การฉีดสเตียรอยด์ใช้ไม่ได้ผลกับอาการปวดหลังและปวดขา

Sciatica causes shooting pains in the lower back or more commonly down one leg

นักวิจัยชาวออสเตรเลียพบว่าการฉีดสเตียรอยด์ corticosteroid injections เข้ากระดูกสันหลังไม่มีผลระยะสั้นและระยะยาวเลยกับการรักษาอาการปวดหลังปวดตะโพก และให้ความแตกต่างเล็กน้อยในผู้ป่วยที่มีอาการปวดขา

Steroid injections DON’T work for back and leg pain

  • Steroid injections had no long-term effect on sciatica pain, according to a review of clinical trials
  • Researchers say conventional painkillers should be used instead and surgery as a last resort

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 13:49 GMT, 13 November 2012

Having steroid injections to ease back pain could be a waste of time, after researchers found they do little to alleviate sciatica.

The condition, which is a common form of leg and back pain, is caused when the sciatic nerve becomes compressed. This is most usually caused by a slipped disc.

Steroid injections are one of the treatment options on offer in the UK and U.S if painkillers and exercise fail to work.

Now Australian researchers have found that corticosteroid injections into the spine had no long or short-term effect on sciatica back pain.

They also had such a small short-term effect on leg pain that it made little difference to the patient.

‘I think it’s pretty clear that this treatment is not good to do,’ said Chris Maher, of The George Institute for Global Health in Sydney, Australia, who worked on the study.

Yet the use of epidural steroid injections to treat back pain of all sorts among Medicare patients nearly doubled from 741,000 in 2000 to about 1,438,000 in 2004, according to the researchers.

In the U.S., the cost of one shot can be several hundred dollars. It is also an option on the NHS in the UK.

For sciatica, which is thought to be caused by nerve damage, past studies have already questioned the effectiveness of spinal steroid shots.

Dr Maher and his colleagues set out to see whether past studies supported the use of epidural corticosteroid injections to help manage sciatica.

The team analysed the results from 23 clinical trials on thousands of patients. Each patient’s pain was ranked on a scale from zero to 100 – with higher scores representing worse pain.

For the back pain component of sciatica, the researchers found that the injections didn’t seem to make a difference over short or long periods of time.

When it came to leg pain, there was no difference a year or so after the injection, but there was a statistically significant six-point drop in pain scores over the short term – up to three months afterwards.

But that, according to Maher, is not enough to mean anything to a doctor or patient.

‘You can appreciate that six points on a hundred-point scale is a tiny difference, and in our view that is probably not clinically important,’ he said.

‘We really think the question is closed,’ he added.

‘So in terms of our research agenda, we’re moving on to other treatments for sciatica.’

However, not everyone agrees that steroid injections should be excluded from the hierarchy of treatments for sciatica.

‘In general, I think we’ve learned over the years that the epidural injections are turning out to be less and less successful… but there are times when they should be considered,’ said Dr Kirkham B. Wood, from Boston’s Massachusetts General Hospital.

He believes an injection should be considered, for example, in someone with sciatica resulting from a relatively recent herniated disc, ‘who time and medication has not helped.’

Wood does believe, however, that the injections are overused, and said there was a time when the injections were the go-to treatment for simple back pain.

‘I think the pendulum is certainly swinging away from their broad use,’ he said.

The fungal meningitis outbreak in the U.S., caused by a tainted supply of the steroid methylprednisolone will also likely dampen enthusiasm for the jabs, researchers acknowledged.

‘If this was a treatment that worked, then you’d have to weigh the benefits and the harm,’ Maher said.

Maher and his team, who published their results in the Annals of Internal Medicine on Monday, hope doctors will pick up on their findings but said it could take a while.

SOURCE : dailymail.co.uk

Advertisements

อันตรายจากโรคหลอดเลือดแดงที่ขาตีบตัน

โรคหลอดเลือดแดงที่ขาตีบตัน เป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิต เพราะส่วนใหญ่การดำเนินโรคเป็นแบบเรื้อรังค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ผู้ป่วยขาดความใส่ใจ และกว่าจะรู้ตัวก็อาจเป็นมากไปแล้ว กล่าวคือ มีหลอดเลือดแดงตีบตันเกินกว่า 70-80% ทำให้ปวดขา มีแผลหายยาก มีเนื้อตายดำ ๆ จนอาจต้องถูกตัดเท้า ในบางรายเป็นแบบเฉียบพลันก็ต้องถูกตัดขา กลายเป็นคนพิการ ที่สำคัญคือ ทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ซึ่งมีความเสี่ยงมากถึง 4-5 เท่า และเสี่ยงจากโรคสมองขาดเลือด 2-3 เท่า เมื่อเทียบกับคนที่ไม่เป็นโรค

สาเหตุสำคัญของโรค เป็นผลมาจากมีหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งเริ่มจากการมีไขมันไปเกาะที่ผนังหลอดเลือด ต่อมามีกระบวนการอักเสบ เกิดพังผืดและมีแคลเซียมเกาะสะสม หรือมีลิ่มเลือดไปอุดตันในหลอดเลือด ทำให้ผนังหลอดเลือดแดงหนาขึ้น จนหลอดเลือดแดงตีบและแคบลง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงที่ขาไม่เพียงพอ ทำให้มีอาการขาดเลือดเมื่อใช้งานที่ขา

อาการของโรคขึ้นอยู่กับตำแหน่งหลอดเลือดที่อุดตัน ซึ่งมีทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง เช่น ปวดขา ปวดน่อง เวลาเดินหรือออกกำลังกาย ถ้าโรครุนแรงขึ้นจะปวดขามากจนเดินขากะเผลก หรืออยู่เฉย ๆ ก็ปวด มีขนร่วง กล้ามเนื้อขาลีบ เล็บแข็ง เท้าชา อาจมีเท้าเย็น มีแผลที่เท้าหรือส้นเท้าที่หายช้า แผลอาจลุกลามเกิดเนื้อเน่าตาย หากอาการเป็นแบบเฉียบพลันจะปวดรุนแรง มีนิ้วและเท้าดำ เพราะขาดเลือดได้

ปัจจัยเสี่ยงที่เห็นได้ชัดของโรคนี้ ต้องบอกว่าสามารถเกิดขึ้นได้ในผู้ชายและผู้หญิง พอ ๆ กัน แต่จะพบมากในกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ในวัยผู้สูงอายุ มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือโรคหลอดเลือดสมองตีบอยู่ก่อนแล้ว เพราะมีหลอดเลือดแดงผิดปกติแบบเดียวกัน ส่วนผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ มีดังนี้

1. สูบบุหรี่
2. โรคเบาหวาน
3. โรคความดันโลหิตสูง
4. มีไขมันในเลือดสูง
5. มีระดับสารโฮโมคริสสตีนในเลือดสูง

ด้านการตรวจวินิจฉัย ทำได้โดยการซักประวัติ การตรวจร่างกาย การตรวจชีพจรเท้า การตรวจเปรียบเทียบความดันโลหิตที่ข้อเท้ากับต้นแขน หากความดันข้อเท้าต่ำกว่าต้นแขน อาจบ่งชี้ได้ว่ามีการอุดตันในหลอดเลือดแดงที่ขา (ค่าเอบีไอ น้อยกว่า หรือเท่ากับ 0.9) และการตรวจเพิ่มเติมอื่น ๆ ตามความจำเป็น เช่น การสแกนหลอดเลือด การตรวจด้วยเลเซอร์ การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การฉีดสารทึบแสง รวมทั้งการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
แนวทางการรักษาในปัจจุบัน มีหลายวิธี ได้แก่

1. การกำจัดปัจจัยเสี่ยง ต้องทำตลอดไป
2. การให้ยาต้านเกล็ดเลือด
3. การให้ยาเพิ่มการไหลเวียนเลือดที่ขา
4. การสวนหลอดเลือดแดงและถ่างขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน หรือด้วยขดลวด
5. การผ่าตัดเอาลิ่มเลือดออก และการผ่าตัดเชื่อมต่อหลอดเลือดแดง

การป้องกันโรคได้ง่าย ๆ โดยการเลิกสูบบุหรี่ เพราะสารนิโคตินจะทำให้เกิดผนังหลอดเลือดอักเสบ หลอดเลือดแดงแข็ง กระตุ้นให้หลอดเลือดหดตัวและมีน้ำตาลในเลือดสูง ส่วนการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวาน ความดันโลหิต ไขมันในเลือดสูง และการลดน้ำหนัก สามารถทำไปพร้อม ๆ กันได้ โดยปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารและออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมงให้อยู่ที่ 80-120 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ความดันโลหิตไม่เกิน 140 ต่อ 80 มิลลิเมตรปรอท และระดับไขมันในเลือดไม่เกิน 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และอีกประการคือ หมั่นประเมินชีพจรเท้า และพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษาอย่างต่อเนื่อง.

ผศ.ดร.นิโรบล กนกสุนทรรัตน์

 

ที่มา: เดลินิวส์  1 กันยายน 2555

ปวดขาตอนกลางคืนแบบไม่อันตรายในเด็ก

ปวดขาตอนกลางคืนแบบไม่อันตรายในเด็ก
อ.พญ.ศิริรัตน์ จารุวณิช
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์

เด็กๆ ที่อยู่ในช่วงอายุ 3-12 ปี อาจมีอาการปวดขาโดยเฉพาะตอนกลางคืน ทำให้ผู้ปกครองหลายท่านอดวิตกกังวลไม่ได้ว่า เป็นภาวะที่อันตรายต่อเด็กหรือไม่

แท้จริงแล้วภาวะปวดขาตอนกลางคืนแบบที่ไม่เป็นอันตรายในเด็ก หรือที่เรามักเรียกกันว่า ภาวะปวดขาจากกระดูกยืดตัว พบได้บ่อยในเด็กวัยเรียนและวัยก่อนเรียน เคยมีการสำรวจในต่างประเทศพบว่าเด็กวัยเรียนมีภาวะปวดขาตอนกลางคืนแบบที่ไม่เป็นอันตรายนี้มากถึงร้อยละ 10 เด็กที่มีภาวะนี้จะรู้สึกปวดลึกๆ ที่ขา ทั้ง 2 ข้าง บริเวณต้นขา หน้าแข้ง น่อง หรือ หลังข้อเข่า โดยมักจะมีอาการปวดขาช่วงเย็นหลังจากกลับจากโรงเรียน บางรายอาจมีอาการปวดมากจนทำให้เด็กตื่นนอนตอนกลางคืนได้ ความถี่ของการปวดไม่แน่นอน บางรายอาจมีอาการทุกวัน บางรายอาจมีอาการ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรืออาจมีระยะเว้นช่วงการปวดเป็นเดือนก็ได้ อย่างไรก็ตาม เด็กที่มีภาวะนี้ในช่วงเช้าอาการปวดขาจะหายไป เด็กจะสบายดีและสามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ ในปัจจุบันเรายังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของภาวะนี้ แต่ที่น่ายินดีคือเป็นภาวะที่ไม่อันตรายและอาการเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปเมื่อเด็กโตขึ้น

สำหรับอาการปวดขาจะบรรเทาลงได้ด้วยการบีบนวดเบาๆ การประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่น หรือรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล เป็นครั้งคราวถ้ามีอาการปวดมาก

สิ่งที่สำคัญ คือ ถ้าเด็กมีอาการปวดขาร่วมกับอาการอย่างอื่น เช่น มีไข้ เหงื่อออกตอนกลางคืน น้ำหนักลด เลือดออกง่าย มีจุดจ้ำเลือดตามผิวหนัง ข้อบวม ข้อฝืดติดช่วงเช้า หรือเดินกะเผลก ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณอันตราย ขอแนะนำให้ผู้ปกครองพาเด็กมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดขาและรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไปค่ะ

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 มีนาคม 2555

ขาขาดเลือดเฉียบพลัน

มีคนจำนวนไม่น้อย ที่ต้องสูญเสียขา กลายเป็นคนพิการ หรือ บางคนถึงขั้นเสียชีวิต จากภาวะขาขาดเลือดเฉียบพลันและรุนแรง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.นพ.ประมุข มุทิรางกูร หัวหน้าสาขาวิชาศัลยศาสตร์หลอดเลือด ภาควิชาศัลยศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า สาเหตุสำคัญของขาขาดเลือดเฉียบพลัน เกิดจากลิ่มเลือดหลุดมาอุดตันภายในหลอดเลือดแดงของขา โดยลิ่มเลือดนี้หลุดมาจากหัวใจและจากหลอดเลือดแดงใหญ่ในส่วนทรวงอกหรือช่องท้อง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จะเกิดภาวะขาเน่าตาย อย่างรวดเร็ว อวัยวะสำคัญหยุดทำงาน เช่น ไต ปอด หัวใจ และอาจเสียชีวิตได้จากการไหลซึมของสารพิษจากขาที่ขาดเลือดเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกาย 

ตำแหน่งที่พบการอุดตันมากที่สุดได้แก่ หลอดเลือดแดงส่วนต้นขา รองลงมาคือ หลอดเลือดแดงส่วนน่อง หลอดเลือดแดงส่วนอุ้งเชิงกราน และหลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนช่องท้อง

อาการสำคัญของขาขาดเลือดเฉียบพลัน คือ ปวดขาอย่างรุนแรงตลอดเวลา ขาเย็นและซีด ขาหมดความรู้สึก ขาขยับไม่ได้ เมื่อคลำชีพจรบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง จะเบาลงหรือคลำไม่ได้ ในเวลาต่อมา ผู้ป่วยจะมีอาการสูญเสียความรู้สึกของขาและเกิดการอ่อนแรงบริเวณนิ้วเท้า เมื่อการขาดเลือดของขาอยู่ในขั้นรุนแรงจะไม่สามารถขยับเท้าและขาได้ หากทิ้งไว้ภายในเวลาประมาณ 6 ชั่วโมง อาจเกิดภาวะขาเน่าตายได้ 

การรักษาภาวะขาขาดเลือดเฉียบพลันมีดังนี้
1.ขาขาดเลือดขั้นเบาและปานกลางรักษาโดย การฉีดยาละลายลิ่มเลือดผ่านทางสายสวน
2.ขาขาดเลือดขั้นรุนแรง รักษาโดยการผ่าตัดขจัดลิ่มเลือด
3.ขาขาดเลือดขั้นรุนแรง และมีสารพิษไหลซึมเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตรักษาโดย  การผ่าตัดขจัดลิ่มเลือดร่วมกับการระบายสารพิษผ่านทางหลอดเลือดดำของขาเข้าเครื่องไตเทียม ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ รพ.ศิริราชค้นพบเป็นครั้งแรกของโลก ขั้นตอนเริ่มจาก ผ่าตัดสอดใส่สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดดำของขาที่ขาดเลือด นำเลือดดำจากขาที่ขาดเลือดผ่านเข้าเครื่องไตเทียมเพื่อการฟอกเลือด นำเลือดที่ฟอกแล้วจากเครื่องไตเทียมกลับเข้าสู่ร่างกายทางหลอดเลือดดำบริเวณคอ ผ่าตัดนำลิ่มเลือดออกจากหลอดเลือดแดงของขา โดยใช้สายสวนที่มีปลายเป็นลูกโป่ง เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างการปล่อยให้เลือดไปเลี้ยงขาทั้ง 2 ข้าง ภายหลังการผ่าตัดขจัดลิ่มเลือด

ข้อดีของการรักษาที่คิดค้นขึ้นมาใหม่ คือ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง ง่าย ประหยัด สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในภาวะขาขาดเลือดที่มีสาเหตุอื่น เช่น การบาดเจ็บอย่างรุนแรงของขาได้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลต่าง ๆ ได้ เป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับในต่างประเทศว่าเป็นวิธีต้นแบบ

วิธีที่ควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะขาขาดเลือดเฉียบพลันและรุนแรง คือ
1.รีบมาโรงพยาบาลเพื่อมาพบแพทย์ทันทีที่มีอาการปวดขาอย่างรุนแรงตลอดเวลา 2.สังเกตการเปลี่ยนแปลงของภาวะขาขาดเลือดมีความรวดเร็วมากน้อยเพียงใด เช่น ระดับความเย็นและซีดของขา การรับรู้ความรู้สึกของขา และการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อเท้าและขา
3.ห้ามนำกระเป๋าน้ำร้อนวางประคบขาที่มีอาการปวดและเย็น
4.ห้ามรักษาเองที่บ้านตามลำพังโดยการกินยาระงับปวด

การป้องกันภาวะขาขาดเลือดเฉียบพลัน คือ
1.รักษาโรคหัวใจที่เป็นสาเหตุของลิ่มเลือด เช่น การเต้นหัวใจผิดจังหวะ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
2.รักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองส่วนทรวงอกและช่องท้อง ซึ่งอาจมีลิ่มเลือดก่อตัวภายในและอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดลิ่มเลือดอุดตันภายในหลอดเลือดแดงของขา
3.กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดในกรณีที่พบสาเหตุที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือด ที่ไม่สามารถแก้ไขได้
4.หลีกเลี่ยงการกดนวดช่องท้องหรือขาที่พบว่ามีก้อนเกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นก้อนที่เกิดจากหลอดเลือดโป่งพองได้.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

 

ที่มา: เดลินิวส์      24 มกราคม 2553