ชีวีมีสุข กับมะเร็ง

bangkokbiznews140724_01

การรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ (CML)คล้ายๆ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ หากผู้ป่วยรับประทานยาสม่ำเสมอใช้ชีวิตหมือนคนปกติ

ศ.เกียรติคุณ พญ.แสงสุรีย์ จูฑา ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ชมรมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบัน ถือว่า CML เป็นโรคเรื้อรังคล้ายๆ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ ที่ถ้าผู้ป่วยรับประทานยาสม่ำเสมอก็สามารถจะมีชีวิตอยู่เหมือนคนปกติได้

มะเร็งเม็ดเลือดขาวแบ่งออกเป็นชนิดใหญ่ ๆ 2 ชนิดคือ 1.ชนิดเฉียบพลัน 2.ชนิดเรื้อรัง นอกจากนี้ มะเร็งเม็ดเลือดขาวทั้ง 2 ชนิดข้างต้น ยังแบ่งออกตามลักษณะของเซลล์ได้เป็น 2 แบบ คือ แบบมัยอีลอยด์ (Myeloid Leukemia) และแบบลิมฟอยด์ (Lymphoid Leukemia)

ดังนั้น เราจะพบมะเร็งเม็ดเลือดขาวตามชนิดและแบบได้ใหญ่ๆ 4 อย่างคือ

1.มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันแบบมัยอีลอยด์ (Acute Myeloid Leukemia หรือ AML)
2.มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันแบบลิมฟอยด์ (Acute Lymphoid Leukemia หรือ ALL)
3.มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ (Chronic Myeloid Leukemia หรือ CML)
4. มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบลิมฟอยด์ (Chronic Lymphocytic Leukemiaหรือ CLL)

ผู้ป่วยผู้ใหญ่ในประเทศไทยส่วนใหญ่จะพบมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันแบบมัยอีลอยด์ (AML) และมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ (CML) ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะ โรค CMLเท่านั้น คือมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ ซึ่งสาเหตุการเกิดโรคยังไม่ทราบแน่ชัด การฉายรังสีเป็นปัจจัยเดียวที่อาจทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้เพิ่มขึ้น ผู้ป่วยที่เคยได้รับการฉายรังสีเพื่อการรักษาโรคข้อบางชนิด และผู้ที่รอดชีวิตจากการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ พบว่า มีอุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์สูงกว่าคนทั่วไปมาก

ซึ่งลักษณะทางคลินิกผู้ป่วยในต่างประเทศอายุเฉลี่ยประมาณ 65 ปี ผู้ป่วยในประเทศไทยส่วนใหญ่จะมีอายุระหว่าง 15-50 ปี แต่จากการศึกษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีพบว่า อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยอยู่ระหว่าง 36-38 ปี ร้อยละ 89 ของผู้ป่วยในประเทศไทยจะมีอายุต่ำกว่า 50 ปี พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย บางรายไม่มีอาการอะไรเลย ทราบว่าเป็นโรคนี้โดยบังเอิญ อาจจะไปตรวจร่างกายประจำปีแล้วตรวจพบว่า เป็นโรคนี้ หรือไม่สบายเป็นอย่างอื่น ไปพบแพทย์แล้ว ตรวจพบว่าเป็นโรคนี้ นอกจากนั้น ก็อาจจะมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ผอมลง รับประทานอาหารแล้วแน่นท้อง หรือคลำก้อนได้ในท้อง เป็นต้น

ผู้ป่วยชายบางรายอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการอวัยวะเพศแข็งตัวไม่ยอมหด แล้วตรวจเลือดพบว่าเป็นโรคนี้ประมาณร้อยละ 80-90 ของผู้ป่วยมีม้ามโต คลำได้ชัดเจน ขนาดของม้ามขึ้นอยู่กับระยะเวลาของโรค ยิ่งเป็นมานานม้ามยิ่งโตมาก ผู้ป่วยโรคนี้มีความผิดปกติที่พบจำเพาะคือ บางส่วนของแขนยาวของโครโมโซมคู่ที่ 9 ถูกย้ายไปอยู่บนแขนยาวของโครโมโซมคู่ที่ 22 และบางส่วนของแขนยาวของโครโมโซมคู่ที่ 22 ถูกย้ายไปอยู่บนแขนยาวของโครโมโซมคู่ที่ 9 เราเรียกโครโมโซมคู่ที่ 22 ที่มีส่วนของคู่ที่9 อยู่ด้วยว่า ฟิลาเดลเฟียโครโมโซม พบฟิลาเดลเฟียโครโมโซมในผู้ป่วยโรคนี้ประมาณร้อยละ 95

การพบฟิลาเดลเฟียโครโมโซมทำให้เกิดสารทางพันธุกรรม BCR- ABL ซึ่งตรวจพบได้ด้วยวิธี RQ-PCR ความผิดปกติทางเลือดที่ตรวจพบ คือ ผู้ป่วยจะมีโลหิตจางเล็กน้อยถึงปานกลางเม็ดเลือดขาวสูงกว่าปกติ โดยขึ้นอยู่กับว่าเป็นมานานเท่าไร แนวทางการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ควรได้รับการรักษาด้วยยา Targeted Therapy อย่างไรก็ตามแม้ว่าฟิลาเดลเฟียโครโมโซมเป็นศูนย์แล้ว ก็ยังจำเป็นต้องรับประทานยาต่อไปไม่มีกำหนด เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่เมื่อหยุดยาแล้วจะมีโรคกลับมาอีก ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้ลดขนาดของยาหรือหยุดยา

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 24 กรกฎาคม 2557

Advertisements

“ปวดตับ” อย่ามองข้าม โดย รศ.นพ.พูลชัย จรัสเจริญวิทยา

manager140723_01“ปวดตับ” เป็นปัญหาหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ตับ ทำหน้าที่เสมือนเป็นโรงงานผลิตพลังงาน และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมทั้งยังเป็นอวัยวะสำคัญในการเผาผลาญของเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายด้วย โดยทำการขับออกมาทางน้ำดีลงสู่ลำไส้ปนไปกับอุจจาระ และเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ยา หรือสารต่างๆ ที่ร่างกายรับประทานแล้วเหลือตกค้าง สิ่งเหล่านี้อาจมีผลกระทบต่อการทำงานของตับ ทำให้เกิดโรคตับต่างๆ ได้ เช่น โรคตับอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งมีการอักเสบบวมของเนื้อตับ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตับ จุกตึงใต้ชายโครงขวา ร่วมกับมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และเกิดดีซ่านขึ้นได้

นอกจากนี้ ปวดตับ ยังอาจเกิดจากเนื้อตับบางส่วนที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติกลายเป็นก้อนเนื้องอกดันผิวตับให้โป่งนูน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดจุกแน่นในบริเวณใต้ชายโครงขวา หรือลิ้นปี่ มักพบในผู้ป่วยที่มีโรคตับอักเสบเรื้อรังแฝงอยู่โดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ มาก่อน หรืออาจมีอาการเพียงเล็กน้อย ได้แก่ อ่อนเพลียและหมดแรงง่าย บางรายมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรืออาเจียนเป็นเลือดสด ซึ่งเกิดจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร หรือกระเพาะอาหาร อันเป็นผลจากภาวะตับแข็งที่มักพบร่วมด้วยในผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งตับ

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า เมื่อไรควรไปพบแพทย์ เรามีสัญญาณอันตรายที่เตือนว่า ตับของคุณเริ่มมีปัญหาแล้วคือ
1. อาการปวดจุก หรือแน่นชายโครงขวา ซึ่งเป็นที่อยู่ของตับ อาจเพราะมีการอักเสบของเนื้อตับ หรือเกิดจากก้อนเนื้องอกภายในเนื้อตับ

2. ดีซ่าน คือ ภาวะที่มีการคั่งของเม็ดสีน้ำดี ซึ่งสร้างมาจากตับ สะสมในเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้ผิวหนังและเยื่อตาขาวเปลี่ยน มีสีเหลือง ซึ่งน้ำดีที่มากเกินในร่างกาย ส่วนหนึ่งจะถูกขับออกทางไต ทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า สมรรถภาพการทำงานของตับเริ่มถดถอย

3. อ่อนเพลียเรื้อรัง หมดแรงง่าย อาจเกิดจากภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งควรได้รับการตรวจเลือดยืนยันและหาสาเหตุต่อไป โดยอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ การดื่มสุราจนทำให้เกิดโรคตับเรื้อรัง โรคอ้วนจนมีไขมันคั่งในเนื้อตับปริมาณมาก และการรับประทานยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรบางชนิด ในผู้ป่วยบางรายอาจมีสารเหล่านี้ตกค้าง จนทำให้เกิดตับอักเสบ ผลิตพลังงาน และสารที่จำเป็นต่อร่างกายได้ลดลง

4. เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า สมรรถภาพการทำงานของตับเริ่มเสื่อมลง ทำให้ร่างกายต้องดึงพลังงานสำรองจากที่ต่างๆ มาเผาพลาญ น้ำหนักตัวจึงลดลง

ดังนั้น ถ้าเราสังเกตตัวเองว่ามีสัญญาณเตือนความผิดปกติดังกล่าว อาจบ่งว่าสุขภาพตับเริ่มจะไม่แข็งแรง มีโรคภัยซ้อนเร้นอยู่ จึงควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเพิ่มเติมว่า สมรรถภาพการทำงานของตับและสาเหตุของความผิดปกตินั้นเกิดจากอะไร

แต่สิ่งสำคัญที่สุดเพื่อให้ห่างไกลจากโรคที่ทำให้ “ปวดตับ” เราควรจะดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยรับประทานอาหารที่สะอาดและมีคุณค่าทางโภชนาการในปริมาณที่เหมาะสม ร่วมกับออกกำลังกาย เพื่อควบคุมน้ำหนักและลดพุง ไม่รับประทานสารอาหาร ยา หรือสมุนไพรใดๆ เสริมโดยไม่จำเป็น เท่านี้คุณก็จะไม่ “ปวดตับ”

ที่มา ASTV : ผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2557

วัณโรคสำคัญกว่าที่คุณคิด โดย นพ. กำพล สุวรรณพิมลกุล

Credit : healthmad.com

Credit : healthmad.com

จากข้อมูลล่าสุดพบว่าทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อวัณโรคที่อยู่ในระยะแฝง ซึ่งไม่แสดงอาการอยู่มากถึง 1/3 ของประชากรทั่วโลก หรือเทียบเท่ากับ 2,000 ล้านคนทั่วโลก โดยผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคปอดจากการรายงานขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) เมื่อปี พ.ศ.2555 พบว่า อุบัติการณ์ (incident) การเกิดโรควัณโรคสูงถึง 8.6 ล้านคนใน 1 ปี และในผู้ป่วยกลุ่มนี้พบว่าเสียชีวิตจากวัณโรคสูงถึง 1.3 ล้านคนต่อปี

ส่วนในประเทศไทยจากรายงานล่าสุดขององค์การอนามัยโลกปี พ.ศ. 2555 พบผู้ป่วยวัณโรคในประเทศไทยทั้งหมด 61,208 คนที่มีการลงทะเบียน ทั้งนี้ ยังไม่ได้นับรวมกับผู้ป่วยบางส่วนที่ไม่ได้มีการลงทะเบียนซึ่งเชื่อว่ามีอีกจำนวนมาก

เชื้อวัณโรค หรือ TB (tubercle bacillus) จัดเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในกลุ่มเชื้อแบคทีเรียที่มีการเจริญเติบโตหรือการแบ่งตัวช้ากว่าแบคทีเรียทั่วไปชนิดอื่นๆ โดยแบคทีเรียกลุ่มนี้ชื่อว่า ไมโครแบคทีเรีย มีหลายสายพันธุ์ซึ่งก่อให้เกิดวัณโรคได้ แต่สายพันธ์ที่พบบ่อยและก่อปัญหามากที่สุดในมนุษย์คือเชื้อ Mycobacterium tuberculosis มนุษย์สามารถติดเชื้อวัณโรคได้โดยผ่านทางการหายใจเอาเชื้อที่ล่องลอยในอากาศเข้าไปภายในปอด และต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอด

เชื้อในปอดหรือต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอดอาจมีการแพร่กระจายทางเลือดหรือระบบน้ำเหลือง และอาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะอื่นๆ ได้ทั่วร่างกาย เช่น ต่อมน้ำเหลืองที่คอ ตับ ม้าม กระดูก หรือ เยื่อหุ้มสมอง เป็นต้น แต่วัณโรคที่ปอดเป็นตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดและมีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้โดยการไอและเชื้อแขวนลอยอยู่ในอากาศ

โดยปกติเชื้อวัณโรคจะแพร่กระจาย โดยเชื้อที่แขวนลอยอยู่ในอากาศจะเข้าสู่ทางเดินหายใจและปอด ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะมีการตอบสนองของเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ที่อยู่ที่ปอดเพื่อต่อสู้กับเชื้อวัณโรคที่เข้ามาอยู่ในร่างกาย

ผลของการตอบสนองจากระบบภูมิคุ้มกันดังกล่าวแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มแรกเชื้อวัณโรคจะถูกกำจัดได้หมดโดยภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้ไม่มีเชื้อวัณโรคอยู่ในร่างกาย

กลุ่มที่สองเชื้อวัณโรคจะเข้ามาอยู่ในร่างกายแต่จะอยู่ในระยะแฝงของการติดเชื้อวัณโรคโดยจะมีเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ โอบล้อมเชื้อวัณโรคอยู่ทำให้เชื้ออยู่ในระยะสงบหรือระยะแฝงซึ่งจะไม่ก่อโรคหรือที่เรียกว่า Latent tuberculosis ผู้ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการใดๆ และจะไม่มีการแพร่กระจายของเชื้อ แต่เมื่อไหร่ที่ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันเสื่อม เม็ดเลือดขาวที่โอบล้อมเชื้ออยู่ไม่สามารถควบคุมเชื้อได้ก็จะทำให้ผู้ติดเชื้อป่วยเป็นโรควัณโรคได้

และกลุ่มที่สามคือ กลุ่มผู้ป่วยที่กลายเป็นโรควัณโรค (active tuberculosis) หลังจากที่มีการสัมผัสเชื้อ ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะเป็นผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ

 

ถ้าเราอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค เราจะมีโอกาสติดเชื้อวัณโรคได้มากน้อยเพียงใด?

นิยามของผู้ที่สัมผัสใกล้ชิด (Close contact) คือ ผู้ที่อยู่ในสถานที่เดียวกัน เช่น บ้านเดียวกัน ห้องนอนเดียวกัน ห้องเรียนเดียวกัน มีการสัมผัสใกล้ชิดที่ต่อเนื่องตั้งแต่ 8 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวัน ถ้าเป็นการสัมผัสไม่ต่อเนื่องให้คิดเวลารวมตลอดเดือนหากมากกว่า 120 ชั่วโมงขึ้นไปถือว่าสัมผัสใกล้ชิด

โอกาสการติดเชื้อวัณโรคจากบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ภูมิคุ้มกันของร่างกาย ปริมาณเชื้อวัณโรคของผู้ป่วย ลักษณะการระบายอากาศของห้องที่อยู่ร่วมกัน เป็นต้น

ยกตัวอย่างพอสังเขปให้ง่ายขึ้น คือ ผู้ป่วยที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคปอดในห้องเดียวกัน 100 คน โดยเฉลี่ยแล้ว จะมี 70 คนที่ร่างกายจะสามารถกำจัดเชื้อไปได้หมด ส่วนที่เหลือ 30 คนจะมีเชื้อวัณโรคอยู่ในร่างกาย และ ใน 30 คนนี้ จะมีประมาณ ร้อยละ 5 ที่จะป่วยเป็นวัณโรคในระยะเฉียบพลัน ซึ่งมักพบในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ดี ผู้ป่วยที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันต่างๆ เป็นต้น

ส่วนอีกร้อยละ 95 จะติดเชื้อวัณโรคที่อยู่ในระยะแฝงที่ไม่แสดงอาการ ถ้าผู้ป่วยแข็งแรงดีเชื้อก็จะอยู่ในระยะแฝงต่อไปเรื่อยๆ โดยผู้ติดเชื้อจะไม่เป็นโรค และไม่แพร่กระจาย แต่จะป่วยเป็นโรคได้เมื่อมีภูมิต้านทานลดลง (reactivation)

การตรวจว่าเรามีเชื้อวัณโรคที่อยู่ในระยะแฝงในร่างกายเราหรือไม่อย่างไรนั้น มีวิธีการตรวจที่เรียกว่า Tuberculin skin test (TST) เป็นการทดสอบที่มีการใช้มานานกว่า 100 ปี ใช้หลักการของการตอบสนองโดยกลไกภูมิคุ้มกันของร่างกาย (delay-type hypersensitivity reaction) ที่จะสามารถให้ผลบวกได้ระหว่าง 2 ถึง 8 สัปดาห์ หลังจากที่ได้รับเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยฉีด purified protein derivation (PPD) ขนาด 0.1 มล ซึ่งเป็นสารที่สกัดจากเชื้อวัณโรค เข้าบริเวณท้องแขนชั้น intradermal และวัดผลการตอบสนองภายใน 48 ถึง 72 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ความไวและความจำเพาะของการทดสอบวิธีนี้ค่อนข้างจำกัด

อาการที่พบบ่อยของวัณโรคปอด คือ ไอเรื้อรังนานกว่า 2 สัปดาห์ ไอมีเสมหะหรือไอแห้งๆ ก็ได้ มีน้ำหนักลด รับประทานอาหารลดลง อาการไข้ เหงื่อออกมากตอนกลางคืน หรือมีอาการไอเป็นเลือด ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจมาด้วยอาการไอเรื้อรังนานกว่า 2 สัปดาห์ เพียงอย่างเดียวก็ได้โดยที่ไม่มีอาการอื่นๆร่วมด้วย การวินิจฉัย คือการส่งเสมหะเพื่อตรวจย้อมเชื้อวัณโรค และการส่งเพาะเชื้อวัณโรค ร่วมกับการถ่ายเอกซเรย์ปอด จะช่วยในการวินิจฉัย

วัณโรคสามารถรักษาได้หายขาด แต่จะกลับเป็นซ้ำได้ ถ้ารับประทานยาไม่ครบตามที่แพทย์สั่ง เนื่องจากเชื้อบางส่วนจะหลบซ่อนอยู่ในเซลล์ ทำให้ต้องรักษาด้วยยาร่วมกันหลายขนานในช่วง 2-3 เดือนแรก และต้องรักษานานอย่างน้อย 6 เดือนเพื่อลดโอกาสการดื้อยาและการกลับเป็นซ้ำ ถ้าเป็นวัณโรคปอด หลังจากรับประทานยาไปแล้วอาการไข้ หรือ ไอ ดีขึ้นห้ามหยุดยาโดยเด็ดขาด ถ้าหยุดยาก่อนแพทย์สั่งจะมีผลต่อการดื้อยาและการกลับเป็นซ้ำจะทำให้รักษาหายขาดได้ยากขึ้น ยกเว้นเกิดอาการข้างเคียงรุนแรงที่สงสัยว่าเป็นจากยาต้านวัณโรค เช่น คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หรือ มีผื่นขึ้นรุนแรงทั่วตัว เป็นต้น ให้รีบพบแพทย์โดยด่วน

โดยทั่วไปถ้าเป็นการรักษาวัณโรคปอดที่ไม่ดื้อยา ส่วนใหญ่หากตรวจย้อมเสมหะไม่พบเชื้อวัณโรคแล้ว 2-3 ครั้งหลังทำการรักษาก็ถือว่าอยู่ในระยะปลอดภัยในการแพร่กระจายของเชื้อ แต่ถ้าวินิจฉัยวัณโรคจากอาการ และภาพเอกซเรย์ปอด โดยที่ย้อมสีเสมหะไม่พบเชื้อวัณโรคตั้งแต่แรก โดยทั่วไปแล้วเชื้อมักจะไม่แพร่กระจายหลังจากที่รักษาด้วยยาต้านวัณโรคไปแล้ว 2-3 สัปดาห์

ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดตามนิยามดังที่กล่าวข้างต้น กลุ่มเสี่ยงที่สุดและคุ้มค่าในการให้ยาป้องกันการเป็นวัณโรคมากที่สุดคือ เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ถือว่ามีความเสี่ยงสูงสุดที่จะป่วยเป็นวัณโรค และถ้าเป็นแล้วจะมีโอกาสกระจายทั่วร่างกาย และเป็นวัณโรคในเยื่อหุ้มสมองได้สูง (การฉีดวัคซีน BCG จะช่วยลดอุบัติการณ์การเป็นวัณโรคทั่วร่างกายและวัณโรคในเยื่อหุ้มสมองได้มาประมาณร้อยละ 60)

ในทางปฏิบัติเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปีที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคโดยทั่วไปแล้วแนะนำให้รับประทาน ยา isoniazid เพื่อป้องกันการเป็นวัณโรค 6-9 เดือนทุกราย แต่ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนให้ยาป้องกันว่าเด็กไม่ได้เป็นวัณโรคอยู่ก่อนแล้ว (ควรถ่ายภาพเอกซเรย์ปอดก่อนให้ยาป้องกัน) ส่วนเด็กที่อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 5 ปีให้พิจารณาเป็นรายๆ ไปตามผลการทดสอบ Tuberculin skin test

 

สิ่งสำคัญในการปฏิบัติตนเมื่อมีผู้ป่วยวัณโรคอยู่ในบ้าน?

ควรแยกห้องกับสมาชิกในครอบครัวให้ผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2-3 สัปดาห์แรก ภายในห้องควรเปิดหน้าต่างเพื่อให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก และให้แสงแดดส่องถึงเนื่องจากแสงแดดจะทำลายเชื้อวัณโรคได้ดี หมั่นนำเครื่องนอนออกตากแดด ควรสวมหน้ากากหรือผ้าปิดจมูก และเปลี่ยนให้สม่ำเสมอเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ และเสมหะควรบ้วนลงภาชนะหรือกระป๋องที่มีฝาปิดมิดชิด

บทความโดย นพ.กำพล สุวรรณพิมลกุล
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 22 เมษายน 2557

ปวดท้องโรคกระเพาะ…โรคฮิตของวัยรุ่น

dailynews140412_001สังคมในปัจจุบันเป็นสังคมที่มีความเร่งรีบ และมีค่านิยมในการรับประทานอาหารที่แตกต่างจากในอดีต ทำให้อาการปวดท้อง ไม่สบายท้อง อาหารไม่ย่อย หรือ dyspepsia เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุดอย่างหนึ่งในเวชปฏิบัติ และมักพบได้ทุกวัยโดยเฉพาะวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งส่วนมากมีอาการเป็นครั้งคราว ไม่รุนแรง แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ ส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิต ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดเป็นโรคร้ายแรงจนต้องมาพบแพทย์

สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการปวดท้อง ไม่สบายท้องของเด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่ เกิดจากโรคกระเพาะแปรปรวน หรือ โรคกระเพาะชนิดไม่มีแผล ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ แสบ หรืออึดอัดไม่สบายท้อง จุกเสียดหลังรับประทานอาหารแล้วรู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติ คลื่นไส้อาเจียน มักไม่พบความผิดปกติเมื่อทำการตรวจร่างกาย หรืออาจกดเจ็บบริเวณลิ้นปี่เพียงเล็กน้อย โรคกระเพาะกลุ่มนี้ถ้าได้รับการส่องกล้องดูภายในกระเพาะอาหาร มักพบว่าผิวเยื่อบุกระเพาะอาหารปกติหรือมีการอักเสบเพียงเล็กน้อย และไม่มีแผลในกระเพาะอาหาร

สาเหตุของโรคกระเพาะแปรปรวนยังไม่ทราบชัดเจน แต่เชื่อว่าเกิดจากกลไกหลายอย่าง ได้แก่ การหลั่งกรดในกระเพาะอาหารในปริมาณมากกว่าปกติ การรับรู้สิ่งกระตุ้นไวกว่าปกติ ความผิดปกติของฮอร์โมนในทางเดินอาหาร รวมถึงการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของกระเพาะและลำไส้เล็กส่วนต้น โดยมีสิ่งกระตุ้นที่ทำให้อาการแย่ลง เช่น ความเครียดทางกายและจิตใจ การรับประทานอาหารบางประเภท เช่น อาหารมัน อาหารรสจัด แอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ เป็นต้น อย่างไรก็ตามยังมีโรคอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องคล้ายโรคกระเพาะแปรปรวน ได้ เช่น โรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้นจากสาเหตุต่างๆ เช่น ยาแก้ปวด การติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร (Helicobactor pylori) โรคกรดไหลย้อน หลอดอาหารอักเสบ โรคนิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหาร เป็นต้น

โรคเหล่านี้มักพบในผู้ใหญ่ได้มากกว่าในเด็ก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องรวดเร็วแล้ว อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้นได้ ทั้งนี้อาการที่เป็นสัญญาณอันตรายที่ควรรีบไปพบแพทย์ ได้แก่ อาเจียนรุนแรงต่อเนื่อง กลืนลำบาก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซีดเหลือง ถ่ายดำ มีอาการปวดท้องแม้ในตอนกลางคืน หรือทานยาโรคกระเพาะทั่วไปแล้วอาการไม่ดีขึ้น เป็นต้น

 เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ ก็จะได้รับการซักประวัติและตรวจร่างกายโดยละเอียดและแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น ตรวจเลือดดูภาวะซีด ตรวจอุจจาระเพื่อดูว่ามีเลือดปนมาหรือไม่ ตรวจโดยส่องกล้องกระเพาะอาหารเพื่อดูการอักเสบและแผล ตรวจหาเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรด้วยลมหายใจ และอัลตราซาวด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง

แนวทางการรักษาโรคกระเพาะขึ้นอยู่กับการวินิจฉัย หากพบเป็นโรคกระเพาะแปรปรวน หรือโรคกระเพาะชนิดไม่มีแผล แม้จะมีอาการเรื้อรัง แต่มักไม่เปลี่ยนแปลงเป็นแผลหรือมะเร็ง แต่อาการที่เป็นบ่อย ๆ นั้นอาจรบกวนชีวิตประจำวัน การรักษาโดยอาศัยการปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารและการดำเนินชีวิตร่วมกับการใช้ยาเพื่อลดอาการ เช่น ยาลดการหลั่งกรด ยาแก้อาเจียน ยาขับลม

ส่วนระยะเวลาในการรักษานั้นไม่แน่นอน ขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละราย ส่วนใหญ่เมื่อรับประทานยา 1-2 สัปดาห์ อาการมักจะทุเลาลง แต่อาจเป็นซ้ำได้ ส่วนโรคกระเพาะอักเสบรุนแรง หรือเป็นแผลในกระเพาะนั้นต้องรักษาตามสาเหตุร่วมกับใช้ยาลดการหลั่งกรดเป็นเวลานาน 4-8 สัปดาห์ขึ้นไป

ทั้งนี้การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันหรือลดอาการปวดท้องโรคกระเพาะทำได้ไม่ยากและสามารถเริ่มได้ด้วยตัวคุณเอง ดังนี้

– รับประทานอาหารในปริมาณพอเหมาะไม่มากเกินไป
– หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมันหรือรสจัด
– ลดปริมาณการดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน น้ำอัดลม และแอลกอฮอล์
– งดการสูบบุหรี่
– หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะยาแก้แพ้
– โปรดหลีกเลี่ยงความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ

อาการปวดท้อง ท้องอืด อาหารไม่ย่อยเป็นภาวะที่พบได้บ่อย ส่วนใหญ่เกิดจากโรคกระเพาะแปรปรวน หรือ โรคกระเพาะชนิดไม่มีแผล ซึ่งไม่อันตราย แต่อาจก่อให้เกิดความรำคาญและวิตกกังวลความเข้าใจถึงสาเหตุและหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้อาการแย่ลงได้ จะช่วยลดภาวะนี้ลงได้อย่างมาก ทั้งนี้ควรไปพบแพทย์ หากมีสัญญาณอันตรายหรืออาการไม่หายหลังการปรับพฤติกรรมดังกล่าวแล้ว.

อ.พญ.ฉัตต์มณี เลิศอุดมผลวณิช
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา :  เดลินิวส์ 12 เมษายน 2557

พบกลิ่น-รส ลดอ้วน

dailynews130318_002เรื่องนี้คงถูกใจคนที่ต้องการควบคุมหรือลดน้ำหนัก เพราะนักวิทยาศาสตร์จากเยอรมนีและออสเตรีย ศึกษาพบความพิเศษของน้ำมันมะกอก มีส่วนช่วยควบคุมหรือลดหุ่นลงได้

ศาสตรจารย์ปีเตอร์ ชีเบรล์ ตัวแทนทีมวิจัย บอกว่า พวกเขาทดลองให้อาสาสมัครกินโยเกิร์ตวันละ 500 กรัม นาน 3 เดือน โดยกลุ่มหนึ่งจะเติมน้ำมันมะกอกลงไปเพื่อชูรสและกลิ่น ในขณะที่กลุ่มอื่นๆ จะมีการเติมน้ำมันแตกต่างชนิดกันไป เช่น น้ำมันเนย น้ำมันหมู

ผ่านไปครบ 3 เดือน ทีมวิจัยพบว่า อาสาสมัครบางคนในกลุ่มที่กินโยเกิร์ตเติมน้ำมันมะกอกนั้น มีน้ำหนักตัวลดลง เฉลี่ยเกือบ 200 แคลอรีต่อวัน บ้างก็มีน้ำหนักเท่าเดิม แต่กลุ่มอื่นๆ ผลไม่ได้ออกมาเป็นเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อดูผลตรวจเลือดก็ยังพบปริมาณฮอร์โมนเซโรโทนินที่สูงกว่ากลุ่มอื่น โดยฮอร์โมนนี้ถือเป็นสารแห่งความสุข ที่ยังมีผลให้รู้สึกอิ่มนาน และหายหิว

เมื่อวิเคราะห์เพิ่มเติม ทีมวิจัยพบว่า ในน้ำมันมะกอกมีสารสกัดกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ไม่อาจพบได้ในน้ำมันชนิดอื่นซึ่งนำมาทดลองด้วย โดยสารพิเศษในน้ำมันมะกอก สามารถช่วยเพิ่มฮอร์โมนเซโรโทนิน และทำให้อิ่มนานดังที่กล่าว

ขั้นต่อไป ทีมวิจัยจะเดินหน้าไขความลับของน้ำมันมะกอกว่าเหตุใดจึงสามารถช่วยเพิ่มเซโรโทนินในเลือดได้ ทั้งๆ ที่น้ำมันมะกอกก็มีกรดไขมันอิ่มตัวในระดับเดียวกับน้ำมันเรพซีด ซึ่งจัดเป็นน้ำมันพืชชนิดหนึ่ง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 18 มีนาคม 2556

.

Relates Article :

.

Olive oil could aid weight loss by making you feel fuller for longer, according to a new study

Olive oil could aid weight loss by making you feel fuller for longer, according to a new study

Could olive oil be the key to weight loss? Scientists discover even the SMELL of it can make us feel full

  • Olive oil could aid weight loss by making people feel fuller for longer and by staving off hunger pangs
  • During research, aroma extracts from the oil reduced the study group’s calorie intake by nearly 200 a day
  • People who ate olive oil infused yoghurt had higher levels of the hormone serotonin in their blood

By EMMA INNES

PUBLISHED: 19:09 GMT, 15 March 2013

 

Putting olive oil on the dinner table could help you stay slim  – because the smell makes us feel full.

The discovery comes after scientists tracked volunteers who ate a 500g yoghurt every day for three months.

Some had added olive oil, while others included rapeseed oil, lard or butter.

Those who had olive oil ate fewer calories overall, and none put on weight. Blood tests showed they had higher levels of serotonin, a so-called satiety hormone that makes us feel full.

Scientists at Munich’s Technische Universitaet and the University of Vienna said this was due to an aroma compound not found in other fats and oils.

They were able to recreate the results by adding the aroma compounds – but not olive oil itself – to yoghurts.

The aroma extracts from olive oil can leave us feeling fuller, cutting our calorie intake by almost 200 a day, they said.

German and Austrian scientists made the discovery after testing the appetite-suppressing properties of four different fats – olive oil, lard, butter and rapeseed oil.

The team at the Technical University of Munich and at the University of Vienna asked volunteers to eat half a kilo of yoghurt enriched with one of the four fats daily alongside their normal diet.

After three months, it was discovered that adding olive oil had the biggest effect on satiety – the feeling of being full.

Even aroma extracts from olive oil can leave us feeling fuller, cutting our calorie intake by almost 200 a day, they said

Even aroma extracts from olive oil can leave us feeling fuller, cutting our calorie intake by almost 200 a day, they said

Study author Professor Peter Schieberle said those who ate the olive oil yoghurt were found to have higher levels of the hormone serotonin – which controls the feeling of fullness – in their blood.

He added: ‘Subjectively speaking, these participants also reported they found the olive oil yoghurt very filling.

‘During the study period, no member of this group recorded an increase in their body fat percentage or their weight.’

Researchers were puzzled by why olive oil was so effective despite having the same fatty acid levels as rapeseed oil.

So, they conducted another experiment and found that even the smell of it had a powerful effect on the appetite.

Volunteers given yoghurt with added olive oil aroma extracts consumed an average of 176 calories a day less than those who ate it without.

Professor Schieberle explained: ‘The aroma group adapted their eating habits – but the control group participants were obviously not able to do likewise.

‘We also found that in comparison to the other group, the control group had less of the satiety hormone serotonin in their blood.’

He also hailed the findings as paving the way for new healthy but satisfying weight-loss foods, adding: ‘Our findings show that aroma is capable of regulating satiety.

‘We hope that this work will pave the way for the development of more effective-reduced fat food products that are nonetheless filling.’

SOURCE: dailymail.co.uk

โรคปอดเป็นพังผืดหอบเหนื่อยท้าทายผู้รักษา

dailynews130324_001โรคปอดเป็นพังผืดหรือเป็นแผลเป็น (Pulmonary fibrosis) เป็นโรคที่พบไม่บ่อยนัก หรือมีอยู่แต่ไม่ได้มาโรงพยาบาลให้ได้เห็นก็ได้ เมื่อเป็นแล้วจะลำบากทรมานมาก เพราะปอดที่เป็นแผลเป็นใช้งานไม่ค่อยได้ การแลกเปลี่ยนออกซิเจนขึ้นมาไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ทำให้เหนื่อย หายใจไม่ได้เต็มที่ มาคุยเรื่องนี้เพื่อให้รู้ไว้จะได้ป้องกันไว้แต่เนิ่น ๆ

เรื่องปอดเป็นพังผืด สาเหตุ อาจมาจากหลายเรื่องด้วยกัน การอักเสบของปอดเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ ลงท้ายอาจทำให้เป็นแผลเป็นได้ (Interstitial pneumonitis), การติดเชื้อที่ทำให้ปอดอักเสบ, สารเคมีรอบตัวที่สูดดมเข้าไป แอสเบสต๊อส, ซิลิก้า หรือแก๊ส, แสงรังสีจากการฉายแสงรักษาเรื่องมะเร็งในร่างกาย, โรคเรื้อรัง เช่น ลูปัสฯ หรือข้ออักเสบจากรูมาตอยด์, ยาบางอย่าง, จากการหายใจเอาละอองสารเคมี เชื้อโรค เชื้อรา ขนสัตว์ เข้าไปสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และสุดท้ายไม่รู้สาเหตุว่าจากอะไร

อาการ ไอจะมาเป็นอาการแรก ไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะออกมา เป็น ๆ หาย ๆ มาเรื่อย ๆ บางครั้งไอมากจนทรมานไม่ค่อยได้พักผ่อน ทำให้หายใจลำบากไปด้วย หายใจสั้น ๆ เหนื่อย กินไม่ค่อยได้ น้ำหนักลดลง อาการไอจะยาวนานเป็นอาทิตย์ เดือน หรือหลาย ๆ เดือนทีเดียว ไปตรวจสุขภาพทั่ว ๆ  ไปก็ยังไม่ทราบสาเหตุ ไม่รู้ว่าไอเรื้อรังที่เป็นมายาวนานเช่นนี้จากสาเหตุใด

การวินิจฉัยโรค เริ่มตั้งแต่อาการไออยู่ตลอด หอบเหนื่อย แพทย์ฟังเสียงการเคลื่อนไหวของลมในปอดจะได้ยินเสียงผิดปกติชัดเจน เอกซเรย์ปอดและ CT-Scan จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เนื้อปอด หน้าที่ของปอดลดลง การแลกเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนในปอดน้อยลง และสุดท้ายคือการเอาเนื้อปอดมาตรวจทางพยาธิจะรู้ผลได้แน่นอน

การรักษา ยารักษาโดยตรงคงไม่มี การเปลี่ยนปอดใหม่คงจะเป็นหนทางช่วยได้ ให้ได้ผลดี แต่สภาพคนไข้มักจะเพลีย น้ำหนักลดมาก โอกาสจะผ่าตัดคงเป็นไปได้ยาก อาจได้ผลดีบ้างกับยาประเภทสเตียรอยด์ หรือยาลดภูมิคุ้มกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแพทย์ที่ทำการรักษาเรื่องนี้มามากน้อยเพียงใด

โรคแทรกซ้อน ปอดจะทำงานไม่เต็มที่ การแลกเปลี่ยนออกซิเจนในเลือดลดลง ทำให้ปอดต้องทำงานเพิ่มขึ้นกว่าปกติ จะเกิดความดันในปอดสูง ลามไปถึงหัวใจจะทำให้หัวใจเสื่อมหน้าที่ไปด้วย และอาจมีก้อนเลือดเกิดขึ้น หลุดลอยไปติดในสมองทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอัมพฤกษ์อัมพาตขึ้นได้อีก

ที่มาคุยเรื่องนี้บังเอิญได้ไปเยี่ยมเพื่อนแพทย์รุ่นน้อง ไอแห้ง ๆ มานานหลายเดือนโดยไม่ทราบสาเหตุ ตรวจกันหลายแห่งก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร จนน้ำหนักลดลงไปร่วม 10 กก. บางครั้งเหนื่อย หายใจเร็วขึ้น จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง สุดท้ายแพทย์วินิจฉัยว่าปอดเป็นพังผืดหรือแผลเป็นเกิดขึ้น (Pulmonary fibrosis) มีอาการหอบเหนื่อย ต้องคอยให้ออกซิเจนช่วยเป็นครั้งคราว เป็นแบบไม่รู้ว่าสาเหตุจากอะไร (Idiopathic)

แพทย์ได้ให้การรักษาทางยาโดยให้ยาประเภทสเตียรอยด์ คงจะช่วยให้ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น ยาฆ่าเชื้อ และรักษาไปตามอาการ หอบเหนื่อยก็ให้ออกซิเจนเข้าช่วย ระวังการติดเชื้อเข้าร่วมอีก

นพ.ไพรัช เกตุรัตนกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านปอดและหัวหน้ากลุ่มงานอายุรกรรม รพ.ราชวิถี ได้บอกว่าโรคนี้ไม่พบบ่อยนัก เมื่อพบจนหอบเหนื่อยก็แสดงว่าปอดได้เป็นแผลเป็นค่อนข้างมากแล้ว การทำหน้าที่ของปอดได้ไม่เต็มที่ ในประสบการณ์ที่ได้พบมากรักษาทางยาอย่างเดียว อายุจะยืนยาวหรือไม่นั้น ไม่ค่อยแน่นอน ต้องระวังไม่ให้การติดเชื้อเข้ามาแทรกซ้อน และให้การรักษาไปตามอาการ

การป้องกัน หลีกเลี่ยงสาเหตุต่าง ๆจากที่กล่าวมาข้างต้น เรื่องควันต่าง ๆ และจากสารเคมีที่ลอยมาตามอากาศก็ควรหลีกเลี่ยง รวมทั้งควันบุหรี่ด้วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะค่อยสะสมทีละน้อย จะทำให้ปอดอักเสบเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ จนเกิดเป็นพังผืดหรือแผลเป็นไปรัดเนื้อปอดมิให้ขยายทำงานได้

โรคปอดเป็นพังผืดหรือแผลเป็นรัดปอดมิให้ขยายตัวทำงาน เป็นโรคที่พบน้อย แต่อาจพบได้ โดยเฉพาะผู้อยู่ใกล้สารเคมี สูดดมเข้าไปบ่อย ๆ รวมทั้งควันบุหรี่ด้วย นานวันเกิดเป็นปอดอักเสบจนเป็นแผลเป็น ทำให้ปอดทำงานได้ไม่เต็มที่ การหลีกเลี่ยงไว้ก่อนและดูแลสุขภาพทั่วไปให้ดี หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยให้ชีวิตรอดปลอดภัยขึ้น.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi.gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 24 มีนาคม 2556

ลำไส้อักเสบเรื้อรัง IBD เช็กอาการก่อนเป็นมะเร็ง

ปัจจุบันพบว่ามีคนไทยป่วยเป็นโรค Inflammatory Bowel Disease หรือ IBD หรือโรคในกลุ่มอาการที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่โดยไม่ทราบสาเหตุเพิ่มมากขึ้น พบว่ามีอุบัติการณ์ผู้ป่วยสูงขึ้นในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดคลินิกเฉพาะทาง IBD พร้อมด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรค IBD พร้อมวิทยาการทางการแพทย์และ ห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล ศ.นพ.สิน อนุราษฎร์ ผอ.ด้านการแพทย์กลุ่ม ร.พ.บำรุง ราษฎร์ และเป็นแพทย์ในทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค IBD บอกว่า IBD เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะช่วงวัย 20-40 ปี ปัจจุบันยังไม่รู้สาเหตุของการเกิด ทำให้กลุ่มอาการ IBD จะแตกต่างจากกลุ่มลำไส้อักเสบชนิดเฉียบพลันซึ่งเกิดจากการติดเชื้อ โดยแบ่งโรคในกลุ่ม IBD เป็น 2 ชนิด คือ โรคโครห์น ที่เกิดได้ทุกตำแหน่งในระบบทางเดินอาหาร และ Ulcerative Colitis หรือเรียกสั้นๆ ว่า UC ซึ่งจะเกิดเฉพาะบริเวณลำไส้ใหญ่ จากการเริ่มต้นศึกษาอย่างจริงจังจากกลุ่มผู้เข้ารับการรักษาที่ร.พ.บำรุงราษฎร์ เราพบว่าในประเทศไทยหรือในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีผู้ป่วยอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งได้รับการวินิจฉัยเพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี

อาการผิดปกติเบื้องต้น คือ ท้องเสียเรื้อรัง มีมูกเลือดปนในอุจจาระ ปวดท้อง น้ำหนักลด หรือบางคนอาจมีไข้ร่วมด้วย ข้อสังเกตคือ เมื่อพบว่ามีอาการดังกล่าวต่อเนื่องราวสองสัปดาห์ และอาการไม่ดีขึ้นหลังได้รับยาปฏิชีวนะ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจอุจจาระหรือส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่อย่างละเอียด หลายครั้งผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นลำไส้ติดเชื้อ ซึ่งไม่ตรงกับกลุ่มอาการ หรือถึงแม้จะรู้แล้วว่าเป็น IBD ก็ยังไม่มีการรักษาที่เหมาะสม ทั้งที่โรคนี้หากเป็นมากหรือมีการอักเสบเรื้อรัง ก็มีโอกาสถึงขั้นเสียชีวิตหรืออาจเป็นมะเร็งได้ โดยทั่วไปการรักษา IBD ให้ได้ผลเต็มที่ มีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ Remission หมายถึงการควบคุมอาการของโรคให้สงบลงด้วยการให้ยา ส่วนใหญ่จะให้ยาทาน ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องทานยาต่อเนื่องไปตลอดแม้อาการดีขึ้นแล้วก็ตาม เนื่องจากการทานยามีผลโดยตรงต่อการควบคุมอาการของโรคไม่ให้ย้อนกลับมา′

โดยแพทย์จำเป็นต้องผ่าตัดผู้ป่วยบางรายเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด โดยผู้ป่วยกลุ่มที่เป็น UC การผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่ส่วนที่มีปัญหาออก จะช่วยรักษาโรคให้หายขาดได้ กรณีผู้ป่วยที่มีอาการหนักมากแล้ว ส่วนโรคโครห์นจะไม่นิยมผ่าตัด ยกเว้นผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมมาตั้งแต่ต้น ทำให้ผนังลำไส้กลายเป็นพังผืดตีบตันก็จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด

ร.พ.บำรุงราษฎร์ ได้เปิด ′IBD คลินิก′ เพื่อการรักษา ให้คำแนะนำ และเป็นศูนย์ศึกษาวิจัยพร้อมเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้มาตรฐาน เพราะโรคนี้หากได้รับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง รับการรักษาที่เหมาะสมและมีแผนการรักษาที่ชัดเจนก็จะดีขึ้น

 

ที่มา : ข่าวสด 11 กันยายน 2555

.

Related Link:

.