‘กิน-นอน’ถูกวิธีก็ผอมได้ โดย กานต์ดา บุญเถื่อน

bangkokbiznews130806_001อาการไขมันเกินและพอกพูนกลายเป็นความอ้วน ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ของคนไทยอีกต่อไป หากย้อนมาแก้ที่ต้นเหตุให้ถูกจุด สมดุลที่พอดีก็จะคืนหุ่นสวยๆ ได้ไม่ยาก

ร่างกายคนเรามักเกิดการสะสมของไขมันได้ง่ายหลังอายุขึ้นเลข 3 โดยเฉพาะในผู้หญิงจะพบได้มากกว่าผู้ชาย ตรงบริเวณส่วนต้นขา สะโพก ต้นแขน เนื่องจากหลายสาเหตุเกี่ยวโยงกัน ตั้งแต่ตื่นนอนไปจนกระทั่งนอนหลับ

“ร่างกายของคนเราและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนต้องพึ่งพาแสงแดด และแสงจันทร์ในการดำรงชีวิต เห็นชัดๆ จากระบบการผลิตฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย จะทำงานตั้งแต่เช้า หากตื่นได้ก่อน 6 โมงเช้า แล้วออกกำลังกายเบาๆ สักครึ่งชั่วโมง ฮอร์โมนคอร์ติซอลที่มีส่วนกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายจะทำงานได้ดี และยากที่จะเกิดการสะสมของไขมันที่กินเข้าไป” พญ.มนวรัตน์ พ่อค้า ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย คลินิกฮาร์โมนี อธิบาย

ส่วนคนที่ตื่นสายเป็นประจำก็ดูกันไม่ยาก มักมีร่างกายเจ้าเนื้อ เพราะฮอร์โมนดังกล่าวทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร กินเท่าไหร่ก็สะสม ระหว่างวันก็ไม่ค่อยพร้อมที่จะทำกิจกรรมอะไรมากนัก ง่วงนอนง่าย หิวบ่อย ขณะที่คนไหนใช้ชีวิตอย่างเป็นระเบียบกินเป็นเวลา นอนเป็นเวลา ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ร่างกายจะตื่นตัวในการใช้ชีวิตมากกว่าคนที่ไม่ดูแลเลย

ฉะนั้น การปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกายให้ทำงานมีประสิทธิภาพ นอกจากตื่นเช้าแล้ว ช่วง 7-8 โมงเช้าก็ควรรับประทานอาหารมื้อเช้า ซึ่งเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด เนื่องจากจะส่งผลถึงสมองให้ทำงานสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยมื้อหลังเที่ยงไปแล้วก็ให้เลี่ยงเมนูแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต แต่เลือกกินโปรตีนเบาๆ แทน จากนั้นมื้อเย็นก็เลือกกินผักผลไม้เพื่อให้ร่างกายขับถ่ายคล่องในตอนเช้า

“คนส่วนใหญ่มักเน้นมื้อเย็นให้หนัก เพื่อให้รางวัลชีวิตหลังเหนื่อยกับงานมาทั้งวัน แต่ไม่ออกกำลังกายเลย แถมถามหมอว่า ทำอย่างไรดีจึงจะผอม? คำถามนี้หมอว่า คนที่ถามน่าจะรู้พฤติกรรมการกินอยู่ของตัวเองดีที่สุดว่า มีการใส่ใจหรือถูกละเลยอย่างไรจึงเกิดผลเช่นนั้น เพราะถ้าเพียงถามแต่ไม่ลงมือทำ อีก 10 ปีก็มีแต่จะน้ำหนักเพิ่มแน่ๆ” คุณหมอกล่าว

อาหารเป็นปัจจัยทำให้อ้วนได้ 70-80% การออกกำลังกายช่วยเผาผลาญพลังงานที่กินเข้าไปได้แค่ 20% เท่านั้น วิธีที่กินแล้วไม่อ้วน ผู้กินก็ต้องจัดสรรเรื่องเวลาให้เหมาะสม ด้วยการทิ้งช่วงห่างกับการนอนอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง เพื่อให้ลำไส้มีเวลาพอที่จะย่อยอาหารได้เสร็จสมบูรณ์และนอนหลับสนิท ไม่ปวดท้องจากการกินมากจนนอนไม่ได้

มื้อเย็นควรกินให้เสร็จก่อน 6 โมงเย็น เพราะขณะที่นอนหลับลำไส้ของเราจะหยุดทำงานไปด้วย คนไหนกินก่อนนอนปริมาณมากๆ ร่างกายจะย่อยไม่ทันและเกิดการหมัก สุดท้ายร่างกายก็ดูดซึมกากอาหารเหล่านั้นกลับเข้ามาหมุนเวียนในร่างกาย จนเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเรื่องการอุดตันอวัยวะต่างๆ ตามมาในอนาคต

การนอนที่จะได้ประโยชน์นั้น ควรเว้นห่างจากมื้อเย็นไปแล้ว เพื่อให้อวัยวะต่างๆ ได้พักผ่อนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปิดแสงไฟอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ให้หมด เพื่อให้เกิดความมืดและสมองสั่งการให้ร่างกายหลับ ซึ่งเวลาที่เหมาะสมควรเป็นช่วงก่อน 4 ทุ่ม เพราะร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินและโกรทฮอร์โมนออกมาซ่อมแซมร่างกาย คงความเยาว์วัยอยู่กับเรานานๆ

“การนอนทำให้ร่างกายได้รับการซ่อมแซมส่วนต่างๆ ได้ดีที่สุด หมออยากให้ทุกคนหันมาตระหนักเรื่องการใส่ใจสุขภาพให้มากขึ้น ด้วยการปรับไลฟ์สไตล์ ลองตื่นเช้าดู นอนเร็ว ไม่กินดึก เชื่อว่าน้ำหนักของหลายคนที่ทำตามต้องลดแน่ๆ โดยไม่ต้องพึ่งอาหารเสริม หรือคอร์สลดน้ำหนัก ซึ่งระยะยาวหากเจ้าตัวไม่ได้คิดจะปรับพฤติกรรมของตัวเองก็จะกลับมาอ้วนเหมือนเดิม” คำแนะนำจากแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 6 สิงหาคม 2556

Advertisements

อาชีพไหน ทำแล้ว “อ้วน”

dailynews130603_001เดิมที ใครๆ อาจคิดว่า อาชีพที่ทำงานกับอาหาร เช่น เชฟหรือพ่อครัวแม่ครัวนั้น นำความเสี่ยงน้ำหนักเกิน และกลายเป็นคนอ้วน ทว่าความเข้าใจนี้..ผิด!?

โดยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ แคเรียร์บิวเดอร์ บริษัทจัดหางานของอังกฤษ เผยผลสำรวจเรื่องอาชีพกับความอ้วน หลังจากวิเคราะห์คำตอบของพนักงานอาชีพต่างๆ กว่า 3,700 ราย การวิจัยชี้ว่า อาชีพที่ทำแล้วนำพาน้ำหนักส่วนเกินมาให้มากที่สุด คือ พนักงานตอนรับที่นั่งประจำเคาน์เตอร์ รองลงไปเป็นวิศวกร ครู พยาบาล เจ้าหน้าที่เทคนิคด้านไอที ที่ปรึกษากฎหมาย แรงงานนั่งประกอบชิ้นงานหรือลูกจ้างโรงงาน และนักวิทยาศาสตร์ ตามลำดับ

ส่วนเหตุผลที่ยิ่งทำงานแล้วน้ำหนักตัวก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้ตอบร้อยละ 56 ชี้ว่าเป็นเพราะพวกเขามักจะนั่งทำงานที่โต๊ะตลอดทั้งวัน ร้อยละ 35 บอกเป็นเพราะกินแก้เครียดจากงาน ร้อยละ 26 ชอบออกไปหาของอร่อยกินเป็นประจำ ร้อยละ 17 อ้วนขึ้นเพราะชอบซื้อของหวานติดไว้กินที่โต๊ะทำงาน รวมทั้งกินไม่เป็นเวลา และที่ทำงานมีงานเลี้ยงบ่อย ร้อยละ 9 บอกว่าเป็นเพราะเพื่อนร่วมงานชอบทำขนมหรืออาหารมาให้กิน และร้อยละ 4 ให้เหตุผลว่า ทำงานแล้วมีความสุขจึงกินเยอะ

นับตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงวันนี้ น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน? ร้อยละ 59 เผยว่า ตนเองอ้วนขึ้นไม่ต่ำกว่า 20 กิโลกรัม ในขณะที่ราวๆ 1 ใน 3 อ้วนขึ้นอีก 40 กิโลกรัม! แต่ในทางตรงกันมาข้าม มีผู้ตอบอยู่ร้อยละ 16 ยืนยันว่า งานที่พวกเขาทำยิ่งทำให้พวกเขาผอมลงไปอีก

ใช่ว่าคนไม่อ้วน หรืออาชีพที่ทำไม่ติดอยู่ในผลสำรวจข้างต้นจะชะล่าใจไป เพราะไม่ว่าจะทำอาชีพไหน หากละเลยควบคุมอาหารให้เหมาะสม และขาดการออกกำลังเพื่อเผาผลาญพลังงาน สุดท้ายก็อ้วนได้เหมือนกัน.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 3 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

Deskbound: Administrative workers such as receptionists were found to be the most likely to be overweight. Employees cited vending machines and communal biscuit tins as reasons behind their weight gain

Deskbound: Administrative workers such as receptionists were found to be the most likely to be overweight. Employees cited vending machines and communal biscuit tins as reasons behind their weight gain

Is your job making you fat? Receptionists are most likely to pile on pounds (while while scientists are the skinniest)

  • Survey found teachers and engineers top poll of overweight workers
  • Factory workers tend to be thinner than most other employees
  • People blamed colleagues bringing homemade treats to work as well as happy hours after work and easy access to junk for weight gain

By RACHEL REILLY

PUBLISHED: 10:55 GMT, 31 May 2013

You might expect that being A chef puts you at the highest risk of putting on weight, but you’d be wrong.

New research has found that working as a teach or as an engineer puts you at greater risk of being overweight.

The poll also found that being a factory worker or a scientist made you less likely to be obese.

The survey, carried out by jobsearch company CareerBuilder, polled nearly 3,700 workers.

It found that found that 55 per cent of employees considered themselves overweight.
It also discovered that  41 per cent gained weight as a result of their current job and of those, 59 per cent gained more than 10 pounds.

Just under a third gained more than 20 pounds.

But earning a living didn’t always mean gaining weight: 16 per cent of all workers said they had lost weight while at their current job.

The poll found that those who had put on  weight had done so because of they were exposed to high levels of stress and spent long hours behind a desk.

They also cited readily available junk food as a reason for their unhealthy eating habits and a main cause for their expanding waistline.

The survey also found that employees found controlling portions and counting calories especially challenging while at work.

More than half of employees admitted to going out to eat at least once a week, and a quarter ate out three or more times a week.

Just under 10 per cent reported eating lunch out of the vending machine at least once a week, while 70 per cent of workers said they snacked during the day.

Despite more than half of all workers feeling overweight, nearly 6 of 10 employees said they work out on a regular basis.

Just under 50 per cent percent went to the gym at least three times a week.

Around 30 per cent said they did exercise, but not regularly, and 11 per cent didn’t exercise at all.

Getting a nudge from employers to stay in shape does seem to have some impact, however.

A third of survey respondents said their companies provided wellness benefits such as workout facilities or gym passes.

Of these, 36 per cent take advantage of them.

THE JOBS THAT MAKE YOU PUT ON THE MOST WEIGHT

  • Administrative assistant (69%)
  • Engineer (56%)
  • Teacher (51%)
  • Nurse (51%)
  • IT technician(51%)
  • Legal professional (48%)
  • Machine operator or factory worker (45%)
  • Scientist (39%)

SOURCE: dailymail.co.uk

หยุดสูบบุหรี่ สงวนชีวีไว้

Credit : quitsmokingstuff.com

Credit : quitsmokingstuff.com

วารสารแพทยสมาคมอเมริกัน รายงานว่า การเลิกสูบบุหรี่อาจจะช่วยรักษาชีวิตของตนเองไว้ได้จากโรคหัวใจ  แม้ว่ามันจะทำให้อ้วนขึ้นก็ตาม

ผู้ที่หยุดสูบบุหรี่ ถ้าหากไม่ได้เป็นเบาหวานอยู่ด้วย จะเห็นผลทันตาเกือบทุกราย และแม้แต่ผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังนี้ ก็ยังพอได้คุณอยู่บ้าง

ความอ้วนเป็นสาเหตุใหญ่ของโรคหัวใจอย่างหนึ่ง เคยมีการวิจัยมาแล้วว่า ความอ้วนได้ไปหักลบกลบทับคุณประโยชน์ของการเลิกบุหรี่ลง

รายงานผลการศึกษาความเกี่ยวพันของการสูบบุหรี่กับสุขภาพหัวใจของคน 3,000 กว่าคนพบว่า คอยาที่เลิกสูบบุหรี่มาได้นานไม่ต่ำกว่า 4 ปี จะลดความเสี่ยงกับโรคหัวใจและหลอดเลือดลงได้ร้อยละ 54 ไม่ว่าจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มหรือไม่ก็ตาม

ดร.เจมส์ เมกส์ แห่งโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด บอกไว้ว่า “เราสามารถพูดได้โดยไม่ต้องสงสัยเลยว่า การเลิกสูบบุหรี่จะช่วยลดความเสี่ยงกับโรคหัวใจและหลอดเลือดลง ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ก็ตาม แม้มันอาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นปานกลางได้”.

ที่มา :  ไทยรัฐ 21 มีนาคม 2556

.

Related Article :

.

People are sometimes reluctant to give up smoking because of fears of gaining weight, researchers say

People are sometimes reluctant to give up smoking because of fears of gaining weight, researchers say

Quitting smoking ‘cuts heart risk despite weight gain’

BBC 13 March 2013

Stopping smoking cuts the risk of heart disease even if it leads to significant weight gain, a US study says.

Researchers writing in the Journal of the American Medical Association say the prospect of weight gain makes some smokers reluctant to stop.

But they say quitting has a “positive effect on cardiovascular risk”.

The health gains from giving up were most marked in people who did not have diabetes, but people with the condition were still said to have benefited.


If you’re keen to quit smoking but worried about putting on weight, using smoking cessation aids such as inhalators, gum, or lozenges may help you resist the temptation to reach for comfort food in the place of a cigarette”

Doireann Maddock of the British Heart Association

 

Obesity is a risk factor in heart disease, leading past research to examine whether weight gain might cancel out some of the benefits of quitting smoking.

Studies suggest people who stop smoking gain on average 6-13lb (2.7-5.9kg) over the first six months.

The JAMA research looked at the smoking habits and heart health of more than 3,000 people between 1981 and 2011.

Former smokers who had stayed away from tobacco for more than four years had a 54% lower risk of heart and artery disease than smokers.

Recent quitters who had stopped smoking for up to four years experienced almost the same benefit with a 53% lower relative risk.

This was despite recent quitters typically gaining 5-10lb over a period of four years, and long-term quitters 1-2lb.

Dr James Meigs, one of the authors of the study at Harvard Medical School, said: “We can now say without question that stopping smoking has a very positive effect on cardiovascular risk for patients with and without diabetes, even if they experience moderate weight gain.”

Doireann Maddock, senior cardiac nurse at the British Heart Foundation said weight gain should not deter smokers from quitting.

“If you’re keen to quit smoking but worried about putting on weight, using smoking cessation aids such as inhalators, gum, or lozenges may help you resist the temptation to reach for comfort food in the place of a cigarette.”

SOURCE :www.bbc.co.uk