โรคปวดข้อคนไข้สนใจฝังเข็ม และกายภาพบำบัดเพิ่มขึ้น

dailynews140727_02โรคปวดข้อเป็นโรคเรื้อรัง มักพบในผู้สูงอายุ ปวดไปตามข้อต่าง ๆ รอบตัว ที่พบกันบ่อยคือที่ข้อเข่า ปวดเป็น ๆ หาย ๆ เวลาจะเปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งเป็นยืน หรือเปลี่ยนท่ามักจะปวดขัดมาก พอเดิน ๆ ไปก็หาย และแล้วก็มาปวดใหม่อีกวนเวียนอยู่เช่นนี้ ทำให้ทรมาน ไม่สะดวกในการเดินทาง ยาระงับปวดมักมีติดตัวกินกันมาตลอด โรคปวดข้อเป็นโรคหนึ่งที่บั่นทอนสุขภาพชีวิตประจำวันอย่างมาก

สาเหตุ มีหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ความเสื่อมของกระดูก การปฏิบัติตัวในกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องข้อเข่า การนั่งที่ต้องห้าม นั่งขัดสมาธิ นั่งยอง ๆ และนั่งพับเพียบ จะทำให้เอ็นรอบเข่าตึงขึ้น ผู้ที่ต้องปฏิบัติธรรม นั่งนาน ๆ นั่งบนเก้าอี้ดูจะผ่อนคลายข้อเข่าดีขึ้น

ผมมาคุยเรื่องปวดข้อเข่าวันนี้เนื่องด้วยมูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล ได้ไปออกหน่วยแพทย์ ณ โรงเรียนมัธยมตระการพืชผล อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี เมื่อ 13 มิ.ย. 57 จากความร่วมมือของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค วปอ. รุ่น 27 มณฑลทหารบกที่ 22 คนไข้ให้ความสนใจมาตรวจกันมาก 7,830 ราย

คณะแพทย์พยาบาลที่ไปช่วยกันตรวจคนไข้ราว 300 ท่าน จาก 17 โรงพยาบาลใน กทม. จะจัดเป็นหน่วยตรวจต่าง ๆ โดยเป็นเรื่องโรคทั่วไปและโรคเฉพาะทางราว 25 คลินิก สำหรับเรื่องปวดข้อที่ได้คุยมา โดยทั่วไปคนไข้ประเภทนี้จะมาตรวจทางแพทย์กระดูกหรือออร์โธปิดิกส์แพทย์ ซึ่งมีอยู่ 2 คณะด้วยกัน จาก รพ.เลิดสิน และ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งแพทย์จะตรวจวินิจฉัยโรคให้คำแนะนำ ให้ยา บางรายอาจฉีดยาเข้าไปในข้อเพื่อระงับการอักเสบด้วย

คลินิกทางด้านระงับการปวด : โรคปวดข้อนี้คณะที่มาช่วยตรวจรักษาคนไข้มาจากหลายสถาบัน การแพทย์แผนไทยจาก รพ.ธรรมศาสตร์ฯ, ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ม.มหิดล, คลินิกหัวเฉียวแพทย์ไทยจีน และคณะแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต ในภาพรวมคล้ายเป็นแพทย์ทางเลือกคนละแบบกับการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นภูมิปัญญาของคนไทยมาแต่เก่าก่อนหรือแพทย์แผนไทยที่เราคุ้นหูกัน นอกจากนี้ก็เป็นแพทย์แผนจีนและอินเดีย ซึ่งมีประวัติการรักษาเรื่องปวดมายาวนานมากเช่นกัน

วิธีการรักษา : ทางแพทย์แผนไทย จะตรวจวินิจฉัยโรค จ่ายยาสมุนไพร ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู กายภาพบำบัดจะให้บริการเรื่องการนวด นวดแบบแผนไทย นวดกดจุด การแช่เท้าด้วยยาสมุนไพร มีไพร ขมิ้นชัน มะกรูด เป็นตัวหลัก และอื่น ๆ ร่วมด้วยอีก แช่เท้าราว 15 นาที จะทำให้เลือดไหลเวียนดี ลดปวดข้อเท้าได้ดี สุขภาพทั่วไปดีขึ้น และจะให้ออกกำลังกายแบบฤาษีดัดตน ลดอาการเกร็งกล้ามเนื้อ ลดปวดข้อตามตัว ลดอาการชา แล้วได้ยาสมุนไพรไปกินต่อด้วย

ทางแพทย์แผนจีน จะมีการฝังเข็ม เป็นศาสตร์สำคัญมากอย่างหนึ่งทำกันมายาวนาน การไปกระตุ้นประสาทใต้ผิวหนังซึ่งมีเครือข่ายถึงกันหมดในร่างกาย จะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย แบบปวดข้อ ปวดหลัง เบาปวดเมื่อยตามร่างกายไปได้

การแพทย์แผนอินเดีย เป็นศาสตร์ที่มีมายาวนานมากเช่นกัน แพทย์จะตรวจซักประวัติหาสาเหตุของโรคนั้น ๆ พร้อมให้คำแนะนำจนเข้าใจและให้ยามารับประทานต่อด้วย

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นทางเลือกของคนไข้อีกทางหนึ่ง ที่เลี่ยงมาจากการรักษาแผนปัจจุบัน อยากมาลองดูทางด้านนี้และมีคนมาใช้บริการกันมากด้วย โรคปวดเมื่อย ปวดข้อเป็นโรคเรื้อรังต้องใช้เวลา คนไข้บางครั้งก็ใจร้อน อยากลองทางโน้นบ้าง ทางนี้บ้างหวังจะให้หายเร็วขึ้น และรู้สึกสบายใจที่ได้รักษาหลาย ๆ ทาง เพื่อหวังจะได้หายจากโรคปวดทั้งหลายเหล่านี้ได้เร็วขึ้น

โรคปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อตามร่างกายเป็นโรคเรื้อรัง คนไข้รักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันมานานยังไม่ค่อยหายเลยเปลี่ยนมารักษาแพทย์ทางเลือกดูบ้าง มีทั้งแพทย์แผนไทย จีน และอินเดีย ล้วนมีประวัติการรักษาว่าได้ผลมายาวนาน ผลจะเป็นอย่างไรคงต้องมีการติดตามและประเมินผลกันต่อไป.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

ที่มา  : เดลินิวส์ 27 กรกฎาคม 2557

Advertisements

กาแฟดื่มมากเสี่ยงโรคซึมเศร้า

dailynews140311_001คนส่วนใหญ่มักติด การดื่มการแฟ ในตอนเช้าก่อนไปทำงาน เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้ไม่ง่วงและกระตุ้นให้สมองทำงานได้ดี แต่บางคนมีนิสัยติดการดื่มกาแฟอย่างมาก โดยมีพฤติกรรมดื่มตลอดทั้งวัน หรือแม้แต่การดื่มกาแฟดำไม่ใส่นมหรือน้ำตาล ซึ่งการกระทำเช่นนั้น เป็นภัยต่อร่างกายอย่างมาก เพราะคาเฟอีนในกาแฟมีผลต่อการทำงานของหัวใจและสมอง

การศึกษาของมหาวิทยาลัยมิซิแกน แห่งรัฐมิซิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า หากบริโภคปริมาณที่พอดีฤทธิ์ของกาแฟจะช่วยทำให้รู้สึกดี แต่หากมากเกินไปคาเฟอีนในกาแฟอาจอันตรายถึงชีวิตได้ โดยการบริโภคผงคาเฟอีนบริสุทธิ์ 16 ช้อนชา/วัน จะให้พลังงานที่พอดีแก่ร่างกายเกิดความแข็งแรง แต่หากทานเพิ่มขึ้นอีก 1 ใน 4 ส่วนของปริมาณเดิม จะส่งผลให้อวัยวะในร่างกายทำงานผิดปกติ เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็วขึ้น รู้สึกตึงเครียด และวิตกกังวลเฉียบพลัน จากผลการตรวจร่างกายของชาวอังกฤษพบว่า ขณะนี้มีผู้ใหญ่ประมาณ 3 ล้านคนต้องทนทุกข์ทรมานกับภาวะกลัว วิตกกังวลและซึมเศร้า ซึ่งอาจนำไปสู่การเห็นภาพหลอนได้ อาการที่บ่งชี้ถึงการเสพคาเฟอีนเกินขนาดคือ อาการปวดหัว เหนื่อยล้า ปวดกล้ามเนื้อ อารมณ์แปรปรวนและมีภาวะซึมเศร้า

เนื่องจากคาเฟอีนมีลักษณะเป็นโมเลกุลขนาดเล็กสามารถเปลี่ยนแปลงง่าย ทำให้ถูกดูดซึมผ่านเนื้อเยื้อกั้นกลางระหว่างเลือดและสมองเข้าสู่สมองได้ภายใน 20 นาที ส่งผลให้นิวโรทรานสมิตเตอร์ สารสื่อประสาทหน้าที่ในการควบคุมสัญญาณไฟฟ้าจากเซลล์ประสาทเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่งตามระบบความเชื่อหยุดทำงาน เป็นผลให้สมองเกิดอาการเซื่องซึม

แม้ว่ากาแฟอาจเป็นเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ช่วยให้เราผ่านความรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงานไปได้ แต่คาเฟอีนในกาแฟมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางให้ปรับเวลาปฏิกิริยาของความดันโลหิตและการเต้นของหัวใจ เป็นอาการทั่วไปที่นำไปสู่ความกังวล คาเฟอีนจะมีผลต่อจิตใจอย่างรุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน โดยมีผลมาจากแอดิโนซีน สารที่มีผลต่อการเต้นของหัวใจ อธิบายได้ว่า บางคนมีปัญหาการนอนหลังจากดื่มกาแฟ ในขณะที่หลายคนสามารถหลับได้ใน 1 ชั่วโมงให้หลัง

ทั้งนี้ การศึกษากรณีตัวอย่างของพยาบาล อายุ 27 ปี มีอาการหวาดกลัว หอบ ปวดศีรษะและหัวใจเต้นผิดปกติ ผลการวินิจฉัยครั้งแรกระบุว่า เป็นอาการที่เกิดจากความวิตกกังวล แต่ภายหลังค้นพบสาเหตุของอาการที่แท้จริงคือกาแฟ เพราะเธอบริโภคกาแฟเฉลี่ยประมาณ 10 -12 แก้ว/วัน นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่มีลักษณะอาการคล้ายกัน มีนิสัยติดการดื่มกาแฟราว 14 แก้ว/วัน และเมื่อปริมาณคาเฟอีนลดลงอาการกลับดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยนเรศวรได้เผยถึงปริมาณการดื่มกาแฟที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายว่า ผู้ชายสามารถดื่มกาแฟได้มากกว่า 5 แก้ว/วัน ซึ่งคาเฟอีนจะเข้าไปขยายหลอดเลือดแดงให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น ส่วนผู้หญิงไม่ควรดื่มเกิน 5 แก้ว/วัน โดยพบว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์ 11 มีนาคม 2557

รู้ทันยาแก้ปวด ใช้ถูกอาการ ลดยาเหลือใช้

รู้ทันยาแก้ปวด ใช้ถูกอาการ ลดยาเหลือใช้  

บางคนปวดหัว ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดประจำเดือน ก็นึกถึงแต่ยาแก้ปวด   “พาราเซตามอล” แต่รู้หรือไม่ว่ายาสามัญประจำบ้านนี้ไม่ใช่ยาสามัญประจำวันที่กินติดต่อกันเป็นเวลานานได้ และไม่ใช่ยาครอบจักรวาลที่รักษาอาการปวดได้ทุกรูปแบบ

“พาราเซตามอล ยาสามัญประจำบ้าน ไม่ใช่ยาสามัญประจำวัน” ข้อความส่วนหนึ่งบนกระดานของนิทรรศการให้ความรู้เรื่องยาเนื่องในสัปดาห์เภสัช 53 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มิ.ย.-2 ก.ค. 2553 ณ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ยาอย่างถูกต้อง เหมาะสม และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา เพื่อความปลอดภัยของตัวคนไข้เอง และลดปริมาณยาเหลือใช้ให้น้อยลง

“ยาแก้ปวด เป็นยาที่ใช้กันแพร่หลายและคนไข้ส่วนมากมักจะได้รับยาชนิดนี้จากแพทย์และเภสัชกร ทำให้มียาแก้ปวดเหลือใช้มากที่สุดสำหรับประเทศไทย ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเกือบ 60 ล้านบาท หรือประมาณ 10% ของมูลค่ายาชนิดนี้ที่โรงพยาบาลต้องจ่ายไป จากที่ได้มีการสำรวจเมื่อปี 2549” ภก.อ.ธนรัตน์ สรวลเสน่ห์ ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยในระหว่างการสัมมนาเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชนในเรื่อง “รู้ทันยาแก้ปวด ใช้อย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัย” ในงานสัปดาห์เภสัช 53

ภก.อ.ธนรัตน์ อธิบายว่า อาการปวดแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ตามตำแหน่งที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้เกิดอาการปวด ซึ่งทุกประเภทสามารถเป็นได้ทั้งแบบปวดเฉียบพลันและปวดเรื้อรัง ได้แก่

1. ปวดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อร่างกายบาดเจ็บ เช่น ปวดจากการบาดเจ็บภายนอก ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดศีรษะ
2. ปวดจากอวัยวะภายในบาดเจ็บ เช่น ปวดประจำเดือน ปวดไส้ติ่งอักเสบ เจ็บหน้าอกเนื่องจากหัวใจขาดเลือด
3. ปวดจากระบบประสาทบาดเจ็บ เช่น ปวดหลังเนื่องจากการบาดเจ็บของกระดูกและไขสันหลัง งูสวัด ปวดแผลเบาหวานที่เท้า ซึ่งอาการปวดประเภทนี้ยังมีลักษณะอาการจำเพาะที่แยกย่อยได้อีก 5 แบบ ได้แก่ อาการปวดเหมือนถูกไฟจี้ (Burning), เหมือนมีแมลงไต่ (Crawling), เหมือนถูกเข็มทิ่ม (Stabbing), เหมือนถูกไฟช็อต (Shocking) และเหมือนยืนอยู่บนน้ำแข็ง (Freezing)

“ถ้าเรารู้สึกมีอาการปวด สิ่งแรกต้องเข้าใจก่อนว่าอาการปวดไม่เหมือนกันทั้งหมด และยาแก้ปวดชนิดเดียวก็ไม่ได้รักษาอาการปวดได้ทั้งหมดเช่นกัน ฉะนั้นยาที่ใช้รักษาอาการปวดแต่ละประเภทก็จะไม่เหมือนกัน และต้องเข้าใจด้วยว่าแต่ละคนมีความปวดไม่เหมือนกัน และไม่เท่ากัน หรือแม้แต่ในคนคนเดียวกัน ปวดแต่ละครั้งก็ยังไม่เท่ากัน ดังนั้นไม่ควรนำยาแก้ปวดของผู้อื่นมากิน เพราะอาจไม่มีประสิทธิภาพในการรักษา และยังอาจก่อให้เกิดการแพ้ยาด้วย” ภก.อ.ธนรัตน์ ชี้แจง

อ.ธนรัตน์ ให้ข้อมูลว่า ยาแก้ปวดโดยทั่วไปแล้วจะไปออกฤทธิ์ที่บริเวณกล้ามเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บ ที่ไขสันหลัง หรือที่สมอง โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ยาแก้ปวดหลัก และยาแก้ปวดเสริม ซึ่งเป็นยาที่ไม่ได้มีข้อบ่งใช้ในการรักษาอาการปวดโดยตรง แต่สามารถนำมาใช้รักษาหรือควบคุมความปวดได้ เช่น ยากันชัก ยาคลายกล้ามเนื้อ ยานอนหลับ และยาลดความดันโลหิตบางชนิด เป็นต้น

สำหรับยาแก้ปวดหลักที่ใช้รักษาอาการปวดโดยตรง ยังแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่ 1) ยาที่เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น เช่น มอร์ฟีน และ 2) ยาที่ไม่ใช่อนุพันธ์ของฝิ่น เช่น พาราเซตามอล และยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ อาทิ เอ็นเซด (NSAID) และ ค็อกซิบ (Coxib) ซึ่งยาแก้ปวดกลุ่มหลังนี้ออกฤทธิ์ที่แผลหรือบริเวณที่ปวด

“การเลือกชนิดของยาแก้ปวดเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพ ต้องดูว่ามีอาการปวดจัดอยู่ในประเภทใด สภาวะร่างกายของผู้ป่วย การทำงานของตับและไต ยาอื่นที่รับประทานร่วมด้วย การแพ้ยา รวมทั้งรูปแบบของยาที่ใช้และขนาดยา” ภก.อ.ธนรัตน์ อธิบาย

เภสัชกรให้ความรู้เพิ่มเติมว่า พาราเซตามอล เป็นยาแก้ปวดที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง และค่อนข้างมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้สูงกว่ายาแก้ปวดอื่นๆ โดยให้ผลดีในการรักษาอาการปวดประเภทที่ 1 และใช้รักษาอาการปวดประเภทที่ 2 ได้บ้าง แต่ใช้ไม่ได้ผลในการรักษาการปวดระบบประสาท แต่อย่างไรก็ตาม หากใช้ยานี้มากเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็นพิษต่อตับและไตได้ ทำให้ตับหรือไตวายและเสียชีวิตได้ และควรระวังอย่างยิ่งเมื่อใช้ยานี้ในเด็กเล็ก เพราะหากเด็กได้รับยาเกินขนาดอาจเกิดอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้

ส่วนยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ใช้ได้ผลดีต่อการรักษาอาการปวดทั้งประเภทที่ 1 และ 2 และใช้ได้ผลบ้างในการปวดของระบบประสาท ซึ่งยาประเภทนี้มีหลายรูปแบบ และมักมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา โดยอาจก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก และข้อควรระวังมากที่สุดในการใช้ยานี้คือ การแพ้ยา

ยาแก้ปวดที่เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น เช่น มอร์ฟีน ใช้รักษาอาการปวดได้ดีทุกประเภท เพราะออกฤทธิ์ที่สมอง มักใช้กับผู้ป่วยมะเร็ง ใช้รักษาอาการปวดหลังหรือปวดเข่านานๆ ที่ยังผ่าตัดรักษาไม่ได้ ส่วนอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้คือ การกดการหายใจ แต่ยาประเภทนี้จะใช้ได้เมื่อแพทย์สั่งเท่านั้น และอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์ตลอด ฉะนั้นคนไข้จึงไม่ต้องห่วงกังวลว่าจะติดยาชนิดนี้

“ประชาชนควรมีความรู้เกี่ยวกับยาที่ใช้ในระดับหนึ่ง และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรเพื่อความแน่ใจ เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ป่วยเอง และช่วยลดปริมาณยาเหลือใช้ได้” ภก.อ.ธนรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลจาก : ผู้จัดการ วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม 2553