ศิริราชถอดบทเรียน ‘แองเจลินา โจลี’

dailynews130601_002กลุ่มมะเร็งเต้านม สถานวิทยามะเร็งศิริราช ร่วมกับ สาขาวิชาศัลยศาสตร์ศีรษะ คอ และเต้านม ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จัดเสวนา “การตรวจเพื่อทำนายมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ แนวทางการดูแลรักษา: บทเรียนจาก แองเจลินา โจลี” มีข้อมูลน่าสนใจจากอาจารย์หลายท่านจึงขอนำมาสรุปให้ผู้อ่านได้รับทราบกัน

เริ่มจาก ศ.นพ.พรชัย โอเจริญรัตน์ กล่าวว่า มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงทั่วโลกรวมทั้งในหญิงไทย ในประเทศไทยมีผู้ป่วยใหม่ปีละกว่า 1 หมื่นราย และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ทำให้ทราบว่าผู้ป่วยส่วนหนึ่งเกิดจากโรคมะเร็งพันธุกรรม ที่สามารถถ่ายทอดได้จากพ่อแม่สู่รุ่นลูก คาดการณ์ว่าผู้ป่วย 5-10% เกิดจากโรคพันธุกรรม ซึ่งมีประวัติหลายอย่างที่ช่วยให้แพทย์นึกถึง และมองหาโรคเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ได้แก่การพบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยกว่าคนทั่วไป เช่น เกิดมะเร็งเต้านมเมื่ออายุน้อยกว่า 50 ปี การพบมะเร็งเต้านม 2 ข้าง การพบมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ในคนเดียวกัน การพบมะเร็งเต้านมในเพศชาย การมีประวัติเป็นมะเร็งดังกล่าวหลายคนในครอบครัว ทั้งนี้มิได้หมายความว่าผู้ป่วยที่มีประวัติเช่นนี้จะต้องเป็นโรคพันธุกรรมเสมอไป หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการมองหา การวินิจฉัย และรักษาแต่เนิ่น ๆ เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยและครอบครัว

โรคมะเร็งพันธุกรรม มีสาเหตุมาจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ชื่อ บีอาร์ซีเอ 1 และบีอาร์ซีเอ 2 ผู้ที่ตรวจพบการ กลายพันธุ์ของยีนดังกล่าวจะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออายุมากขึ้น ประมาณการว่าผู้หญิงที่มีการกลายพันธุ์ของยีนดังกล่าวจะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมสูงถึง 80% และโอกาสเป็นมะเร็งรังไข่ 50%

ผศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร กล่าวว่า แองเจลินา โจลี มีประวัติมารดาป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมและเสียชีวิตจากมะเร็งรังไข่เมื่ออายุ 56 ปี ยายเสียชีวิตจากมะเร็งรังไข่เมื่ออายุ 45 ปี ทั้งนี้ตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีนบีอาร์ซีเอ 1 เธอจึงตัดสินใจทำการตัดเต้านมออกทั้ง 2 ข้าง ทั้งนี้โรคมะเร็งพันธุกรรม เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อมะเร็งสูงกว่าคนทั่วไปมาก และสามารถถ่ายทอดจากแม่สู่รุ่นลูก มีแบบแผนการถ่ายทอดชัดเจน

บีอาร์ซีเอ 1 และบีอาร์ซีเอ 2 เป็นสาเหตุของมะเร็งเต้านมและรังไข่พันธุกรรมที่พบบ่อยที่สุด ข้อมูลจากต่างประเทศพบการกลายพันธุ์ได้ประมาณ 1 ใน 500-1,000 ของประชากรทั่วไป บางเชื้อชาติพบได้บ่อย เช่น ชาวยิว ชาวไอซ์แลนด์

ทั้งนี้สามารถตรวจการกลายพันธุ์ของยีนด้วยการตรวจเลือด โดยมีค่าใช้จ่ายสูงประมาณ 5 หมื่นบาท ใช้เวลาตรวจ 3-4 เดือน ดังนั้นไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องไปตรวจ บีอาร์ซีเอ 1 และบีอาร์ซีเอ 2 แต่ควรตรวจในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง ที่มีประวัติเป็นมะเร็งเต้านมอายุน้อย เป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ในคนเดียวกัน มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมหรือรังไข่หลายคน ผู้ชายที่เป็นมะเร็งเต้านม

รศ.พญ.พรพิมพ์ กอแพร่พงศ์ กล่าวว่า ในปัจจุบันพบว่าก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ 2-3 เซนติเมตรผู้ป่วยอาจคลำได้เอง ก้อนขนาด 1-2 เซนติเมตรคลำได้โดยผู้เชี่ยวชาญ แต่ก้อนเล็กกว่านั้นตรวจพบโดยการตรวจคัดกรองปกติโดยแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ หรือตรวจคัดกรองแบบพิเศษด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ)

พญ.ศิริโสภา เตชะวัฒนวรรณา กล่าวถึงการป้องกันมะเร็งเต้านมด้วยยา ทาม๊อกซิเฟน ว่า เป็นยาฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ใช้ในการรักษาเนื้อร้ายของเต้านมที่มีการแสดงออกของเซลล์เป็นชนิดตอบสนองต่อฮอร์โมน รับประทานวันละหนึ่งครั้งขนาด 20 มก. เพื่อป้องกันเนื้อร้ายของเต้านมในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค แต่ยาอาจมีผลข้างเคียง คือ ปวดศีรษะ ซึมเศร้า สับสน บวมตามแขนและขา ช่องคลอดแห้ง ตกขาวมากกว่าปกติ น้ำหนักลด มีอาการคลื่นไส้ ประจำเดือนผิดปกติ เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งมดลูก และเพิ่มโอกาสของลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด

ผู้หญิงที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดมะเร็งเต้านมในระดับยีน มีข้อควรปฏิบัติ คือ ฝึกคลำเต้านมด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ 18 ปี พบแพทย์เพื่อตรวจเต้านมตั้งแต่อายุ 25 ปีทุก 6-12 เดือน ตรวจแมมโมแกรมและเอ็มอาร์ไอตั้งแต่อายุ 25 ปีทุกปี หรือเริ่มที่อายุน้อยที่สุดของญาติพี่น้องได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเนื้อร้ายของเต้านม ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง แนะนำเรื่องการลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมด้วยการตัดเต้านมทั้ง 2 ข้าง ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อประเมินและวางแผนเรื่องคุณภาพชีวิตทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อลดความเสี่ยงของมะเร็งรังไข่ด้วยการตัดรังไข่ทั้ง 2 ข้าง โดยแนะนำผ่าตัดภายหลังคลอดบุตรแล้วหรืออายุ 35-40 ปี สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ทำการผ่าตัดรังไข่ออก พิจารณาทำการอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดร่วมกับตรวจค่าเนื้อร้ายในเลือดทุก 6 เดือนตั้งแต่อายุ 30 ปี

ส่วนผู้ชายที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งเต้านมในระดับยีน มีข้อปฏิบัติ คือ ฝึกคลำเต้านมด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ 35 ปี พบแพทย์เพื่อตรวจเต้านมตั้งแต่อายุ 35 ปีทุก 6-12 เดือน ในผู้ชายที่มีฐานเต้านมแนะตรวจแมมโมแกรมตั้งแต่อายุ 40 ปีทุกปี แนะนำการตรวจหาเนื้อร้ายของต่อมลูกหมากตั้งแต่อายุ 40 ปี

ดร.นพ.สืบวงศ์ จุฑาภิสิทธิ์ กล่าวว่า การตัดเต้านมออกทั้งหมดสามารถทำได้เพื่อวัตถุประสงค์ 2 อย่างคือ 1. เพื่อการรักษาคือตัดเต้านมออกเพื่อรักษามะเร็งเต้านมและ 2. เพื่อป้องกันมะเร็งเต้านม คือ ตัดออกตั้งแต่ยังไม่เป็นมะเร็งในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตามการผ่าตัดเต้านมออกแล้ว ไม่สามารถรับประกันได้จะไม่เป็นมะเร็งเต้านมอีก เพราะเป็นแค่การลดความเสี่ยงได้ประมาณ 90% เท่านั้น

ข้อเสียของการตัดเต้านมระยะสั้น คือ เสียเลือด เลือดออก เกิดการอักเสบติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด เกิดแผลเป็นและรอยเย็บ ข้อเสียระยะยาว คือ การสูญเสียเต้านมอย่างถาวร ทำให้ผู้หญิงส่วนหนึ่งสูญเสียความมั่นใจ ไม่สามารถให้นมบุตรได้ ทั้งนี้มีการผ่าตัดเพื่อเสริมเต้านมโดยเก็บผิวหนังบริเวณเต้านมส่วนนอกเอาไว้เอาแต่ตัดเนื้อเต้านมข้างในออก แล้วใช้ถุงเต้านมเทียม หรือเนื้อเยื่อจากร่างกายส่วนอื่น ซึ่งอาจทำทันทีพร้อมการตัดเต้านมหรือทำหลังการตัดเต้านมแล้ว

ผศ.พญ.สุวนิตย์ ธีระศักดิ์วิชยา กล่าวว่า ข้อมูลที่ควรทำความเข้าใจก่อนการพิจารณาตัดสินใจผ่าตัดรังไข่เพื่อป้องกันมะเร็ง คือ ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ของผู้ที่เป็นพาหะของยีนบีอาร์ซีเอ การประเมินประโยชน์ที่จะได้รับภายหลังตัดรังไข่และท่อนำไข่ ภายหลังการตัดรังไข่ควรได้รับการดูแลป้องกันและเฝ้าระวังภาวะที่เกิดจากการพร่องฮอร์โมนเอสโตรเจน ได้แก่ ภาวะกระดูกบาง ภาวะไขมันในเลือดสูง อาการร้อนวูบวาบ อารมณ์แปรปรวน ผิวแห้ง ช่องคลอดแห้ง

ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ ท่อนำไข่ของผู้ที่เป็นพาหะของยีนบีอาร์ซีเอ พบได้ประมาณ 10 เท่าของคนทั่วไป ซึ่งมะเร็งรังไข่ไม่มีวิธีการตรวจคัดกรอง โดยประโยชน์ที่ได้จากการตัดรังไข่ และท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้าง คือ ลดการเกิดมะเร็งรังไข่และท่อนำไข่ แต่ยังอาจเกิดมะเร็งเยื่อบุผิวช่องท้องที่มีอาการคล้ายมะเร็งรังไข่ได้ ไม่เกิดโรคที่มีเหตุจากรังไข่ เช่น ซีสต์ หรือถุงน้ำรังไข่อื่น ๆ ไม่มีระดู การผ่าตัดทำได้ง่ายด้วยการส่องกล้อง แผลผ่าตัดเล็ก ฟื้นตัวเร็ว

พญ.พูลพิศ ธงไชย กล่าวว่า เพื่อป้องกันมะเร็งเต้านม ควรตรวจเต้านมด้วยตัวเองโดยเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป และตรวจเป็นประจำสม่ำเสมอตลอดชีวิต ส่วนการตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรมควรทำทุก 3 ปีในสตรีอายุ 20-39 ปี และทำทุกปีในสตรีอายุ 40 ปีขึ้นไป การตรวจด้วยเครื่องถ่ายภาพรังสีเต้านม แนะนำให้ทำเป็นพื้นฐานเมื่ออายุ 35 ปี หากผลการตรวจปกติแนะนำตรวจอีกครั้งระหว่าง 35-40 ปี อายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจปีละครั้ง และอาจใช้อัลตราซาวด์ร่วมด้วย อายุ 70 ปีขึ้นไป ให้พิจารณาเป็นรายบุคคล โดยพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของประโยชน์จากการตรวจและการมีชีวิตอยู่ต่อไป หากคาดว่าจะมีอายุต่อไปไม่เกิน 5 ปีก็สามารถหยุดตรวจได้ สำหรับผู้มีอาการผิดปกติที่เต้านมไม่ว่าช่วงอายุใดควรรีบไปพบแพทย์ทันที.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

 

ที่มา : เดลินิวส์ 1 มิถุนายน 2556

Advertisements

ตรวจตราเต้านมเสียบ้าง ถ้าไม่อยากจอแบนเหมือน’แองเจลินา โจลี’

thairath130518_001กรณีดาราฮอลลีวูด แองเจลินา โจลี เผยข่าวการตัดสินใจครั้งสำคัญผ่านบทความ “My medical choice” ใน นสพ.นิวยอร์กไทมส์ เกี่ยวกับการผ่าตัดเต้านมออกทั้งสองข้างเพื่อลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านมจาก 87% ให้ลดลงเหลือเพียงไม่ถึง 5% ซึ่งมีหลายกระแสชื่นชมในการตัดสินใจ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ โอกาสที่เธอจะเป็นมะเร็งค่อนข้างสูง

thairath130518_001aจากผลการตรวจยีนส์ทำให้พบว่าเธอมีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA 1 และตัดสินใจตัดเต้านมออกทั้งสองข้าง โดยเก็บผิวหนังทั้งหมดและหัวนมเอาไว้ หรือที่เรียกว่า bilateral prophylactic nipple-areolar complex sparing mastectomy โดยใช้เทคนิค nipple delay procedure ก่อนที่จะทำการผ่าตัดเอาเนื้อเต้านมออกมาเพื่อเพิ่มโอกาสอยู่รอดของหัวนม จากนั้นก็ได้ใส่เต้านมเทียมชนิดชั่วคราวไว้ใต้กล้ามเนื้อหน้าอก และมาเปลี่ยนเป็นแบบถาวรในภายหลัง
thairath130518_001bด้าน นพ.ธงชัย ศุกรโยธิน ศัลยแพทย์ด้านมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลเวชธานี เผยว่า การตรวจหาความผิดปกติของยีน BRCA ในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายและไม่ได้ใช้ประจำในปัจจุบัน การตรวจมีค่าใช้จ่ายสูงและยังไม่มีการศึกษาถึงประโยชน์ของการตรวจที่ชัดเจนในประเทศไทย แต่ในต่างประเทศมีการศึกษารวมทั้งมีเกณฑ์ที่จะใช้คัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการที่จะมียีน BRCA ที่ผิดปกติ จึงทำให้มีการตรวจที่แพร่หลาย ส่วนเทคนิคในการผ่าตัดที่เลาะเอาเนื้อเยื่อเต้านมโดยเก็บหัวนมและผิวหนังด้านนอกเอาไว้ ยังไม่ถือว่าเป็นวิธีมาตรฐานของการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านม 

โดยในต่างประเทศทั้งแถบยุโรปและอเมริกายังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย แต่ก็นำมาใช้ในการผ่าตัดรักษาผู้ที่พบว่าเป็นมะเร็งเต้านมในบางกรณี โดยอาจจะต้องมีการฉายแสงที่บริเวณหัวนมที่เก็บไว้ ทั้งฉายแสงในห้องผ่าตัดเลยหรือฉายแสงภายหลัง เพื่อลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำ ในประเทศไทยก็เริ่มมีการผ่าตัดเทคนิคนี้เพิ่มมากขึ้นแต่ยังมีจำนวนไม่มากนัก

สำหรับการตัดสินใจชิงตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการตัดเต้านมออกก่อน ทั้งๆ ที่ยังไม่พบว่าเป็นมะเร็งนั้น นพ.ธงชัย กล่าวว่า “เมื่อผลตรวจออกมาว่ามีความผิดปกติของยีน BRCA1 คนๆ นั้นมีความเสี่ยงถึง 65-81% บ่งชี้ว่ามีแนวโน้มเป็นมะเร็งเต้านมในอนาคต และถ้ามีความผิดปกติของยีน BRCA2 ก็จะมีความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม 45-85% ดังนั้นจึงควรป้องกันหรือให้การรักษาไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง ตามแนวทางซึ่งผู้ป่วยสามารถพิจารณาร่วมตัดสินใจกับแพทย์ดังนี้

1. ตัดเต้านมออกสองข้าง
2. ตัดรังไข่ออกสองข้าง
3. การบำบัดรักษาโดยการใช้ยา ซึ่งจะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ป่วยประกอบกับดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา

thairath130518_001cทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ยังไม่ทราบว่าเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ ก็ต้องหมั่นสังเกตเต้านมด้วย ซึ่งวิธีที่สามารถดูได้ด้วยตนเองก็คือ การคลำเต้านมเพื่อตรวจหาความผิดปกติ โดยมีอยู่ 3 ขั้นตอนคือ

•    คลำโดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดเบาๆ ที่เต้านมจากยอดสู่ฐานโดยหมุนเป็นลักษณะก้นหอย
•    คลำโดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดเบาๆ ที่เต้านมตามแนวเส้นตรงขึ้น-ลงจากด้านข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่งของแต่ละเต้า
•    คลำโดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดเบาๆ ที่เต้านมจากด้านข้างขึ้น-ลงซิกแซกต่อเนื่องจนทั่วเต้านม

ทั้งนี้ วิธีดังกล่าวอาจเป็นการตรวจด้วยตัวเองแค่เบื้องต้น แต่ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าเต้านมมีก้อนมะเร็งหรือไม่ ทางที่ดีที่สุด จึงควรรีบมาพบแพทย์เพื่อทำการพิสูจน์ให้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันจะใช้วิธีการเจาะตรวจเนื้อเยื่อโดยอาศัยเครื่องแมมโมแกรมค้นหาพิกัดตำแหน่งที่ผิดปกติของเต้านม (Stereotactic Biopsy) โดยจะประมวลผลจากคอมพิวเตอร์ จากนั้นจะใช้เข็ม ATEC เจาะเข้าไปจัดชิ้นเนื้อในตำแหน่งที่ผิดปกติ ซึ่งจะทำงานร่วมกับเครื่อง Suros  ซึ่งเข็มชนิดนี้จะมีข้อดีตรงที่สามารถดูดชิ้นเนื้อออกมาได้หลายชิ้นจากการเจาะเพียงครั้งเดียว เพราะเมื่อทำงานร่วมกับเครื่องตัวนี้จะสามารถหมุนได้ 360 องศา ทำให้ลดอาการเจ็บ อักเสบ และเนื้อเยื่อเต้านมช้ำ ของผู้ป่วยทั้งระหว่างและหลังผ่าตัด ผู้ป่วยจึงสามารถฟื้นตัวได้เร็ว ที่สำคัญขนาดของแผลนั้นเล็กเท่ารูเข็มเท่านั้น ซึ่งการตรวจพิกัดก้อนมะเร็งนั้นต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์อย่างมาก ที่สำคัญต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์รังสีวิทยา

ในด้านการรักษาที่ผ่านมาแนวทางการรักษาโรคนี้ก็คือการผ่าตัด การฉายแสง การให้ยาเคมีบำบัด การให้ยาต้านออร์โมน และการรักษาด้วยยาที่เป้าหมายมะเร็ง

thairath130518_001d

สำหรับในกลุ่มผู้หญิงที่อายุยังน้อย แต่เกิดเป็นโรคนี้ แน่นอนว่าการสูญเสียเต้านมข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างไปจากการรักษา คงเป็นเรื่องที่ทรมานใจมาก เพราะผู้หญิงยังต้องการความสมบูรณ์ในสรีระของตัวเองอยู่ การรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบันนี้จึงมีทางเลือกใหม่ด้วยการเสริมเติมเต็มเต้านมจากการผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออกที่สามารถทำได้ทันทีในคราวเดียวกัน โดยใช้เนื้อส่วนแผ่นหลัง และท้องน้อยของผู้ป่วยมาใช้ ซึ่งเทคนิคการผ่าตัดนั้น ด้าน ผศ.พญ.เยาวนุช คงด่าน ผู้อำนวยการ Breast Center โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่าเป็นการผ่าตัดด้วยเทคนิคการย้ายไขมัน และกล้ามเนื้อที่ท้องหรือแผ่นหลังของผู้ป่วยมาปลูกถ่าย เพื่อทดแทนส่วนที่เสียไปจะใช้เวลาในผ่าตัดประมาณ 4-5 ชั่วโมง ข้อดีของการผ่าตัดวิธีนี้คือ เป็นการถือโอกาสกำจัดไขมันส่วนเกินหน้าท้องไปพร้อมกัน แถมยังได้เต้านมที่สวยงามกลับมาทันที แต่ข้อเสียก็คืออาจใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นอย่างน้อย 5-7 วัน

ในส่วนของการเลาะกล้ามเนื้อแผ่นหลังเพื่อเสริมเต้านั้นที่ผ่านมาวิธีนี้มีข้อจำกัดในการเลาะกล้ามเนื้อ ทำให้ได้ปริมาณไม่เพียงพอ ซึ่งต้องใช้แพทย์ที่มีความชำนาญสูง ซึ่ง ผู้อำนวยการ Breast Center โรงพยาบาลเวชธานีได้อธิบายต่อว่า ศัลยแพทย์จะต้องมีความรู้เชี่ยวชาญตั้งแต่การประเมินปริมาณ และการทำงานของกล้ามเนื้อแผ่นหลัง เพราะจะสามารถประมาณขนาดของเต้านมที่เสริมสร้างมาใหม่ได้ ข้อดีของการผ่าตัดด้วยวิธีนี้คือ ใช้เวลาพักฟื้นเพียง 3-4 วันเท่านั้น เนื่องจากกล้ามเนื้อแผ่นหลังมีการสมานและเลือดหล่อเลี้ยงได้ดีกว่า แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นนักกีฬา หรือผู้ที่ทำอาชีพที่ต้องใช้กล้ามเนื้อหนักๆ หลังการผ่าตัดอาจไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่เหมือนเดิม

ทั้งนี้ กล้ามเนื้อบริเวณหลังที่หนาประมาณ 2 เซนติเมตร สามารถสร้างเต้านมใหม่ขนาดกลางได้ ยิ่งถ้าหนากว่านี้ และมีเนื้อมากก็ยิ่งสร้างเต้านมขนาดใหญ่ได้ ส่วนในผู้ป่วยที่มีรูปร่างผอมบาง อาจสร้างเต้านมได้ขนาดเล็กเท่านั้น เนื่องจากกล้ามเนื้อมีไม่เพียงพอ 

การผ่าตัดเสริมเต้านมใหม่พร้อมกับการกำจัดเนื้อร้ายทั้ง 2 วิธีนี้แม้ว่าจะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติและมีความสุขเหมือนเดิมแล้ว แพทย์ก็ยังต้องให้การรักษาร่วมกับวิธีอื่นเพื่อลดโอกาสการเกิดซ้ำในช่วง 2-3 ปีแรกของการรักษา ดังนั้น ผู้ป่วยจึงต้องหมั่นมาตรวจเช็กสุขภาพเป็นประจำหลังผ่านการรักษาโรคมะเร็งไปแล้วจะดีที่สุด

ขอบคุณข้อมูล: Breast Center โรงพยาบาลเวชธานี

ที่มา : ไทยรัฐ 18 พฤษภาคม 2556

thairath130518_001e

รู้จักยีนเสี่ยงมะเร็งเต้านม “แองเจลีนา โจลี”

dailynews130518_002เป็นข่าวใหญ่ที่อยู่ในความสนใจของคนทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย เมื่อดาราดังอย่าง “แองเจลีนา โจลี” ตัดสินใจผ่าตัดเต้านมออกทั้ง 2 ข้าง เนื่องจากคณะแพทย์ตรวจพบยีนผิดปกติที่ชื่อว่า “บีอาร์ซีเอ 1” (BRCA1) ในร่างกายเธอ ซึ่งเป็นยีนเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ โดยคณะแพทย์ประเมินว่า เธอมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งเต้านมถึง 87% และมะเร็งรังไข่ 50% แต่หลังผ่าตัดแล้ว ความเสี่ยงดังกล่าวลดลงมาเหลือเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผศ.พญ.เยาวนุช คงด่าน หน่วยศัลยศาสตร์เต้านมและต่อมไร้ท่อ ภาควิชาศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายว่า  “บีอาร์ซีเอ 1” เป็นยีนที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ถ้ามีการถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก อาจทำให้คนที่มียีนดังกล่าวเกิดมะเร็งได้ สมมุติว่ามีคนไข้ 100 คน มียีนบีอาร์ซีเอ 1 โอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมีถึง 80-90 คน และโอกาสที่จะเป็นมะเร็งรังไข่ 50-60 คน ถ้าทิ้งไว้ต้องเป็นมะเร็งแน่ ๆ เพราะฉะนั้นคนที่มียีนบีอาร์ซีเอ 1 ต้องมาคิดต่อเหมือนแองเจลีนา โจลี ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เป็นมะเร็ง ก็เลยต้องทำการผ่าตัด

ในคนไข้มะเร็งเต้านม 100 คน ประมาณ 5-10 คนเท่านั้นที่มียีนผิดปกติตัวนี้  อย่างไรก็ตามโดยส่วนใหญ่ของคนไข้มะเร็งเต้านมกว่า 90% ก็ไม่ได้แปลว่าเกิดจากยีนผิดปกติตัวนี้ แต่คนที่ยีนผิดปกติจำนวน  80-90%เป็นมะเร็งแน่

การตัดเต้านมออกทั้งเต้าไม่ได้หมายความว่าป้องกันมะเร็งเต้านมได้ 100% เพราะตัดยังไงมันก็ไม่หมดหรอก อาจมีหลงเหลือเซลล์อยู่บ้าง ก็อาจป้องกันได้ประมาณ 90%  สำหรับมะเร็งเต้านม แต่จะป้องกันมะเร็งรังไข่ไม่ได้ เพราะรังไข่ยังอยู่ ดังนั้นก็ต้องตัดรังไข่ด้วย  บางคนจึงต้องตัดทั้งเต้านมและรังไข่ออกไป

ถามว่ามีทางเลือกอื่นหรือไม่ เช่น บางคนเลือกตัดรังไข่อย่างเดียว โดยที่ไม่ตัดเต้านม คือ ถ้าตัดรังไข่อย่างเดียวก็อาจจะป้องกันมะเร็งรังไข่  และจะป้องกันมะเร็งเต้านมได้เกือบครึ่งหนึ่ง เพราะว่ามะเร็งเต้านมมี 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีตัวรับฮอร์โมนกับชนิดที่ไม่มีตัวรับฮอร์โมน  คือ รังไข่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนไปกระตุ้นมะเร็งเต้านมชนิดที่มีฮอร์โมนเป็นบวก เพราะฉะนั้นการตัดรังไข่จะป้องกันมะเร็งเต้านมด้วยประมาณ 40%  แต่ถ้ามะเร็งเต้านมชนิดที่ฮอร์โมนเป็นลบการตัดรังไข่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร

ไม่ผ่าตัดได้หรือไม่ กินยาได้หรือไม่ คำตอบ คือ มียารักษามะเร็งตัวหนึ่ง ถ้ากินยาตัวนี้จะไปลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมลง 40% แต่ไม่ลดความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ ดังนั้นอาจไม่ค่อยนิยม  ซึ่งคนไข้บางคนอาจจะไม่ทำอะไรเลย อย่างไรก็ตามวิธีการที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ คือ ตัดเต้านมและรังไข่ออก

ในบ้านเราเจอคนไข้ที่มียีนดังกล่าวน้อยกว่าต่างประเทศ โดยยีนดังกล่าวมี  2 ตัว คือ บีอาร์ซีเอ 1 และบีอาร์ซีเอ 2 แต่เปอร์เซ็นต์การเกิดมะเร็งแตกต่างกันนิดหน่อย โดยยีนทั้ง 2 ตัวโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมเหมือนกัน แต่ความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ยีนบีอาร์ซีเอ 1จะมากกว่ายีนบีอาร์ซีเอ 2

ถามว่าใครควรจะไปตรวจบ้าง ไม่ใช่ว่าทุกคนอ่านข่าวแองเจลีนา โจลี แล้วไปตรวจยีนกันหมด คนที่มีความเสี่ยง คือ มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยเฉพาะเป็นตอนอายุน้อยกว่า 35 ปีต้องระวัง แต่ถ้าไม่มีลักษณะแบบนี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปตรวจ ปัจจุบันในบ้านเรามีการตรวจหายีนดังกล่าวไม่เยอะ วิธีการตรวจคือเก็บตัวอย่างเลือดส่งตรวจ แต่ก่อนตรวจต้องให้คำปรึกษาคนไข้ก่อน ถ้าคนไข้ไม่คิดที่จะตัดเต้านมหรือรังไข่ก็ไม่ต้องไปตรวจให้ไม่สบายใจ

ด้าน นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข  กล่าวว่า มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากในหญิงไทยเป็นอันดับ 1 ในปีหนึ่งมีคนไข้รายใหม่ประมาณ 13,000 ราย การตรวจยีนบีอาร์ซีเอ 1 หรือ บีอาร์ซีเอ 2 นั้นเป็นการตรวจพิเศษ บ้านเราไม่ได้ตรวจกันมากนัก จึงไม่มีสถิติว่ามากน้อยแค่ไหน

กลุ่มเสี่ยงที่อาจจะต้องหายีนบีอาร์ซีเอ 1หรือ บีอาร์ซีเอ 2 คือ มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม 2 ข้างหรือมีประวัติเป็นมะเร็งรังไข่ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งอายุน้อยกว่า 45 ปี  อย่างไรก็ตามก่อนตรวจจะต้องมีการให้คำปรึกษาก่อน ว่าตรวจเจอแล้วจะต้องทำอะไรต่อไป การตัดเต้านมออกก็เป็นวิธีการรักษาอย่างหนึ่ง แต่ในบ้านเราอาจจะแนะนำให้คนไข้มาตรวจคัดกรองถี่ขึ้น

ท้ายนี้อยากฝากว่าถ้าไม่มีความเสี่ยงก็ไม่ต้องไปตรวจหายีนดังกล่าว การเฝ้าระวังเป็นวิธีที่ดีที่สุด คือ แทนที่จะไปตรวจยีนก็มาตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรม หรือ ในคนที่มีความเสี่ยงอาจจะเพิ่มวิธีการตรวจที่ดีขึ้นคือ ใช้เอ็มอาร์ไอร่วมกับแมมโมแกรม  แต่อย่างที่บอกความเสี่ยงทางพันธุกรรมบ้านเราไม่เยอะ ดังนั้นอย่าไปตกใจ.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

 

ที่มา : เดลินิวส์  18 พฤษภาคม 2556