รายการทีวี ทำให้พุงกาง

thairath140905_02นักวิจัยมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ของสหรัฐฯกล่าวว่า การกินข้าวพร้อมกับดูหนังบู๊ในโทรทัศน์ แม้ว่าจะทำให้รู้สึกตื่นเต้นโลดโผนโจนทะยานไปด้วย แต่สุดท้ายก็ลงเอยทำให้พุงป่องอยู่ดี

การศึกษาครั้งนี้ได้บอกให้รู้ว่า การดูโทรทัศน์ การกินอาหารมากๆ และการเอาแต่นั่งๆนอนๆ ล้วนแต่ทำให้อ้วนทั้งสิ้น

อย่างไรก็ดี นักวิจัยได้พบข้อสังเกตว่า ไม่ใช่รายการทีวีจะมีผลเหมือนกันไปหมด บางรายการกลับทำให้คนดูกินจุได้มากกว่าอีกรายการถึง 2 เท่า

นักวิจัยกล่าวว่า โดยทั่วไปแล้ว รายการทีวีที่ตื่นเต้นโลดโผน ดำเนินเรื่องไปเร็ว จะทำให้ลืมนึกถึงการกินไป ซึ่งอาจทำให้กินมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่ทันได้ระวังว่าส่งอะไรเข้าไปในปาก “ดังนั้นถ้าหากจะป้องกันไว้ ก่อนจะดูหนังเรื่องตื่นเต้น ควรจะจัดสรรสัดส่วนของขนมนมเนยที่จะกินตอนนั้นเอาไว้ให้พอดิบพอดีเสียก่อน”.

ที่มา: ไทยรัฐ 5 กันยายน 2557

คุณค่าน่ารู้ของ “ชาอู่หลง”

dailynews131223_001ชา เครื่องดื่มจากธรรมชาติที่ครองใจผู้คนในหลายเชื้อชาติมายาวนาน เพราะนอกจากจะมีสรรพคุณที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันและบำบัดโรคต่างๆ แล้ว ยังมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันประโยชน์ของชาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับในระยะหลังๆ มานี้ผู้คนเริ่มตระหนักและกลับมาให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองกันมากขึ้น อาหารที่มีประโยชน์และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่าง “ชา” จึงกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพ

หากเอ่ยถึงชา “ชาอู่หลง” จัดว่าเป็นเครื่องดื่มซึ่งคงความเป็นเอกลักษณ์ เพราะเป็นชาที่คัดเลือกเฉพาะใบอ่อนที่สมบูรณ์ ผ่านกระบวนการแบบกึ่งหมักแล้วจึงอบแห้ง ให้รสชาติระหว่างชาสดและชาบ่ม จึงจัดได้ว่าเป็นชาที่กลมกล่อมที่สุดในบรรดาชาจีน เมื่อดื่มแล้ว กลิ่นหอมชุ่มคอจะติดอยู่เป็นเวลานาน ที่สำคัญมีสรรพคุณในการช่วยป้องกันและบำบัดโรคต่างๆ ซึ่งมีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันถึงประโยชน์มากมาย แต่ที่น่าสนใจและเป็นที่เลื่องลืออย่างยิ่งก็คือช่วยในการลดการดูดซึมไขมันและช่วยควบคุมน้ำหนักได้

จากรายงานการวิจัยพบว่า ชาที่มีการผ่านกระบวนการหมักเพียงบางส่วนอย่างชาอู่หลงนั้น ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีเกิดสารใหม่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ที่เรียกว่า สารกลุ่มโพลิเมอร์ไรซ์ โพลิฟีนอล หรือ โอทีพีพี (OTPP; Oolong Tea Polymerized Polyphenol) ซึ่งเป็นสารที่พบในชาอู่หลงเท่านั้น มีผลลดการดูดซึมไขมัน ลดและควบคุมไขมันในเลือด ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ภายหลังการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต รวมทั้งลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อีกด้วย นอกจากนี้ชาอู่หลงยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยต่อต้านริ้วรอยที่เกิดจากการเผชิญกับรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต ความเครียด หรือมลภาวะต่างๆ จึงช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย

มีการศึกษาวิจัยทางคลินิกหลายการศึกษา แสดงให้เห็นผลของการดื่มชาอู่หลงต่อการลดความอ้วนในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน การศึกษาของ Rong-rong H และคณะ พบว่าการบริโภคชาอู่หลงวันละ 8 กรัม เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ทำให้น้ำหนักตัวลดลงมากกว่า 1 กิโลกรัม ไขมันสะสมในร่างกายลดลง 12% และมีความสัมพันธ์กับเส้นรอบวงเอวที่ลดลง ส่วนการศึกษาของ Junichi N และคณะ พบว่า การดื่มชาอู่หลงที่มี OTPP ปริมาณสูง เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ช่วยให้ไขมันในช่องท้อง (Visceral fat) ลดลง โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ เช่นเดียวกันกับการศึกษาของ Maekawa T และคณะ พบว่า การดื่มชาอู่หลงทำให้น้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย มวลไขมันรวมในร่างกาย ไขมันในช่องท้อง เส้นรอบวงเอว เส้นรอบวงสะโพกและความหนาของชั้นไขมันใต้ผิวหนังลดลง และมีความปลอดภัยในการบริโภค สอดคล้องกับการศึกษาของ Nakamura J และคณะ พบว่า การดื่มชาอู่หลง สามารถลดไขมันสะสมในช่องท้อง และขนาดรอบวงเอว ดังนั้นการดื่มชาอู่หลง จึงน่าจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันและบำบัดภาวะอ้วนลงพุง หรือ Metabolic syndrome ได้

ด้วยคุณค่าจากธรรมชาติที่มากด้วยประโยชน์เช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ “ชาอู่หลง” จะกลายเป็นเครื่องดื่มคู่ใจของผู้ที่รักและห่วงใยสุขภาพอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการดูแลน้ำหนักตัว อย่างไรก็ตาม ควรดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ร่วมกับการควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้ไร้ปัญหาน้ำหนักเกิน และสุขภาพดีตลอดไป

ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์

ประธานฝ่ายวิชาการ ชมรมโภชนวิทยามหิดล

 

เอกสารอ้างอิง

Junichi N, Takanori T, Keiichi A, et al. Jpn Pharmacol Ther 2007 ; 35 : 661-71.

Maekawa M, Teramoto T, Nakamura J, et al. Effect of long-term Intake of “KURO-Oolong tea OTPP” on body fat mass and metabolic syndrome risk in over weight volunteers. Jpn Pharmacol Ther 2011; 39: 889-900.

Nakamura J, Abe K, Ohta H and Kiso Y. Lowering Effects of the OTPP (Oolong Tea Polymerized Polyphenols) Enriched Oolong Tea (FOSHU “KURO-Oolong Tea OTPP) on Visceral Fat in Over Weight Volunteers. Jpn Pharmacol Ther 2008; 36(4).

Rong-rong H, Ling C, Bing-hui L, Yokichi M, Xin-sheng Y, Hiroshi K. Beneficial effects of oolong tea consumption on diet-induced overweight and obese subjects. Chin J Integr Med 2009; 15(1): 34-41.

ที่มา : เดลินิวส์ 23 ธันวาคม 2556

กินน้ำตาลมากฉลาดน้อยจริงหรือ?

dailynews131012_001ในสภาวะสังคมที่มีร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ ร้านขายขนม ร้านกาแฟอยู่มากมายรอบตัว คุณผู้อ่านเคยสังเกตบ้างไหมคะว่า ในวัน ๆ หนึ่ง เราทานอาหาร เครื่องดื่ม หรือขนมที่ไม่มีสารอาหารอันจำเป็นต่อร่างกาย มากมายขนาดไหนกัน

เราเคยได้ยินว่าการกินน้ำตาลมากเกินไปเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคอ้วน หรือแม้กระทั่งตับล้มเหลว ใครจะเชื่อว่าเมื่อ 10,000 ปีก่อน คนเรากินน้ำตาลแค่ 20 ช้อนชาต่อปี แต่ในปัจจุบันเรากินถึง 27 กิโลกรัมต่อปีต่อคน ซึ่งนับได้ว่าเป็นจำนวนมากขึ้นและมากขึ้นทุกปี

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัป (หรือน้ำตาลปรุงแต่งที่ห่างไกลกับธรรมชาติ ตามชื่อที่ว่า คอร์นคือ ข้าวโพด) ถึงแม้ว่าจะมีต้นกำเนิดมาจากข้าวโพดก็จริง แต่สูตรการปรุงแต่งน้ำตาลที่ยังคงเป็นความลับทำให้ตัวน้ำตาลแทบจะไม่หลงเหลือความเป็นน้ำตาลข้าวโพดอยู่เลย

ในขณะที่น้ำตาลแดงหรือน้ำตาลซูโครส โดยทั่วไปจะมีโมเลกุลคู่ 2 ตัว นั่นคือ กลูโคสกับฟรักโทสอยู่เท่า ๆ กัน เกาะเกี่ยวเป็นเกลียว เมื่อคนเราทานเข้าไปแล้ว น้ำย่อยเราจะย่อยน้ำตาลแดงนี้ให้เป็นโมเลกุลที่เล็กที่สุดเพื่อเข้าสู่ร่างกายไปใช้เป็นพลังงานต่อไป ส่วนน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปไม่ได้มีสัดส่วนโมเลกุลระหว่างกลูโคสกับฟรักโทสเท่า ๆ กัน ไม่ได้เรียงตัวกันเป็นแบบแผน อีกทั้งยังมีความกระจายตัวของโมเลกุลเป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อเรากินน้ำตาลประเภทนี้เข้าไป น้ำตาลก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ฟรักโทสจำนวนหนึ่งจะพุ่งตรงเข้าสู่ตับ เราจึงพบได้ว่า คนที่รับประทานน้ำตาลมากเกินไปส่วนหนึ่งจะมีภาวะไขมันพอกตับ และจะมีภาวะตับแข็งได้ ทั้งที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์

ในขณะที่ฟรักโทสอีกส่วนหนึ่งจะไปทำให้ฮอร์โมนอินซูลินสูงขึ้น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วน น้ำหนักเกิน โรคหัวใจ และโรคมะเร็งนั่นเองค่ะ

เมื่อกลางปีที่แล้ว ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-ลอสแอนเจลิส ได้ทำงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ลงวารสารด้านสรีรวิทยาของสหรัฐ กล่าวถึงผลกระทบของน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปที่ส่งผลทำให้สมองมีประสิทธิภาพลดลง โดยการนำหนูทดลองมาเลี้ยงให้ฝึกหาทางออกอยู่ในเขาวงกตเป็นเวลา 5 วัน ในช่วงนี้ให้หนูกินอาหารหนูและน้ำเปล่าเป็นประจำทุกวัน หลังจากนั้นอีก 6 สัปดาห์เริ่มเปลี่ยนน้ำจากน้ำเปล่าเป็นน้ำที่ผสมฟรักโทสคอร์นไซรัปขนาดความเข้มข้น 15% แล้วมาทดสอบโดยปล่อยหนูลงไปในเขาวงกตอีกครั้ง

นักวิจัยพบว่า หนูเดินช้าลงบางตัวเดินกลับไปกลับมาแทนที่จะเดินไปข้างหน้า รวมถึงใช้เวลานานกว่าเดิมในการหาทางออกได้ และเมื่อมีการสแกนสมองหนูก็พบว่า เส้นใยประสาทของสมองทำงานติดขัดรวมถึงการเชื่อมโยงของเซลล์สมองก็ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

จากงานวิจัยนี้ทำให้ได้ข้อสรุปว่า การกินน้ำตาลจำนวนมากทำให้สารสื่อประสาททำงานเชื่อมโยงไม่เป็นระบบ อีกทั้งยังส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ที่แย่ลงและอาจทำให้เกิดภาวะหลงลืม นอกจากนี้ยังทำให้ระดับอินซูลินในเลือดสูงขึ้น ซึ่งอินซูลินนี้ไม่เพียงเกี่ยวเนื่องกับระบบการทำงานของร่างกายโดยภาพรวม แต่ยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวกับความจำโดยตรง อาจกล่าวได้ว่า ระดับอินซูลินที่สูงขึ้นสกัดกั้นการส่งสัญญาณของเส้นประสาทของสมอง หรือจะให้เข้าใจง่ายกว่านั้นก็คือ การกินน้ำตาลนี้จะไปกั้นการสื่อสารระหว่างเซลล์สมอง 2 เซลล์ มีผลทำให้คิดช้าและสมองประมวลผลข้อมูลได้ยากขึ้น

เรื่องนี้นักวิจัยได้สรุปในตอนท้ายว่า การทำงานของสมองจะช้าลงอย่างแน่นอนถ้ารับประทานน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน

ส่วนคำถามที่ว่าเราจะพบน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปที่ไหนได้บ้าง คำตอบก็คือ น้ำอัดลมต่าง ๆ เครื่องปรุงอาหาร ซอสต่าง ๆ รวมถึงขนมขบเคี้ยว และที่น่าตกใจก็คือ อาหารที่เขียนว่าเด็กเล็กสามารถกินได้ก็มีน้ำตาลประเภทนี้อยู่มากเช่นเดียวกัน

สำหรับผู้ใหญ่การเลือกกินอาหารเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น แต่สำหรับเด็กเล็กที่สมองจำเป็นจะต้องได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ การเลือกอาหารที่กินอย่างเดียวคงไม่พอ คงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะต้องหลีกเลี่ยงสารอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเช่นเดียวกันค่ะ.

อ.ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 12 ตุลาคม 2556

.

Related Article:

.

What’s Wrong With High Fructose Corn Syrup?

High fructose corn syrup, HFCS, also known as glucose/fructose in Canada, is a sweetener used in most packaged foods and soft drinks. It is cheaper to produce than refined sugar mostly due to large government subsidies.

It is good to see that more people are becoming aware of the consequences of eating food (or should I say non-food) containing HFCS.

Concerns about HFCS contributing to diabetes and obesity are real. There is an increasing amount of experimental data supporting these claims! Some companies such as Heinz, and Hunts, are bowing under pressure and running adds stating the product or drink does not contain HFCS.

Buyer beware, they are back to using sugar, trying to trick consumers into believing that sugar is much better for us!

Also, now that the public have been alerted to the dangers, the corn refiners association wants the FDA to change the name of high fructose corn syrup to corn sugar. Same product, different name.

A little background

Use of HFCS in processed foods began in the 70’s and gradually replaced cane and beet sugar in foods.
The 80’s showed a huge spike in the use of HFCS and not surprisingly this coincides with skyrocketing obesity.
85% of HFCS is made from genetically modified corn.

HFCS can be found in candies, juice, ketchup, canned fruits and vegetables, aperetifs, chocolate, frozen meals, vitamins, cough syrup, crackers, mayonnaise, salad dressing, pastry, ice cream, cookies, yogurt, yogurt drinks, gum, jam, etc.

The trouble with HFCS?

There is no level of satiation.

Here’s what happens…

Sugar, glucose and other sugars cause the pancreas to produce insulin. Fructose does not. Fructose also has no effect on the production of leptin, a hormone produced by the body’s fat cells. Both insulin and leptin signal the body to start suppressing appetite.

When soft drinks were sweetened with sugar if you drank a lot you would probably vomit. Now you can drink a few liters and the body will tolerate it. You can also consume a whole bag of cookies and want to eat more. The same holds true for any snack sweetened with HFCS.

Also, HFCS does not raise glycemic levels, it is transformed into triglycerides, which is a kind of fat, which is found in the blood and deposited in the arteries. It raises our cholesterol and is a major factor in the cause of heart disease, heart attack and other health disorders.

Sugar and HFCS have some of the same effects on the body…here are only a few

  • Immediately depresses the immune system
  • Increases acidity in the body
  • Increases free radicals
  • Can contribute to hyperactivity, anxiety and depression
  • Causes cavities

 

How to Avoid High Fructose Corn Syrup?

1. Drink pure water, kick your soft drink habit. If you have a real addiction, reduce slowly to avoid severe withdrawal symptoms, severe headaches, etc.

2. Cook more from scratch. Making your own healthy food instead of consuming processed packaged food is one way to ensure you are not consuming HFCS.

3. Read labels carefully. If you do buy packaged foods read the labels and avoid foods with HFCS.

4. If you need to use sweetener, choose a natural sweetener

Once you start making healthy eating choices and following a healthy diet it is easy to avoid foods that contain high fructose corn syrup.

The healthier you eat the more you crave healthy foods.

 

SOURCE: www.health-and-natural-healing.com

อาชีพไหน ทำแล้ว “อ้วน”

dailynews130603_001เดิมที ใครๆ อาจคิดว่า อาชีพที่ทำงานกับอาหาร เช่น เชฟหรือพ่อครัวแม่ครัวนั้น นำความเสี่ยงน้ำหนักเกิน และกลายเป็นคนอ้วน ทว่าความเข้าใจนี้..ผิด!?

โดยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ แคเรียร์บิวเดอร์ บริษัทจัดหางานของอังกฤษ เผยผลสำรวจเรื่องอาชีพกับความอ้วน หลังจากวิเคราะห์คำตอบของพนักงานอาชีพต่างๆ กว่า 3,700 ราย การวิจัยชี้ว่า อาชีพที่ทำแล้วนำพาน้ำหนักส่วนเกินมาให้มากที่สุด คือ พนักงานตอนรับที่นั่งประจำเคาน์เตอร์ รองลงไปเป็นวิศวกร ครู พยาบาล เจ้าหน้าที่เทคนิคด้านไอที ที่ปรึกษากฎหมาย แรงงานนั่งประกอบชิ้นงานหรือลูกจ้างโรงงาน และนักวิทยาศาสตร์ ตามลำดับ

ส่วนเหตุผลที่ยิ่งทำงานแล้วน้ำหนักตัวก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้ตอบร้อยละ 56 ชี้ว่าเป็นเพราะพวกเขามักจะนั่งทำงานที่โต๊ะตลอดทั้งวัน ร้อยละ 35 บอกเป็นเพราะกินแก้เครียดจากงาน ร้อยละ 26 ชอบออกไปหาของอร่อยกินเป็นประจำ ร้อยละ 17 อ้วนขึ้นเพราะชอบซื้อของหวานติดไว้กินที่โต๊ะทำงาน รวมทั้งกินไม่เป็นเวลา และที่ทำงานมีงานเลี้ยงบ่อย ร้อยละ 9 บอกว่าเป็นเพราะเพื่อนร่วมงานชอบทำขนมหรืออาหารมาให้กิน และร้อยละ 4 ให้เหตุผลว่า ทำงานแล้วมีความสุขจึงกินเยอะ

นับตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงวันนี้ น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน? ร้อยละ 59 เผยว่า ตนเองอ้วนขึ้นไม่ต่ำกว่า 20 กิโลกรัม ในขณะที่ราวๆ 1 ใน 3 อ้วนขึ้นอีก 40 กิโลกรัม! แต่ในทางตรงกันมาข้าม มีผู้ตอบอยู่ร้อยละ 16 ยืนยันว่า งานที่พวกเขาทำยิ่งทำให้พวกเขาผอมลงไปอีก

ใช่ว่าคนไม่อ้วน หรืออาชีพที่ทำไม่ติดอยู่ในผลสำรวจข้างต้นจะชะล่าใจไป เพราะไม่ว่าจะทำอาชีพไหน หากละเลยควบคุมอาหารให้เหมาะสม และขาดการออกกำลังเพื่อเผาผลาญพลังงาน สุดท้ายก็อ้วนได้เหมือนกัน.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 3 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

Deskbound: Administrative workers such as receptionists were found to be the most likely to be overweight. Employees cited vending machines and communal biscuit tins as reasons behind their weight gain

Deskbound: Administrative workers such as receptionists were found to be the most likely to be overweight. Employees cited vending machines and communal biscuit tins as reasons behind their weight gain

Is your job making you fat? Receptionists are most likely to pile on pounds (while while scientists are the skinniest)

  • Survey found teachers and engineers top poll of overweight workers
  • Factory workers tend to be thinner than most other employees
  • People blamed colleagues bringing homemade treats to work as well as happy hours after work and easy access to junk for weight gain

By RACHEL REILLY

PUBLISHED: 10:55 GMT, 31 May 2013

You might expect that being A chef puts you at the highest risk of putting on weight, but you’d be wrong.

New research has found that working as a teach or as an engineer puts you at greater risk of being overweight.

The poll also found that being a factory worker or a scientist made you less likely to be obese.

The survey, carried out by jobsearch company CareerBuilder, polled nearly 3,700 workers.

It found that found that 55 per cent of employees considered themselves overweight.
It also discovered that  41 per cent gained weight as a result of their current job and of those, 59 per cent gained more than 10 pounds.

Just under a third gained more than 20 pounds.

But earning a living didn’t always mean gaining weight: 16 per cent of all workers said they had lost weight while at their current job.

The poll found that those who had put on  weight had done so because of they were exposed to high levels of stress and spent long hours behind a desk.

They also cited readily available junk food as a reason for their unhealthy eating habits and a main cause for their expanding waistline.

The survey also found that employees found controlling portions and counting calories especially challenging while at work.

More than half of employees admitted to going out to eat at least once a week, and a quarter ate out three or more times a week.

Just under 10 per cent reported eating lunch out of the vending machine at least once a week, while 70 per cent of workers said they snacked during the day.

Despite more than half of all workers feeling overweight, nearly 6 of 10 employees said they work out on a regular basis.

Just under 50 per cent percent went to the gym at least three times a week.

Around 30 per cent said they did exercise, but not regularly, and 11 per cent didn’t exercise at all.

Getting a nudge from employers to stay in shape does seem to have some impact, however.

A third of survey respondents said their companies provided wellness benefits such as workout facilities or gym passes.

Of these, 36 per cent take advantage of them.

THE JOBS THAT MAKE YOU PUT ON THE MOST WEIGHT

  • Administrative assistant (69%)
  • Engineer (56%)
  • Teacher (51%)
  • Nurse (51%)
  • IT technician(51%)
  • Legal professional (48%)
  • Machine operator or factory worker (45%)
  • Scientist (39%)

SOURCE: dailymail.co.uk

กินแตงโมช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ แค่เพียงชิ้นบาง ๆ วันละชิ้น

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเปอร์ดิวของสหรัฐฯ พบว่า การกินแตงโมวันละหนึ่งชิ้นบางๆ จะช่วยป้องกันโรคหัวใจ และน้ำหนักเกินได้ เพราะมันจะช่วยป้องกันการสะสมของไขมันที่เป็นอันตราย

นักวิจัยได้ศึกษากับหนูทดลองที่ถูกขุนให้กินอาหารไขมันสูง ได้ความรู้ว่า การกินแตงโมจะช่วยลดอัตราสะสมของไขมันรวมโปรตีนเลว ที่มีความหนาแน่นต่ำลงเกือบครึ่ง ไขมันเลวทำให้หลอดเลือดอุดตัน และเป็นโรคหัวใจ

ขณะที่แตงโมช่วยควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เพิ่มขึ้น และลดปริมาณไขมันที่จับอยู่ภายในหลอดเลือด และคิดว่าคุณประโยชน์ของแตงโมอาจจะเป็นเพราะสารไซตรุลไลน์ อันเป็นสารเคมีที่พบอยู่ในน้ำคั้นของมัน สารนี้เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง เกี่ยวกับการสร้างยูเรียในร่างกาย เคยมีการศึกษาพบว่ามันมีสรรพคุณป้องกันโรคหัวใจ โดยช่วยลดความดันโลหิตลงได้.

ที่มา: ไทยรัฐ 9 ตุลาคม 2555

.

Related Article:

.

Could watermelon the key to lowering cholesterol?

How watermelon could prevent heart attacks AND weight gain  

  • Daily slice could halve the build-up of ‘bad’ cholesterol
  • It could also help prevent weight gain

By PAT HAGAN

PUBLISHED: 10:05 GMT, 4 October 2012

A daily slice of watermelon could help prevent heart disease by halting the build-up of harmful cholesterol, new research shows.

Scientists who carried out studies on mice fed a high-fat diet found the fruit halved the rate at which ‘bad’ low-density lipoprotein, or LDL, accumulated.

LDL is a form of cholesterol that leads to clogged arteries and heart disease.

Researchers from Purdue University in the US also found eating watermelon regularly helped to control weight gain and resulted in fewer fatty deposits inside blood vessels.

They believe the secret to watermelon’s health-boosting properties lies in citrulline, a chemical found in the juice.

Previous studies have suggested citrulline has a role to play in heart disease prevention by lowering blood pressure.

Although the latest investigation showed no significant effects on blood pressure, it did reveal watermelons had a powerful impact on other heart risk factors.

Heart disease is Britain’s biggest killer. Around 270,000 people a year suffer a heart attack and nearly one in three die before they reach hospital.

Fatty diets, lack of exercise and smoking are all key risk factors.

Cholesterol is a type of fat produced by the liver that is essential to help the body produce hormones, absorb vitamin D and make bile to digest foods.

It is transported in the blood by tiny ‘couriers’, called lipoproteins.

LDL carries cholesterol away from the liver and dumps it in major blood vessels, where it can cause a life-threatening blockage.

High-density lipoprotein, or HDL, has the job of transporting cholesterol back to the liver to be safely disposed of.

Current guidelines in the UK recommend keeping total cholesterol below 5mmols per litre, a measurement of how much fat there is in each litre of blood in the body, with LDL accounting for no more than 3mmols/litre.

But an estimated 20 per cent of patients with excessive LDL levels are classed as resistant to statins – the drugs taken by around seven million people in the UK to control cholesterol.

Cholesterol causes the arteries to narrow, raising the risk of heart attack and stroke

The latest study, published in the Journal of Nutritional Biochemistry, suggests watermelon juice could help.

Researchers fed two groups of mice a high-fat diet but gave one water to drink and the other watermelon juice.

They tracked their health for several months and at the end of the experiment found the mice given watermelon juice had 50 per cent less LDL than those on water – despite eating the same diet.

They also weighed an average of 30 per cent less, but their blood pressure was no different.

Research leader Dr Shubin Saha said: ‘We didn’t see a lowering of blood pressure. But these other changes are promising.

‘We know that watermelon is good for health because it contains citrulline. We don’t know yet at what molecular level it’s working and that’s the next step.’

Some studies suggest the chemical is vital for the production of nitric oxide, a gas that widens blood vessels.

This research follows another recent study published in the Journal of Functional Foods which suggested eating apples each day could significantly improve the heart health of middle-aged adults in just one month.

Those who ate a daily apple over four weeks lowered ‘bad’ cholesterol in the blood by 40 per cent.

Taking capsules containing polyphenols, a type of antioxidant found in apples, had a similar, but not as large, effect.

Bad cholesterol can interact with free radicals to become oxidized, which can trigger inflammation and can cause tissue damage.

SOURCE: dailymail.co.uk

คนอ้วนเกินไปก็ยังทำให้แข็งแรงได้ ต้องระวังให้ไขมันกับน้ำตาลต่ำไว้

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเซ้าธ์ แคโรไลนาของสหรัฐฯ บอกปลอบใจคนอ้วนเกินปกติทั้งหลายว่า ก็จะยังคงแข็งแรงและสมบูรณ์ได้ โดยไม่ถึงกับต้องเสี่ยงกับโรคหัวใจ หรือมะเร็ง มากกว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติ

ผู้เชี่ยวชาญได้กระซิบบอกเคล็ดสำคัญ ที่ทำให้พวกเขาแข็งแรงดีว่า อยู่ที่ต้องคอยระวังรักษาตัว ให้มีความดันโลหิต ระดับไขมัน หรือน้ำตาลในเลือด มีระดับปกติเอาไว้ ที่รู้เพราะได้ศึกษาจาก คนอเมริกันไม่ต่ำกว่า 43,000 คน พบว่าการมีน้ำหนักเกิน ก็ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากแต่อย่างใด

วารสาร “โรคหัวใจของยุโรป” เปิดเผย รายงานผลการศึกษาว่า ในจำนวนคนเหล่านี้ เป็นผู้อ้วนเกินปกติอยู่ 1 ใน 18,500 คน จากการตรวจร่างกายแล้ว ไม่พบว่ามีโรคเบาหวาน หรือไขมัน กับความดันโลหิตสูง คงมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด เท่ากับคนน้ำหนักปกติ และยังน้อยกว่าคนอ้วนเกินปกติที่แข็งแรงน้อยกว่ากันตั้งครึ่ง

ดร.ฟรานซิสโก ออเทกา มหาวิทยาลัย กรานาดาในสเปน กล่าวว่า ผลการศึกษาแสดงว่า การออกกำลังมากขึ้น จะช่วยคนที่น้ำหนักเกินปกติสักหน่อยให้ยังคงแข็งแรง “ผลการวิจัยนี้ แสดงให้เห็นความสำคัญของการรักษาร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ไว้”.

ที่มา: ไทยรัฐ 11 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

People can be fat yet fit, research suggests

 

By Michelle Roberts
Health editor, BBC News online

Some obese people were as ‘metabolically fit’ as people of ideal weight

People can be obese yet physically healthy and fit and at no greater risk of heart disease or cancer than normal weight people, say researchers.

The key is being “metabolically fit”, meaning no high blood pressure, cholesterol or raised blood sugar, and exercising, according to experts.

Looking at data from over 43,000 US people they found that being overweight per se did not pose a big health risk.

The results are published in the European Heart Journal.

In the study at the University of South Carolina, more than a third of the participants were obese.

Of these 18,500, half were assessed as metabolically healthy after a physical examination and lab tests.

This subset of metabolically healthy obese people who did not suffer from conditions such as diabetes, high cholesterol or high blood pressure, were generally fitter and exercised more than the other obese people.

And their risk of developing or dying from cardiovascular disease or cancer was identical to people of ideal weight and was half that of “metabolically less fit” obese people.


“Start Quote

These studies remind us that it is not always your weight that’s important, but where you carry fat and also how it affects your health and fitness”

Amy ThompsonBritish Heart Foundation

Lead researcher Dr Francisco Ortega, who currently works at the University of Granada in Spain, said the findings show that getting more exercise can keep you healthier, even if you still carry a bit of extra weight.

“This research highlights once again the important role of physical fitness as a health marker.”

Most of the men and women in the study came from a similar background, meaning the results may not apply to everyone. They were mostly Caucasian, well educated, and worked in executive or professional positions.

Amy Thompson, of the British Heart Foundation, said: “In the majority of cases, obesity is an undeniable risk factor for developing coronary heart disease. However, these studies remind us that it is not always your weight that’s important, but where you carry fat and also how it affects your health and fitness.

“It is particularly important to be aware of your weight if you are carrying excess fat around your middle. The fat cells here are really active, producing toxic substances that cause damage which can lead to heart disease.

“Maintaining a healthy diet with lots of physical activity can help to slim you down as well as reduce your risk of heart health problems.

“But don’t get too caught up on the numbers on the scale. Calculating your body mass index and measuring your waist are great ways to keep on track. If you are concerned about your weight and want to make changes to your lifestyle, make an appointment with your GP to talk it through.”

SOURCE: bbc.co.uk

พบแล้ว ! เด็กหญิงที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมเมื่ออายุมากขึ้น เกิดจาก ?

Risk factors: In addition to family history, smoking and age, this study suggests that a poor diet, high in hydrogenated fats may increase a woman’s likelihood of developing breast cancer

ทีมนักวิทยาศาสตร์อเมริกันพบหลักฐานที่โยงความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมกับโภชนาการของเด็กหญิงวัยรุ่นจากการศึกษาเรื่องนี้ในหนูทดลองที่มหาวิทยาลัย University of California at Davis

คุณรัส โฮวี่ หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าทีมวิจัยศึกษาพัฒนาการของหนูทดลองตัวเมียที่ระบบการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนถูกบล็อกไม่ให้ทำงาน ฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่มีบทบาทในพัฒนาการทางเพศของผู้หญิง รวมทั้งการเติบโตของเต้านม ในการทดลอง หนูตัวเมียไม่สามารถสร้างฮอร์โมนเพศหญิงได้

หลังจากนั้นนักวิจัยให้หนูทดลองกินอาหารที่มีระดับแคลอรี่สูง เป็นอาหารทีมีกรดไขมันชนิด 10 และ 12 ซีแอลเอ อาหารที่มีกรดไขมันทั้งสองอย่างในปริมาณสูงทำให้หนูเริ่มพัฒนาอาการก่อนเป็นโรคเบาหวาน คือ เริ่มมีความผิดปกติในระบบเผาผลาญอาหารของร่างกาย มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง น้ำหนักตัวเพิ่ม ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมากและมีความดันโลหิตสูงตามมา

หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่าอาหารที่มีกรดไขมันสูงยังไปกระตุ้นให้เต้านมหนูทดลองโตขึ้นทั้ง ๆ ที่ระบบผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายหนูทดลองจะถูกควบคุมไม่ให้ผลิตฮอร์โมนก็ตาม

สิ่งที่การวิจัยพบแสดงให้เห็นว่าอาหารที่มีกรดไขมันบางชนิดในระดับสูงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบเผาผลาญอาหารของร่างกาย แต่ที่สร้างความแปลกใจแก่ทีมงานมากที่สดุคือการค้นพบว่าแม้หนูทดลองตัวเมียจะไม่สามารถสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน เต้านมของหนูยังโตขึ้น

นอกจากนี้นักวิจัยพบว่าอาหารที่มีไขมันสูงทำให้หนูทดลองบางตัวยังเกิดก้อนเนื้อในเต้านมด้วย แต่เนื่องจากไม่ได้เกิดกับหนูทดลองทุกตัว นักวิจัยสงสัยว่าพันธุกรรมน่าจะมีบทบาทที่ทำให้หนูทดลองบางตัวเกิดมะเร็งในเต้านม

ผลการวิจัยนี้ทำให้ทีมงานเชื่อว่าอาหารที่มีกรดไขมันบางอย่างสูง มีผลให้เด็กผู้หญิงวัยรุ่นเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมและโรคอื่นๆเมื่ออายุมากขึ้น

คุณโฮวี่ กล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าเช่นเดียวกับโรคเบาหวานชนิดที่สองที่เกิดจากอาหาร ที่อาจจะมีผลให้เกิดความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมสูงขึ้น โดยไม่เกี่ยวพันกับฮอร์โมนเอสโตรเจน

โรคเบาหวานประเภทสองที่เกิดจากการโภชนาการที่ไม่สมดุลกลายเป็นปัญหาสุขภาพของคนทั่วโลกในปัจจุบัน ผลการวิจัยของทีมนักวิทยาศาสตร์อเมริกันครั้งนี้ชี้ว่าโรคมะเร็งเต้านมกำลังกลายเป็นปัญหาที่ตามมาติดเพราะเชื่อว่าเป็นผลสืบเนื่องจากโรคเบาหวานประเภทที่สอง

ที่มา: มติชน 2 ตุลาคม 2555

.

Related Article:

.

Breast beware: The hydrogenated fats that contain the fatty acid that causes harmful metabolic changes is present in cakes, biscuits and processed fast food

High fat diet may increase a woman’s risk of breast cancer later in life

  • A high fat diet was linked to harmful metabolic changes and abnormal breast cell growth in mice
  • The fatty acid that was found to cause the metabolic changes is present in hydrogenated fats, widely used in the manufacture of biscuits and cakes

By KATY WINTER

PUBLISHED: 10:47 GMT, 18 September 2012

 

Eating a poor diet early in life may increase a woman’s risk of developing breast cancer, research suggests.

A US study of young mice showed that a diet linked to obesity and harmful metabolic changes stimulated early breast growth. It also led to abnormal tissues in the breast that may produce breast cancer.

Lead researcher Dr Russ Hovey, from the University of California at Davis, said: ‘The findings of this study are particularly important when we superimpose them on data showing that girls are experiencing breast development at earlier ages, coincident with a growing epidemic of childhood obesity.’

The scientists fed newly weaned mice a diet containing a fatty acid called 10,12 CLA which can trigger metabolic syndrome, a condition linked to obesity, diabetes and heart disease.

The fatty acid is present in hydrogenated fats, widely used in the manufacture of biscuits, cakes and processed foods.

Giving female mice the 10,12 CLA stimulated growth of their mammary ducts. This was despite the young animals lacking the hormone oestrogen, believed to be vital to female reproductive development.

In some animals, the altered diet also resulted in the kind of abnormal cell growth that can lead to breast cancer.

The cancer link could be due to excess levels of insulin, the scientists believe.

Writing in the journal Proceedings of the National Academy of Sciences, they pointed out that postmenopausal women with raised insulin levels had an increased risk of breast cancer.

They concluded: ‘Our findings highlight a striking link between diet, metabolic dysregulation, and.., MG (mammary gland) growth that is independent of oestrogenic stimulation.

‘These results lend support to increasing evidence suggesting a relationship between breast cancer risk and early life events that clearly include dietary components and their effects on aspects of metabolic dysregulation.’

Breast cancer is currently one of the most prevelant forms of cancer in the UK, making up 16 per cent of all cancer cases, with 48,417 women and 371 men diagnosed in 2009.

Often an aggressive cancer, in 2010 there were 11,633 deaths from breast cancer in the UK.

However overall patient outlooks are improving due to increasingly early detection and advances in treatments. In 2005-2009, 85 percent of women in England survived their breast cancer for five years or more.

It is important to respond to invitations from your doctor for screening and to have any lumps or changes in your breasts investigated as soon as possible.

SOURCE: dailymail.co.uk

อ้วน…หยุดได้ไม่ยาก

สารพันเมนูมะม่วงรับหน้าร้อน ไม่ว่าจะเป็น ไอศกรีมมะม่วง น้ำปั่นผสมด้วยมะม่วงหรือข้าวเหนียวมะม่วงราดน้ำกะทิ ล้วนแล้วแต่ อิ่ม อร่อย หวานถูกปาก อาจเป็นสาเหตุให้น้ำหนักของหลายคนเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

บุลวัชร์ วัย 26 ปีเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในภาวะอ้วนผิดปกติ เนื่องจากพฤติกรรมการกินแบบตามใจปาก เช่น ดื่มน้ำอัดลมแทนน้ำเปล่า ติดขนมและอาหารรสหวาน กระทั่งน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 143 กิโลกรัม ตลอด 2 ปีก่อนหน้านี้เขาใช้ชีวิตอยู่กับการกินยารักษาโรคแทรกซ้อนที่มาจากโรคอ้วน ทั้งความดัน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง นอนหายใจลำบากมาตลอด กระทั่งได้รับการชักชวนให้เข้ารับการรักษาที่คลินิกโรคอ้วน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

อัฐพล อายุ 33 ปีเป็นคนไข้อีกรายของคลินิกโรคอ้วน เหตุจากการกินยาลดน้ำหนักเกินขนาด จนเกิดผลข้างเคียงทำให้น้ำหนักเพิ่มจาก 180 เป็น 350 กิโลกรัม พร้อมด้วยโรคแทรกซ้อน 11 โรค เช่น ไทรอยด์ หัวใจล้มเหลว โรคปอด ไตวาย หัวใจเต้นผิดปกติ รวมถึงมีกรรมพันธุ์โรคอ้วนเป็นทุนเดิมอยู่ด้วย

รศ.นพ.สุเทพ อุดมแสวงทรัพย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คนอ้วนทุกคนไม่ใช่คนป่วย แต่อาจเป็นคนที่มีภาวะไขมันในร่างกายเกิน หรือมีกล้ามเนื้อที่เกิดจากการออกกำลังกายมากกว่าคนทั่วไป แต่สำหรับกรณีของบุลวัชร์และอัฐพล ถือเป็นโรคอ้วนที่เกิดจากความผิดปกติ ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 40 หรือผู้ที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 35 ร่วมกับมีโรคแทรกซ้อน เช่น โรคเบาหวาน ความดัน เป็นต้น

การรักษาหลักจะใช้วิธีศัลยศาสตร์ 2 หลักคือ การลดขนาดกระเพาะและการลดการดูดซึม ผ่านการผ่าตัด 3 วิธี คือ
1. การรัดกระเพาะ โดยใช้ซิลิโคนทางการแพทย์รัดส่วนต้นของกระเพาะอาหารทำให้อิ่มเร็ว
2.การตัดกระเพาะส่วนใหญ่ที่ขยายได้ออกให้เหลือเป็นหลอดของกระเพาะอาหารแทน และ
3. การตัดลดขนาดกระเพาะอาหารและบายพาสลำไส้ ซึ่งทำให้กระเพาะมีขนาดเล็กและการบายพาสทำให้น้ำย่อยและอาหารพบกันในระดับที่ไกลลงไปอีก 150 เซนติเมตร วิธีนี้จึงเป็นวิธีหลักและได้ผลดีที่สุดคงอยู่

“แพทย์จะเลือกใช้วิธีไหนนั้นขึ้นอยู่กับความถนัดของแพทย์แต่ละคน กรณีผู้ป่วยทั้งสองนี้ได้รับการรักษาด้วยการตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร ซึ่งทำให้กระเพาะอาหารมีขนาดเล็กลง และบายพาสลำไส้ทำให้น้ำย่อยและอาหารพบกันในระดับที่ไกลลงไปอีก” คุณหมอกล่าว

พญ.กัญชนา ง้าวสุวรรณ เสริมว่า การลดน้ำหนักด้วยยาเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็น ยาลดอาการอยากอาหาร หรือยาลดการดูดซึมอาหารที่ลำไส้ เพราะท้ายที่สุดแล้วความอยากกินส่วนตัวยังคงอยู่ และเมื่อพยายามอดมากๆ อาจทำให้กลับมากินมากกว่าเดิม จนเกิดภาวะอ้วนที่ผิดปกติก็ได้

การลดน้ำหนักที่ได้ผลดี ควรเริ่มที่การปรับพฤติกรรมการกิน หนักเช้า เบาเที่ยง เลี่ยงเย็น เว้นดึก คือ ไม่อดหรืองดมื้อใดออกไป แต่ให้กินเป็นปกติ 3 มื้อ แต่กินอาหารให้น้อยลง น้ำที่ดื่มก็เป็นน้ำเปล่าใส่น้ำแข็ง ไม่ควรดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำผลไม้ เพราะมีส่วนผสมของน้ำตาลที่ทำให้เกิดภาวะอ้วนได้ทั้งสิ้น” คุณหมอกล่าว

คนที่สงสัยว่ากินแค่ไหนถึงเรียกว่าลดลง พญ.กัญชนา ขยายความว่า เอาเป็นว่าเคยกินจนอิ่มแน่นท้องก็ให้กินแค่เกือบอิ่มแล้วหยุดกิน แล้วหาผลไม้กินแทน โดยเลือกกินพวก แอปเปิลเขียว ฝรั่งเขียว ซึ่งมีกากใยและน้ำตาลน้อย เพราะในผลไม้อื่นอาจมีน้ำตาลมาก กินแล้วไม่ช่วยให้การลดน้ำหนักเกิดผลดีอย่างที่ตั้งใจ

วิธีการลดน้ำหนักให้ได้ผลดีมีวิธีหลากหลาย แต่หลายคนมักปฏิบัติไม่ค่อยได้ เพราะไม่ได้เริ่มจากการปรับพฤติกรรม แต่กลับเลือกที่จะอดอาหารและใช้ยาช่วยแทน ซึ่งท้ายสุดความอยากก็ทำให้กลับมากินมากกว่าเดิม หรือที่เรียกว่าโยโย่เอฟเฟคท์นั่นเอง

การป้องกันโรคอ้วนที่ได้ผลดีที่สุด คือ การดูแลเรื่องอาหารการกิน กินอาหารแต่พอดี ไม่อิ่มเกินไปและไม่กินหวาน หรือมันจัดเกินไป หมั่นออกกำลังกาย เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนทั้งหลายที่นำไปสู่โรคอ้วนในอนาคต” พญ.กัญชนา กล่าวและว่า การป้องกันย่อมดีกว่าเกิดโรคขึ้นแล้วมารักษาทีหลัง ซึ่งทำให้ต้องเสียทั้งเวลา ทรัพย์สินและเจ็บตัว

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 18 เมษายน 2555