สมุนไพร vs ลิ่มเลือดอุดตัน โดย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

Credit : wikipedia.org

Credit : wikipedia.org

ยาละลายลิ่มเลือด คือ ยาที่มีชื่อว่า วาร์ฟาริน (Warfarin) หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด ซึ่งแพทย์มักสั่งใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาลิ่มเลือดอุดตัน หัวใจเต้นผิดปกติ หรือผู้ที่ทำการผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียมเพื่อป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดไหลไปอุดตันเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น สมอง ถ้าขาดเลือดไปเลี้ยงก็อาจทำให้เป็นอัมพาต, หัวใจ หากมีลิ่มเลือดไปอุดตันก็อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายได้

ส่วนยาแอสไพริน (Aspirin) นั้น ความจริงแล้วไม่ใช่ยาละลายลิ่มเลือดอย่างที่หลายๆ ท่านอาจเข้าใจหรือเรียกผิดไป แต่แอสไพรินเป็นยาป้องกันการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ซึ่งแพทย์มักสั่งใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคเรื้อรังอย่าง เบาหวาน ไขมัน ความดัน เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจ หรือในรายที่เป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจแล้ว ก็สามารถรับประทานยานี้เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรคได้

สำหรับผู้ป่วยที่รับประทานยาวาร์ฟาริน จะมีการติดตามการรักษาและมีการปฏิบัติตัวที่เคร่งครัดกว่าการรับประทานยาแอสไพริน เนื่องจากเป็นยาที่มีช่วงการรักษาแคบ หมายความว่า ถ้ารับประทานยาน้อยไปการรักษาก็จะได้ผลไม่ดี ทำให้ผู้ป่วยยังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดที่เป็นอันตรายเหมือนกับไม่ได้รับประทานยา แต่ถ้ารับประทานยามากเกินไปก็จะเกิดปัญหาเลือดออกง่าย เนื่องจากเลือดไม่ยอมแข็งตัว โดยแพทย์จะนัดดูผลเลือด เรียกว่า ค่าไอเอ็นอาร์ (INR) ว่าผู้ป่วยได้รับยาในขนาดที่เหมาะสมตามค่าเลือดที่ต้องการหรือไม่

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของการรับประทานยาวาร์ฟาริน คือ การรับประทานยาวาร์ฟาริน ร่วมกับยาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิด ที่มักเกิดการตีกัน ส่งผลต่อระดับยาวาร์ฟารินในเลือดไม่คงที่หรือผิดปกติไป โดยสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ส่งผลต่อระดับยาวาร์ฟาริน และผู้ที่ใช้ยาควรระมัดระวัง มีดังนี้

สมุนไพรที่เพิ่มผลยาวาร์ฟารินและแอสไพริน ได้แก่ กระเทียม ขิง ขมิ้นชัน แปะก๊วย วิตามินอี น้ำมันปลา ตังกุย และโสม

สมุนไพรที่ลดผลของยาวาร์ฟาริน ได้แก่ ผักใบเขียว (ผักใบเขียวมีวิตามินเคสูง ซึ่งวิตามินเคช่วยทำให้เลือดแข็งตัว) ชาเขียว โคเอ็นไซม์คิวเทน และโสม

สำหรับโสมนั้น มีทั้งรายงานที่เพิ่มฤทธิ์ยาวาร์ฟารินและลดฤทธิ์ยาวาร์ฟาริน

แต่อย่างไรก็ตาม สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่กล่าวถึงนั้น ให้ระมัดระวังในท่านที่รับประทานในรูปแบบสารสกัด หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส่วนการรับประทานในรูปแบบผักหรือที่ไม่ใช่สารสกัดก็สามารถรับประทานได้ สำหรับท่านที่มีความต้องการรับประทานในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เพื่อติดตามค่าเลือดว่ายังอยู่ในช่วงการรักษาที่เหมาะสมหรือไม่

การรับประทานสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในผู้ป่วยที่รับประทานยาแอสไพริน ไม่ได้มีข้อควรระวังเท่ากับผู้ป่วยที่รับประทานยาวาร์ฟาริน ยกเว้นในรายที่เสี่ยงจะเกิดเลือดออกง่าย เช่น มีแผลในกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยสูงอายุ อาจมีการติดตาม หรือสังเกตว่ามีอาการอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น ถ่ายดำ ปัสสาวะมีสีคล้ำ ไอหรืออาเจียนเป็นเลือด เกิดจ้ำเลือดใต้ผิวหนังเป็นสีม่วงๆ ช้ำ โดยที่ไม่ได้ไปกระแทกหรือโดนอะไรมา หากมีอาการดังกล่าวนี้ ผู้ป่วยที่รับประทานยาวาร์ฟาริน หรือแอสไพรินอยู่ควรรีบไปพบแพทย์ หรือคนที่จะทำการผ่าตัด หรือถอนฟัน ควรมีการหยุดยายาวาร์ฟาริน หรือแอสไพรินก่อนตามคำแนะนำของแพทย์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
โทร 037-211-289

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 26 เมษายน 2557

Advertisements

ประโยชน์ของ ‘น้ำมันตับปลา’

dailynews140329_001หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินชื่อ “น้ำมันตับปลา”

แล้วทราบหรือไม่ว่า การรับประทาน “น้ำมันตับปลา” ให้ประโยชน์อย่างไรต่อร่างกาย

“น้ำมันตับปลา” คือน้ำมันที่สกัดมาจากตับปลา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปลาทะเล อันได้แก่ “ปลาค็อด” จึงมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “cod liver oil”

ตับปลาเป็นแหล่งสะสมของวิตามิน เอ และวิตามิน ดี ซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ดังนั้น น้ำมันตับปลาจึงมีปริมาณวิตามิน เอ และวิตามินดี สูง

แต่ทั้งนี้ ก็มีคำถามที่พบบ่อยก็คือ แล้วน้ำมันตับปลาต่างจากน้ำมันปลาทะเลอย่างไร

น้ำมันตับปลาเป็นน้ำมันที่สกัดจากตับปลา โดยตับเป็นแหล่งสะสมของวิตามิน เอ และวิตามิน ดี ส่วน “น้ำมันปลาทะเล” หรือบางคนเรียกสั้น ๆ ว่า “น้ำมันปลา” หรือ “fish oil” นั้น สกัดมาจากปลาทะเล (ซึ่งได้จากส่วนหนัง เนื้อ หัว และหางปลาทะเล) ปลาที่ใช้สกัดมักเป็นปลาทะเลน้ำลึก

น้ำมันปลาทะเลมีกรดไขมันหลายชนิด แต่กรดไขมันที่มีมากในน้ำมันปลาทะเลคือ กรดไขมันโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (Docosahexaenoic acid หรือที่เรารู้จักกันว่า..DHA..นั่นเอง) ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวสายยาว (polyunsaturated fatty acids) ในกลุ่มโอเมก้า 3

คุณประโยชน์ของ “น้ำมันตับปลา” ต่อสุขภาพของคนเรานั้น ต้องบอกว่า น้ำมันตับปลามีปริมาณวิตามิน เอ และวิตามิน ดี สูง ซึ่งวิตามิน เอ มีบทบาทสำคัญในการสร้างเยื่อบุผิวปกติและกระดูก รวมถึงการสร้างภูมิต้านทาน บทบาทที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของวิตามิน เอ คือ การช่วยให้มองเห็นในที่มืดหรือที่มีแสงสลัว

ในภาวะที่ขาดวิตามิน เอ ผู้ป่วยจะมีอาการแสดงทางผิวหนังและเยื่อบุตา โดยอาการจะเริ่มต้นที่ตา ได้แก่ อาการตาบอดกลางคืน หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาในเวลาที่เหมาะสม ผู้ป่วยอาจตาบอดได้

ส่วนวิตามิน ดี นั้นมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากอาหารผ่านเยื่อบุลำไส้เข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ วิตามิน ดี ยังมีบทบาทสำคัญที่อวัยวะอื่น ๆ ด้วย เช่น ไต โดยเพิ่มการดูดซึมกลับของแคลเซียมและฟอสฟอรัส เป็นต้น วิตามิน ดี จึงมีความสำคัญต่อการสร้างกระดูกให้เป็นไปอย่างปกติ

ในเด็กที่ขาดวิตามิน ดี จะเกิดภาวะกระดูกอ่อน ซึ่งในเด็กเรียกว่า โรคกระดูกอ่อน และในผู้ใหญ่เรียกว่าภาวะออสธีโอมาลาเซีย (osteomalacia)

สรุปแล้วน้ำมันตับปลามีประโยชน์ต่อสุขภาพในแง่ที่ให้วิตามิน เอ และวิตามิน ดี

อย่างไรก็ตาม ร่างกายจะได้รับวิตามิน เอ จากอาหารประเภทเนื้อสัตว์และผักต่าง ๆ เช่น ผักบุ้ง ตำลึง รวมทั้งแครอท ส่วนวิตามิน ดี นั้นก็มีมากในตับและไข่แดง เช่นเดียวกัน

โดยทั่วไปแล้ว ร่างกายสามารถสร้างวิตามิน ดี ได้ที่ผิวหนัง โดยผิวหนังที่ได้รับแสงแดด จะสร้างวิตามิน ดี ซึ่งจะถูกเปลี่ยนที่ไตและตับให้เป็นรูปแบบที่ทำงานได้

นอกจากนี้ วิตามิน เอ และวิตามิน ดี เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน การได้รับวิตามิน 2 ชนิดนี้มากเกินไป จะทำให้มีการสะสมและเพิ่มระดับวิตามินในเลือด จนอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากระดับวิตามินที่สูงมากได้ จึงควรระมัดระวัง

 

ส่วนคำถามที่ว่า การบริโภคน้ำมันตับปลา ส่งผลให้คอเลสเตอรอลสูงจริงหรือไม่นั้น

คำตอบคือ ตับเป็นแหล่งที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูง ดังนั้น การบริโภคน้ำมันตับปลาในปริมาณมาก ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงได้ ส่วนดีเอชเอก็มีบทบาทเกี่ยวกับการพัฒนาระบบประสาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองเห็นในช่วงอายุ 6 เดือนแรก และมีความสำคัญต่อการสร้างสารที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณระหว่างเส้นประสาท ซึ่งมีผลต่อการทำงานหรือการสั่งงานของสมอง

ดีเอชเอนั้นมีมากในน้ำมันปลาทะเล (ซึ่งไม่ใช่น้ำมันตับปลา) ซึ่งทารกที่เกิดครบกำหนด เด็ก และผู้ใหญ่ สามารถสร้างดีเอชเอได้ในร่างกาย โดยสร้างจากกรดแอลฟ่าลิโนเลนิก (alpha-linolenic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็น อย่างไรก็ตามปริมาณที่ร่างกายสร้างได้มีไม่มาก จึงมีการแนะนำให้บริโภคปลาทะเลน้ำลึกเพื่อเพิ่มระดับดีเอชเอในร่างกาย

 

ในทางการแพทย์ น้ำมันตับปลาสามารถรักษาโรคหรือทำให้อาการของโรคทุเลาลงได้หรือไม่

คำตอบคือ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะขาดวิตามิน เอ ร่วมกับภาวะขาดวิตามิน ดี อาจจะมีการแนะนำให้บริโภคน้ำมันตับปลา โดยแพทย์ต้องพิจารณาปริมาณวิตามิน เอ และวิตามิน ดี ที่ผู้ป่วยจะได้รับจากน้ำมันตับปลา และจากอาหารอื่นที่ให้วิตามิน เอ และวิตามิน ดี รวมไปถึงความร่วมมือของผู้ป่วยเองในการบริโภคน้ำมันตับปลาด้วย

คำแนะนำในการบริโภคน้ำมันตับปลา ตามที่ทราบแล้วว่า น้ำมันตับปลามีปริมาณวิตามิน เอ และวิตามิน ดี สูง  วิตามินทั้งสองตัวนี้เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน จึงมีโอกาสที่จะถูกสะสมจนถึงระดับที่เป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะเมื่อบริโภคพร้อมกับยาอื่นที่มีวิตามิน เอ และหรือวิตามิน ดี ร่วมอยู่ด้วย ดังนั้น การบริโภคน้ำมันตับปลาในรูปยาหรือวิตามินเสริม จึงควรทำด้วยความระมัดระวัง ต้องพิจารณาทั้งปริมาณและระยะเวลาที่บริโภค อีกอย่างน้ำมันตับปลาไม่เหมือนน้ำมันปลาทะเล สารอาหารที่ได้รับก็มีความแตกต่างกัน.

 

รศ.ดร.พญ.นลินี จงวิริยะพันธุ์
สาขาวิชาโภชนวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 29 มีนาคม 2557

น้ำมันปลาพาลด มะเร็งของเต้านม

thairath130703_001นักวิเคราะห์ของจีนค้นพบระหว่างการศึกษาทบทวนรายงานการศึกษาที่แล้วมา 12 เรื่องด้วยกันว่า การบริโภคน้ำมันปลามากๆโดยไม่จำเป็นต้องกินปลาโดยตรง อาจจะช่วยลดความเสี่ยงกับโรคมะเร็งเต้านมของสตรีวัยทองได้ พวกเขากล่าวว่า มันอาจช่วยลดความเสี่ยงน้อยลงได้ถึงร้อยละ 14

วงการแพทย์ของสหรัฐฯ ได้แสดงความตื่นเต้นในเรื่องนี้ เพราะเหตุว่า มีสตรีอเมริกันพากันป่วยเป็นโรคนี้กันมากที่สุด มากกว่าโรคมะเร็งของผิวหนัง เป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้หญิงสหรัฐฯสูงที่สุดโรคหนึ่งด้วย

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งกล่าวว่า มันจะมีผลเกี่ยวถึงกลุ่มผู้หญิงและสุขภาพของพวกเขาอย่างมาก โดยเหตุที่อาจเป็นหนทางป้องกันโรคนี้ทางด้านอาหารการกินและการปฏิบัติต่อตัวเอง

ทุกวันนี้คนอเมริกันทั้งชายหญิงต่างกินน้ำมันปลาเป็นอาหารเสริมประจำวันอยู่แล้ว เพื่อป้องกันโรคหัวใจ คิดเป็นมูลค่าเมื่อปี พ.ศ.2551 สูงถึง 22,170 ล้านบาท.

ที่มา : ไทยรัฐ 3 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

A large new study has found that a seafood diet that contains higher levels of n-3 polyunsaturated fatty acids (PUFAs) can significantly reduce the risk of breast cancer Credits:   Robin Wulffson, MD

A large new study has found that a seafood diet that contains higher levels of n-3 polyunsaturated fatty acids (PUFAs) can significantly reduce the risk of breast cancer
Credits: Robin Wulffson, MD

Reduce breast cancer risk with fish oils

JUNE 28, 2013
BY: ROBIN WULFFSON, M.D.

Numerous studies have reported the health benefits of fish oil. Now, a large new study has found that a seafood diet that contains higher levels of n-3 polyunsaturated fatty acids (PUFAs) can significantly reduce the risk of breast cancer. Researchers at Zhejiang University in Hangzhou, China published their findings on June 27 in BMJ.

The researchers note that breast cancer is one of the most common cancers and the leading cause of death from cancer among women, accounting for 23% of the total cancer cases and 14% of cancer deaths in 2008. According to the Los Angeles County Department of Public Health, breast cancer is the second most common cause of cancer deaths, behind lung cancer. The researchers conducted a meta-analysis of 26 six research publications, including 20,905 cases of breast cancer and 883,585 participants from 21 independent prospective cohort studies. Of the 26 studies, 11 (13,323 breast cancer events and 687,770 participants) investigated fish intake, 17 articles investigated marine n-3 PUFA (16,178 breast cancer events and 527,392 participants), and 12 articles investigated alpha linolenic acid (14,284 breast cancer events and 405,592 participants). A meta-analysis is the compilation of data from several studies to increase the validity of the results. The data was obtained from PubMed and Embase up to December 2012.

The authors noted that fish (especially salmon, tuna, and sardines) are the most abundant source of marine n-3 PUFA; thus, they evaluated these sources as well as dietary supplements containing marine n-3 PUFA. They found that marine n-3 PUFA was associated with 14% reduction of risk of breast cancer, and the relative risk remained similar whether marine n-3 PUFA was measured as dietary intake or as tissue biomarkers. Subgroup analyses also indicated that the inverse association between marine n-3 PUFA and risk was more evident in studies that did not adjust for body mass index (BMI) than in studies that did adjust for BMI. Dose-response analysis indicated that risk of breast cancer was reduced by 5% per 0.1g/day or 0.1% energy/day increment of dietary marine n-3 PUFA intake. No significant association was observed for fish intake or exposure to alpha linolenic acid.

The authors concluded that higher consumption of dietary marine n-3 PUFA is associated with a lower risk of breast cancer. They added that the associations of fish and alpha linolenic acid intake with risk warrant further investigation of prospective cohort studies. They note that their findings could public health implications in regard to prevention of breast cancer through dietary and lifestyle interventions.

Take home message:
This study notes that, in addition to cardiovascular benefits, marine n-3 PUFA can reduce the risk of breast cancer. Supplements are available that contain the substance. Include seafood such as salmon, tuna, and sardines in your diet. Avoid farm-raise products such as farm-raised salmon. This seafood contains antibiotics and other pollutants, which negate their health benefits.
SOURCE : www.examiner.com

สว.กับการใช้ยา

ผู้สูงอายุกับยา ถือเป็นคู่กันเมื่อสภาพร่างกายเสื่อมโรคเรื้อรังก็ถามหา ยา จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษา หรือป้องกันโรค แม้จะมีคุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์เช่นกัน ยิ่งเมื่อต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกันย่อมเสี่ยงต่อผลลัพธ์อันไม่พึงประสงค์

ภญ.ศิศิลักษณ์ ฐิตินันท์เมือง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ แนะนำว่า การใช้ยาในผู้สูงอายุควรใช้อย่างเหมาะสมและเท่าที่จำเป็น ซึ่งมีหลักการง่าย ๆ ที่ลูกหลานควรปฏิบัติ คือ จดชื่อยาประจำตัวของคุณปู่ ย่า ตา ยาย ไว้ว่าใช้ยาอะไรอยู่บ้าง หาก ฉุกเฉิน ต้องไปหาแพทย์ ที่โรงพยาบาล แพทย์จะได้ทราบประวัติการใช้ยาว่ามีอะไรบ้างที่ต้องระวังเป็นพิเศษจะช่วยให้สามารถดูแลคนไข้ได้ถูกต้องและลดความเสี่ยง ไม่ให้แพทย์จ่ายยาซ้ำซ้อนหรือตีกับยาที่รับประทานอยู่

ลำดับต่อมาคือควรรู้จักยาที่รับประทาน เวลารับยาจากเภสัชกรต้องช่วยกันจำว่า ยาตัวนี้ใช้ในการรักษาโรคอะไร ยาตัวนั้นใช้ในการรักษาโรคอะไร เพราะ คุณปู่ ย่า ตา ยายต้องรับประทานยาเป็นประจำและไม่ควรซื้อยารับประทานเอง

เภสัชกรสาว เล่าว่า จากประสบการณ์ผู้สูงอายุมักนิยมซื้อยาลดไขมัน ยาความดัน ยาเบาหวานรับประทานเองแทนที่จะไปพบแพทย์ ส่วนหนึ่งเนื่องจากเกรงใจลูกหลานที่ต้องเสียเงิน เสียเวลาเดินทาง และเข้าใจผิดคิดว่า สามารถซื้อรับประทานเองได้ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เพราะการให้ยาคนไข้แต่ละครั้งนั้น แพทย์จะต้องปรับยาตามค่าไขมัน เบาหวาน ความดันที่เหมาะสม

“ การซื้อยาทานเองอาจจะเกิดอันตรายได้ ทำให้ความดันคุมไม่อยู่ ความดันอาจต่ำเกินไป หรือน้ำตาลต่ำหรือสูงเกินไปก็ได้ ”

จัดเป็นเซตกันลืม

บางครั้งแพทย์จะสั่งเจาะเลือดเพื่อตรวจดูการทำงานของตับ และไต เพราะว่ายาบางตัวต้องมีการปรับให้เหมาะสมกับการทำงานของตับและไต เนื่องจากในผู้สูงอายุการทำงานของตับและไตน้อยกว่าคนหนุ่มสาว จึงไม่สามารถใช้ได้ในปริมาณเดียวกันกับคนหนุ่มสาวได้ ส่วนปัญหาที่พบบ่อยๆ คือ คุณปู่คุณย่า มักหยิบยาผิด หรือจำไม่ได้ว่ารับประทานยาแล้วหรือยัง บางครั้งรับประทานยาซ้ำหรือไม่รับประทานยาเลย วิธีแก้ง่าย ๆ คือ จัดยาเป็นชุด ๆ ไว้ ให้คุณปู่คุณย่าว่า ชุดนี้หลังข้าวเช้า ชุดนี้หลังข้าวกลางวัน และชุดนี้หลังข้าวเย็น แทนจะให้ท่านจัดยาทานเองเพราะโอกาสผิดพลาดสูง

นอกเหนือจากยาประจำตัวแล้ว ปัญหาพบคือ ผู้สูงอายุมักนิยมรับประทานอาหารเสริม หรือสมุนไพรตามเพื่อน ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องรับประทาน หรือบางตัวเสี่ยงตีกับยาประจำที่รับประทาน ซึ่งความเชื่อในสังคมไทยที่ส่วนใหญ่มองว่า ยาสมุนไพร ยาลูกกลอนดี ช่วยคลายปวดเมื่อย ซึ่งพบบ่อยครั้งว่า แหล่งผลิตไม่น่าเชื่อถือ มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ แม้ว่ารับประทานแล้วอาจแก้ปวดได้ แต่ในระยะยาว เกิดผลเสียต่อร่างกาย เช่น น้ำตาลขึ้น กระดูกพรุน ตาเป็นต้อ ฯลฯ

หรือกลุ่มวิตามินรวม หากรับประทานหลายยี่ห้อทำให้ได้รับวิตามินบางตัวสูงเกินไปได้ ยกตัวอย่าง วิตามินในกลุ่มวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ ดี อี ถ้ารับประทานในปริมาณมากจะไปสะสมก่อเกิดพิษตามแต่วิตามินนั้น ๆ หากเป็นวิตามินบี วิตามินซี ซึ่งละลายในน้ำ โอกาสที่สะสมจะน้อยกว่าวิตามินที่ละลายในไขมัน เพราะสามารถขับออกมาทางปัสสาวะได้

เภสัชกรสาว บอกว่า บางครั้งลูกหลานจะซื้อน้ำมันปลาให้คุณปู่ ย่า คุณตา คุณยาย แนะนำว่า ให้คิดก่อนว่า คุณคาดหวังอะไรจากน้ำมันปลา เพราะประโยชน์ของน้ำมันปลาก็คือ ลดระดับของไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และเพิ่มระดับของเอชดีแอลคอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นไขมันที่ดี น้ำมันปลาสามารถลดระดับของไตรกลีเซอไรด์ลงได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพต้านการอักเสบ แต่ถ้าคุณปู่ คุณย่าไม่ได้มีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ไม่มีความจำเป็นต้องรับประทาน

ข้อควรระวังในการรับประทานน้ำมันปลา คือมันจะทำเลือดหยุดไหลช้า ดังนั้นถ้าต้องถอนฟัน หรือผ่าตัด ซึ่งจะมีเลือดออกมาก ควรจะแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อนล่วงหน้าว่า รับประทานน้ำมันปลา โดยส่วนใหญ่แพทย์จะสั่งให้หยุดรับประทานก่อนทำฟัน หรือผ่าตัด 5-7 วัน เช่นเดียวกันสำหรับผู้ที่รับยาประจำ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนเช่นกัน เพราะ อาจมียาบางตัวมีผลกระทบ เช่น แอสไพริน

“ถ้าไม่หยุดเวลาที่ผ่าตัดเลือดมันไหลหยุดไหลช้ากว่าปกติ ถ้าเป็นการผ่าตัดคนไข้ก็เสียเลือดมากโดยไม่จำเป็น ”

สังเกตอาการข้างเคียง

ยาที่ผู้สูงอายุต้องระวังคือ ยากลุ่มแก้ปวดแก้อักเสบแบบที่กัดกระเพาะ เพราะผู้สูงอายุมักซื้อยาทานเอง หากรับประทานบ่อยๆ จะมีปัญหายากัดกระเพาะ ไตทำงานบกพร่อง และโรคหัวใจทำงานแย่ลงได้ ดังนั้นลูกหลานจึงควร ดูแลใกล้ชิดว่า ท่านรับประทานยาถูกไหม ครบไหม หรือแอบทานยาอะไรที่นอกเหนือจากที่หมอสั่งหรือเปล่า

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ควรสังเกตอาการข้างเคียงจากยา ยกตัวอย่าง เช่น ถ้ารับประทานแอสไพรินแล้ว อยู่ดีๆ มีจ้ำตามตัว สีปัสสาวะ อุจจาระเปลี่ยนหรือมีเลือดออก ต้องดูว่า เกิดจากยาหรือมาจากสาเหตุอื่นหรือกลุ่มของยาความดัน ที่มีผลข้างเคียงทำให้ขาบวมได้ ถ้าบวมมาก ควรรีบพาพบแพทย์ให้เปลี่ยนยาหรือปรับขนาดยา

อย่า !!! หยุดยาเอง

หากมีข้อสงสัยไม่ว่า จะเป็นเรื่องยาหรือสุขภาพ อย่า นิ่งนอนใจ ควรปรึกษาหาความกระจ่าง ชัดกับเภสัชกร แพทย์ พยาบาลเพื่อไขข้อข้องใจให้มีความเข้าใจกระจ่างชัดเพื่อประสิทธิภาพของการใช้ยาบนพื้นฐานของความปลอดภัยต่อสุขภาพ เพราะสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการใช้ยาในผู้สูงอายุ คือความปลอดภัย ดังนั้น การดูแลการใช้ยาอย่างใกล้ชิด จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้และทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ยานั่นเอง

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 29 มิถุนายน 2555