หนีโรคอ้วนลงพุง…ด้วยโภชนบำบัด

dailynews131006_002ปัจจุบันพบว่าคนไทยและคนทั่วโลกมีปัญหาโรคอ้วนลงพุง และภาวะน้ำหนักตัวเกินเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุสำคัญมาจากการตามใจปาก บริโภคอาหารมากเกินความจำเป็น ผูกติดอยู่กับอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดซึ่งมีแป้งและน้ำตาลสูง อีกทั้งยังอ้างว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย

โรคอ้วนและภาวะน้ำหนักตัวเกินสามารถควบคุมและป้องกันได้ แต่ที่ไม่ได้ผลและยังเป็นปัญหาอยู่มากคือ ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้ภาวะอ้วนลงพุงและน้ำหนักตัวเกินมากแล้ว ถึงเริ่มลดน้ำหนัก และเมื่อเริ่มพยายามลดไประยะหนึ่ง ก็เริ่มท้อแท้ใจ อ้างว่าไม่ได้ผลเพราะระบบเผาผลาญ หรือเมตาโบลิซึมทำงานไม่ดี

ข้อมูลจาก อาจารย์ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐ อเมริกา) ระบุว่า ระบบเผาผลาญมีความสำคัญอย่างมากต่อการป้องกันไม่ให้อ้วน หรือในการพยายามลดความอ้วนให้สำเร็จ เพราะระบบเผาผลาญจะเป็นตัวกำหนดอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย คนที่มีอัตราการเผาผลาญต่ำจะอ้วนง่าย หรือลดน้ำหนักได้ยากแม้จะกินน้อยลงก็ตาม ระบบเผาผลาญจะถูกกำหนดโดยพันธุกรรม แต่ก็มีปัจจัยอื่นมากมายที่มีผลกระทบต่อระบบเผาผลาญ เช่น เมื่ออายุมากขึ้นหลังจากอายุ 40 ปีขึ้นไประบบเผาผลาญของร่างกายจะลดลงประมาณ 5% ทุก ๆ 10 ปี เพศหญิงจะมีการเผาผลาญพลังงานน้อยกว่าเพศชาย คนที่มีกล้ามเนื้อมากจะมีระบบการเผาผลาญสูงกว่าคนที่มีไขมันมาก เพราะเซลล์กล้ามเนื้อเป็นเซลล์ขยันมีการเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่าเซลล์ไขมันที่อุ้ยอ้ายเชื่องช้า

ฉะนั้นในการป้องกันโรคอ้วน นอกจากจะเป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนวิธีการกิน ที่จะต้องกินให้ถูกแล้วก็จะต้องหาวิธีเพิ่มระบบเผาผลาญควบคู่กันไป มีเคล็ดในการปฏิบัติตัวดังนี้

1.ห้ามอดอาหารมื้อเช้า เพราะเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน คนที่งดอาหารเช้าบ่อย ๆ จะอ้วนง่ายกว่าคนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำ ร่างกายคนเราต้องทำงาน 24 ชั่วโมง ในการทำงานร่างกายจะต้องใช้พลังงานและสารอาหาร ฉะนั้นเวลาที่อดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งจึงทำให้ร่างกายต้องสงวนพลังงานไว้ใช้โดยการลดอัตราการเผาผลาญลง และเก็บสะสมพลังงานในรูปของไขมัน แต่ทั้งนี้อาหารเช้าควรเป็นอาหารที่มีคุณภาพให้สารอาหารสมดุล ไม่ใช่แค่กาแฟ โดนัทหรือคุกกี้ ปลาท่องโก๋จิ้มนมข้นหวานอย่างที่คนที่ใช้ชีวิตเร่งรีบมักจะทำกัน อาหารเช้าที่มีคุณภาพควรมีโปรตีนเล็กน้อย จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดี น้ำตาลในเลือดไม่สูง อาหารเช้าง่าย ๆ ได้คุณค่ามากมาย เช่น เกาเหลาและข้าวซ้อมมือ ก๋วยเตี๋ยวน่องไก่น้ำ ข้าวต้มเครื่อง หรือขนมปังไข่ดาว นอกจากนี้อาหารเช้าที่มีคุณภาพยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด

2.กินอาหารวันละ 4-6 มื้อเล็ก ๆ การกินอาหารมื้อเล็ก ๆ บ่อย ๆ จะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญทำงานตลอดทั้งวันและลดน้ำหนักได้มากขึ้น การทิ้งช่วงการกินระหว่างมื้อนานเกินไปทำให้ระบบเผาผลาญปรับตัวให้ทำงานช้าลงเพื่อชดเชยกับการไม่ได้กิน แต่ถ้ากินปริมาณมากเกินไประบบเผาผลาญจะคิดว่าร่างกายกำลังอดอยาก ก็จะพยายามเก็บพลังงานส่วนเกินทั้งหมดไว้เป็นเสบียงใช้ยามขาดแคลน

3. กินอาหารโปรตีนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในการเผาผลาญพลังงานจากอาหารโปรตีน ร่างกายจะต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ในการย่อย เมื่อเทียบกับอาหารคาร์โบไฮเดรตสูง ฉะนั้น อาหารที่มีโปรตีนสูงจึงเพิ่มระบบการเผาผลาญได้เล็กน้อย ในแต่ละมื้ออาหารหลักควรมีอาหารโปรตีนต่ำอย่างน้อย 60-90 กรัม อาหารโปรตีนจะช่วยให้อิ่มง่ายและอิ่มนานขึ้น ไม่ทำให้หิวบ่อย

4.กินธัญพืชไม่ขัดสีประมาณ 1/4 ของมื้ออาหาร ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอก ลูกเดือย หรืออาจเลือกผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ขนมปังโฮลวีต อาหารในกลุ่มนี้อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ร่างกายต้องการมีกากใยอาหารและมีสารแอนติออกซิแดนท์สูงทั้งหมดนี้ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก ลดคอเลสเตอรอล และลดความดันโลหิต ซึ่งจะลดความเสี่ยงโรคหัวใจและป้องกันโรคมะเร็ง

5.กินผักให้ได้ประมาณครึ่งจานของมื้ออาหาร อาจเติมผลไม้เป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารหรือจะใช้เป็นอาหารว่าง หรือใช้แทนของหวาน เลือกผัก ผลไม้หลากหลายสี ผักมีพลังงานต่ำสุดในบรรดาอาหารทุกหมวด จึงช่วยป้องกันโรคอ้วน งานวิจัยมากมายสนันสนุนการกินผักช่วยลดน้ำหนักได้เมื่อกินเป็นส่วนหนึ่งในมื้ออาหารจะช่วยลดปริมาณการกินอาหารที่มีแป้งและไขมันสูง อีกทั้งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย มีกากใยอาหารสูงและมีสารแอนติออกซิแดนท์สูง ช่วยลดการสะสมของสารก่อมะเร็งหลาย ๆ ชนิด และมีกากใยช่วยในการขับถ่าย ลดคอเลสเตอรอล และช่วยป้องกันโรคเรื้อรังต่าง ๆ รวมทั้งเสริมสร้างผิวพรรณ

6.เติมเครื่องเทศรสเผ็ด เครื่องเทศที่มีรสเผ็ด เช่น พริกชนิดต่าง ๆ สามารถเพิ่มระบบเผาผลาญได้ 20% เป็นเวลานาน 30 นาที พริกมีรสเผ็ด ช่วยให้กินผักได้มากขึ้นเป็นการลดแคลอรีจากอาหาร ทำให้ได้ใยอาหารและสารอาหารอื่น ๆ เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินซี และธาตุเหล็ก ที่มีในพริกเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยสนับสนุนการกินพริกช่วยลดคลอเลสเตอรอลในเลือดและป้องกันโรคเบาหวานได้

7.เลี่ยงหรือลดน้ำตาลของหวาน ขนมขบเคี้ยวและขนมอบ เพราะการกินของหวานในปริมาณมากจะช่วยส่งเสริมให้ระบบเผาผลาญเก็บสะสมไขมันมากกว่าการเผาผลาญไขมันออกไปใช้ นอกจากนี้น้ำตาลยังเป็นพลังงานส่วนเกินที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มได้ง่าย ไม่มีสารอาหารที่จำเป็นแก่ร่างกาย ขนมหวานมักมีส่วนผสมของไขมันร่วมด้วย โดยเฉพาะไขมันไม่ดี หากกินมาก กินบ่อยจะเพิ่มพุงและไขมันในเลือดได้เร็ว

8.ลดอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมสูง อาหารที่มีเกลือสูงมักแฝงมากับอาหารที่มีไขมันสูงและน้ำตาลหรือแป้งสูง ได้แก่ พิชซ่า เนื้อสัตว์ติดมัน ไส้กรอก เบคอน ฮอทดอก กุนเชียง เค้ก คุกกี้ เป็นต้น อาหารเหล่านี้ไม่ควรกินบ่อยและเวลากินก็ไม่ควรกินมากเกินไป เพราะการกินเค็มยังเพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคความดันโลหิตสูงอีกด้วย

9.ดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีแคลอรี ซึ่งอาจจะเป็นแคลอรีจากน้ำตาลหรือไขมัน เช่น เครื่องดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน เครื่องดื่มแอลกอ ฮอล์ เป็นต้น น้ำเป็นสารอาหารที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ไม่มีแคลอรี หากดื่มน้ำน้อยไป ระบบเผาผลาญจะลดลงเหมือนขาดอาหารเพราะตับจะเก็บน้ำไว้ แทนที่จะใช้ในหน้าที่อื่น เช่น การเผาผลาญไขมัน พบว่าน้ำเย็นจะช่วยเพิ่มระบบการเผาผลาญได้เล็กน้อยโดยการใช้พลังงานรักษาระดับอุณหภูมิในร่างกาย

10. ดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรที่ปราศจากแคลอรี เช่น ชาอู่หลง ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อ OTPP (Oolong Tea Polymerized Polyphenol) ที่มีฤทธิ์สูง หากดื่มขณะที่กินอาหารจะช่วยเพิ่มระบบเผาผลาญได้ถึง 10% ฉะนั้นในมื้ออาหารพิเศษที่ยากต่อการเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาจเลือกชาอู่หลงเป็นเครื่องดื่มในมื้อนั้น เนื่อง จากมีงานวิจัยว่า OTPP ช่วยลดการดูดซึมไขมันและเพิ่มการขับไขมันทางอุจจาระอีกด้วย

นอกจากการระวังอาหารการกินแล้วต้องไม่ลืมออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่เผาผลาญพลังงานในเวลาสั้น ๆ และการออกกำลังกายชนิดที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ เช่น การยกน้ำหนักเพื่อเพิ่มระบบเผาผลาญ ก็จะช่วยให้หนีความอ้วนและมีสุขภาพดีได้ไม่ยาก.

ข้อมูลจาก ดร.อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 6 ตุลาคม 2556

Advertisements

ออกกำลัง 30 นาที หนีโรคมะเร็งมดลูก

thairath130920_001นักวิจัยมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ยืนยันว่าสตรีทั้งหลายจะหนีพ้นจากโรคมะเร็งเยื่อบุมดลูกได้ ชั่วแต่เพียงออกกำลังให้ได้วันละ 30 นาที และรักษาน้ำหนักตัวที่เหมาะสมให้คงเอาไว้

ถ้าหากเป็นผู้หญิงอังกฤษเองจะหนีพ้นมันได้ตั้งเกือบครึ่ง ถ้ายังคงรักษารูปทรงให้ผอมบางและออกกำลังประจำอยู่ แทนที่จะต้องเสียชีวิตลงด้วยโรคกันปีละประมาณ 3,700 คน เหมือนอย่างในเวลานี้

คณะนักวิจัยได้ข้อมูลจากการวิเคราะห์และตรวจเทียบเคียงเอกสาร รายงานผลการวิจัยโรคมะเร็งเยื่อบุมดลูกทางวิทยาศาสตร์ที่ทำกันจากทั่วโลกเป็นครั้งแรก

ดร.เทเรซา นอรัต ผู้เป็นหัวหน้าทำงานให้ความเห็นว่า “ถ้าหากออกกำลังไว้ อย่าให้น้ำหนักตัวเกินไป จะสามารถหลีกโรคมะเร็งมดลูกให้ห่างและช่วยให้สุขภาพทั่วไปดีด้วย”.

ที่มา: ไทยรัฐ 20 กันยายน 2556

.

Related Article:

.

dailymail130911_001

38 minutes of exercise every day ‘cuts cancer of the womb risk by half’

  • ‘Strong evidence’ physical exercise and maintaining healthy weight cuts risk
  • Study suggests drinking coffee could also help women protect themselves

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 00:43 GMT, 11 September 2013

Keeping active for half an hour a day can reduce the risk of cancer of the womb by nearly half, according to a study.

Just 38 minutes of daily physical activity, combined with maintaining a healthy weight, could help to prevent 44 per cent of new cases in Britain.

The World Cancer Research Fund’s Continuous Update Project found strong evidence that about 3,700 cases could be prevented every year.

Only 56 per cent of UK women are active for at least 30 minutes a day, five days a week, and only 39 per cent are a healthy weight.

Womb cancer mostly affects women aged over 60. The most common is endometrial – affecting the womb lining – which is fourth most common of all cancers affecting British women.

Doctor Elisa Bandera, a CUP panel member and Associate Professor of Epidemiology at Rutgers Cancer Institute in the United States, said: ‘Endometrial cancer is one of the most common cancers among women, but a significant proportion of cases could be prevented every year by maintaining a healthy weight and being physically active.

Fellow CUP panel member Professor Hilary Powers, of Sheffield University, said: ‘It is not just the individual who can make changes to reduce their risk of cancer.

‘Governments and other organisations can do a lot to make a healthier lifestyle an easier option for us all.’

Researchers at Imperial College London collated and reviewed all the scientific research available on womb cancer, diet, physical activity and body weight in the first global review since 2007.

An international panel of experts judged the evidence and scientists at WCRF estimated that about 44 per cent of UK cases could be prevented through physical activity and body weight.

Scientists believe there are several reasons for the link between body fat and cancer, such as fat cells releasing hormones that can increase the risk of some cancers.

Regular physical activity can help to keep these hormone levels healthy as well as strengthening the immune system and maintaining a healthy digestive system.

World Cancer Research Fund executive director Karen Sadler said: ‘To reduce the risk of womb and other cancers, World Cancer Research Fund recommends being as lean as possible without becoming underweight and being active for at least 30 minutes every day.

The study also revealed evidence that drinking coffee can cut the risk of womb cancer, but not enough to recommend it as a  protection.

Karen Sadler of the WCRF said: ‘The evidence on coffee is very interesting, but a lot more work still needs to be done.’

SOURCE: www.dailymail.co.uk

เบาหวานผลักสตรีให้ใกล้ขอบเหว โรคมะเร็งร้ายของทรวงอกเข้าไป

วารสารวิชาการ “โรคมะเร็งแห่งอังกฤษ” รายงานว่า ทีมนักวิจัยระหว่างชาติ ได้ศึกษาโดยการตรวจรายงานการศึกษาหาความเกี่ยวพันของมะเร็งเต้านมกับโรคเบาหวาน 40 เรื่องด้วยกัน พบวี่แววว่า สตรีวัยทองที่เป็นเบาหวานแบบที่ 2 จะเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งเต้านม เพิ่มสูงขึ้นอีกร้อยละ 27

ศาสตราจารย์ปีเตอร์ บอยล์ ประธานสถาบันวิจัยระหว่างประเทศเพื่อการป้องกัน เปิดเผยว่า ยังหาสาเหตุของความเกี่ยวพันไม่เจอเหมือนกัน “ในอีกทางหนึ่งก็คิดว่า เหมือนอย่างการมีน้ำหนักเกิน ที่มักจะเกี่ยวเนื่องกับเบาหวานแบบที่ 2 บ่อยๆก็เป็นผลเนื่องมาจากฮอร์โมน ซึ่งอาจจะมีส่วนที่นำไปสู่การเติบโตของมะเร็งอยู่บ้าง”

ทางด้านโฆษกของศูนย์วิจัยโรคมะเร็งของอังกฤษ ก็บอกว่า ยังไม่ทราบเหตุผลของความเกี่ยวพันเช่นกัน แต่อย่างที่เราทราบกันว่า การมีน้ำหนักตัวเกิน ทำให้ยิ่งเสี่ยงกับการเป็นเบาหวาน และมะเร็งเต้านมหนักขึ้น ดังนั้น ผู้หญิงเราจึงควรพยายามรักษาน้ำหนักตัวให้พอเหมาะเอาไว้.

ที่มา: ไทยรัฐ 18 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

Diabetes may increase cancer risk

Diabetes link to breast cancer in post-menopausal women

 

14 September 2012

Post-menopausal women who have Type 2 diabetes appear to have a 27% greater risk of developing breast cancer, experts say.

An international team, writing in the British Journal of Cancer, examined 40 separate studies looking at the potential link between breast cancer and diabetes.

Being obese or overweight is linked to both conditions.

But cancer experts say there may be a direct connection between the two.

These studies involved more than 56,000 women with breast cancer.

Post-menopausal women with Type 2 diabetes had a 27% increased risk of breast cancer.

But there was no link for pre-menopausal women or those with Type 1 diabetes.

The authors have also suggested that a high body mass index (BMI), which is often associated with diabetes, may be an underlying contributing factor.

Hormone activity

Prof Peter Boyle, president of the International Prevention Research Institute, who led the study, said: “We don’t yet know the mechanisms behind why Type 2 diabetes might increase the risk of breast cancer.


“It makes sense for women to try and maintain a healthy weight”

Martin Ledwick,Cancer Research UK

“On the one hand, it’s thought that being overweight, often associated with Type 2 diabetes, and the effect this has on hormone activity may be partly responsible for the processes that lead to cancer growth.

“But it’s also impossible to rule out that some factors related to diabetes may be involved in the process.”

Martin Ledwick, head information nurse at Cancer Research UK, said: “From this study, it’s not clear whether there’s a causal link between diabetes and the risk of breast cancer in post-menopausal women.

“But as we know that having a high BMI can contribute to an increased risk of both Type 2 diabetes and breast cancer, it makes sense for women to try and maintain a healthy weight.”

SOURCE: bbc.co.uk