รู้ทันป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

dailynews140928_02สมาพันธ์หัวใจโลก กำหนดให้วันที่ 29 กันยายนของทุกปี เป็นวันรณรงค์หัวใจโลก เนื่องจากกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยและของโลก

รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหา วิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นทุกปี โดยผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าผู้หญิง แต่ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนแล้วมีโอกาสจะเป็นโรคนี้ได้เท่ากับผู้ชาย ทั้งนี้เวลาพูดถึงโรคหัวใจส่วนใหญ่คือโรคของหลอดเลือดหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือ ตัน

สาเหตุที่ผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง เพราะว่าผู้ชายมีปัจจัยเสี่ยง คือ สูบบุหรี่มากกว่า มีระดับคอเลสเตอรอลมากกว่า เครียดมากกว่า สำหรับผู้หญิงก่อนวัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงมีฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นตัวป้องกันไม่ให้ไขมันจับในหลอดเลือด แต่หลังจากหมดประจำเดือนไปแล้ว คือ หมดฮอร์โมนเอสโตรเจน ข้อดีของการป้องกันก็หายไป ดังนั้นหมดประจำเดือนผู้หญิงจึงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจเท่ากับผู้ชาย

สำหรับผู้หญิงที่จะเป็นโรคหัวใจก่อนวัยหมดประจำเดือน อาจมาจากการใช้ยาคุมกำเนิด ซึ่งจะทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ง่าย ก็อาจจะมีโอกาสเป็นโรคลิ่มเลือดหัวใจอุดตันได้

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ อาหาร บุหรี่ ความเครียด ความอ้วน และการไม่ออกกำลังกาย ในปัจจุบันต้องยอมรับว่า อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ระดับคอเลสเตอรอลของคนไทยใน 10 ปีหลังมานี้เพิ่มขึ้น เพราะเป็นสังคมแห่งการกินดีอยู่ดี ใครเกิด ใครเสียชีวิต ดีใจ เสียใจก็กิน ไม่ได้เป็นการกินเพราะความหิว แต่เป็นการกินเพราะความอยาก

ลักษณะอาหารก็เปลี่ยนไปเป็นอาหารประเภท ชีส เค้ก ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ หาได้ทั่วไป อัตราการสูบบุหรี่ไม่ได้ลดลง ปัจจัยเสี่ยงก็ยังมีอยู่เยอะ คนอ้วนมีเยอะ ความอ้วนเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดโรคหัวใจ ขณะเดียวกันการต่อสู้ดิ้นรนในสังคมมากขึ้น ความเครียดมากขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่ง

ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการรักษา การทำบอลลูนช่วยชีวิตผู้ป่วย ทำให้อัตราการเสียชีวิตน้อยลง จากเดิมอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 25- 30% ในปัจจุบันการเสียชีวิตลดลงเหลือน้อยกว่า 5% แสดงว่าการรักษาดีขึ้น แต่ไม่ได้เก่งเรื่องการป้องกัน ไม่สามารถป้องกันให้คนเป็นโรคน้อยลงได้ อีกอย่างที่อยากจะบอก คือ

ความรู้ในโซเชียลมีเดียที่แพร่กระจายกันนั้น ข้อมูลหลายอย่างเชื่อถือไม่ได้ เช่น การบอกว่ากินน้ำมันมะพร้าวแล้วไขมันไม่สูง หรือบอกว่าคอเลสเตอรอลไม่เกี่ยวกับโรคหัวใจ ตรงนี้เป็นข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันเยอะมาก

ถ้ามีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น เดินแล้วเหนื่อย นอนราบไม่ได้ ควรไปพบแพทย์ทันที สำหรับคนอายุยังน้อยที่มีความเสี่ยง เช่น ญาติพี่น้องเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ปัจจุบันมีการตรวจบางอย่างที่พอจะบอกได้ ถือเป็นทางเลือกอย่างหนึ่ง ดีกว่าการตรวจร่างกายทั่วไป เช่น การตรวจหินปูนในหลอดเลือดหัวใจซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่แพงนัก

คนที่มีหินปูนเยอะโอกาสจะเป็นโรคหัวใจก็เยอะ ดังนั้นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น หยุดสูบบุหรี่ หรือกินยาเพื่อลดคอเลสเตอรอล แม้ระดับคอเลสเตอรอลจะไม่สูงมาก แต่การลดระดับคอเลสเตอรอลน่าจะป้องกันโรคหัวใจในคนกลุ่มนี้ได้

ด้าน นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สถานการณ์ในประเทศไทย ในช่วงปี 2554-2556 พบว่า อัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ต่อประชากร 100,000 คน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ในปี 2556 มีผู้เสียชีวิต 54,530 คน เฉลี่ยวันละ 150 คนหรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คนสะท้อนว่าโรคหัวใจขาดเลือดเป็นโรคที่รุนแรงและต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน

อาการที่บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ จุกแน่นหน้าอก จุกบริเวณยอดอกตรงกลางมักเป็นในขณะออกกำลังกาย หลังจากหยุดออกกำลังกายอาการจะดีขึ้น มีอาการเจ็บหน้าอกเหมือนมีอะไรมากดทับ อาการเจ็บจะปวดร้าวไปที่หัวไหล่ซ้ายหรือไปที่กราม ถ้าอาการเจ็บหน้าอกเป็นนานเกินกว่า 5 นาที พักแล้วไม่ทุเลาหรืออาการเจ็บรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ต้องรีบพบแพทย์ หรือถ้ามีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติโดยเฉพาะเวลาทำงาน หัวใจเต้นผิดปกติ จังหวะการเต้นของชีพจร มีสะดุดหรือไม่สม่ำเสมอ

ที่สำคัญประชาชนจะต้องปฏิบัติตนให้ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน งดอาหารมัน เค็ม เพิ่มผัก ผลไม้ และอาหารที่มีเส้นใย ทำจิตใจให้แจ่มใส งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อประเมินภาวะสุขภาพและระดับความเสี่ยงซึ่งเป็นปัจจัยการเกิดโรคหัวใจได้.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 28 กันยายน 2557

 

Advertisements

บุหรี่ทำร้ายสตรี หนักยิ่งกว่าบุรุษ

thairath130506_002วารสาร “มะเร็งโรคระบาดวิทยาตัววัดความเสี่ยงและการป้องกัน” เปิดเผยว่า บุหรี่เป็นอันตรายกับผู้หญิงเสียยิ่งกว่าผู้ชาย มันทำให้ผู้หญิงเสี่ยงกับโรคมากขึ้นอีกร้อยละ 19 ในขณะที่ผู้ชายเสี่ยงร้อยละ 9

มหาวิทยาลัยโตรอนโตของแคนาดา ได้ศึกษาจากสถิติทางการแพทย์ของคนไข้ 600,000 คน พบว่าผู้หญิงที่สูบบุหรี่เสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งลำไส้สูงกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า “ผลการศึกษาส่อให้รู้ว่าบุหรี่เป็นพิษแก่ร่างกาย ผู้หญิงหนักกว่าของผู้ชาย”

ก่อนหน้านี้ ผู้เชี่ยวชาญเคยพบมาบ้างแล้วว่าสตรีจะต้องเสี่ยงกับโรคหัวใจวายมาตั้งแต่เริ่มสูบ มากกว่าผู้ชายที่ติดบุหรี่โดยไม่อาจทราบสาเหตุได้
ทางหน่วยวิจัยโรคมะเร็งของอังกฤษเคยบอกไว้ว่า “เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าการสูบบุหรี่ทำให้เป็นมะเร็งได้อย่างต่ำถึง 14 ชนิด รวมทั้งมะเร็งลำไส้”.

ที่มา : ไทยรัฐ 6 พฤษภาคม 2556

.

Related Article:

.

One in five UK women is a smoker

One in five UK women is a smoker

Smoking ‘poses bigger risk to women’

By Michelle Roberts
Health editor, BBC News online
1 May 2013

Smoking may pose a bigger health threat to women than men, say researchers.

Women who smoke have a higher risk of cancer than men, Norwegian investigators found.

They looked at the medical records of 600,000 patients and discovered the bowel cancer risk linked to smoking was twice as high in women than men.

Female smokers had a 19% increased risk of the disease while male smokers had a 9% increased risk, Cancer Epidemiology, Biomarkers & Prevention reports.

For men and women, the evidence is clear – being a non-smoker means you’re less likely to develop cancer, heart disease, lung disease and many other serious illnesses”

Sarah Williams of Cancer Research UK

In the study, nearly 4,000 of the participants developed bowel cancer. Women who started smoking when they were 16 or younger and those who had smoked for decades were at substantially increased risk of bowel cancer.

Biologically vulnerable?

The University of Tromso team who carried out the research say it is the first study to show women who smoke less than men still get more colon cancer.

But they were unable to take into account other factors that might affect the risk of this type of cancer, such as alcohol and diet.

The findings suggest that women may be biologically more vulnerable to the toxic effects of tobacco smoke.

Experts already know that women who start smoking increase their risk of a heart attack by more than men who take up the habit, although it is not clear why.

A new piece of research published in the Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism suggests a possible explanation.

A team from the University of Western Australia found teenaged girls exposed to passive smoking had lower levels of the “good” form of cholesterol that reduces heart disease risk.

Second-hand smoke

Second-hand smoke did not appear to have the same impact on teenage boys, however.

The study looked at more than 1,000 adolescents living in Perth, Australia.

Lead researcher Chi Le-Ha said: “Considering cardiovascular disease is the leading cause of death in women in the Western world, this is a serious concern.”

Around one in every five men and women in the UK is a smoker.

Although smoking rates have been falling among both sexes, the decline has been less rapid in women.

In England in 2010, more than a quarter of secondary school pupils had tried smoking at least once and 5% were regular smokers. Girls were more likely to smoke than boys – 9% of girls had smoked in the last week compared with 6% of boys.

Quitting smoking cuts your risk of many diseases, including cancer.

According to research in more than one million women, those who give up smoking by the age of 30 will almost completely avoid the risks of dying early from tobacco-related diseases.

Sarah Williams of Cancer Research UK said: “It’s well established that smoking causes at least 14 different types of cancer, including bowel cancer.

“For men and women, the evidence is clear – being a non-smoker means you’re less likely to develop cancer, heart disease, lung disease and many other serious illnesses.”

June Davison, senior cardiac nurse at the British Heart Foundation, said more research was needed to understand the effects of second-hand smoke.

SOURCE : www.bbc.co.uk

 

 

การสูบบุหรี่แต่เช้าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายจากควันบุหรี่

voathai130418_001บุหรี่มีผลเสียต่อสุขภาพแต่ผลการวิจัยชิ้นใหม่ชี้ว่ายิ่งสูบบุหรี่แต่เช้า ผลเสียต่อสุขภาพจะยิ่งรุนแรงขึ้น

องค์การอนามัยโลกรายงานว่าบุหรี่ยังเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากโรคร้ายต่างๆ แม้ว่าจะสามารถป้องกันได้ก็ตาม ทางองค์การอนามัยโลกประมาณว่ามีคนเสียชีวิตจากโรคต่างๆจากการสูบบุหรี่ถึงปีละหกล้านรายทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นคนในประเทศรายได้ปานกลางและรายได้น้อย  

ล่าสุด ทีมนักวิจัยอเมริกันที่ Penn State University ทำการศึกษาสุขภาพของสิงห์รมควันที่จุดสูบบุหรี่สูบหลังตื่นนอนตอนเช้าเป็นประจำทุกวัน ทีมนักวิจัยชี้ว่าผู้สูบบุหรี่กลุ่มนี้เสี่ยงมากขึ้นต่อโรคมะเร็งปอดและมะเร็งในปาก

คุณสตีเว่น แบรนสทีทเทอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านชีวประสาทสุขภาพกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าการวิจัยถึงช่วงเวลาของแต่ละวันที่คุณจุดบุหรี่มวนเเรกขึ้นสูบ เป็นตัวช่วยวัดความเสี่ยงของการเกิดโรคจากบุหรี่ได้ หากคุณจุดบุหรี่ขึ้นสูบทันทีหลังจากตื่นนอนก็แสดงว่าคุณติดสารนิโคตินอย่างมาก นิสัยการสูบบุหรี่ตั้งแต่เช้านี้เป็นตัวชี้ที่ดีถึงระดับความสาหัสของการติดบุหรี่ของแต่ละคน วัดได้ดีกว่าการนับจำนวนบุหรี่ที่สูบทั้งหมดในแต่ละวันเสียอีก

คุณแบรนสทีทเทอร์กับศาสตราจารย์โจชัว มุสเเคท ผู้ร่วมงานวิจัย คิดว่าพวกเขารู้สาเหตุว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คุณแบรนสทีทเท่อร์กล่าวว่าหากคุณสูบบุหรี่เป็นอย่างแรกหลังจากตื่นนอนตอนเช้า คุณจะอัดควันบุหรี่เข้าไปลึกเต็มปอดและอาจดูุดบุหรี่ถี่กว่าปกติจนหมดทั้งมวนเพราะความอยากบุหรี่

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการอัดควันบุหรี่เข้าไปจนเต็มปอด การกักควันบุหรี่เอาไว้ในปอดนานขึ้นและการดูดบุหรี่แต่ละมวนมากครั้งกว่าปกติ ล้วนทำให้ปอดได้รับสารพิษจากควันบุหรี่มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะสารเคมีที่มาจากนิโคตินที่เรียกว่า ไนโตรซามีน (nitrosamine) หรือสาร NNK

คุณแบรนสทีทเท่อร์กล่าวว่าสารเคมี NNK ตัวนี้ก่อให้เกิดมะเร็งได้ หลังจากที่ร่างกายดูดซึมสารเคมีนี้เข้าไป จะกลายสภาพเป็นสาร NNAL นักวิจัยพบว่าผู้ที่สูบบุหรี่ทันทีหลังตื่นนอนตอนเช้าจะมีระดับของสารตัวนี้สูงมาก

คุณแบรนสทีทเท่อร์กล่าวว่าหากมีสารเคมีตัวนี้ในร่างกายปริมาณสูงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งแต่ทีมนักวิจัยยังไม่รู้ว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมากแค่ไหนหรือมีวิธีลดความเสี่ยงนี้หรือไม่ เขากล่าวว่าทีมงานยังอยู่ในช่วงต้นของการศึกษาวิจัย แต่พวกเขาพบว่าหากพบสารเคมี NNAL ในปัสสาวะ ก็แสดงว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดมากขึ้น

ผลการศึกษานี้มาจากการประมวลข้อมูลจากการศึกษาผู้สูบบุหรี่สองพันคน ราวสามสิบเปอร์เซ็นต์ของผู้สูบบุหรี่เหล่านี้บอกว่าเริ่มสูบบุหรี่มวนแรกของวันในช่วงห้านาทีหลังตื่นนอน อีก 30 เปอร์เซ็นต์บอกว่าสูบบุหรี่มวนแรกภายในช่วง 6 ถึง 30นาทีหลังจากตื่นนอน

คุณแบรนสทีทเท่อร์กล่าวว่าการเลื่อนเวลาจุดบุหรี่มวนแรกออกไปหลังจากตื่นนอนไม่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดลงแต่อย่างใด เขากล่าวว่าการสูบบุหรี่แต่เช้าแสดงว่าคุณติดสารนิโคตินอย่างหนักและมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอดสูง

ในขั้นต่อไปของการศึกษา ทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเพนสเตทยูนิเวอร์ซิตี้จะใช้อุปกรณ์ช่วยวัดปริมาณควันบุหรี่ที่ผู้สูบบุหรี่ในการศึกษาดูดเข้าปอดจากการสูบบุหรี่ตลอดทั้งวัน ไม่เฉพาะเวลาใดเลาหนึ่งของวัน

Joe De Capua

18.04.2013

ที่มา : www.voathai.com

.

Related Article :

.

voanews130402_001

When a Smoker Lights Up May Increase Risk

Joe DeCapua
Last updated on: April 02, 2013

The health risks of cigarette smoking are well known, such as cancer, emphysema and cardiovascular disease. But new research shows that when you smoke can make it even more risky.

Tobacco remains the leading cause of preventable death, according to the World Health Organization. It estimates six million people die every year from smoking-related illnesses, most in low and middle income countries.

A new study looks at smokers, who light-up right after waking up each morning. Penn State University researchers say those smokers are more likely to develop lung or oral cancer.

“For a lot of years, one of the ways people had been assessing nicotine dependence was through a measure called the Fagerstrom Test of Nicotine Dependence. It was about eight to ten items and one of those items was how soon after waking you smoke your first cigarette — one of the very best indicators of dependence. Even more so interestingly than the actual number of cigarettes somebody smokes per day,” said Steven Branstetter, an assistant professor of biobehavioral health.

He and his colleague, Professor Joshua Muscat, think they know why.

“What we theorize is happening is that it’s really an indicator of how people go about smoking their cigarettes. And what I mean by that is people who are smoking first thing in the morning inhale deeper. They probably have more puffs per cigarette. So, it’s really an indicator of how people go about smoking, probably moreso than anything else that we’re looking at,” he said.

Inhaling more deeply, holding smoke within the lungs longer and taking more puffs, greatly increases exposure to all toxins.

“But most importantly,” said Branstetter, “what we found is they’re getting exposure to a nicotine-specific nitrosamine or carcinogen.

That’s something that can cause cancer. Branstetter says the carcinogen in question is called NNK. As the body metabolizes it a substance called NNAL is produced. That’s found in high-levels in people who smoke immediately after waking up.

“Having a reasonably high presence of it increases the risk. How much? We’re not sure yet. [Are] there things that people do that modify that risk? We’re not sure about that yet either. We’re still relatively early in that phase of our research. But we do know that when we find it there in the urine it does indicate some increased risk of lung cancer,” he said.

The study’s findings are based on data from nearly 2000 adult smokers. More than 30 percent said they smoked their first cigarette within five minutes of waking. Nearly the same amount said they took their first puff within 6 to 30 minutes of waking up.

Branstetter said, “Some people have asked should I just smoke later in the day. Would that help it? And the answer is I don’t think it’s going to help anything right now. People are never really aware of how dependent they themselves are. The recommendation might be if you’re a smoker, notice how soon after you wake up that you smoke your first cigarette. That is going to be a pretty good indicator of your level of not only potential, later on risk for lung cancer, but it’s a pretty good indicator of how dependent on nicotine you actually are.”

The Penn State University researchers say the next step is to give smokers devices that scientifically measure how deeply they inhale when they smoke throughout the day.

The findings appear in the March 29th issue of the journal Cancer, Epidemiology, Biomarkers and Prevention.

SOURCE : www.voanews.com

ผู้ดีเผย ‘เหล้า-บุหรี่’ ติดท็อปเทนสารเสพติดอันตรายที่สุด

Credit : indiascanner.com

Credit : indiascanner.com

ศูนย์อาชญากรรมและยุติธรรมศึกษา สหราชอาณาจักรเผย “เหล้า-บุหรี่” ติดอันดับ 10 สารเสพติดอันตรายที่สุด…

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยรายงานล่าสุดจากประเทศอังกฤษ ว่า ศูนย์อาชญากรรมและยุติธรรมศึกษา สหราชอาณาจักร ได้รายงานผลการประเมินและจัดอันดับสารเสพติดชนิดต่างๆ 20 ชนิด ใน 3 ประเด็นคือ อันตรายต่อร่างกาย ความรุนแรงของการเสพติด และผลกระทบของการใช้สารนั้นต่อสังคมในภาพรวม ผลการวิเคราะห์พบว่า ยาเสพติดที่อันตรายที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ เฮโรอีน ตามด้วยโคเคน บาร์บิวทัวเรท เมทาโดน แอลกอฮอล์ เคตามีน เบนโซไดอะซีปีน แอมเฟตามีน ยาสูบ และอันดับสิบบูพรีนอร์ฟิน ในขณะที่ฝิ่นติดอันดับที่ 11, สารระเหย ติดอันดับที่ 12, แอลเอสดีติดอันดับที่ 14 และยาอีติดอันดับที่ 18

ศ.นพ.ประกิต กล่าวว่า ในกลุ่มสารเสพติด 10 อันดับแรก มี 4 ชนิดเป็นยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย 4 ชนิดเป็นยาเสพติดควบคุมที่ต้องใช้ภายใต้คำสั่งแพทย์ และมีเพียง 2 ชนิดคือแอลกอฮอล์และยาสูบที่เป็นสิ่งเสพติดที่ขายได้อย่างเสรี ในส่วนข้อมูลคนที่เสียชีวิตพบว่ายาสูบทำให้ชาวอังกฤษเสียชีวิตมากที่สุด ปีละ 114,000 คน สุรา 40,000 คน ในขณะที่ยาเสพติดอีก 8 ชนิดที่เหลือทำให้เสียชีวิตรวม 1,673 คน จากเฮโรอีน 700 คน โคเคน 406 คน และแอมเฟตามีนหรือยาบ้า 35 คน ในขณะที่ยาสูบเป็นสาเหตุร้อยละ 40 ของผู้ที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และสุราเป็นสาเหตุร้อยละ 50 ของผู้ที่เข้ารักษาตัวในห้องฉุกเฉิน

เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวด้วยว่า ประเทศไทย และประเทศอังกฤษมีจำนวนผู้สูบบุหรี่ใกล้เคียงกันคือประมาณ 11-12 ล้านคน แต่คนไทยเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ปีละประมาณ 50,000 คน หรือครึ่งหนึ่งของอังกฤษ ทั้งนี้ แนวโน้มจำนวนคนไทยที่เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่จะเพิ่มขึ้น เมื่อคนไทยมีอายุยืนขึ้นและรายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้น ทุกฝ่ายในสังคมไทยจึงต้องช่วยกันลดจำนวนคนไทยที่สูบบุหรี่ ด้วยการไม่เริ่มสูบบุหรี่หรือเป็นกำลังใจให้คนที่คุณรักเลิกบุหรี่ให้ได้ และช่วยกันสนับสนุนร่างกฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่ เพื่อลดจำนวนเยาวชนไทยที่จะตกเป็นเหยื่อของบริษัทบุหรี่.

ที่มา: ไทยรัฐ  14 ธันวาคม 2555

บุหรี่…ไม่ต้องรอมะเร็งปอด

สิงห์อมควันไม่ต้องรอมะเร็งปอดมาเยือน ด้วยฤทธิ์ของควันบุหรี่ เพียงแค่ไข้หวัดใหญ่ถามหาก็มีโอกาสเดี้ยงถึงตายได้

คนไทยมีแนวโน้มที่จะสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น ผู้ที่สูบบุหรี่ 1 ซองต่อวันหรือผู้ที่สูดดมควันบุหรี่เข้าไปมากๆ จะเสี่ยงมีอายุสั้นกว่าคนปกติถึง 7-10 ปี ทั้งยังเสี่ยงที่จะเกิดโรคไข้หวัดใหญ่แทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

“บุหรี่มีส่วนให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบป้องกันของหลอดลม” ศ.เกียรติคุณ นพ.สว่าง แสงหิรัญวัฒนา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์ปอดและระบบทางเดินหายใจกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าว

ปกติระบบภูมิคุ้มกันของหลอดลมจะมีเส้นขน ทำหน้าที่ปัดเชื้อโรคให้หลุดออกไป แต่ควันบุหรี่จะทำให้การทำงานของเส้นขนนั้นผิดปกติ ปัดเป่าเชื้อโรคไม่ได้อีก พร้อมกันนี้ เยื่อเมือกที่จะช่วยสกัดกั้นเชื้อโรคก็ไม่สามารถขจัดเชื้อได้ดังเดิม

ตามรายงานการวิจัยในฮ่องกงพบว่า ผู้สูบบุหรี่ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการไข้หวัดใหญ่แทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต เพราะโรคไข้หวัดใหญ่ตามปกติหากได้รับยาก็จะสามารถหายเองได้ และหากไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงก็จะไม่มีอาการหนัก

แต่พบว่ามีผู้ป่วย 12 ใน 27 คนที่ไม่มีประวัติเสี่ยงอื่น เกิดอาการปอดบวมแทรกซ้อนรุนแรง ซึ่งพบว่าคนกลุ่มนี้มีประวัติสูบบุหรี่ และรายงานชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่สูบบุหรี่หนักก็จะยิ่งเสี่ยงที่เกิดอาการรุนแรงได้มากขึ้น เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้เชื้อยิ่งเข้าไปในปอดได้ลึกมากขึ้น ตลอดจนสารนิโคตินยังกดภูมิคุ้มกันให้ต่ำลง ทำให้เกิดการติดเชื้อง่ายขึ้น รวมทั้งทำให้เกิดปอดอักเสบจากไวรัส ที่สำคัญควันบุหรี่ทำให้เชื้อไวรัสเติบโตได้โดยที่ร่างกายไม่สามารถตรวจพบ

“เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งเป็นฤดูที่เชื้อไข้หวัดใหญ่จะระบาด ไข้หวัดใหญ่สามารถเป็นได้ทุกเพศทุกวัย แต่หากเป็นผู้สูงอายุหรือคนที่สูบบุหรี่จัด เสี่ยงที่จะเกิดไข้หวัดใหญ่แทรกซ้อนรุนแรง จึงควรเริ่มสังเกตตัวเองและคนรอบข้าง เพื่อที่จะป้องกันและรักษาให้ทันก่อนที่อาการจะรุนแรงจนเกินเยียวยา” คุณหมอกล่าว

ฉะนั้น สิ่งที่จะช่วยป้องกันได้คือ การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ร่วมกับการสังเกตอาการ หากพบความผิดปกติของร่างกายควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

นอกจากนี้ยังพบว่า 85% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดนั้น มีประวัติการสูบบุหรี่ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น นักสูบมือสอง (ได้รับควันบุหรี่จากคนรอบตัว) มลพิษทางอากาศโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ผู้คนหนาแน่นหรือเขตอุตสาหกรรม รวมทั้งสารบางชนิด อย่างแร่ใยหิน สารหนู โครเมียม นิกเกิล น้ำมันดิน สารไฮโดรคาร์บอน ฯลฯ

นพ.สว่าง แนะนำว่า ผู้ที่สูบบุหรี่จัด ผู้ที่สูดควันบุหรี่หรือมีสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็ง หรือผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดรังสีต่ำ หรือที่เรียกว่า CT Low Dose ด้วยวิธีนี้ทำให้สามารถตรวจพบมะเร็งได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

นอกจากนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น หากสูบแล้ว ควรเลิกให้ได้ คอยดูแลน้ำหนักไม่ให้อ้วนเกินไป รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยลดน้ำตาล เพิ่มไฟเบอร์ ร่วมด้วยการออกกำลังกายให้เหมาะกับสภาพร่างกายและอายุ

อาหารบำบัด เลิกบุหรี่

อาหารที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วเปลี่ยนไปเป็นกรดเรียกว่า อาหารที่มีสภาพความเป็นกรด เช่น ข้าว แป้ง ปลา เนื้อ ไข่แดง ถั่ว น้ำตาล เป็นต้น อาหารที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วเปลี่ยนไปเป็นด่าง เรียกว่าอาหารที่มีสภาพเป็นด่าง เช่น ผัก ผลไม้ นม

มีผลรายงานยืนยันว่า อาหารที่มีสภาพความเป็นด่างจะมีส่วนช่วยในการเลิกบุหรี่ และควรทำควบคู่กับการบำบัดทางจิตใจ เพราะอาการอยากบุหรี่มีทั้งร่างกายและจิตใจ บางครั้งถึงแม้ว่าอาการทางร่างกายจะหายดีแล้ว แต่ยังคงมีอาการทางจิตใจอยู่ซึ่งอาจกระตุ้นให้กลับมาสูบได้อีก

ดังนั้น การบำบัดจิตใจจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญ โดยให้ความรู้เกี่ยวกับการเลิกบุหรี่กับผู้ป่วย ให้กำลังใจซึ่งช่วยให้มีความมั่นใจยิ่งขึ้น สุดท้ายเรื่องของอาหารและการออกกำลังกายก็สำคัญเช่นกัน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 22 พฤศจิกายน 2555

Related Article:

ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ (Thailand National Quitline) สายด่วนเลิกบุหรี่ โทร 1600