เบาหวาน-หลอดเลือดแดงแข็ง-โรคหัวใจ

Credit: freedietsplan.com

มีการกล่าวขานหลายๆ อย่างเกี่ยวกับโรคเบาหวาน เบาหวานทำให้เกิดโรคหัวใจ เบาหวานทำให้เกิดอัมพาต เบาหวานทำให้ตาบอด เบาหวานทำให้ไตวาย เบาหวานทำให้ถูกตัดขา ฯลฯ

แล้วผู้ที่เป็นเบาหวานกลัวอะไรมากที่สุด บางคนกลัวตาบอด บางคนกลัวล้างไต บางคนกลัวเป็นอัมพาต บางคนกลัวถูกตัดขา หลากหลายต่างๆ กันไป แน่นอน….ถ้าไม่เกิดขึ้นดีที่สุด แต่….คงไม่โชคดีตลอดไป ถ้าเกิดโรคแทรกซ้อน นั่นคงหมายถึงต้องทุกข์ทรมานตลอดชีวิต

เบาหวานตายจากอะไรมากที่สุด

คงไม่ยากที่จะเดาคำตอบได้ว่า เบาหวานตายจากโรคหัวใจมากที่สุด คนที่เป็นเบาหวานเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากกว่าคนที่ไม่เป็น 2-4 เท่า และโรคหัวใจที่ทำให้เกิดอัตราตายสูงสุดคือโรคหัวใจขาดเลือด (ischemic heart disease) หรือโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี (coronary heart disease)

Credit: health-pic.com

นั่นหมายความว่า ต้องมีการตีบของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจจึงทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด  การที่หลอดเลือดแดงตีบก็ต้องเกิดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis) ที่เกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย รวมทั้งหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจ (คือหลอดเลือดแดงโคโรนารี)

เบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงของหลอดเลือดแดงแข็ง แต่เบาหวานและหลอดเลือดแดงแข็งเป็นกระบวนการคนละอย่างกัน การเปลี่ยนแปลงในพยาธิสภาพของหลอดเลือดแดงแข็งอาจเกิดขึ้นก่อนการเป็นเบาหวานหลายปีหรืออาจนับสิบปี ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นเบาหวานครั้งแรกพบมีพยาธิสภาพของหลอดเลือดแดงแข็งแล้วถึง 50%!!

ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งเป็นสาเหตุนำไปสู่การตายในเบาหวานถึง 65% โดย 40% มาจากหัวใจขาดเลือด อีก 15% มาจากโรคหัวใจอย่างอื่น และที่เหลือ 10% จากสมองขาดเลือด จะเห็นว่าสาเหตุการตายที่พบบ่อยที่สุดทั้ง 3 ประการนี้ มาจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง

ทำไมเบาหวานจึงไปเกี่ยวข้องกับหลอดเลือดแดงเข็ง

ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (insulin resistance) เป็นสาเหตุสำคัญของเบาหวานประเภทที่ 2 รวมทั้งเป็นสาเหตุสำคัญของกลุ่มอาการเมตะบอลิกด้วย ภาวะดื้อต่ออินซูลินพบในเบาหวานประเภทที่ 2 ประมาณ 85-90% และจะคงสภาพนี้ไปตลอด เมื่อการหลั่งอินซูลินลดลง น้ำตาลในเลือดเริ่มสูงขึ้น โดยน้ำตาลในเลือดหลังอาหารสูงขึ้นก่อนน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร เมื่อระดับอินซูลินลดลงถึงระดับหนึ่งน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารจึงเริ่มสูงขึ้น โดยทั่วไปหน้าที่ตับอ่อนในการสร้างอินซูลินจะสูญเสียไปประมาณ 50% ขึ้นไป น้ำตาลในเลือดขณะอดอดอาหารจึงเริ่มสูง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ เบาหวานเป็นความผิดปกติที่มีการดำเนินของโรคอย่างต่อเนื่อง หน้าที่ของตับอ่อนจะลดลงไปเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่เป็นนานขึ้น นั่นหมายความว่า ถ้าไม่ได้รักษา โรคจะเป็นมากขึ้น น้ำตาลในเลือดจะเพิ่มขึ้นตามระดับของอินซูลินที่ลดลง ในขณะที่ภาวะดื้อต่ออินซูลินยังคงสูงเหมือนเดิม

ภาวะดื้อต่ออินซูลินยังมีความสัมพันธ์กับความอ้วน มีเพียงประมาณ 20% ของผู้ที่อ้วนเท่านั้นที่ไม่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ในขณะที่ผู้ที่ผอมหรือมีน้ำหนักปกติมีภาวะดื้อต่ออินซูลินได้ประมาณ 20% เช่นกัน  นอกจากอ้วนแล้ว ภาวะดื้อต่ออินซูลินยังเกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง (ไตรกลีเซอไรด์สูง, ไขมันเอชดีแอลซึ่งเป็นไขมันที่ดีต่ำ) ตลอดจนรบกวนหน้าที่ของเยื่อบุเซลล์ชั้นในของผนังหลอดเลือดด้วย (endothelial cell) ความผิดปกติต่างๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดหลอดเลือดแดงแข็งทั้งสิ้น (จริงๆ แล้วมีมากกว่านี้อีกหลายอย่าง)

ภาวะดื้อต่ออินซูลินจึงเป็นเหตุสำคัญต่อการเกิดหลอดเลือดแดงแข็งและเบาหวาน

น้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยเสี่ยงโดยตรงที่กระตุ้นกระบวนการของหลอดเลือดแดงแข็ง ความผิดปกติในกระบวนการเมตะบอลิสม ก่อให้เกิดการสร้างสารเคมีหรือกระบวนการบางอย่างที่ไปมีส่วนทำลายหลอดเลือดแดง เช่น การทำหน้าที่ของเยื่อบุเซลล์ชั้นในของผนังหลอดเลือดแดง (endothelial cell) ผิดปกติ ทำให้สูญเสียกลไกการป้องกันหลอดเลือด และไปกระตุ้นกระบวนการทำลายหลอดเลือดแทนการเพิ่มอนุมูลอิสระ และเพิ่ม oxidative stress การเปลี่ยนแปลงในกลไกการแข็งตัวของเลือดให้มีการเกาะจับตัวของเลือดได้ง่ายขึ้น การกระตุ้นกลไกการอักเสบของผนังหลอดเลือดแดง การเพิ่มการจับตัวของน้ำตาลกลูโคสกับสารโปรทีนบางอย่าง (glycosylation) ซึ่งเป็นเสมือนสารพิษในร่างกาย และ ฯลฯ

เบาหวานจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงโดยตรงต่อการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง

เมื่อเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง จะเกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย กลไกการเกิดจะค่อยๆ ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงระดับที่เลือดไหลเวียนสู่อวัยวะที่เกี่ยวข้องไม่เพียงพอ ก็เกิดเป็นโรคขึ้น ความผิดปกติที่เกิดขึ้นจึงเกิดจากการขาดเลือด อวัยวะที่สำคัญที่เกี่ยวกับการดำรงชีพคือหัวใจ เมื่อหัวใจขาดเลือดนำไปสู่อาการและโรคแทรกซ้อนหลายอย่าง รวมทั้งการเสียชีวิตอย่างกะทันหัน

จงอย่าประมาท อยู่อย่างมีสติและปัญญา และร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันต่อเบาหวาน-หลอดเลือดแดงแข็ง-โรคหัวใจกันเถิด

ยากหรือไม่ที่จะสร้างภูมิคุ้มกัน
เป็นไปได้หรือไม่ที่จะป้องกันเบาหวาน
ทำอย่างไรที่วินิจฉัยเบาหวานแต่แรกเริ่ม
รักษาเบาหวานให้เหมือนปกติได้จริงหรือ
คงต้องบอกว่า “ไม่ลอง ไม่รู้”  ถ้า “ไม่รู้ ก็น่าจะลอง” เพราะถ้า “ลองแล้ว จะรู้”

ศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์และต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลเวชธานี

 

ที่มา: ไทยรัฐ 7 พฤศจิกายน 2555

กินอาหารขยะมากไปเสี่ยงอัลไซเมอร์

โรคอัลไซเมอร์ถือเป็นปัญหาร้ายแรงทางการแพทย์ในยุคสมัยปัจจุบัน และแพทย์ยังไม่สามารถหาคำตอบได้อย่างชัดเจนว่าอัลไซเมอร์เกิดขึ้นได้อย่างไร และวิธีใดเป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด อย่างไรก็ดีสิ่งเหล่านี้กำลังจะเปลี่ยนไป

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าโรคเบาหวานแบบที่ 2 กับโรคอัลไซเมอร์มีความเชื่อมโยงกันมาก จนบางครั้งก็เรียกโรคอัลไซเมอร์ว่าเป็นโรคเบาหวานสมอง หรือโรคเบาหวานแบบที่ 3 เลยทีเดียว ทฤษฎีดังกล่าวสร้างความหวังว่า ยารักษาโรคเบาหวานอาจช่วยให้กระบวนการเกิดโรคสมองเสื่อมช้าลง หรือหยุดไปได้

เป็นที่รู้กันดีว่าการกินอาหารขยะที่มีส่วนประกอบของไขมัน, น้ำตาลและแป้งสูงมากเกินไป จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง และทำให้ร่างกายต้องผลิตฮอร์โมนอินซูลินสูงขึ้นตามไปด้วย เพื่อจัดการกับปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือด

การเพิ่มขึ้นของน้ำตาลและอินซูลินในกระแสเลือด จะส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดที่ส่งเลือดเลี้ยงไปหัวใจและแขน ขา ซึ่งอาจนำไปสู่อาการตาบอดและการสูญเสียแขนขาได้

ระดับฮอร์โมนอินซูลินที่สูงขึ้นยังส่งผลกระทบต่อสมองของคนเราด้วย ผลการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้พบว่า ฮอร์โมนชนิดนี้มีบทบาทสำคัญต่อสมองมากกว่าที่เคยเข้าใจกัน โดยมันยังช่วยปกป้องเซลล์และช่วยสร้างความทรงจำ

แต่ปัจจัยสำคัญของโรคเบาหวาน หรืออาจรวมถึงโรคอัลไซเมอร์ก็คือ การต่อต้านอินซูลินนี้

โดยปกติแล้วอินซูลินจะเปลี่ยนน้ำตาลในกระแสเลือดให้เป็นไขมัน แล้วจึงจัดเก็บไขมันไว้ในกล้ามเนื้อและตับ แต่ถ้าทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงเป็นประจำ เช่น เค้กและขนมปัง จะทำให้อินซูลินต้องทำงานหนักขึ้น จนถึงจุดหนึ่ง กล้ามเนื้อและตับจะเริ่มต่อต้านการทำงานของอินซูลิน ส่งผลให้ร่างกายผลิตอินซูลินมากขึ้นไปอีกเพื่อให้กล้ามเนื้อและตับตอบสนอง และนี่อาจส่งผลกระทบต่อสมองได้

อินซูลินมีอีกหน้าที่ในการช่วยให้ระบบทางเดินโลหิตในสมองทำงานได้ดี และช่วยให้เซลล์สมองดูดซับน้ำตาล ที่เซลล์สมองจำเป็นต้องใช้ในการเรียนรู้และจดจำสิ่งต่างๆ อินซูลินยังมีส่วนในการสร้างสารเคมีที่คอยส่งสัญญาณให้ผ่านไปทั่วสมองด้วย
เมื่อมีการเพิ่มขึ้นของอินซูลินจนเกิดภาวะต่อต้านอินซูลิน การทำงานที่สัมพันธ์กันระหว่างเซลล์สมองกับอินซูลินจะจบลง และส่งผลให้สมองเสียหายในที่สุด
ผลศึกษาหลายชิ้นยังพบว่า การเพิ่มขึ้นของอินซูลินเกี่ยวโยงกับการเกิดคราบโปรตีนในน้ำไขสันหลัง ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคอัลไซเมอร์

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาอีกชิ้นของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเมื่อเดือนพฤษภาคม ที่พบว่า นอกจากปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงจะทำให้ระดับอินซูลินสูงตามไปด้วยแล้ว น้ำตาลยังสามารถทำลายสมองได้โดยตรงด้วย

ผลการวิจัยนี้เผยว่า หนูที่กินน้ำตาลฟรักโทสมากๆ สมองของมันจะลดการทำงานลง ทั้งด้านการเรียนรู้และการสร้างความจำ

อย่างไรก็ดี ความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างโรคอัลไซเมอร์และโรคเบาหวาน ก็อาจเป็นข่าวดีที่เราอาจใช้ยารักษาโรคเบาหวานมาใช้รักษาโรคอัลไซเมอร์ได้ โดยยารักษาโรคเบาหวานอาจช่วยให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์มีอาการดีขึ้น หรืออาจยั้งอาการไม่ให้แย่ลงได้

ผลการทดสอบเมื่อปีที่แล้วที่ให้ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ทดลองใช้สเปร์ยอินซูลินพ่นทางจมูก พบว่า ผู้ป่วยมีความจำที่ดีขึ้น นอกจากนี้การวิจัยยารักษาเบาหวานขนานใหม่ที่ชื่อว่า GLP-1 ก็พบว่าช่วยชะลออาการสมองเสื่อมในหนูได้

นักวิจัยยังคงศึกษาต่อไปถึงความเชื่อมโยงระหว่างอัลไซเมอร์และเบาหวาน ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนของวงการแพทย์ในการเอาชนะทั้งสองโรคร้ายนี้

สำหรับเราๆ การค้นพบครั้งนี้ก็คงจะเป็นแรงบันดาลใจได้มาก ให้ลด ละ เลิกอาหารขยะเสีย เพื่อป้องกันตัวเองจากทั้งอัลไซเมอร์และเบาหวาน.

 

ที่มา: ไทยโพสต์  6 พฤศจิกายน 2555

.

Related Article:

.

If you constantly eat high glycaemic foods, such as cakes and white bread, this pushes up the amount of sugar in your blood

Could eating too much junk food give you Alzheimer’s?

By JEROME BURNE

PUBLISHED: 23:50 GMT, 29 October 2012

 

Alzheimer’s is one of the major medical problems of our age.

A ghastly disease that condemns millions to years of confusion and fear, it also threatens to bankrupt our health system — yet doctors don’t really know what causes it, or how to treat it effectively.

But could that be about to change?

Scientists increasingly believe Alzheimer’s is linked to type 2 diabetes — so closely linked, in fact, it’s even being called ‘brain diabetes’ or type 3 diabetes.

This surprising new theory holds out hope that treatments already available for diabetes may also be able to help dementia sufferers, slowing down or stopping the progression of the disease.

When it comes to type 2 diabetes, there’s no mystery about what’s behind the soaring rates — eating too much, especially junk food that’s packed with sugar, refined carbohydrates and fat.

 

This leads to damagingly high levels of sugar in the blood and high levels of insulin needed to clear it away.

The rising levels of glucose and insulin affect the blood vessels of the heart and extremities, potentially leading to blindness and amputations.

But it seems raised insulin levels also affect the brain.

Recent research has found this hormone plays a much more important role in the brain than once thought — protecting cells and helping to lay down memories.

The key to diabetes, and very possibly to Alzheimer’s, is insulin resistance.

This is when your body becomes so used to extra insulin in the bloodstream that it needs more and more to have the same effect.

If you constantly eat high glycaemic foods, such as cakes and white bread, this pushes up the amount of sugar in your blood.

Insulin has to work overtime, turning glucose into fat and sweeping it into storage.

 

Gradually, things start to go wrong.

The favourite storage areas — fat cells, muscles and the liver — start to reject insulin’s fat deliveries.

Your body has to keep making more insulin to make the normal store areas respond.

This is turning out to be especially damaging in the brain.

Insulin is so important to the proper function of the brain that it makes its own supplies.

The hormone keeps the brain’s blood vessels healthy and also helps brain cells (neurons) absorb the sugar they need to function.

This allows them to change in response to learning and to lay down memories.

The hormone is also involved in making some of the chemicals that pass messages around the brain.

But if glucose levels keep shooting up after meals, insulin resistance kicks in, and the relationship between neurons and insulin starts to break down — and the brain suffers damage.

For instance, insulin resistance is being linked with formation of the plaques — deposits of damaged protein —  that are a classic sign of Alzheimer’s.

In a study at Brown University in the U.S., when insulin supply in rats’ brains was blocked — mimicking the effects of insulin resistance — the animals became disoriented and plaques appeared in their brain cells.

The effects of raised sugar are not limited to rats.

Last year, a small study from the U.S. Department of Veteran Affairs looked at healthy volunteers who had been on a junk-food diet for only four weeks.

They had a raised level of the markers for plaque in their spinal fluid.

Scientists are still finding out what happens when insulin levels in the brain rise.

‘But we know it is much more important than we thought,’ says Professor Jennie Brand-Miller, a biochemist at the University of Sydney and world authority on insulin (she helped develop the glycaemic index).

High levels of insulin could also be having a damaging effect on neurons, she says.

‘This is because insulin comes partnered with another hormone, amylin, which makes the same sort of plaques as those found in the brains of dementia patients, except in the pancreas.

‘It could be contributing to plaque formation in the brain.’

High sugar levels don’t just push up insulin — they can also damage the brain directly.

Last May, researchers at the University of California showed for the first time that eating high levels of fructose, the concentrated sweetener found in many processed foods, reduced brain function in rats.

‘A high fructose diet over the long term alters your ability to learn and remember information,’ says research leader, Fernandez Gomez-Pinilla, a professor of neurosurgery.

Earlier this year, an Australian team scanned the brains of 300 older people who didn’t have dementia.

The brains of those with diabetes shrank up to two-and-a-half times faster than normal.

This shrinking occurred most in the frontal lobe that controls many functions damaged by Alzheimer’s — decision-making, emotional control and long-term memory.

What makes the theory linking type 2 diabetes and Alzheimer’s so convincing is that both are increasing at similar rates.

In other words, it’s very likely the same process is behind the two.

The key to diabetes, and very possibly to Alzheimer’s, is insulin resistance

Dr Suzanne de la Monte, a neuropathologist at Brown University, says: ‘Before 1980, there was little overlap between Alzheimer’s and diabetes.

‘In fact, until then diabetes rates had been declining.’

Then something changed.

‘In every age group, the death rate from both diseases in 2005 is much higher than in 1980.

‘I believe Alzheimer’s starts with insulin resistance,’ says Dr de la Monte.

If, indeed, the links between diabetes, insulin and Alzheimer’s stand up, the good news is that it will give us more treatment options.

Drugs already used to treat diabetes might benefit Alzheimer’s patients or even stop the disease developing.

As it happens, it’s not the usual diabetes drugs — such as metformin — that may help.

‘So far, giving the older insulin drugs to Alzheimer’s patients hasn’t proved effective,’ says Dr Callum Sutherland, a specialist in insulin action at Dundee University.

The latest approach, in fact, is to boost insulin levels in the brain directly.

A small-scale trial last year found that dementia patients’ memories improved after nasal sprays of insulin.

A larger trial on 240 patients with early signs of dementia is under way at Washington University, in Seattle, to see if it can slow the disease down.

Research with a new type of diabetes drug, known as GLP-1, is promising.

It slows down brain damage in mice with dementia.

Of course, the insulin theory also gives us even more incentive to eat a diet that keeps refined carbohydrates to a minimum.

There is still work to be done to understand all the  connections, as not everyone with diabetes develops Alzheimer’s and vice versa, says Dr Sutherland.

But finding out exactly how this link works could mark a turning point in the fight against this dreadful disease.

SOURCE: dailymail.co.uk

พบผลร้ายใหม่จากน้ำตาลในเลือดสูง

ร่างกาย หากปล่อยให้ขาดความสมดุล ไม่ว่าจะระบบใด ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งนั้น อย่างเช่น ระดับน้ำตาลในเลือด มีผลวิจัยล่าสุด เตือนให้ผู้ป่วยโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ ระวังเสียชีวิตได้ภายในระยะเวลาอันสั้น!!!

งานวิจัยดังกล่าว ดร.ฟิลิปป์ เลพเพอร์ และทีมงานจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยซาร์ลันด์ ในเยอรมนี ได้วิเคราะห์จากผู้ป่วยโรคปอดบวม อายุเฉลี่ย 60 ปี จำนวน 6,900 ราย ซึ่งนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลที่ออสเตรีย เยอรมนี และสวิตเซอร์แลน์ ระหว่างช่วงปี ค.ศ.2003-2009

ผลจากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยโรคปอดบวม ปอดอักเสบ มีความเสี่ยงเสียชีวิตได้ภายใน 28-90 วัน โดยอัตราการเสียชีวิตภายใน 90 วัน จะเกิดขึ้นร้อยละ 3 ถ้ามีระดับน้ำตาลในเลือดปกติ และไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน แต่จะเพิ่มเป็นร้อยละ 10 หากมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงและไม่เป็นเบาหวาน และความเสี่ยงเสียชีวิตสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 14 เมื่อมีโรคเบาหวาน ร่วมกับการมีระดับน้ำตาลในเลือดปกติหรือสูงเกินเกณฑ์

อย่างไรก็ตาม คนเราอาจไม่รู้ว่า ตนเองจะป่วยเป็นโรคปอดบวม ปอดอักเสบเมื่อไหร่ แต่เพื่อลดความเสี่ยงเสียชีวิตหากโชคร้ายเจ็บป่วยโรคดังกล่าวขึ้นมา ควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ หากตรวจพบว่า สูงหรือต่ำเกินไป ต้องระวังโรคเบาหวานด้วย.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 4 มิถุนายน 2555