ทั้งผู้ป่วยและภาครัฐต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาและป้องกันการเกิดนิ่วซ้ำสูงมาก ดังนั้นโรคนิ่วในไตจึงจัดเป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชากรไทยเป็นอย่างยิ่ง

โดยทั่วไปแล้ว โรคนิ่วนั้นมักเริ่มเกิดขึ้นที่ไตก่อน ต่อมาก็เลื่อนตำแหน่งไปยังกรวยไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ ซึ่งถ้านิ่วมีขนาดเล็กก็จะหลุดออกมาเองได้ตอนผู้ป่วยปัสสาวะ แต่ถ้านิ่วมีขนาดใหญ่ก็จะไปอุดตันตามตำแหน่งต่าง ๆ
โรคนิ่วนั้นมีอยู่สองชนิดด้วยกัน คือนิ่วในถุงน้ำดี และนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ นิ่วในไต นิ่วในท่อไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ และนิ่วในท่อปัสสาวะ ซึ่งนิ่วทั้งสองประเภทนี้มีความแตกต่างกันในเรื่องส่วนประกอบ สาเหตุ และการดูแลรักษา แต่ที่เรียกว่านิ่วเหมือนกัน อันนี้คงเป็นเพราะว่า ลักษณะที่เห็นนั้น คล้ายก้อนหินเหมือนกัน เพราะฉะนั้น คนเป็นโรคนิ่ว จึงต้องรู้ว่าเป็นนิ่วที่ใด

สำหรับสาเหตุการเกิดโรคนิ่วนั้น มีอยู่หลายประการด้วยกัน ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม เมตาบอลิซึม พันธุกรรม วิถีการดำเนินชีวิต และอุปนิสัยการกินอาหารของแต่คน แต่ในที่นี้จะกล่าวถึง นิ่วอันเกิดจาก “สารก่อนิ่ว” ที่มีอยู่ในปัสสาวะตามปกติ ได้แก่ แคลเซียม ฟอสเฟต ออกซาเลต ยูเรต ในภาวะที่มีปริมาณผิดปกติและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย สารเหล่านี้สามารถรวมตัวกันจนกลายเป็นก้อนผลึกแข็งและมีขนาดใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นนิ่วอุดตันที่บริเวณต่าง ๆ ของทางเดินปัสสาวะ องค์ประกอบส่วนใหญ่ในก้อนนิ่วเป็นผลึกแร่ธาตุ เช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต ยูเรต แมกนีเซียมแอมโมเนียมฟอสเฟต เป็นต้น นิ่วที่พบมากที่สุดในประเทศไทย คือ นิ่วแคลเซียมฟอสเฟต รองลงมาคือ นิ่วกรดยูริก

สำหรับสารที่ป้องกันการก่อผลึกในปัสสาวะเรียกว่า “สารยับยั้งนิ่ว” ที่สำคัญได้แก่ ซิเทรต โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ปัจจัยเสี่ยงด้านความผิดปกติทางเมแทบอลิซึมที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคนิ่วในไตของคนไทย คือ การมีสารยับยั้งนิ่วในปัสสาวะต่ำ ได้แก่ ภาวะซิเทรตในปัสสาวะต่ำพบประมาณร้อยละ 70-90 และภาวะโพแทสเซียมในปัสสาวะต่ำพบประมาณร้อยละ 40-60

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนิ่วอาจแบ่งได้เป็นปัจจัยภายใน เช่น กายวิภาคของไต พันธุกรรม เชื้อชาติ และปัจจัยภายนอก เช่น ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ อากาศ และฤดูกาล ปริมาณน้ำที่ดื่ม พฤติกรรมการกิน อาชีพ และยาบางชนิด

กลไกการเกิดโรค สามารถตรวจวัดได้จากสาเหตุการเกิดนิ่วในไต คือ การมีสารก่อนิ่วในปัสสาวะสูงกว่าระดับสารยับยั้งนิ่ว ร่วมกับปัจจัยเสริมคือ ปริมาตรของปัสสาวะน้อย ส่งผลให้เกิดภาวะอิ่มตัวยวดยิ่งของสารก่อนิ่วในปัสสาวะ จึงเกิดผลึกที่ไม่ละลายน้ำขึ้น เช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต และ ยูเรต ผลึกนิ่วที่เกิดขึ้นจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ส่งผลให้เซลล์บุภายในไตถูกทำลาย ตำแหน่งถูกทำลายนี้จะเป็นพื้นที่ให้ผลึกนิ่วเกาะยึดและรวมกลุ่มกัน จนเกิดการทับถมของผลึกนิ่วเป็นเวลานาน จนกลายเป็นก้อนนิ่วในที่สุด

ในคนปกติที่มีสารยับยั้งนิ่วในปัสสาวะสูงเพียงพอจะสามารถยับยั้งการก่อตัวของผลึกนิ่วได้ โดยสารเหล่านี้จะไปแย่งจับกับสารก่อนิ่ว เช่น ซิเทรตจับกับแคลเซียม หรือแมกนีเซียมจับกับออกซาเลต ทำให้เกิดเป็นสารที่ละลายน้ำได้ดี และขับออกไปพร้อมกับน้ำปัสสาวะ ทำให้ปริมาณสารก่อนิ่วในปัสสาวะลดลงและไม่สามารถรวมตัวกันเป็นผลึกนิ่วได้ นอกจากสารยับยั้งนิ่วในกลุ่มนี้แล้ว โปรตีนในปัสสาวะหลายชนิดยังทำหน้าที่ป้องกันการก่อผลึกในปัสสาวะ และเมื่อเคลือบที่ผิวผลึกจะช่วยขับผลึกออกไปพร้อมกับปัสสาวะได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันมีหลายงานวิจัยระบุว่าความผิดปกติของการสังเคราะห์และการทำงานของโปรตีนที่ยับยั้งนิ่วเหล่านี้เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคนิ่วไต

ส่วนนิ่วที่พบได้บ่อยในประเทศไทยอธิบายได้ว่า ก้อนนิ่วสามารถจำแนกชนิดคร่าว ๆ ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ นิ่วชนิดเนื้อเดียวที่มีองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว และนิ่วชนิดเนื้อผสมที่มีหลากหลายองค์ประกอบรวมกัน นิ่วส่วนใหญ่ที่พบในประเทศไทยจะเป็นนิ่วเนื้อผสม ซึ่งเราสามารถแบ่งชนิดนิ่วได้จากองค์ประกอบหลักที่สำคัญในก้อนนิ่ว ได้แก่ นิ่วแคลเซียมออกซาเลต นิ่วแคลเซียมฟอสเฟต นิ่วยูเรตหรือนิ่วกรดยูริก นิ่วสตูไวท์หรือนิ่วติดเชื้อ นิ่วซีสทีน และนิ่วชนิดอื่น ๆ

เรื่องราวเกี่ยวกับโรคนิ่วยังมีอีก สามารถติดตามต่อได้ แต่หากมีข้อสงสัย หรือกังวลว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วหรือไม่ สามารถมาฟังการบรรยายได้ในงาน “ความรู้เรื่องนิ่วในทางเดินปัสสาวะ เพื่อประชาชน ครั้งที่ 2: จะป้องกันนิ่วได้อย่างไร” ในวันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม 2555 ตั้งแต่เวลา 07.00-12.00 น. ณ ชั้น 9 อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมด้านการแพทย์และโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ คุณนงลักษณ์ โทร. 08-5669-9325 ในวันและเวลาราชการ ด่วน!!..รับจำนวนจำกัดเพียง 200 ท่านเท่านั้น.

ผศ.นพ.วิทย์ วิเศษสินธุ์
หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 6 ตุลาคม 2555

นิ่วในท่อไตเป็นโรคหนึ่งที่ทำให้ปวดหลัง

โรคปวดหลังเกิดจากหลายสาเหตุ ถ้าเป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาทางภาคอีสานจะต้องนึกถึงเรื่องนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะไว้ด้วย แต่ก่อนพบบ่อย ตามโรงพยาบาลทางภาคอีสานจะเห็นเอากองนิ่วมาแสดงตั้งให้เห็น โดยเฉพาะโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี เคยเห็นวางกองใหญ่มาก มาปัจจุบันแต่ละแห่งค่อยลดน้อยลงไป จากการดูแลสุขภาพดีขึ้น

นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ อาจเกิดตำแหน่งใดก็ได้ ตัวไตเอง ต่อมาเป็นท่อไต ลงมาถึงกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ ในอดีตที่ผมเคยเป็นแพทย์ต่างจังหวัดพบได้ทุกตำแหน่ง ที่ไตมากสุด รองลงมาเป็นกระเพาะปัสสาวะ ท่อไต และท่อปัสสาวะ ปัจจุบันที่ไตและท่อไตยังพบอยู่ ที่กระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะน้อยลงไป อาการสำคัญที่มาคือ เรื่องปวดหลัง ลักษณะการปวดเป็นแบบจี๊ด ๆ เหมือนมีอะไรมาบิดแล้วร้าวลงล่าง บางครั้งปวดมากถึงกับดิ้นไปมาด้วยความปวดทีเดียว

สาเหตุ มีคนศึกษากันมากว่า สาเหตุของนิ่วเกิดจากเหตุใด ผมเคยไปขอคุยกับ ดร.ปิยะรัตน์ โตสุโขวงศ์ ภาควิชาเคมี รพ.จุฬาฯ และ ศ.นพ.เกรียง ตั้งสง่า ถึงการวิจัยนิ่วในไตหลายปีมาแล้ว ผลพอนึกออกว่าเกิดจากการไม่สมดุลของการบริโภคอาหาร และอื่น ๆ อีกหลายท่านก็คล้าย ๆ กัน สรุปว่ายังไม่ชัดเจน ทำให้การป้องกันเป็นทางการยังไม่มี มักจะพูดว่าให้กินน้ำมาก ๆ ลดอาหารพวกไขมัน และผักใบเขียวที่จะทำให้เกิดผลึกยูริก โดยสรุปประชากรทางภาคอีสานยังพบได้บ่อยมีให้เห็นอยู่เสมอ

การวินิจฉัยโรค นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก เป็นประเภทฟอสเฟต, อ๊อกซาเลท เวลาถ่ายภาพทางรังสีจะเห็นชัดเจน อีกประเภทหนึ่ง เห็นจาง ๆ ไม่ชัด และ พวกสุดท้าย ไม่เห็นเลย เป็นประเภทผลึกยูริก มักจะพบกับคนในเมือง อาการของทั้งสามชนิดทำให้ปวดหลังเช่นเดียวกัน ก่อนนี้ใช้เอกซเรย์ธรรมดาพร้อมฉีดสีดู ก็บอกได้ว่านิ่วอยู่ที่ใด หน้าที่ของไตเป็นอย่างไร ปัจจุบันเครื่องมือด้านนี้พัฒนามากทำให้วินิจฉัยได้ง่ายขึ้น

การรักษา ในอดีตนิ่วในท่อไตมักพบเป็นก้อนโต ๆ ราว 1 ซม. อุดคาอยู่ ปัสสาวะไหลลงได้ยาก คนไข้จะมาด้วยเรื่องปวดหลัง ปวดบ่อยจนทรมาน ถ้าก้อนยังเล็กจะปวดเป็น ๆ หาย ๆ ปวดมากไม่ผ่อนคลายก็จะมาให้แก้ไข เดิมผ่าตัดอย่างเดียว เป็นแผลทางยาวบริเวณบั้นเอว เมื่อพบนิ่วเอานิ่วออกจะใส่สายยางคาไว้สัก 3-4 วัน ดูพอปัสสาวะไหลออกดี ไม่มีการติดเชื้อเอาสายยางออกก็กลับบ้านได้

ปัจจุบันหากก้อนเล็ก ๆ จะใช้การขบให้ละเอียดผ่านทางกล้องเข้าทางท่อปัสสาวะเข้าไปหรือใช้สายยางส่วนปลายเหมือนตะกร้อคล้องก้อนนิ่วออกมา หรือยิงด้วยแสงเลเซอร์ให้แตกละเอียดแล้วล้างเศษก้อนนิ่วออกมา แล้วแต่ดุลพินิจของศัลยแพทย์จะพิจารณาว่าจะเป็นแบบใดดี ยิ่งปัจจุบันศัลยแพทย์ทางด้านนี้มีประสบการณ์มาก ต่างจังหวัด เช่น โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี รพ.มหาสารคาม มีผลงานเด่นเรื่องนิ่วอยู่ตลอด

คนไข้หญิงอายุ 61 ปี ไตข้างขวาถูกตัดไปจากเป็นโรคในอดีต ปวดหลังบ่อยแบบบิด ๆ ตรวจพบเป็นนิ่วแบบมองเห็นในภาพเอกซเรย์ในท่อไตซ้ายขนาดราวครึ่ง ซม. นพ.สมเกียรติ พุ่มไพศาลชัย ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ รพ.ราชวิถี กรมการแพทย์ ได้ใส่กล้องทางท่อปัสสาวะเข้าจนถึงท่อไตซ้าย ก้อนนิ่วเล็กอยู่สูงหลุดลอยขึ้นหลบในแอ่งหลืบในไต ยังเอาออกไม่ได้ จึงได้คาสายยางไว้ ป้องกันท่อไตอักเสบบวมปัสสาวะจะไหลลงออกไม่ได้ เพราะเหลือไตข้างเดียว

อีก 2 อาทิตย์ต่อมาได้ยิงก้อนนิ่วจากภายนอกให้กระจายเล็กลง พร้อมดึงสายยางออกจะได้ปัสสาวะออกเป็นปกติ คนไข้รายนี้แสดงถึงก้อนนิ่วขนาดเล็ก อยู่ตอนบนของท่อไต บางครั้งยากที่จะเอาออกได้ทันที ต้องค่อยทำไปทีละขั้นตอน ด้วยเหลือไตข้างเดียว ในที่สุดแพทย์ก็สามารถแก้ไขได้จนหายเรียบร้อยดี

โรคปวดหลัง นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะก็ยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ยังมีโอกาสพบได้เสมอ และยังไม่รู้สาเหตุแน่นอน เพียงรู้ว่าจากการไม่สมดุลของอาหารการกิน คงจะต้องค้นหาสาเหตุกันต่อไป.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 23 กันยายน 2555

นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

สัปดาห์ที่แล้ว ได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับโรคนิ่วไปแล้ว สัปดาห์นี้ก็ยังมีความรู้เกี่ยวกับโรคนิ่วมาฝากอีกเช่นเคย เรียกได้ว่า  โรคนิ่วเป็นอีกโรคหนึ่งที่ไม่เฉพาะแค่ผู้ที่มีความเสี่ยงจะต้องหันมา ใส่ใจเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงข้อควรระวัง รวมไปถึงการรักษาของแพทย์ ประจำตัวท่านด้วย

ในฉบับนี้จะขอกล่าวถึง อาการ การตรวจวินิจฉัย การรักษา รวมไปถึงการป้องกันของโรคนิ่ว 2 ประเภท คือ นิ่วในไตหรือท่อไต และนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ 

อาการของโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ

นิ่วในทางเดินปัสสาวะ เป็นภาพใหญ่ที่ทุกท่านสามารถทำความเข้าใจได้ อาการจะขึ้นอยู่กับขนาดของนิ่ว ตำแหน่งที่นิ่วนั้นอุดอยู่ นิ่วนั้นจะไปอุดทางเดินปัสสาวะมากน้อยแค่ไหน หากเป็นในระยะแรกร่างกายอาจขับก้อนนิ่วออกมาได้เองทางปัสสาวะ ซึ่งจะพบตะกอนเหมือนก้อนกรวดเล็ก ๆ ปนออกมาพร้อมกับปัสสาวะ แต่ถ้าก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่ขึ้นจะมีการอุดตันมากขึ้น จึงมีการเสียดสีและทำให้เกิดการบาดเจ็บ จนมีเลือดออก และส่งผลให้ปัสสาวะมีสีแดงขึ้นจากเลือด หรือบางกรณีมีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อ

อาการของนิ่วในไตหรือท่อไต

มักมีอาการปวดบริเวณเอวด้านหลังที่เป็นตำแหน่งของไต เวลาที่ก้อนนิ่วหลุดมาอยู่ใน ท่อไต จะมีอาการปวด ชนิดรุนแรงมาก เหงื่อตก และมักเกิดเป็นพัก ๆ ปัสสาวะอาจมีเลือดหรือเป็นสีน้ำล้างเนื้อร่วมด้วยได้ เรื่องปวดหลังต้อง เข้าใจว่า ถ้าปวดเพราะทำ งานหนักหรือนั่งทำงาน มานาน ๆ กล้ามเนื้อหลังอาจล้าหรือปวดได้ อันนี้เป็นเรื่องของการปวดเมื่อยซึ่งเป็นกันมาก จนอาจสับสนว่าเป็นนิ่วได้ ถ้านิ่วลงมาอุดตันบริเวณท่อไตต่อกับกระเพาะปัสสาวะ ผู้ป่วยจะมีอาการระคายเคืองเวลาปัสสาวะ อยากปัสสาวะ แต่ปัสสาวะขัด และกะปริดกะปรอย ในกรณีที่มีการติดเชื้อแทรกซ้อนจะมีอาการไข้ร่วมด้วย หากปล่อยให้เป็นนิ่วไปนาน ๆ โดยไม่ได้รับการรักษาจะทำให้ไตบาดเจ็บเรื้อรัง ส่งผลให้ไตมีรูปร่างและทำงานผิดปกติมากขึ้น นำไปสู่ภาวะไตวายได้ในที่สุด

อาการของนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

มีอาการปัสสาวะขัด สะดุด ถ่ายเจ็บ ไม่สะดวก บางทีออกกะปริดกะปรอยหรือออกเป็นหยดขุ่นหรือขาวเหมือนมีผงแป้งอยู่ บางครั้งมีเลือดหรือเป็นสีน้ำล้างเนื้อ อาจมีสิ่งที่คล้ายกรวดทรายปนออกมากับปัสสาวะ  ถ้านิ่วไปอุดท่อทางเดินปัสสาวะ ก็จะทำให้เกิดการอยากถ่ายปัสสาวะอยู่เสมอ แต่ก็ถ่ายไม่ออก

เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะทำ การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาความผิดปกติจากปัสสาวะ โดยแพทย์จะตรวจหาเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ และหากพบว่ามีเม็ดเลือดขาว อาจแสดงให้เห็นถึงภาวการณ์ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และตรวจการทำงานของไตโดยการดูค่าเครตินิน จากการเจาะเลือด

นอกจากนี้ แพทย์ยังอาจใช้วิธีการตรวจทางรังสีร่วมด้วย ซึ่งการตรวจทางรังสี มีดังนี้

1. เอกซเรย์ หากพบว่ามีเงาไตที่เรียก KUB (Kidney Ureter and Bladder) ซึ่งเป็นนิ่วที่ทึบแสงก็สามารถเห็นนิ่วได้ หากเป็นนิ่วที่ไม่ทึบแสงก็ไม่สามารถเห็นได้

2. ไอวีพี (IVP) เป็นการฉีดสีเข้าเส้นเลือดดำ ซึ่งสีจะถูกขับออกทางไต หลังจากฉีดสีแล้วจะทำการเอกซเรย์เงาไตที่เวลาต่าง ๆ หลังฉีดสี เพื่อดูรูปร่างและลักษณะของไตว่ามีการอุดตันจากนิ่วหรือไม่ รวมถึงการ ทำงานของไตว่าดีมากน้อยแค่ไหน

3. อัลตราซาวด์ เพื่อดูลักษณะรูปร่างของไต ดูนิ่วในไต ซึ่ง   บางชนิดไม่สามารถเห็นได้จากการเอกซเรย์ปกติ เนื่องจากนิ่วไม่ทึบแสง    อาจพบว่าไตมีการบวมจากการอุดตันของนิ่ว ข้อดีคือ สามารถตรวจในคนท้องได้ ไม่ต้องเจอรังสี ทำในคนสูงอายุได้อย่างปลอดภัย ข้อเสียคือ มักจะไม่พบนิ่วที่ท่อไตและความไวในการตรวจต่ำ

ด้านการรักษาทางการแพทย์มีหลายวิธี โดยแพทย์จะพิจารณาโดยอาศัยข้อมูลเรื่องขนาดของนิ่ว ตำแหน่งของนิ่ว ความแข็งของนิ่วไตบวมมากหรือน้อย รวมทั้งการอักเสบของไต เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อพิจารณาเลือกวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละราย บางรายอาจเหมาะสมที่จะรักษาด้วยการสลายนิ่ว แต่บางรายก็ไม่เหมาะสมที่จะสลายนิ่ว แต่อาจรักษาได้ด้วยวิธีอื่น ๆ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อจะได้เข้าใจถึงเหตุผลที่แพทย์เลือกวิธีนั้น ๆ ในการรักษา

การรักษาทางยา เป็นวิธีการรักษาที่เหมาะสำหรับในรายที่เป็นนิ่วขนาดเล็กในไตหรือท่อไต  ลักษณะกลม เรียบ มีอาการปวดไตน้อย และไม่อักเสบรุนแรง

การรักษาด้วยการสลายนิ่วด้วยเครื่องช็อกเวฟ (SHOCKWAVE) เหมาะสำหรับนิ่วในไต หรือท่อไตขนาดปานกลาง โตประมาณ 2-3 เซนติเมตร

การรักษาด้วยการใช้กล้องส่องเข้าไปคีบ ขบ กรอนิ่ว เหมาะสำหรับนิ่วในกระเพาะปัสสาวะและท่อไต ผู้ป่วยไม่มีแผลผ่าตัดสามารถสอดกล้องเข้าไปตามท่อปัสสาวะได้

การรักษาด้วยการเจาะสีข้างเข้าไปในไตเพื่อส่องกล้องและกรอนิ่ว เหมาะสำหรับนิ่วขนาดปาน กลาง และโตแบบไม่แตกแขนง

การรักษาด้วยการผ่าตัด เหมาะสำหรับนิ่วขนาดใหญ่ เช่น นิ่วเขากวางในไต นิ่วในท่อไตที่ติดแน่น ผู้ป่วยที่มีอาการอักเสบรุนแรงซึ่งต้องรีบขจัดนิ่วออก ผู้ป่วยที่มีไตเสื่อมมากแล้ว เป็นต้น

สำหรับการป้องกันการเกิดโรคนิ่ว แพทย์มีคำแนะนำดังต่อไปนี้

– ให้ดื่มน้ำมากกว่าวันละ 8 แก้ว หรือให้ได้ปริมาตรของปัสสาวะมากกว่า 2 ลิตรต่อวัน เพื่อลดความอิ่มตัวของสารก่อนิ่วในปัสสาวะและลดโอกาสการก่อผลึกนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

– บริโภคอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วนและสัดส่วนที่เหมาะสม ให้ลดอาหารที่มีเนื้อสัตว์ ไขมันสัตว์ อาหารหวานมาก-เค็มมาก และอาหารที่มีกรดยูริกสูง ได้แก่ หนังสัตว์ปีก ตับ ไต ปลาซาร์ดีน เป็นต้น

– หลีกเลี่ยงอาหารที่มีออกซาเลตสูง เช่น งา ผักโขม ช็อกโกแลต สตรอเบอรี่ ชา ถั่ว แอปเปิ้ล หน่อไม้ฝรั่ง บรอกโคลี ชีส เบียร์ น้ำอัดลม กาแฟ โกโก้ ไอศกรีม นม ส้ม สับปะรด วิตามินซี โยเกิร์ต ฯลฯ

– ผู้ที่มีนิ่วควรรับประทานอาหารที่มีใยมาก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

สำหรับผู้ที่มีอาการผิดปกติและสงสัยว่ามีนิ่วในไตควรปรึกษาแพทย์ ส่วนคำถามสำคัญก็คือ ผู้ที่เคยเป็นนิ่วแล้วมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นโรคนิ่วอีกครั้งได้หรือไม่ ต้องตอบว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้อีก ดังนั้น การป้องกันรักษาตัวไม่ให้เกิดโรคนิ่วจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด และควรพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอหลังการรักษานิ่ว

ผศ.นพ.วิทย์ วิเศษสินธ
หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

 

ที่มา: เดลินิวส์     20 กุมภาพันธ์ 2553

โรคนิ่ว

เวลาไม่เคยคอยใครจริงๆ เพียงชั่วเวลาแป๊บเดียว ก็ย่างเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรักกันแล้ว สำหรับผู้อ่านที่ติดตาม คอลัมน์ หมอรามาฯ ไขปัญหาสุขภาพ มาตั้งแต่ต้น ก็คงจะได้รับความรู้ที่มีผลต่อสุขภาพของท่านไม่มากก็น้อย และเราก็ยังจะนำเสนอเรื่องราวทางด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อแฟน ๆ คอลัมน์ต่อไป

เช่นกัน ฉบับนี้ก็ยังคงมีเรื่องราวสุขภาพมาฝาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้อ่านที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรค “นิ่ว” ซึ่งเป็นโรคที่มีผลกระทบอย่างยิ่งต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

ต้องขอกล่าวในเบื้องต้นก่อนว่า โรค “นิ่ว” นั้นเป็นโรคที่จะว่าไปแล้ว เป็นโรคที่มีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์เลยทีเดียว เพราะมีรายงานออกมาว่า พบนิ่วในกระเพาะ ปัสสาวะภายในโครงกระดูกของมัมมี่ ที่ประเทศอียิปต์ มัมมี่ตัวนั้นเข้าใจกันว่าเป็นเด็กชายอายุประมาณ 16 ปี ซึ่งเสียชีวิตมาแล้วราว 7,000 ปี จนถึงปัจจุบัน โรคนิ่วเป็นปัญหาสาธารณสุขที่พบมากทั่วโลก และอุบัติการณ์ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับในประเทศไทยเอง ก็มีอุบัติการณ์โรคนิ่วในไตสูงมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

การมีนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะจะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ การทำงานของไตเสื่อมลง และอาจร้ายแรงจนเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง และโรคไตระยะสุดท้าย ซึ่งทำให้ถึงแก่ความตายได้ นอกจากนี้โรคนิ่วในไต ยังมีอุบัติการณ์การเป็นนิ่วซ้ำสูงมาก ทำให้ทั้งผู้ป่วยและภาครัฐต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาและป้องกันการเกิดนิ่วซ้ำสูงมาก ดังนั้นโรคนิ่วในไตจึงจัดเป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชากรไทยเป็นอย่างยิ่ง

โดยทั่วไปแล้ว โรคนิ่วนั้นมักเริ่มเกิดขึ้นที่ไตก่อน ต่อมาก็เลื่อนตำแหน่งไปยังกรวยไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ ซึ่งถ้านิ่วมีขนาดเล็กก็จะหลุดออกมาเองได้ตอนผู้ป่วยปัสสาวะ แต่ถ้านิ่วมีขนาดใหญ่ก็จะไปอุดตันตามตำแหน่งต่าง ๆ

โรคนิ่วนั้นมีอยู่สองชนิดด้วยกัน คือ นิ่วในถุงน้ำดี และนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ นิ่วในไต นิ่วในท่อไต นิ่ว  ในกระเพาะปัสสาวะ และนิ่วในท่อปัสสาวะ ซึ่งนิ่วทั้งสองประเภทนี้มีความแตกต่างกันในเรื่องส่วนประกอบ สาเหตุ และการดูแลรักษา แต่ที่เรียกว่านิ่วเหมือนกัน อันนี้คงเป็นเพราะว่า ลักษณะที่เห็นนั้น คล้ายก้อนหินเหมือนกัน เพราะฉะนั้น คนเป็นโรคนิ่ว จึงต้องรู้ว่าเป็นนิ่วที่ใด

สำหรับสาเหตุการเกิดโรคนิ่วนั้น มีอยู่หลายประการด้วยกัน ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม เมตาบอลิซึม พันธุกรรม วิถีการดำเนินชีวิต และอุปนิสัยการกินอาหารของแต่ละคน แต่ในที่นี้จะกล่าวถึง นิ่วอัน เกิดจาก “สารก่อนิ่ว” ที่มีอยู่ในปัสสาวะตามปกติ ได้แก่ แคลเซียม ฟอสเฟต ออกซาเลต ยูเรต ในภาวะที่มีปริมาณผิดปกติและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย สารเหล่านี้สามารถรวมตัวกันจนกลายเป็นก้อนผลึกแข็งและมีขนาดใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นนิ่วอุดตันที่บริเวณต่าง ๆ ของทางเดินปัสสาวะ องค์ประกอบส่วนใหญ่ในก้อนนิ่วเป็นผลึกแร่ธาตุ เช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต ยูเรต แมกนีเซียมแอมโมเนียม ฟอสเฟต เป็นต้น นิ่วที่พบมากที่สุดในประเทศไทย คือ นิ่วแคลเซียมฟอสเฟต รองลงมาคือ นิ่วกรดยูริก

สำหรับสารที่ป้องกันการก่อผลึกในปัสสาวะเรียกว่า “สารยับยั้งนิ่ว” ที่สำคัญได้แก่ ซิเทรต โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ปัจจัยเสี่ยงด้านความผิดปกติทางเมแทบอลิซึมที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคนิ่ว  ในไตของคนไทย คือ การมีสารยับยั้งนิ่วในปัสสาวะต่ำ ได้แก่ ภาวะ ซิเทรตในปัสสาวะต่ำพบประมาณร้อยละ 70-90 และภาวะโพแทสเซียมในปัสสาวะต่ำพบประมาณร้อยละ 40-60

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนิ่วอาจแบ่งได้เป็นปัจจัยภายใน เช่น กายวิภาคของไต พันธุกรรม เชื้อชาติ และปัจจัยภายนอก เช่น ปัจจัยทาง ภูมิศาสตร์ อากาศ และฤดูกาล ปริมาณน้ำที่ดื่ม พฤติกรรมการกิน อาชีพ และยาบางชนิด

กลไกการเกิดโรค สามารถตรวจวัดได้จากสาเหตุการเกิดนิ่วใน ไต คือ การมีสารก่อนิ่วในปัสสาวะสูงกว่าระดับสารยับยั้งนิ่วร่วมกับปัจจัยเสริมคือ ปริมาตรของปัสสาวะน้อย ส่งผลให้เกิดภาวะอิ่มตัวยวดยิ่งของสารก่อนิ่วในปัสสาวะ จึงเกิดผลึกที่ไม่ละลายน้ำขึ้น เช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต และ ยูเรต ผลึกนิ่วที่เกิดขึ้นจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ส่งผลให้เซลล์บุภายในไตถูกทำลาย ตำแหน่งถูกทำลายนี้จะเป็นพื้นที่ให้ผลึกนิ่วเกาะยึดและรวมกลุ่มกันจนเกิดการทับถมของผลึกนิ่วเป็นเวลานาน จนกลายเป็นก้อนนิ่วในที่สุด

ในคนปกติที่มีสารยับยั้งนิ่วในปัสสาวะสูงเพียงพอจะสามารถยับยั้งการก่อตัวของผลึกนิ่วได้ โดยสารเหล่านี้จะไปแย่งจับกับสารก่อนิ่ว เช่น ซิเทรตจับกับแคลเซียม หรือแมกนีเซียมจับกับออกซาเลต ทำให้เกิดเป็นสารที่ละลายน้ำได้ดี และขับออก ไปพร้อมกับน้ำปัสสาวะ ทำให้ปริมาณสารก่อนิ่วในปัสสาวะลดลงและไม่สามารถรวมตัวกันเป็น ผลึกนิ่วได้ นอกจากสารยับยั้งนิ่ว ในกลุ่มนี้แล้ว โปรตีนในปัสสาวะ หลายชนิดยังทำหน้าที่ป้องกัน การก่อผลึกในปัสสาวะ และเมื่อเคลือบที่ผิวผลึกจะช่วยขับผลึกออกไปพร้อมกับปัสสาวะได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันมีหลายงานวิจัยระบุว่าความผิดปกติของการสังเคราะห์และการทำงานของโปรตีนที่ยับยั้งนิ่วเหล่านี้เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคนิ่วไต

ส่วนนิ่วที่พบได้บ่อยในประเทศไทย อธิบายได้ว่า ก้อนนิ่วสามารถจำแนกชนิดคร่าว ๆ ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ นิ่วชนิดเนื้อเดียวที่มีองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว และนิ่วชนิดเนื้อผสมที่มีหลากหลายองค์ประกอบรวมกัน นิ่วส่วนใหญ่ที่พบในประเทศไทยจะเป็นนิ่วเนื้อผสม ซึ่งเราสามารถแบ่งชนิดนิ่วได้จากองค์ประกอบหลักที่สำคัญในก้อนนิ่ว ได้แก่ นิ่วแคลเซียมออกซาเลต นิ่วแคลเซียมฟอสเฟต นิ่วยูเรตหรือนิ่วกรดยูริก นิ่วสตูไวท์หรือนิ่วติดเชื้อ นิ่วซีสทีน และนิ่วชนิดอื่น ๆ

เรื่องราวเกี่ยวโรคนิ่วยังมีอีก สามารถติดตามต่อได้ แต่หากมีข้อสงสัย หรือกังวลว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วหรือไม่ สามารถมาฟังการบรรยายได้ในกิจกรรม “โรคน่ารู้ : นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ” วันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ ตั้งแต่เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้องประชุมอรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชั้น 5 ศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ถนนพระรามหก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่หมายเลข 0-2201-2521.

ผศ.นพ.วิทย์ วิเศษสินธุ
หน่วศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยามหิดล

 

 

ที่มา: เดลินิวส์     13 กุมภาพันธ์ 2553