กินน้ำตาลมากฉลาดน้อยจริงหรือ?

dailynews131012_001ในสภาวะสังคมที่มีร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ ร้านขายขนม ร้านกาแฟอยู่มากมายรอบตัว คุณผู้อ่านเคยสังเกตบ้างไหมคะว่า ในวัน ๆ หนึ่ง เราทานอาหาร เครื่องดื่ม หรือขนมที่ไม่มีสารอาหารอันจำเป็นต่อร่างกาย มากมายขนาดไหนกัน

เราเคยได้ยินว่าการกินน้ำตาลมากเกินไปเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคอ้วน หรือแม้กระทั่งตับล้มเหลว ใครจะเชื่อว่าเมื่อ 10,000 ปีก่อน คนเรากินน้ำตาลแค่ 20 ช้อนชาต่อปี แต่ในปัจจุบันเรากินถึง 27 กิโลกรัมต่อปีต่อคน ซึ่งนับได้ว่าเป็นจำนวนมากขึ้นและมากขึ้นทุกปี

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัป (หรือน้ำตาลปรุงแต่งที่ห่างไกลกับธรรมชาติ ตามชื่อที่ว่า คอร์นคือ ข้าวโพด) ถึงแม้ว่าจะมีต้นกำเนิดมาจากข้าวโพดก็จริง แต่สูตรการปรุงแต่งน้ำตาลที่ยังคงเป็นความลับทำให้ตัวน้ำตาลแทบจะไม่หลงเหลือความเป็นน้ำตาลข้าวโพดอยู่เลย

ในขณะที่น้ำตาลแดงหรือน้ำตาลซูโครส โดยทั่วไปจะมีโมเลกุลคู่ 2 ตัว นั่นคือ กลูโคสกับฟรักโทสอยู่เท่า ๆ กัน เกาะเกี่ยวเป็นเกลียว เมื่อคนเราทานเข้าไปแล้ว น้ำย่อยเราจะย่อยน้ำตาลแดงนี้ให้เป็นโมเลกุลที่เล็กที่สุดเพื่อเข้าสู่ร่างกายไปใช้เป็นพลังงานต่อไป ส่วนน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปไม่ได้มีสัดส่วนโมเลกุลระหว่างกลูโคสกับฟรักโทสเท่า ๆ กัน ไม่ได้เรียงตัวกันเป็นแบบแผน อีกทั้งยังมีความกระจายตัวของโมเลกุลเป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อเรากินน้ำตาลประเภทนี้เข้าไป น้ำตาลก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ฟรักโทสจำนวนหนึ่งจะพุ่งตรงเข้าสู่ตับ เราจึงพบได้ว่า คนที่รับประทานน้ำตาลมากเกินไปส่วนหนึ่งจะมีภาวะไขมันพอกตับ และจะมีภาวะตับแข็งได้ ทั้งที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์

ในขณะที่ฟรักโทสอีกส่วนหนึ่งจะไปทำให้ฮอร์โมนอินซูลินสูงขึ้น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วน น้ำหนักเกิน โรคหัวใจ และโรคมะเร็งนั่นเองค่ะ

เมื่อกลางปีที่แล้ว ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-ลอสแอนเจลิส ได้ทำงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ลงวารสารด้านสรีรวิทยาของสหรัฐ กล่าวถึงผลกระทบของน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปที่ส่งผลทำให้สมองมีประสิทธิภาพลดลง โดยการนำหนูทดลองมาเลี้ยงให้ฝึกหาทางออกอยู่ในเขาวงกตเป็นเวลา 5 วัน ในช่วงนี้ให้หนูกินอาหารหนูและน้ำเปล่าเป็นประจำทุกวัน หลังจากนั้นอีก 6 สัปดาห์เริ่มเปลี่ยนน้ำจากน้ำเปล่าเป็นน้ำที่ผสมฟรักโทสคอร์นไซรัปขนาดความเข้มข้น 15% แล้วมาทดสอบโดยปล่อยหนูลงไปในเขาวงกตอีกครั้ง

นักวิจัยพบว่า หนูเดินช้าลงบางตัวเดินกลับไปกลับมาแทนที่จะเดินไปข้างหน้า รวมถึงใช้เวลานานกว่าเดิมในการหาทางออกได้ และเมื่อมีการสแกนสมองหนูก็พบว่า เส้นใยประสาทของสมองทำงานติดขัดรวมถึงการเชื่อมโยงของเซลล์สมองก็ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

จากงานวิจัยนี้ทำให้ได้ข้อสรุปว่า การกินน้ำตาลจำนวนมากทำให้สารสื่อประสาททำงานเชื่อมโยงไม่เป็นระบบ อีกทั้งยังส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ที่แย่ลงและอาจทำให้เกิดภาวะหลงลืม นอกจากนี้ยังทำให้ระดับอินซูลินในเลือดสูงขึ้น ซึ่งอินซูลินนี้ไม่เพียงเกี่ยวเนื่องกับระบบการทำงานของร่างกายโดยภาพรวม แต่ยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวกับความจำโดยตรง อาจกล่าวได้ว่า ระดับอินซูลินที่สูงขึ้นสกัดกั้นการส่งสัญญาณของเส้นประสาทของสมอง หรือจะให้เข้าใจง่ายกว่านั้นก็คือ การกินน้ำตาลนี้จะไปกั้นการสื่อสารระหว่างเซลล์สมอง 2 เซลล์ มีผลทำให้คิดช้าและสมองประมวลผลข้อมูลได้ยากขึ้น

เรื่องนี้นักวิจัยได้สรุปในตอนท้ายว่า การทำงานของสมองจะช้าลงอย่างแน่นอนถ้ารับประทานน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน

ส่วนคำถามที่ว่าเราจะพบน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปที่ไหนได้บ้าง คำตอบก็คือ น้ำอัดลมต่าง ๆ เครื่องปรุงอาหาร ซอสต่าง ๆ รวมถึงขนมขบเคี้ยว และที่น่าตกใจก็คือ อาหารที่เขียนว่าเด็กเล็กสามารถกินได้ก็มีน้ำตาลประเภทนี้อยู่มากเช่นเดียวกัน

สำหรับผู้ใหญ่การเลือกกินอาหารเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น แต่สำหรับเด็กเล็กที่สมองจำเป็นจะต้องได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ การเลือกอาหารที่กินอย่างเดียวคงไม่พอ คงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะต้องหลีกเลี่ยงสารอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเช่นเดียวกันค่ะ.

อ.ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 12 ตุลาคม 2556

.

Related Article:

.

What’s Wrong With High Fructose Corn Syrup?

High fructose corn syrup, HFCS, also known as glucose/fructose in Canada, is a sweetener used in most packaged foods and soft drinks. It is cheaper to produce than refined sugar mostly due to large government subsidies.

It is good to see that more people are becoming aware of the consequences of eating food (or should I say non-food) containing HFCS.

Concerns about HFCS contributing to diabetes and obesity are real. There is an increasing amount of experimental data supporting these claims! Some companies such as Heinz, and Hunts, are bowing under pressure and running adds stating the product or drink does not contain HFCS.

Buyer beware, they are back to using sugar, trying to trick consumers into believing that sugar is much better for us!

Also, now that the public have been alerted to the dangers, the corn refiners association wants the FDA to change the name of high fructose corn syrup to corn sugar. Same product, different name.

A little background

Use of HFCS in processed foods began in the 70’s and gradually replaced cane and beet sugar in foods.
The 80’s showed a huge spike in the use of HFCS and not surprisingly this coincides with skyrocketing obesity.
85% of HFCS is made from genetically modified corn.

HFCS can be found in candies, juice, ketchup, canned fruits and vegetables, aperetifs, chocolate, frozen meals, vitamins, cough syrup, crackers, mayonnaise, salad dressing, pastry, ice cream, cookies, yogurt, yogurt drinks, gum, jam, etc.

The trouble with HFCS?

There is no level of satiation.

Here’s what happens…

Sugar, glucose and other sugars cause the pancreas to produce insulin. Fructose does not. Fructose also has no effect on the production of leptin, a hormone produced by the body’s fat cells. Both insulin and leptin signal the body to start suppressing appetite.

When soft drinks were sweetened with sugar if you drank a lot you would probably vomit. Now you can drink a few liters and the body will tolerate it. You can also consume a whole bag of cookies and want to eat more. The same holds true for any snack sweetened with HFCS.

Also, HFCS does not raise glycemic levels, it is transformed into triglycerides, which is a kind of fat, which is found in the blood and deposited in the arteries. It raises our cholesterol and is a major factor in the cause of heart disease, heart attack and other health disorders.

Sugar and HFCS have some of the same effects on the body…here are only a few

  • Immediately depresses the immune system
  • Increases acidity in the body
  • Increases free radicals
  • Can contribute to hyperactivity, anxiety and depression
  • Causes cavities

 

How to Avoid High Fructose Corn Syrup?

1. Drink pure water, kick your soft drink habit. If you have a real addiction, reduce slowly to avoid severe withdrawal symptoms, severe headaches, etc.

2. Cook more from scratch. Making your own healthy food instead of consuming processed packaged food is one way to ensure you are not consuming HFCS.

3. Read labels carefully. If you do buy packaged foods read the labels and avoid foods with HFCS.

4. If you need to use sweetener, choose a natural sweetener

Once you start making healthy eating choices and following a healthy diet it is easy to avoid foods that contain high fructose corn syrup.

The healthier you eat the more you crave healthy foods.

 

SOURCE: www.health-and-natural-healing.com

Advertisements

เครื่องดื่ม ใส่น้ำตาล แต่งกลิ่นและสี..คิดดีๆก่อนเลือกดื่ม

dailynews130726_001ในบรรดาเครื่องดื่มที่มีขายตามท้องตลาดบ้านเรา เชื่อไหมว่า เกินกว่าครึ่ง เป็นเครื่องดื่มชนิดที่อุดมไปด้วยน้ำตาล ตกแต่งให้ดูน่าดื่มด้วยสีกลิ่น และทำให้อายุการเก็บรักษานาน ๆ ด้วยการใส่วัตถุกันเสีย พูดอย่างนี้แล้ว คอน้ำอัดลมคงร้อน ๆ หนาว ๆ กันใช่ไหม ใช่ค่ะ..ผู้เขียนกำลังหมายถึง เครื่องดื่มตั้งแต่น้ำอัดลม รวมไปจนถึงสารพัดเครื่องดื่มดับกระหาย คลายร้อนต่าง ๆ นานา ที่แทบจะไม่มีส่วนผสมของวัตถุดิบทางธรรมชาติ ในการให้รสชาติเลย ยิ่งกระแสชาเพื่อสุขภาพ ก็ได้ถูกนำมาแอบอ้าง กลายเป็นเครื่องดื่มทั้ง ๆ ที่ ผู้บริโภคแทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเครื่องดื่มนั้น ๆ เลยนอกจากพลังงานที่เกินความจำเป็น จากปริมาณน้ำตาลที่มากเกินความพอดี พูดมาเสียขนาดนี้ ผู้เขียนมิได้มีเจตนาให้ร้ายบริษัทผู้ผลิตน้ำอัดลม หรือ เครื่องดื่มรายใดเลยนะคะ เพียงแค่ต้องการให้ใช้เป็นข้อมูลทางเลือก สำหรับผู้ที่รักและใส่ใจสุขภาพในการเลือกเครื่องดื่มที่มีตามท้องตลาด ให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกายกันอย่างแท้จริง

คุณผู้อ่านเคยสังเกตดู ”ฉลากโภชนาการ” ที่กำกับอยู่ด้านข้างๆของขวดเครื่องดื่ม ก่อนเลือกซื้อ เลือกดื่ม กันบ้างไหมว่าเครื่องดื่มเหล่านี้ มีอะไรเป็นส่วนผสมอยู่บ้าง มาดูกันดีกว่าคะว่า เจ้าส่วนผสมเหล่านี้ มีประโยชน์หรือโทษอย่างไรกับร่างกายเราบ้าง

– น้ำตาล หรือ ไซรัป ส่วนประกอบหลักที่ขาดไม่ได้ และเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของบรรดาเครื่องดื่มเหล่านี้ ผู้อ่านที่รักสุขภาพทั้งหลายคงทราบกันดีอยู่แล้วใช่ไหมว่าเจ้าน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยเป็นแหล่งพลังงานให้กับร่างกายของเรา แต่ส่วนใหญ่ด้วยวิถีการใช้ชีวิต และการทำงานอย่างเรา ๆ มักได้น้ำตาลที่เกินความพอดีเข้าสู่ร่างกาย จนเป็นที่มาของโรคร้ายหลายโรคและอาการที่ไม่พึงประสงค์ต่อสุขภาพ เช่น ฟันผุ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะโรคเบาหวานนั้นเป็นอันตรายมาก ทำให้ผู้ป่วยลำบากหากไม่มีการควบคุมอาหารการกินอย่างจริงจัง จะทำให้เกิดอาการหัวใจวาย ไตล้มเหลว ตาบอด เนื้อเยื่อเน่า เท้าบวม หมดสติและอาจตายได้

นอกจากนี้สำหรับบางคน การกินน้ำตาลมากๆ ยังก่อให้เกิดปัญหาทางผิวหนังได้อีกด้วย เช่น เป็นสิวหรือฝีขึ้นมา เพราะเชื้อ อี.คอไล (E. coli) ซึ่งเป็นแบคทีเรียจำพวกหนึ่ง จะทำปฏิกิริยากับน้ำตาลที่ผ่านเข้ามาในลำไส้ ทำให้เกิดสารพิษต่าง ๆ ขึ้น เมื่อสารพิษเหล่านี้ผ่านเข้าสู่กระแสเลือด ก็จะทำให้เกิดอาการทางผิวหนังขึ้นมาได้ เห็นไหมค่ะว่าการบริโภคน้ำตาลที่มากเกินความจำเป็น มีแต่ผลร้ายที่แสนจะน่ากลัวต่อร่างกาย ว่ากันว่าน้ำอัดลม 1 กระป๋อง มีปริมาณน้ำตาลสูงเทียบเท่า น้ำตาล 8 – 10 ช้อนชาเลย

– สารเคมีแต่งสี ส่วนใหญ่สารเคมีที่ใช้ในเครื่องดื่มกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มสีสังเคราะห์ ซึ่งเป็นสารแปลกปลอม เมื่อผสมอาหารและรับประทานเข้าไป ในร่างกาย ก็จะเกิดอันตรายได้ ทั้งนี้เนื่องจากสาเหตุ 2 ประการ คือ
1. อันตรายจากตัวสีเอง เพราะสีทุกชนิดถ้าใช้มากเกินไป จะเป็นอันตรายต่อ ผู้บริโภคไม่มากก็น้อย เนื่องจากเป็นสารแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย หากร่างกาย ขับถ่ายออกไม่ทัน ก็จะสะสมอยู่ในร่างการแล้วอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายได้
2. อันตรายจากสารอื่นที่ติดมาเนื่องจากการสังเคราะห์ หรือจากกระบวน การผลิตที่แยกเอาสารเจือปนออกไม่หมด สารดังกล่าวได้แก่ โลหะหนักต่าง ๆ เซ่น โครเมียม แคดเมียม ปรอท ตะกั่ว สารหนู พลวง และเซเลเนียม เป็นต้น โลหะหนักเหล่านี้จะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ และยังเป็นสาเหตุ ของมะเร็งที่อวัยวะอื่น ๆ อีกด้วย จะเห็นได้ว่าสีผสมอาหารนั้นไม่ให้คุณค่าอะไรแก่ร่างกาย และก็ไม่มีความ จำเป็นใด ๆ ที่จะต้องใช้เลย กลับทำให้เกิดอันตรายได้อีกด้วย ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยง การบริโภคอาหาร และเครื่องดื่มที่มีการใส่สีสังเคราะห์ในส่วนผสมกันดีกว่า

– สารเคมีแต่งกลิ่น ซึ่งแต่งกลิ่น รสชาติอาหาร ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์มีการแบ่งประเภทโดยผู้บริโภคสามารถอ่านดูได้ที่ฉลากโภชนาการ เป็น 3 ประเภท ได้แก่
ประเภทที่ 1 วัตถุแต่งกลิ่นรสธรรมชาติ เป็นการนำพืชหรือวัตถุจากธรรมชาติมาสกัด
ประเภทที่ 2 วัตถุแต่งกลิ่นรส เลียนธรรมชาติ เป็นการสกัด กลิ่น รส จากพืชหรือวัตถุธรรมชาติโดยวิธีทางเคมี
ประเภทที่ 3 วัตถุแต่งกลิ่นรสสังเคราะห์ ซึ่งวัตถุแต่งกลิ่นสังเคราะห์นั้นเกิดจากส่วนผสมสารเคมี ซึ่งเป็นสารเคมีที่ไม่มีความจำเป็นต่อร่างกาย และหากขบวนการสังเคราะห์ไม่ดี ก็อาจมีสารโลหะหนักตกค้างได้ ไม่ต่างกับสารเคมีแต่งสี

– วัตถุกันเสีย เป็นสารที่ใช้ใส่ลงในอาหารเพื่อช่วยให้อาหารคงสภาพ  รส  กลิ่น  ไว้ได้นานเหมือนเมื่อแรกผลิต  สารประเภทนี้ได้แก่  สารกันหืน  สารกันบูด  หรือสารป้องกันการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ซึ่งวัตถุกันเสียที่มักใช้ในกลุ่มเครื่องดื่ม ได้แก่ กลุ่มเบนโซเอท หรือสารเคมีกลุ่มอื่น ๆ ในทางกฏหมายก็มีการกำหนดปริมาณในการใช้ทุก ๆ ชนิด นั่นหมายความว่าเจ้าสารเหล่านี้ จะมีอันตรายต่อสุขภาพเราได้ ซึ่งหากในแต่ละวัน เราได้รับสารกันบูดในปริมาณน้อย ร่างกายจะสามารถกำจัดออกทางปัสสาวะได้ตามปกติ แต่หากได้รับในปริมาณมากทุกวัน ตับและไตจะต้องทำงานหนักขึ้น และหากกำจัดออกไปไม่หมด ก็จะเกิดการสะสมในร่างกาย ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพของตับและไตในการกำจัดสารเคมีเหล่านี้ลดลง และอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยต่อตับและไตได้

ยังไม่ต้องบรรยายถึงงานวิจัยของสถาบันไหน ๆ ที่รายงานถึงอันตรายจากน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มแต่งสี กลิ่น และใส่วัตถุกันเสีย ว่าเป็นสาเหตุให้เกิดโรคร้ายใดบ้าง แค่อ่าน อันตรายจากส่วนผสมดังที่ผู้เขียนได้กล่าวมาก็น่าตกใจแล้วใช่ไหมคะ และข่าวที่เคยได้ยินมาเป็นระยะ ๆ ในการตรวจพบสารอันตรายในน้ำอัดลมยี่ห้อดัง จนเป็นเหตุให้บางประเทศประกาศชัด ให้ผู้ผลิตมีการปรับสูตรการผลิตเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคของประเทศนั้น ๆ วารสารวิชาการ “การระบาดวิทยา ตัววัดความเสี่ยงและการป้องกันมะเร็ง” ของสมาคมวิจัยมะเร็งแห่งอเมริกา รายงานว่า มีการศึกษาพบว่า การดื่มเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่มีรสหวาน จะทำให้เสี่ยงกับการเกิดเป็นมะเร็งของตับอ่อน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งอังกฤษ (British university) แนะนำว่าวัตถุกันเสียธรรมดาๆ ที่พบในน้ำอัดลม สามารถปิดสวิตซ์การทำงานของ DNA ในร่างกายได้ และอาจจะชักนำไปสู่โรคตับแข็งและโรคพิการต่างๆ เช่นโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s อาการของโรคกระตุก อันเกิดจากสมองพิการ) ดร.โมเสส เอลิซาฟ อายุรแพทย์ หัวหน้าทีมวิจัยจากมหา- วิทยาลัยไอโออันนินา เผยว่า การดื่มน้ำอัดลมมากๆ (โดยเฉพาะ น้ำสีดำ) กำลังจะเป็นปัญหาใหญ่ เพราะนอกจากทำลายฟัน ทำให้ กระดูกผุ ส่งผลถึงระบบเมตาโบลิซึม และเป็นสาเหตุของเบาหวานแล้ว ยังก่อให้เกิดภาวะไฮโปคาเลเมียหรือโพแทสเซียมในเลือดต่ำ ทำให้ กล้ามเนื้ออ่อนเพลีย ไม่มีแรง จนอาจถึงขั้นอัมพฤกษ์ อัมพาตอีกด้วย

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วผู้เขียนคงฝากเทคนิคง่าย ๆ สำหรับการเลือกบริโภคเครื่องดื่มที่จะบริโภค โดยคุณผู้อ่านควรอ่านฉลากก่อนเลือกซื้อ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง แต่งสีและกลิ่นสังเคราะห์ และใช้วัตถุกันเสีย กันดีกว่า สำหรับหลาย ๆ ท่านที่ติดน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มประเภทนี้ ก็ควรค่อย ๆ ลด ละ เลิก เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวกันเถอะ

อย่าลืมนะคะว่า You are what you eat ท่านอะไรบ่อย ๆ ก็จะส่งผลอย่างที่ผู้เขียนได้กล่าวมาแล้ว และอันตรายเหล่านี้ ไม่ได้เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างเฉียบพลัน จำเป็นต้องใช้เวลาในการสะสมวันละนิด วันละหน่อย จนเกิดโรค และเมื่อถึงวันที่เป็นโรคร้ายขึ้นมา มีเงินมากแค่ไหน ก็ซื้อสุขภาพดี ๆ กลับคืนมาไม่ได้นะคะ เลิกปลอบใจตัวเองด้วยคำพูดที่ว่า “นิดหน่อยเองไม่เป็นอะไรหรอกน่า” และหันมาดื่มเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพกันเถอะ

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

ที่มา : เดลินิวส์  26 กรกฎาคม 2556

เครื่องดื่มแก้วโปรดเร่งข้อเข่าเสื่อม

คนเราเกิดมาหลีกหนีความเสื่อมของสภาพร่างกายไม่พ้น และหนึ่งความเสื่อมที่พบได้มากก็คือ ข้อเข่าเสื่อม อย่างเช่นที่อังกฤษมีผู้สูงอายุประสบปัญหาข้อเข่าเสื่อมและกระทบต่อการใช้ชีวิตถึง 6 ล้านคน

แม้ปัญหาข้อเข่าเสื่อม คนส่วนใหญ่จะรู้กันดีว่าเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาทิ น้ำหนักตัวมากเกินไป, อิริยาบถไม่เหมาะสม เช่น นั่งยอง นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ, ขาดแคลเซียม, หรือเคยได้รับอุบัติเหตุที่ข้อเข่า ทว่านักวิจัยจากโรงพยาบาลบริกแฮมและสตรีในบอสตัน อเมริกา พบว่า พฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสมก็เป็นอีกสาเหตุที่จะเพิ่มโอกาสให้เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม แถมยังเร่งให้อาการเกิดเร็วขึ้นอีกต่างหาก

ดร.บิง ลู หัวหน้าทีมวิจัย เล่าว่า ทีมวิจัยทำการศึกษาจากผู้ป่วยรายใหม่ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมจำนวน 2,149 ราย จากนั้นจะติดตามพัฒนาการของโรคจากการเอ็กซเรย์ในระยะ 12 เดือน 24 เดือน 36 เดือน และ 48 เดือน พร้อมกับสอบถามพฤติกรรมการบริโภค โดยเฉพาะน้ำอัดลมด้วย

ผลการติดตามพัฒนาการของโรคพบว่า ผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมดื่มน้ำอัดลมมากกว่า 5 แก้วต่อสัปดาห์ กระดูกอ่อนภายในข้อเข่าของพวกเขาบางลงเฉลี่ย 0.59 มิลลิเมตร ซึ่งมากกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ดื่มน้ำอัดลม โดยกลุ่มหลังนี้กระดูกอ่อนในข้อเข่าบางลงเฉลี่ยแค่ 0.29 มิลลิเมตร

ยิ่งไปกว่านั้น การวิจัยพบว่า ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมเพศชายที่มีน้ำหนักตัวปกติ แต่ชอบดื่มน้ำอัดลมมาก ยิ่งจะทำให้สภาพข้อเข่าเสื่อมลงเร็วกว่าผู้ชายตัวอ้วนเสียอีก

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังมิได้วิเคราะห์เจาะลึกว่า ระหว่างปริมาณแคลอรีหรือส่วนผสมบางอย่างในน้ำอัดลม อะไรเป็นตัวเร่งให้สภาพข้อเข่าเสื่อมลงเร็วขึ้นกันแน่.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  19 พฤศจิกายน 2555

 

.

Related Article:

.

Sugary drinks could make knee osteoarthritis worse – a condition that affects most adults over 60

How sugary drinks can give you sore knees (especially if you’re a skinny man)

  • Osteoarthritis in the knees affects around six million adults in the UK
  • Study suggests fizzy drinks can make condition worse in all men and in normal weight women

By CLAIRE BATES

PUBLISHED: 13:08 GMT, 15 November 2012

 

Downing too many glasses of fizzy drink doesn’t just make you fat – it could also make your dodgy knees worse.

Researchers studied patients suffering from osteoarthritis in their knees, which is a common degenerative condition affecting six million older adults in the UK.

They found that the more soft drinks patients consumed, the faster their condition progressed. Slim men were found to be particularly affected.

Study leader Dr Bing Lu from Brigham and Women’s Hospital in Boston, said: ‘Little is known about the course of disability over time in patients with osteoarthritis.

‘This study may offer the potential to identify a modifiable dietary risk factor for disease progression, enable evaluation of prevailing recommendations of healthy diet, and thus have potential public health implications.’

Sugary drinks joins the other known risk factors including obesity, aging and joint stress.

For the study, researcher looked at data on 2,149 patients who had been diagnosed with osteoarthritis following an X-ray.

At the beginning of the study, each participant’s soft-drink consumption, not including sugar-free drinks was measured using a Food Frequency Questionnaire.

The researcher followed up with the participants 12, 24, 36 and 48 months later to track their OA progression as measured by joint space change in their medial knee compartments.

Body mass index (a measure of obesity) was also measured and tracked and data for men and women were analysed separately.

After controlling for BMI and other factors that may contribute to knee OA, men who consumed more soft drinks per week had worse progression of their condition.

The joint space became narrower by an average of 0.29 millimeters in men who drank no soft drinks to 0.59 millimeters in men who drank more than five soft drinks a week.

Men classed as normal weight saw their knees get worse than men who were overweight or obese. By contrast, only women of normal weight showed an association between more soft-drink consumption and knee OA progression.

The researchers concluded that the more soft drinks men drink, the worse their knees may get.

It is unclear whether this problem is due to high-calorie soft drinks leading to excess weight burdening knees, or if there are other ingredients in soft drinks that contribute to OA progression.

SOURCE: www.dailymail.co.uk

ทันตแพทยสภาเตือน ‘น้ำอัดลม’ ตัวการสำคัญปัญหาช่องปาก

ทันตแพทยสภาเตือนน้ำอัดลม ตัวการสำคัญของปัญหาสุขภาพช่องปาก ทำให้สารเคลือบฟันอ่อนบางลงทำให้ฟันผุ แนะล้างปากด้วยน้ำเปล่าและแปรงฟันถูกวิธีช่วยป้องกันได้…

เมื่อวันที่ 27 ต.ค. ทันตแพทย์ไพศาล กังวลกิจ เลขาธิการทันตแพทยสภา กล่าวว่า การบริโภคน้ำอัดลมในสหรัฐอเมริกาเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างมากในทุกวัย โดยเฉพาะในวัยเด็กและวัยรุ่น ปัญหานี้รุนแรงมากจนหน่วยงานด้านสุขภาพหลายหน่วยงาน รวมถึงสมาคมกุมารเวชศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ออกประกาศเตือนถึงพิษภัยของการบริโภคน้ำอัดลม มีเด็กในวัยเรียนจำนวนมากแค่ไหนที่ดื่มน้ำอัดลม ผลการสำรวจพบว่า 1 ใน 2 หรือ 4 ใน 5 ของเด็กบริโภคน้ำอัดลมอย่างน้อย 1 แก้วต่อวัน และมีเด็กอย่างน้อย 1 ใน 5 ที่บริโภคน้ำอัดลมอย่างน้อย 4 แก้วต่อวัน เด็กบางคนบริโภคน้ำอัดลมเป็นปริมาณถึง 12 แก้วต่อวัน ยิ่งขนาดของแก้วใหญ่แค่ไหนปัญหาก็ยิ่งร้ายแรงมากขึ้น จากขนาด 6.5 ออนซ์ในช่วงปี 1950 กลายเป็นขนาดปกติที่ 20 ออนซ์ในช่วงปี 1990 เด็กเล็กและเด็กวัยรุ่นไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวที่มีความเสี่ยง การดื่มน้ำอัดลมเป็นเวลานานจะมีผลสะสมต่อสารเคลือบฟัน ยิ่งมีอายุยาวนานมากขึ้น ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดปัญหาในช่องปากได้

เลขาธิการทันตแพทยสภา กล่าวว่า เพื่อเด็กเล็ก เด็กวัยรุ่น และผู้ใหญ่จะได้ประโยชน์จากการลดปริมาณการบริโภคน้ำอัดลมลง นอกจากนั้นพวกเขายังได้ประโยชน์จากการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากที่ดีอีกด้วย ด้วยวิธีการบริโภคดังนี้

1.เครื่องดื่มหลายๆ ประเภท ซื้อเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลน้อย เช่น น้ำเปล่า นม และน้ำผลไม้ 100% ไว้ในตู้เย็น ดื่มเครื่องดื่มเหล่านั้นแทนน้ำอัดลมและส่งเสริมให้ลูกๆ ดื่ม

2.ล้างปากด้วยน้ำเปล่า หลังจากดื่มน้ำอัดลมแล้ว ควรบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าเพื่อขจัดสิ่งตกค้างจากน้ำอัดลมที่หากปล่อยทิ้งไว้จะสามารถทำให้สารเคลือบฟันกลายเป็นกรดได้

3.ใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ และใช้น้ำยาบ้วนปากฟลูออไรด์ช่วยป้องกันฟันผุ ซึ่งจะทำให้สารเคลือบฟันมีความแข็งแรงมากขึ้น

 

ที่มา: ไทยรัฐ 27 ตุลาคม 2555

น้ำอัดลมให้โทษกับเด็ก 12 ขวบ อาจล่อแหลมกับโรคหัวใจตอนหลัง

นักวิจัยมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ของออสเตรเลียกล่าวเตือนว่า การดื่มน้ำอัดลมมากๆเป็นโทษแก่เด็ก จะล่อแหลมกับการเป็นโรคหัวใจมากขึ้น เมื่อย่างเข้าสู่ชีวิตบั้นปลาย

พวกเขาได้ศึกษากับเด็กอายุ 12 ปี จำนวน 2,000 คน พบว่า คนที่กินน้ำอัดลมวันละครั้งสองครั้งทุกวัน จะมีหลอดเลือดข้างหลังลูกตาตีบลง อันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เสี่ยงกับการเป็นโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงขึ้น

นักวิจัยกล่าวว่า “มันเป็นส่วนของหลักฐานอันหนึ่ง ที่แสดงว่าการดื่มน้ำอัดลมไม่ดีกับเด็ก การศึกษาต่อไปจะทำให้ได้หลักฐานแข็งแรงขึ้น และจะได้มีการเปลี่ยนแปลงในนโยบายและการปฏิบัติ ของเรื่องอาหารและสินค้าที่มุ่งไปถึงเด็ก”

ก่อนหน้านี้ก็เคยมีการศึกษา พบว่า เด็กที่ดูทีวีมาก ก็จะมีหลอดเลือดข้างหลังลูกตาตีบด้วยเช่นกัน.

ที่มา: ไทยรัฐ 16 เมษายน 2555