5 เคล็ดลับประหลาดๆ ที่ช่วย′ลดน้ำหนัก′ได้ผล !!!

matichon130827_001อะไรเอ่ยขึ้นง่าย ลงยาก?

อืม…นอกจาก “อารมณ์” ก็เห็นจะมีเรื่อง “อวบๆ อ้วนๆ” นี่แหละ ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับหนุ่มสาวหลายคนที่พอปล่อยตัวให้อ้วนเกินพิกัดไปแล้ว ก็เอาน้ำหนักตัวลงยากเหลือเกิน เพราะไม่สามารถจะควบคุมอาหาร และออกกำลังกายได้สม่ำเสมอ

สำหรับใครที่กำลังมี “ปัญหา” กับน้ำหนักตัว วันนี้เรามี 5 เคล็ดลับในการลดความอ้วนที่อาจจะฟังดูประหลาดๆ แต่ทว่า ทำตามแล้วได้ผล ซึ่งนำมาจาก 5 Weird Weight-Loss Tricks that Work มาฝากกัน

วิธีแรก ก็คือขอให้มี “ขนม” ติดอยู่ด้วยในอาหารมื้อเช้า โดยมีผลการศึกษาในกลุ่มคนอ้วนที่พยายามลดน้ำหนักตัวด้วยการควบคุมอาหาร แล้วพบว่า กลุ่มคนอ้วนที่รับประทานอาหารมื้อเช้าเยอะ และมีขนมในอาหารมื้อนี้ด้วย สามารถลดน้ำหนักตัวลงได้มากกว่า กลุ่มคนอ้วนที่รับประทานอาหารมื้อเช้าน้อยกว่า และไม่มีขนมในอาหารมื้อนี้เลย สำหรับคำอธิบายก็คือ อาจเป็นเพราะว่าการรับประทานขนมในอาหารมื้อเช้า สามารถช่วย “ลด” ความอยากรับประทานขนม หรือของหวานระหว่างวันให้น้อยลงได้

เคล็ดลับที่ 2 ให้ตัดหรือหั่นอาหารเป็นชิ้นเล็กๆ โดยวิธีนี้มีผลการศึกษาพูดไว้ว่า การที่เราตัด หั่น ซอย อาหารเป็นชิ้นเล็กๆ อาจจะช่วยทำให้สมองของเราคิดว่า มีอาหารอยู่ในจานเยอะ ก็จะช่วยให้เรากินอาหารน้อยลง ทั้งยังมีความรู้สึกพึงพอใจด้วย

เคล็ดลับที่ 3 ก็คือหาเวลาออกกำลังกายให้ได้ในตอนเช้า ที่จริง การหาเวลาออกกำลังกายให้ได้ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเวลาไหนก็ตามเป็นสิ่งสำคัญ แต่ถ้าคุณต้องการจะลดน้ำหนักให้ได้มากขึ้น หากมองในแง่ของการเผาผลาญพลังงาน ให้ลองหาเวลาออกกำลังกายตอนเช้าดู เพราะมีผลการศึกษาพบว่า คนที่ออกกำลังกายตอนเช้า จะออกกำลังกายมากกว่าคนที่ออกกำลังกายในช่วงเวลาอื่นๆ ของวัน

เคล็ดลับที่ 4 ดื่มน้ำอุ่น จริงอยู่ที่การดื่มน้ำเย็นๆ สักแก้ว จะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น แต่ถ้าคุณต้องการลดน้ำหนัก คุณควรเปลี่ยนจากดื่มน้ำเย็นไปเป็นน้ำอุ่น ทั้งนี้ เพราะมีผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อไม่นานนี้ พบว่าการดื่มน้ำอุ่น 1 แก้ว ก่อนรับประทานอาหารแต่ละมื้อ สามารถช่วยให้เรารับประทานอาหาร “อิ่ม” เร็วขึ้น แล้วก็ทำให้เรารับประทานอาหารน้อยลงในแต่ละมื้อ

เคล็ดลับสุดท้าย ก็คือกินบ่อยๆ แทนที่วันหนึ่งจะกินแค่ 2-3 มื้อ ก็พยายามกินให้ได้วันละประมาณ 5-6 มื้อ เพราะการกินหลายมื้อ จะช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญอาหารในร่างกาย แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องกินอาหารประเภทโปรตีน อาหารที่มีกากใย และอาหารที่มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าอาหารประเภทแป้ง และอาหารที่มีสารปรุงรส เพราะอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายเหล่านั้น จะช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย และช่วยให้อิ่มท้อง โดยปราศจากแคลอรี

ลองนำไปทำดูกันนะคะ อ้อ … แต่ต้องอย่าลืมว่า การจะทำอะไรให้สำเร็จ ต้องใช้เวลา และต้องทำอย่างต่อเนื่อง

 

ที่มา: มติชน  25 สิงหาคม 2556

อาชีพไหน ทำแล้ว “อ้วน”

dailynews130603_001เดิมที ใครๆ อาจคิดว่า อาชีพที่ทำงานกับอาหาร เช่น เชฟหรือพ่อครัวแม่ครัวนั้น นำความเสี่ยงน้ำหนักเกิน และกลายเป็นคนอ้วน ทว่าความเข้าใจนี้..ผิด!?

โดยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ แคเรียร์บิวเดอร์ บริษัทจัดหางานของอังกฤษ เผยผลสำรวจเรื่องอาชีพกับความอ้วน หลังจากวิเคราะห์คำตอบของพนักงานอาชีพต่างๆ กว่า 3,700 ราย การวิจัยชี้ว่า อาชีพที่ทำแล้วนำพาน้ำหนักส่วนเกินมาให้มากที่สุด คือ พนักงานตอนรับที่นั่งประจำเคาน์เตอร์ รองลงไปเป็นวิศวกร ครู พยาบาล เจ้าหน้าที่เทคนิคด้านไอที ที่ปรึกษากฎหมาย แรงงานนั่งประกอบชิ้นงานหรือลูกจ้างโรงงาน และนักวิทยาศาสตร์ ตามลำดับ

ส่วนเหตุผลที่ยิ่งทำงานแล้วน้ำหนักตัวก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้ตอบร้อยละ 56 ชี้ว่าเป็นเพราะพวกเขามักจะนั่งทำงานที่โต๊ะตลอดทั้งวัน ร้อยละ 35 บอกเป็นเพราะกินแก้เครียดจากงาน ร้อยละ 26 ชอบออกไปหาของอร่อยกินเป็นประจำ ร้อยละ 17 อ้วนขึ้นเพราะชอบซื้อของหวานติดไว้กินที่โต๊ะทำงาน รวมทั้งกินไม่เป็นเวลา และที่ทำงานมีงานเลี้ยงบ่อย ร้อยละ 9 บอกว่าเป็นเพราะเพื่อนร่วมงานชอบทำขนมหรืออาหารมาให้กิน และร้อยละ 4 ให้เหตุผลว่า ทำงานแล้วมีความสุขจึงกินเยอะ

นับตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงวันนี้ น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน? ร้อยละ 59 เผยว่า ตนเองอ้วนขึ้นไม่ต่ำกว่า 20 กิโลกรัม ในขณะที่ราวๆ 1 ใน 3 อ้วนขึ้นอีก 40 กิโลกรัม! แต่ในทางตรงกันมาข้าม มีผู้ตอบอยู่ร้อยละ 16 ยืนยันว่า งานที่พวกเขาทำยิ่งทำให้พวกเขาผอมลงไปอีก

ใช่ว่าคนไม่อ้วน หรืออาชีพที่ทำไม่ติดอยู่ในผลสำรวจข้างต้นจะชะล่าใจไป เพราะไม่ว่าจะทำอาชีพไหน หากละเลยควบคุมอาหารให้เหมาะสม และขาดการออกกำลังเพื่อเผาผลาญพลังงาน สุดท้ายก็อ้วนได้เหมือนกัน.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 3 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

Deskbound: Administrative workers such as receptionists were found to be the most likely to be overweight. Employees cited vending machines and communal biscuit tins as reasons behind their weight gain

Deskbound: Administrative workers such as receptionists were found to be the most likely to be overweight. Employees cited vending machines and communal biscuit tins as reasons behind their weight gain

Is your job making you fat? Receptionists are most likely to pile on pounds (while while scientists are the skinniest)

  • Survey found teachers and engineers top poll of overweight workers
  • Factory workers tend to be thinner than most other employees
  • People blamed colleagues bringing homemade treats to work as well as happy hours after work and easy access to junk for weight gain

By RACHEL REILLY

PUBLISHED: 10:55 GMT, 31 May 2013

You might expect that being A chef puts you at the highest risk of putting on weight, but you’d be wrong.

New research has found that working as a teach or as an engineer puts you at greater risk of being overweight.

The poll also found that being a factory worker or a scientist made you less likely to be obese.

The survey, carried out by jobsearch company CareerBuilder, polled nearly 3,700 workers.

It found that found that 55 per cent of employees considered themselves overweight.
It also discovered that  41 per cent gained weight as a result of their current job and of those, 59 per cent gained more than 10 pounds.

Just under a third gained more than 20 pounds.

But earning a living didn’t always mean gaining weight: 16 per cent of all workers said they had lost weight while at their current job.

The poll found that those who had put on  weight had done so because of they were exposed to high levels of stress and spent long hours behind a desk.

They also cited readily available junk food as a reason for their unhealthy eating habits and a main cause for their expanding waistline.

The survey also found that employees found controlling portions and counting calories especially challenging while at work.

More than half of employees admitted to going out to eat at least once a week, and a quarter ate out three or more times a week.

Just under 10 per cent reported eating lunch out of the vending machine at least once a week, while 70 per cent of workers said they snacked during the day.

Despite more than half of all workers feeling overweight, nearly 6 of 10 employees said they work out on a regular basis.

Just under 50 per cent percent went to the gym at least three times a week.

Around 30 per cent said they did exercise, but not regularly, and 11 per cent didn’t exercise at all.

Getting a nudge from employers to stay in shape does seem to have some impact, however.

A third of survey respondents said their companies provided wellness benefits such as workout facilities or gym passes.

Of these, 36 per cent take advantage of them.

THE JOBS THAT MAKE YOU PUT ON THE MOST WEIGHT

  • Administrative assistant (69%)
  • Engineer (56%)
  • Teacher (51%)
  • Nurse (51%)
  • IT technician(51%)
  • Legal professional (48%)
  • Machine operator or factory worker (45%)
  • Scientist (39%)

SOURCE: dailymail.co.uk

ห้องนอน “ต้นเหตุ” ให้เป็นโรคอ้วน

foxnews121212_001ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาเผยให้ทราบว่า ในขณะที่คุณกำลังนอนหลับนั้นได้มีการเชื่อมโยงกันกับน้ำหนักตัวของคุณ หรือพูดง่ายๆ ว่าการนอนหลับนับเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราอ้วนได้อย่างไม่น่าเชื่อ และล่าสุดรายการทีวีชื่อดังอย่าง MyFoxAtlanta ได้รายงานเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ปัญหาโรคอ้วนนั้นอาจเกิดขึ้นในห้องนอนของคุณ เพราะในความเป็นจริงแล้วในระหว่างที่นอนหลับ ร่างกายของคุณจะรู้สึกหิวได้โดยอัตโนมัติ เนื่องมาจากระบบเซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้ทำการย่อยสลายและเผาผลาญพลังงานที่คุณรับประทานเข้าไปโดยไม่รู้สึกตัว

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมามีงานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า “การนอนหลับที่มากหรือน้อยจนเกินไปจะส่งผลให้คุณมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น และสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณมีน้ำตัวเพิ่ม คือ การบริโภคน้ำตาลจำนวนมากจากอาหารที่รับประทานเป็นประจำทุกวันนั่นเอง”

ดร.ไมเคิล บรูย์ นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ กล่าวว่า “ถ้าคุณสามารถแก้ปัญหาการนอนหลับได้ จะช่วยทำให้น้ำหนักตัวของคุณลดลง และการแก้ปัญหานั้นจะต้องเริ่มจากต้นเหตุ โดยการเริ่มสำรวจในห้องนอนของคุณ และคิดทบทวนว่ามีสิ่งผิดปกติหรือไม่ เช่น แสงไฟบนหัวเตียงนั้นสว่างมากเกินไป ประกอบกับมีอาการเครียดหรือไม่” ดังนั้นการแก้ไข ดร.ไมเคิลได้แนะนำว่า “ให้ผู้ที่ประสบปัญหานอนไม่หลับ ลองเปลี่ยนหลอดไฟจาก 90 วัตต์เป็น 40 วัตต์แทน”

อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนกล่าวต่อว่า “บางครั้งบรรยากาศรอบตัวที่เงียบหรือเสียงดังจนเกินไป ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นอนหลับยากได้เช่นกัน แต่ถ้าใครที่ไม่สามารถทนอยู่กับความเงียบได้ แนะนำว่าให้คุณลองเปิดวิทยุหรือเปิดพัดลมเบาๆ ก็สามารถเพิ่มความง่วงได้เช่นกัน นอกจากนี้เสียงคลื่นทะเลก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณนอนหลับได้ง่ายขึ้น หรือแม้การนั่งสมาธิ รวมไปถึงการทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง การนอนอ่านหนังสือเพื่อฆ่าเวลา หรือหลายคนอาจเลือกวิธีที่แสนเบสิกแต่ได้ผลจริง อย่างเช่น การเลือกหมอนที่เหมาะกับคุณ ก็เป็นตัวช่วยหนึ่งในการนอนหลับที่ดี ทั้งนี้เป็นการป้องกันน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอันมีสาเหตุจากนอนหลับนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามระยะเวลาในการพักผ่อนที่เหมาะสมนั้นควรอยู่ในระหว่าง 6-8 ชั่วโมง ดร.ไมเคิลกล่าว”.

ที่มา : ไทยโพสต์ 16 มกราคม 2556

.

Related Article :

.

Your bedroom could be making you fat

Published December 12, 2012
FoxNews.com

Having a hard time resisting a doughnut or biscuits and gravy? You may be hungry for sleep, and experts say there’s a big connection between your sleep and your weight, MyFoxAtlanta reported.

The problem may be your bedroom.

Over the last decade, several studies have shown how you sleep dramatically affects your weight. The less sleep you get, the more you crave high-fat, high-sugar comfort foods.

Psychologist and sleep specialist Dr. Michael Breus said if you can solve your sleep issues, the weight will come off. The first place to start is to look around your bedroom for what’s working and what’s not working.

“Walk into your bedroom and take a look around, and how does it make you feel?” Breus asked.

If “stressed” is the answer, Breus said start rethinking your room — focusing on your senses. First is sight.

“Too much light can actually make it difficult to fall asleep. So one of the things I do is I ask people to take the bedside lamp and use a 40 watt bulb instead of a 90 watt bulb,” said Breus.

Next, Breus said, is to listen.

“We know that if it’s too quiet, it’s hard to fall asleep, and if it’s too noisy it’s hard to fall asleep,”  Breus explained.

If you can’t stand the silence, turn on a fan or a sound machine.

“Believe it or not, ocean sounds have been shown to help people fall asleep, any type of meditation, or relaxation, like an audio relaxation can also be quite helpful,” he said.

If the TV helps you fall asleep, Breus says leave it on.

Next, think about your bed.

“And most people don’t think about this, but your mattress and your sheets have a lot to do with you how sleep,” Breus added.

Breus says think of your bedding as “performance equipment.”

“The easiest way to ruin your mattress is to have a cheap pillow,” he said.  “So I often tell people, “Don’t just go out and get the $7 what-have-you. Really get a pillow that fits you and your sleep needs.”

SOURCE: foxnews.com

เซ็กซ์ดี-มีลูกง่าย หลังลดน้ำหนัก?

คู่สามีภรรยาที่พร้อมจะมีบุตร มักไม่มองว่า เซ็กซ์ เป็นแค่เครื่องสนองความต้องการทางเพศเท่านั้น แต่จะคาดหวังให้เซ็กซ์ช่วยนำพาทายาทตัวน้อยมาเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัว อย่างไรก็ตาม หากฝ่ายหญิงซึ่งต้องรับหน้าที่อุ้มท้องและคลอดบุตรนั้นดันมีน้ำหนักตัวเกินพิกัดหรืออวบอ้วนเกินไป ใครๆ ก็จะบอกว่า ผู้หญิงคนนั้นมักจะมีลูกยาก ต้องรีบลดน้ำหนักก่อน

สำหรับความเข้าใจดังกล่าว ดร.ริชาร์ด ลีโกร หัวหน้าทีมวิจัย จากวิทยาลัยแพทย์เพนน์สเตท บอกว่า มีหลายคนเข้าใจว่าผู้หญิงอ้วนมีลูกยาก ความอ้วนขวางภาวะเจริญพันธุ์ จึงต้องลดน้ำหนักก่อนถึงจะมีลูกได้ง่าย แต่แท้จริงแล้วนั้น การลดน้ำหนัก ไม่ได้ช่วยให้ผู้หญิงมีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์พร้อมสู่ภาวะเจริญพันธุ์ แต่จะช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศให้มีมากขึ้นต่างหาก

สิ่งที่ ดร.ริชาร์ด กล่าวนั้นไม่ได้เป็นการพูดลอยๆ แต่มีผลงานวิจัยของตัวเขาเองและทีมงานมาแสดงให้เห็น โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้หญิงอ้วนแล้วเข้าผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนัก วิธีศึกษาคือการเก็บตัวอย่างปัสสาวะของพวกเธอไปตรวจดูปริมาณฮอร์โมนรังไข่ ตั้งแต่ช่วงก่อนผ่าตัดลดน้ำหนัก และหลังจากผ่าตัดไปแล้วนานสองปี เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง

ผลการวัดปริมาณฮอร์โมนรังไข่ชี้ว่า กลุ่มตัวอย่าง 29 รายนั้น การตกไข่ของพวกเธอไม่มีความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ก่อนผ่าตัดรักษาโรคอ้วนไปจนกระทั่งพวกเธอผอม โดยรายที่มีปัญหาเรื่องการตกไข่ก็ยังคงมีปัญหานั้นอยู่เช่นเดิม แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือชีวิตเซ็กซ์ของกลุ่มตัวอย่าง หลังน้ำหนักลดลงไปแล้ว พวกเธอรู้สึกว่ามีความต้องการทางเพศมากขึ้น ตื่นตัวได้ไวเมื่อถูกกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ จึงมีเซ็กซ์บ่อยขึ้น ถือเป็นการเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ไปด้วยนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้โรคอ้วน จะเชื่อมโยงกับการบกพร่องเรื่องการตกไข่ ขาดการตกไข่ และมีบุตรยาก แต่การหาสาเหตุและการแก้ไขภาวะมีบุตรยากต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย มิใช่แค่เรื่องน้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียว.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์  24 ตุลาคม 2555

คนกินเจอายุยืนกว่าผู้ที่กินเนื้อสัตว์ทั้งรูปร่างก็สะโอดสะองมากกว่ากัน

ท่านชายที่ได้ทราบผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโลมา ลินดา ที่แคลิฟอร์เนีย ที่พบว่า การกินเจจะทำให้บุรุษทั้งหลายอายุยืน คงจะเปลี่ยนใจหันไปทำตามอย่างบ้างเป็นแถว

นักวิจัยพบในการศึกษาติดตามคริสตศาสนิกชน นิกายเซเวนเดย์ แอตเวนติสต์เรือนหมื่นว่า ผู้ที่กินแต่ผักและผลไม้เป็นอาหารจะมีอายุยืนยาวกว่าผู้ที่กินเนื้อสัตว์ ผู้ชายจะมีอายุยืนเฉลี่ยกันคนละ 83.3 ปี ส่วนสตรีจะยิ่งอายุยืนกว่าถึง 85.7 ปี

หัวหน้าของนักวิจัยยังได้แจ้งว่า ผู้ที่กินเจจะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าคนที่กินเนื้อสัตว์ด้วยเฉลี่ย 13 กก. นอกจากนั้นยังมีอาการดื้อต่ออินซูลินน้อยกว่า ควบคุมตัวเองได้ดีกว่า จะออกกำลังเป็นประจำ และไม่สูบบุหรี่เลย.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 22 ตุลาคม 2555

.

Related Article:

.

Five ways vegetarians live longer

  • VEGETARIAN 101
  • OCTOBER 15, 2012
  • BY: DENISE REYNOLDS

A very large international study has found that vegetarians live longer than meat-eaters. The Adventist Health Study, which has been tracking tens of thousands of people since the late 1950’s indicates that even limiting meat intake can provide protection against chronic diseases that tend to shorten lives.

The Adventist Health Study is being conducted by Loma Linda University School of Public Health in California. Included are more than 96,000 Seventh-day Adventists from the US and Canada. This group of Christians believe that the body is a temple of the Holy Spirit and should be cared for diligently with the most healthful diet possible. Therefore, most follow a vegetarian diet in addition to practicing other positive lifestyle choices, such as avoiding alcohol and tobacco use.

The most recent data from the study indicates that Vegetarian Adventist men live to an average of 83.3 years – 9.5 years longer than other Californians. Vegetarian women live an average of 85.7 years which is 6.1 years longer than non-vegetarians.

There are several ways that the vegetarian diet is health-protective, promoting longevity:

1. Vegans (strict vegetarians) are, on average, 30 pounds lighter than meat eaters. Obesity can cut a person’s lifespan by 6.2%.

2. Consuming a vegetarian diet can reduce the risk for Type 2 diabetes. Vegetarians and vegans are less insulin resistant than meat-eaters, thus reducing the need for medication.

3. Those who eat vegetarian foods, such as fruits, vegetables, nuts, legumes, and whole grains have fewer risk factors for heart disease, the number one killer of both men and women in the United States.

4. Vegetarian diets may protect against cancer, including lung and breast cancer and colorectal cancer. The positive nutrients, such as antioxidants, found in plant foods help reduce inflammation that can be damaging to the body leading to certain types of cancer.

5. Vegetarians tend to have a wider variety of foods that they eat, leading to a greater intake of nutrients such as dietary fiber, magnesium, folic acid, and phytochemicals. These can help ensure proper functioning of all body tissues and organs, and when they stay healthy, you live longer!

Is it necessary to be vegan or vegetarian to reap these benefits? Not necessarily, say researchers. Pesco-vegetarians (those that eat fish) and semi-vegetarians who limit animal products to once a week or less (sometimes called “flexitarians”) also have “intermediate” protection against lifestyle diseases.

Source: Loma Linda University School of Public Health

SOURCE : examiner.com

เบาหวานผลักสตรีให้ใกล้ขอบเหว โรคมะเร็งร้ายของทรวงอกเข้าไป

วารสารวิชาการ “โรคมะเร็งแห่งอังกฤษ” รายงานว่า ทีมนักวิจัยระหว่างชาติ ได้ศึกษาโดยการตรวจรายงานการศึกษาหาความเกี่ยวพันของมะเร็งเต้านมกับโรคเบาหวาน 40 เรื่องด้วยกัน พบวี่แววว่า สตรีวัยทองที่เป็นเบาหวานแบบที่ 2 จะเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งเต้านม เพิ่มสูงขึ้นอีกร้อยละ 27

ศาสตราจารย์ปีเตอร์ บอยล์ ประธานสถาบันวิจัยระหว่างประเทศเพื่อการป้องกัน เปิดเผยว่า ยังหาสาเหตุของความเกี่ยวพันไม่เจอเหมือนกัน “ในอีกทางหนึ่งก็คิดว่า เหมือนอย่างการมีน้ำหนักเกิน ที่มักจะเกี่ยวเนื่องกับเบาหวานแบบที่ 2 บ่อยๆก็เป็นผลเนื่องมาจากฮอร์โมน ซึ่งอาจจะมีส่วนที่นำไปสู่การเติบโตของมะเร็งอยู่บ้าง”

ทางด้านโฆษกของศูนย์วิจัยโรคมะเร็งของอังกฤษ ก็บอกว่า ยังไม่ทราบเหตุผลของความเกี่ยวพันเช่นกัน แต่อย่างที่เราทราบกันว่า การมีน้ำหนักตัวเกิน ทำให้ยิ่งเสี่ยงกับการเป็นเบาหวาน และมะเร็งเต้านมหนักขึ้น ดังนั้น ผู้หญิงเราจึงควรพยายามรักษาน้ำหนักตัวให้พอเหมาะเอาไว้.

ที่มา: ไทยรัฐ 18 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

Diabetes may increase cancer risk

Diabetes link to breast cancer in post-menopausal women

 

14 September 2012

Post-menopausal women who have Type 2 diabetes appear to have a 27% greater risk of developing breast cancer, experts say.

An international team, writing in the British Journal of Cancer, examined 40 separate studies looking at the potential link between breast cancer and diabetes.

Being obese or overweight is linked to both conditions.

But cancer experts say there may be a direct connection between the two.

These studies involved more than 56,000 women with breast cancer.

Post-menopausal women with Type 2 diabetes had a 27% increased risk of breast cancer.

But there was no link for pre-menopausal women or those with Type 1 diabetes.

The authors have also suggested that a high body mass index (BMI), which is often associated with diabetes, may be an underlying contributing factor.

Hormone activity

Prof Peter Boyle, president of the International Prevention Research Institute, who led the study, said: “We don’t yet know the mechanisms behind why Type 2 diabetes might increase the risk of breast cancer.


“It makes sense for women to try and maintain a healthy weight”

Martin Ledwick,Cancer Research UK

“On the one hand, it’s thought that being overweight, often associated with Type 2 diabetes, and the effect this has on hormone activity may be partly responsible for the processes that lead to cancer growth.

“But it’s also impossible to rule out that some factors related to diabetes may be involved in the process.”

Martin Ledwick, head information nurse at Cancer Research UK, said: “From this study, it’s not clear whether there’s a causal link between diabetes and the risk of breast cancer in post-menopausal women.

“But as we know that having a high BMI can contribute to an increased risk of both Type 2 diabetes and breast cancer, it makes sense for women to try and maintain a healthy weight.”

SOURCE: bbc.co.uk

เลิกบุหรี่มีผลกับน้ำหนักตัวจริงหรือ?

ข้อสงสัยที่ว่า หลังเลิกบุหรี่แล้วน้ำหนักตัวจะลดหรือเพิ่มนั้น ทำให้นักวิจัยของฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรร่วมกันค้นหาคำตอบ ล่าสุด เฮนรี-จีน เออบิน ผู้เชี่ยวชาญบำบัดผู้ติดสารเสพติด แห่งโรงพยาบาล พอล เบราส์ ในฝรั่งเศส ได้เปิดเผยผลวิจัยเรื่องดังกล่าวออกมา

ในการทำวิจัยกับ 62 กรณีศึกษา ได้มีการตรวจสอบน้ำหนักก่อนเลิกบุหรี่กับน้ำหนักหลังเลิกบุหรี่ไปแล้ว 12 เดือน เพื่อดูความผันผวนของน้ำหนักตัวในผู้ที่เลิกบุหรี่ได้สำเร็จและไม่ต้องบำบัดโดยนิโคตินทดแทน พบว่า ส่วนใหญ่คนเลิกสูบบุหรี่มักจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจากตอนที่ยังมีพฤติกรรมสูบบุหรี่ โดยน้ำหนักเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นอยู่ระหว่าง 8-11 ปอนด์ ภายในปีแรก ทั้งนี้ น้ำหนักตัวจะเพิ่มมากในช่วง 3 เดือนแรกหลังเลิกบุหรี่ได้

ความเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวยังสามารถแยกได้ว่า เดือนแรก น้ำหนักขึ้น 2.5 ปอนด์ ส่วนเดือนต่อมาเพิ่ม 5 ปอนด์ สู่เดือนที่สาม 6.5 ปอนด์ กระทั่งเดือนที่หก ได้น้ำหนักเพิ่ม 9 ปอนด์ และเมื่อครบปีจะมีเพิ่มราว 10.5 ปอนด์ ส่วนผู้ที่เลิกบุหรี่แต่ต้องพึ่งนิโคตินทดแทนเป็นตัวช่วยก็มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เรื่องน้ำหนักตัวหลังการหยุดสูบบุหรี่ ไม่ใช่มีแต่เพิ่ม ทว่ามีความผันผวนที่หลากหลาย เพราะยังมีผู้ที่เลิกบุหรี่ร้อยละ 16 น้ำหนักลดลงหลังเลิกบุหรี่ ส่วนร้อยละ 13 มีน้ำหนักเพิ่มถึง 22 ปอนด์หลังเลิกไปหนึ่งปี

ผู้วิจัยย้ำว่า การเลิกบุหรี่เป็นความคิดที่ดีและควรทำให้สำเร็จ ส่วนเรื่องน้ำหนักตัวก่อนกับหลังพฤติกรรมสูบบุหรี่นั้นไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวลกันมาก ทว่าสุขภาพโดยรวมที่ดีขึ้นและความเสี่ยงป่วยโรคร้ายจากบุหรี่ลดลงนี่สิ น่าคิดกว่ากันเยอะ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 16 กรกฎาคม 2555