ข้อเข่าเสื่อม…รักษาได้ไม่ยาก ตอนที่ 1 : กระดูกอ่อนในข้อ

thairath150213-1ความสำคัญของกระดูกอ่อนในข้อ

กระดูกอ่อนในข้อ หรือ กระดูกอ่อนข้อต่อ เป็นกระดูกอ่อนที่หุ้มอยู่ที่ปลายกระดูกส่วนที่อยู่ในข้อต่อ ทำหน้าที่ช่วยให้การเคลื่อนไหวข้อเป็นไปอย่างสะดวก ราบรื่น ไม่สะดุดหรือติดขัด กระดูกอ่อนข้อต่อจึงมีโครงสร้างที่ต่างจากกระดูกอื่นๆ คือ มีผิวมันวาว มีความหนาและแข็งแรงพอจะรองรับน้ำหนักหรือแรงกระแทกได้สูง กระดูกอ่อนข้อต่อจะไม่มีหลอดเลือดไปเลี้ยง แต่ได้รับสารอาหารจากน้ำหล่อเลี้ยงที่ผลิตจากเยื่อบุข้อที่เรียกว่าไขข้อ ซึ่งจะไปเคลือบอยู่ระหว่างผิวข้อทั้งสองด้านเพื่อช่วยให้การเคลื่อนไหวง่ายขึ้น โดยทั่วไปกระดูกอ่อนข้อต่อสามารถใช้งานได้ตลอดอายุขัยของแต่ละคน

กระดูกอ่อนอยู่ในส่วนใดของร่างกายบ้าง

กระดูกอ่อนข้อต่อจะมีอยู่เฉพาะในข้อต่อที่มีไขข้อเท่านั้น เนื่องจากต้องมีไขข้อมาหล่อเลี้ยง ส่วนกระดูกอ่อนที่พบในตำแหน่งอื่น เช่น ดั้งจมูก หรือใบหู เป็นชนิดที่มีความยืดหยุ่นมาก นอกจากนี้ยังมีกระดูกอ่อนเส้นใยซึ่งพบบริเวณหมอนรองกระดูกสันหลังหรือระหว่างกระดูกหัวหน่าว ซึ่งเป็นข้อต่อที่มีการเคลื่อนไหวน้อย กระดูกอ่อนแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและโครงสร้างที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นหากพูดถึงข้อเสื่อมเราจะหมายถึงกระดูกอ่อนในข้อหรือกระดูกอ่อนข้อต่อ ซึ่งเรียกสั้นๆ ว่า ‘กระดูกอ่อน’ นั่นเอง

thairath150213-2

จะทราบได้อย่างไรว่ากระดูกอ่อนเริ่มผิดปกติ

เมื่อกระดูกอ่อนข้อต่อเริ่มเกิดการเสื่อม ผิวนอกที่เรียบเป็นมันวาวจะเริ่มแตกเป็นเส้นใยฝอยๆ เป็นการปริแยกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และเมื่อโรคดำเนินต่อไปก็จะแตกเป็นร่องลึก ผิวข้อจะเริ่มขรุขระ ลึกลงไปถึงชั้นกระดูกผิวข้อจะค่อยๆ บางลงและเสื่อมสลายไปหมดจนเหลือแต่กระดูกแข็ง

อาการของโรคข้อเสื่อม คือ อาการปวด จะปวดแบบเสียวลึกๆ ขัด และตึงในข้อ อาการจะมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรืออากาศเย็น ตอนเช้าหลังจากตื่นนอนผู้ป่วยอาจจะเดินได้ช้าลง การเคลื่อนไหวลดลง มีเสียงกรอบแกรบในข้อ ข้อบวม กล้ามเนื้อรอบข้อลีบลง และเมื่อโรคลุกลามจะทำให้ข้อมีลักษณะผิดรูป ถ้าเป็นข้อเข่าเสื่อมรุนแรงมักจะทำให้ขาโก่ง

การปฏิบัติตัวเมื่อพบว่ากระดูกข้อเสื่อม

สิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคข้อเสื่อมลุกลาม ได้แก่

1. ควบคุมน้ำหนักตัว เพราะน้ำหนักมีความสัมพันธ์อย่างสูงกับข้อเสื่อมโดยเฉพาะข้อเข่า การลดน้ำหนักลงได้ 5 กิโลกรัมจะช่วยลดความเสี่ยงต่อข้อเข่าเลื่อมลงได้ครึ่งหนึ่ง

2. หลีกเลี่ยงการใช้งานที่ต้องรับแรงกระทำมากๆ ทุกวัน เช่น งานที่ต้องนั่งคุกเข่า นั่งยองๆ หรืองานที่ต้องยกของหนักเป็นประจำ

3. ไม่ควรทำกิจกรรมต่างๆ บนพื้น เช่น การล้อมวงกินข้าว การซักผ้า รัดผ้า หรือการใช้ห้องน้ำที่ต้องนั่งยองๆ

รองศาสตราจารย์วิวัฒน์ วจนะวิศิษฐ์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ  13 กุมภาพันธ์ 2558

Advertisements

โรคข้ออักเสบพาลินโดรมิค (Palindromic Rheumatism)

ramachannel140714_01พอเห็นชื่อ หลายคนคงจะนึกว่ามีโรคแปลกใหม่อะไรเกิดขึ้นอีกหรือ จริงๆ แล้วมีโรคจำนวนไม่น้อยที่คนทั่วไปอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เพราะไม่ได้มีการกล่าวถึง จะรู้เฉพาะแพทย์ ผู้รักษากับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้

ยกตัวอย่าง เช่น โรคเอสแอลอี ถ้าไม่ใช่เพราะมีนักร้องลูกทุ่งชื่อดังอย่างคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ มาป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคแพ้ภูมิตนเองชนิดหนึ่งที่เรียกโรค เอสแอลอี (SLE) ที่ย่อมาจากคำว่า Systemic Lupus Erythematosus คนไทยส่วนมากก็ยังไม่รู้จักโรคนี้ ทั้งๆ ที่มีผู้ป่วยเป็นโรคนี้อยู่จำนวนไม่น้อย โรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง หรือที่เรียกว่ากลุ่มโรค autoimmune disease เป็นกลุ่มโรคที่มีสมาชิกเป็นโรคหลายๆ โรคที่มีสาเหตุการเกิดมาจากการทำงานผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เกิดผิดปกติจนจำอวัยวะหรือร่างกายของตัวเองไม่ได้จึงเกิดเป็นโรคขึ้น

อาการหนึ่งที่มักจะพบได้เสมอในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเองเหล่านี้คือ อาการปวดข้อ หรือมีข้ออักเสบ โรคบางโรคก็จะมีอาการอักเสบของข้อต่างๆ เด่นชัดมาก เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ บางโรคอาการทางข้อจะเกิดร่วมด้วยเป็นส่วนหนึ่งของการอักเสบของอวัยวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นเท่านั้น เช่น โรคเอสแอลอี

แต่โรคข้ออักเสบพาลินโดรมิค (Palindromic Rheumatism) ที่จะกล่าวถึงนี้ เป็นโรคหนึ่งที่มีอาการปวดข้อ ข้ออักเสบเด่น แต่ไม่ได้เป็นตลอดเวลา แต่จะมีข้ออักเสบ หรือปวดข้อ เป็นๆ หายๆ ไม่แน่นอน ซึ่งเป็นลักษณะที่แปลกและน่าสนใจ

มีผู้ป่วยคนหนึ่งเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 35 ปี มีอาการปวดข้อนิ้วมือ ข้อมือ มีข้อนิ้วมือบวม อาการปวดบวมข้อนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 3-4 วัน แล้วอาการปวดบวมจะหายไป ตอนที่ไม่มีอาการจะปกติดีทุกอย่างเหมือนคนธรรมดา อาการ ดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นประมาณ 1 ครั้ง ในช่วงเวลา 1-2 เดือน แต่บางเดือนก็เป็นเดือนละ 2 ครั้ง สังเกตว่าช่วงไหนที่มีงานมากต้องอดนอน ทำงานหนัก หรือมีเรื่องเครียดไม่สบายใจ อาการนี้จะเกิดบ่อยครั้งขึ้น ผู้ป่วยมีอาการแบบนี้มาประมาณ 3-4 ปีแล้ว

ที่เล่ามานี้เป็นตัวอย่างของผู้ป่วยโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิค ซึ่งโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิคนี้เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในคนประมาณ 100-1,000 คนที่เป็นโรคข้อจะมีคนเป็นโรคนี้ประมาณ 1 คน คนไทยป่วยเป็นโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิคมากกว่าฝรั่งในยุโรปหรือประเทศสหรัฐอเมริกา

แต่ปัญหาคือโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิคเป็นโรคที่แพทย์ทั่วไปส่วนมากไม่รู้จักและให้การวินิจฉัยไม่ถูกต้อง ดังนั้นผู้ป่วยจำนวนมากจึงไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และไม่ได้รับการรักษาหรือคำแนะนำในการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม

ขอบคุณข้อมูลจาก ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : https://www.facebook.com/Ramachannel

 

โรคเกาต์ หลายคนยังเข้าใจผิดอยู่

dailynews131103_001aโรคเกาต์เป็นโรคเกิดจากการตกตะกอนของกรดยูริคส่วนเกินในร่างกาย ที่พบมากคือ ในข้อต่าง ๆ หรือบริเวณรอบ ๆ ข้อ ทำให้เกิดอาการปวดตามข้อ ถ้าตกตะกอนในไตทำให้เกิดนิ่วในไตได้และถ้าเป็นเรื้อรัง จะมีการตกตะกอนตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ เห็นเป็นปุ่มก้อนตามแขนขาได้

ร่างกายสร้างกรดยูริคมาจากสองแหล่งคือ กว่าร้อยละเก้าสิบเกิดจากร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเองจากการสลายเซลล์ ถ้ากรดยูริคถูกสร้างขึ้นมากกว่าไตที่ทำหน้าที่ขับถ่ายออกมาก็ทำให้เกิดการสะสมของกรดยูริคมากขึ้นในร่างกาย และเกิดเป็นโรคเกาต์ขึ้น

ส่วนที่เหลือ 10% เกิดจากการกินอาหารบางชนิดที่มีสารที่เรียกว่าพิวรีนสูง ซึ่งสารพิวรีนนี้เมื่อกินเข้าไปแล้วจะย่อยสลายกลายเป็นกรดยูริค เช่น สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ข้าวสาลี ถั่วต่าง ๆ

ในคนปกติกรดยูริคจะถูกสร้างขึ้นในอัตราช้าพอที่ไตจะขับออกได้หมดทันกับการสร้างขึ้นพอดี ในคนที่เป็นโรคเกาต์ พบว่าเกิดความผิดปกติของกระบวนการใช้และขับถ่ายสารพิวรีน คนทั่วไปจึงมักเข้าใจว่าทานอาหารที่มีพิวรีนมาก ๆ จะทำให้เป็นโรคเกาต์

นอกจากนี้การดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเกาต์ เนื่องจากไปขัดขวางกระบวนการขับกรดยูริคออกจากร่างกาย อีกทั้งแอลกอฮอล์ช่วยเร่งปฏิกิริยาการสร้างกรดยูริคอีกด้วย

คนส่วนใหญ่จะรู้จักโรคนี้ดี มักจะเดาได้ว่าเป็นโรคเกาต์เพราะผู้ป่วยจะมีอาการชัดเจนคือ “ปวด บวม แดง ร้อน” ตามข้อและข้อที่เป็นบ่อยได้แก่ ข้อนิ้วหัวแม่เท้า, ข้อเท้า, ข้อเข่า มักเป็นข้อ ๆ เดียว ในบางครั้งที่เป็นเรื้อรังอาจมีปวดหลายข้อและพบมีปุ่มก้อนที่รอบ ๆ ข้อจากตะกอนกรดยูริค

dailynews131103_001c

คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าเมื่อปวดข้อโรคเกาต์แล้วควรตรวจระดับกรดยูริคในเลือดทันที แต่ความจริงคือในช่วงที่มีข้ออักเสบอาจพบว่ากรดยูริคไม่สูงหรือเป็นปกติได้ครับ

ระดับกรดยูริคจึงไม่ช่วยในการวินิจฉัยโรค ไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดในขณะที่ปวดข้อครับ เช่น ถ้าข้อเท้าปวด บวม แดง ร้อนที่ชัดเจน แม้ว่าจะเจาะยูริคแล้วไม่สูง ก็น่าจะเป็นเกาต์ได้เช่นกัน

ผู้ป่วยโรคอ้วน, โรคเบาหวาน, ไขมันในเลือดสูง, ความดันโลหิตสูง, โรคหลอดเลือดแข็ง, โรคไตวายเรื้อรัง และโรคเลือดบางชนิด มีโอกาสเป็นโรคเกาต์ได้มากกว่าคนทั่วไป

เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคเกาต์การรักษาในระยะเฉียบพลันคือการให้ยาลดการอักเสบ ยาแก้ปวด พักการใช้ข้อ ในการรักษาระยะยาวจะให้ยาลดกรดยูริคในเลือด การใช้ยาต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะผลข้างเคียงของยารักษาโรคเกาต์พบได้ค่อนข้างบ่อย

และเมื่อมีข้ออักเสบ อย่านวดข้อนั้นเพราะการนวดจะทำให้อาการอักเสบเป็นนานขึ้นและหายช้า

ส่วนการหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีพิวรีนสูงไม่มีความจำเป็นมากนัก ยกเว้นในรายที่มีประวัติเป็นข้ออักเสบชัดเจนเวลาทานอาหารประเภทนั้น หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์

เห็นได้ว่าโรคเกาต์ยังเป็นโรคที่หลายคนเข้าใจผิด ทำให้เกิดความลำบากในการรักษาและสร้างความทุกข์กับผู้ป่วยด้วย.

นายแพทย์ถนัด ไพศาขมาศ (อายุรแพทย์)

ที่มา : เดลินิวส์ 3 พฤศจิกายน 2556

“ข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก” ตรวจพบเร็ว…รักษาได้ทันท่วงที

dailynews130113_003aข้ออักเสบเรื้อรัง โรคดังกล่าวหลายคนอาจคิดว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ แต่ในความจริงนั้นมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ป่วยเป็นโรคนี้และด้วยความที่ร่างกายของเด็กกับผู้ใหญ่มีความต่างกันจึงทำให้โรคข้ออักเสบในเด็กและผู้ใหญ่ไม่เหมือนกัน จึงเรียกโรคข้ออักเสบที่เกิดกับเด็กนี้ว่า โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก

แพทย์หญิงโสมรัชช์ วิไลยุค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคข้อและรูมาติสซั่มในเด็ก หน่วยโรคภูมิแพ้ ภูมิคุ้มกันและโรคข้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความรู้ว่า โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองหรือที่เรียกว่า ภูมิแพ้ตัวเอง ซึ่งภาวะภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง หมายถึง ภาวะที่ภูมิคุ้มกันทำงานเกินหน้าที่เพราะหลังจากที่กำจัดเชื้อโรคไปแล้ว ภูมิคุ้มกันยังคงทำงานอยู่จนทำร้ายร่างกายแทน ที่จะปกป้อง

“โรคดังกล่าวปัญหาอยู่ที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก อีกทั้งหลายคนไม่คาดคิดว่าสามารถจะเกิดขึ้นในเด็ก โดยเด็กจะมีอาการปวดข้อ ปวดอักเสบได้เหมือนในผู้ใหญ่ ที่สำคัญเมื่อเด็กมีอาการปวดข้อ ข้อบวม และข้ออักเสบแต่ไม่สามารถอธิบายอาการสื่อสารถึงความเจ็บปวดได้ ซึ่งกว่าพ่อแม่จะทราบ เด็กต้องทนทุกข์ทรมานมีอาการข้ออักเสบมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งในบางรายอาจถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตได้”

โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลยืนยันทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเพราะเหตุใดภูมิต้านทานจึงทำร้ายร่างกาย สาเหตุบางอย่าง ภาวะติดเชื้อ ภาวะอุบัติเหตุกระตุ้นให้โรคกำเริบ ฯลฯ ยังคงเป็นเพียงข้อสงสัยซึ่งยังสรุปไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันโรคดังกล่าวไม่เพียงเป็นปัญหาเฉพาะในบ้านเรา หากแต่ยังเป็นปัญหาในหลาย ๆ ประเทศ

dailynews130113_003b

การสังเกตความผิดปกติของอาการและการเข้าถึงการรักษาแต่เนิ่น ๆ สิ่งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้ปกครองควรสังเกตความผิดปกติโดยถ้าลูกมี อาการข้อบวม หากเป็นมานานอาจทำให้มีน้ำอยู่ในข้อ

เวลาที่จับมือจะรู้สึกอุ่นกว่าข้อข้างที่ปกติ มีรอยแดงบริเวณข้อ จับแล้วมีอาการเจ็บหรือมีภาวะกระดูกบริเวณที่อักเสบโตกว่าปกติ ทำให้ขาหรือแขนยาวกว่าอีกข้างและหากเป็นบริเวณข้อเข่าอาจสังเกตได้ว่ามีรอยบุ๋มข้าง ๆ

ส่วนอาการข้อติดช่วงเช้าที่เรียกว่า ภาวะมอร์นิ่ง สติฟฟ์
เนส (Morning Stiffness) หรือ ช่วงที่อากาศเย็นซึ่งทำให้ขยับข้อลำบากและปวดข้อมาก สังเกตได้จากเด็กจะเดินกะเผลกหลังจากตื่นนอน เนื่องจากเวลาหลับไม่ได้ขยับตัวทำให้สารอักเสบหลั่งออกมา แต่พอตื่นนอนขยับข้อ หรือช่วงที่อากาศอุ่นขึ้นอาการข้อติดจะดีขึ้นทุเลาลงซึ่งในอาการลักษณะนี้อาจทำให้เด็กบางรายไม่สามารถนอนกลางวัน หรือนั่งเรียนทั้งวันได้

นอกจากนี้อาการปวดข้อซึ่งส่วนมากเกิดในช่วงเช้าหรือช่วงที่อากาศเย็น บางรายอาจมีอาการปวดทั้งวัน สังเกตจากเด็กที่เป็นข้ออักเสบที่ ข้อเข่า จะไม่ยอมเดินจะร้องให้อุ้มตลอดเวลา หากเป็นที่ ข้อตะโพก จะเจ็บเวลาถูกอุ้ม ส่วนข้ออักเสบที่ ข้อมือ จะเจ็บเวลาถูกจับมือหรือจูงเดิน และหากเป็นที่ข้อเท้า เด็กก็จะเดินกะเผลก หากเป็นมากอาจเดินไม่ได้และในบางรายที่เป็น บริเวณกระดูกต้นคอ จะทำให้ไม่สามารถเงยหน้าหรือก้มหัวได้สุดทำให้มีปัญหาเวลาก้มลงเก็บของและเด็กบางคนอาจไม่สามารถหันซ้ายขวาได้ ถ้าข้ออักเสบ บริเวณข้อต่อขากรรไกร อาจสังเกตได้ยากโดยเด็กที่เป็นข้ออักเสบบริเวณนี้จะอ้าปากได้ไม่สุด และปวดเวลาขยับกราม หรือเคี้ยวอาหาร อาจอ้าปากได้ไม่เท่ากันสองข้างซึ่งหากเป็นนานอาจทำให้คางเล็กไป

อีกทั้งยังอาจพบอาการอื่น ๆ อาทิ ตาอักเสบ ไข้สูงโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยไข้จะขึ้นสูงในเวลาเดิมทุกวัน หรือมีผื่นเม็ดแดง ๆ เล็ก ๆ ขึ้นเวลาที่มีไข้ขึ้น และเมื่อไข้ลงผื่นก็จะหายไปไม่ควรนิ่งนอนใจควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยทันที

dailynews130113_003c

ปัจจุบันโรคข้ออักเสบ แบ่งออกเป็น 7 กลุ่มซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต โดยอาการแต่ละกลุ่มจะไม่เหมือนกันโดยเฉพาะ Systemic onset juvenile idiopathic arthritis (SoJIA) เป็นชนิดที่รุนแรงมากที่สุดและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ เพราะมีอาการอยู่ในหลายระบบของร่างกาย โดยเด็กจะเป็นไข้สูงกว่า 2 อาทิตย์ และมีผื่นแดง ที่เรียกว่า ผื่นแซลมอนขึ้นตามร่างกายเป็น ๆ หาย ๆ แต่อย่างไรก็ตามหากได้รับการรักษารวดเร็วทันท่วงทีจะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้
dailynews130113_003e
“โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กสามารถพบได้นับแต่อายุไม่ถึงหนึ่งขวบปีถึง 16 ปีโดยเด็กที่พบตั้งแต่อายุน้อยจะยิ่งสังเกตความผิดปกติได้ยากเนื่องจากเด็กเล็กอาจไม่สามารถสื่อสารบอกความเจ็บปวดได้ การตรวจวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจเลือดเพื่อหาค่า CBC, ESR และ CRP และสำหรับวิธีการรักษาใช้ยาหลายประเภท อาทิ ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ชนิดเม็ดซึ่งเป็นยาชนิดแรกที่เด็กป่วยด้วยโรคข้ออักเสบทุกคนจะได้รับ ยากลุ่มสารชีวภาพ ยาที่ออกฤทธิ์เร็วและประสิทธิภาพสูงสามารถจับสารที่ก่อให้เกิดข้ออักเสบได้โดยตรง แต่ราคาค่อนข้างสูง ฯลฯ”

dailynews130113_003d

แพทย์ท่านเดิมกล่าวเพิ่มอีกว่าในการรักษาผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการทานของดิบ รวมทั้งต้องทำกายภาพบำบัด และออกกำลังอย่างถูกวิธีควบคู่ไปกับการทานยาร่วมด้วย ดังนั้นหากพบความผิดปกติเกิดขึ้นจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย.

ที่มา : เดลินิวส์  13 มกราคม 2556

.

Related Article :

.

เผยเด็กป่วยข้ออักเสบพุ่ง แนะผู้ปกครองสังเกตอาการได้

thairath121219_001แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคข้อฯ เผยเด็กเป็นโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุมากขึ้น แนะผู้ปกครองสังเกตอาการของโรคได้ เมื่อเด็กมีอาการข้อติดในช่วงเช้าและช่วงอากาศเย็น…

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. พญ.โสมรัชช์ วิไลยุค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคข้อและรูมาติสซั่มในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก ว่า เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง ซึ่งจะพบได้ตั้งแต่อายุ 8 เดือน-16 ปี โดยสาเหตุการเกิดโรคนั้นยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ปัจจุบันพบอัตราการป่วยในเด็กเพิ่มมากขึ้น และโรคนี้สามารถเกิดได้กับทุกส่วนของร่างกาย อาทิ ข้อมือ เท้า เข่า สะโพก กระดูกต้นคอ และบริเวณขากรรไกร

ดังนั้น ผู้ปกครองสามารถสังเกตอาการของโรคได้คือ มีอาการข้อติดในช่วงเช้า หรือช่วงที่อากาศเย็นๆ จะทำให้ขยับข้อลำบากและปวดข้อมาก รวมถึงมีอาการข้อบวม และหากพบบุตรหลานมีอาการดังกล่าวควรรีบพามาพบแพทย์เพื่อทำการรักษา เนื่องจากหากปล่อยไว้นานๆ จะส่งผลให้เด็กพิการได้ ทั้งนี้ ระยะเวลาในการรักษาจะอยู่ที่ 1-3 ปี ซึ่งค่ารักษาจะอยู่ที่ 2-4 แสนบาท/ปี เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สูง ดังนั้น โรงพยาบาลจึงพยายามจะผลักดันยาดังกล่าวให้เข้าไปอยู่ในกลุ่มบัญชียาหลักเพื่อประชาชนจะได้เข้าถึงยามากขึ้น

พญ.โสมรัชช์ กล่าวต่อว่า การรักษาทำได้โดย
1.การให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ชนิดเม็ด
2.ยาคอร์ติโคลสเตียรอยด์
3.ยากลุ่มสารชีวภาพที่เป็นยาที่ออกฤทธิ์เร็วจับสารที่ก่อให้เกิดโรคข้ออักเสบโดยตรง และ
4.การฉีดยาเสตียร์รอยด์เข้าข้อ โดยจากสถิติทั่วโลกพบผู้ป่วย 2-20 ราย/ประชากร 1 แสนคน ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีการเก็บสถิติ.

ที่มา : ไทยรัฐ

  • 19 ธันวาคม 2555

เต้นรำสัปดาห์ละครั้งลดอาการปวดจากโรคข้ออักเสบได้

Do-si-do: Dancing once a week could relieve the pain of arthritis

การออกกำลังกาย เช่น ชี่กง พิลาเตส โยคะ เต้นรำ สามารถลดความเจ็บปวดจากโรคข้ออักเสบได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้เกิดความสมดุล สุขภาพจิตดี การเคลื่อนไหวคล่องตัว และสนุกกับการใช้ชีวิต

How dancing just once a week could relieve the pain of arthritis

  • Just over half of arthritis sufferers who took part in exercise programme experienced pain relief
  • Exercises included dancing, yoga and Pilates

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 17:24 GMT, 13 November 2012

Having a waltz around the room or enjoying a yoga class can work wonders for millions of people suffering from arthritis, say researchers.

A study found hospital-based exercise programs such as Pilates, yoga or dance fitness can relieve the pain of the disease.

American scientists studied at the effectiveness of exercise programmes run by the Hospital for Special Surgery in New York City.

They found the weekly programmes significantly improved enjoyment of life and balance, and decreased pain and the severity and frequency of falls.

Sandra Goldsmith, director of the Public and Patient Education Department at HSS said: ‘When participants were asked to report their level of pain severity, there were statistically significant reductions in pain from pre- to post-test.

‘Pain is a huge factor in quality of life. If we can offer classes that help to reduce pain, that is a good thing.’

Researchers evaluated the effectiveness of the exercise programs, which included weekly classes of Tai Chi, yoga, mat and chair Pilates and dance fitness on 200 participants.

Surveys were administered before and after the exercise which included measures of self-reported pain, balance, falls and level of physical activity.

A pain intensity scale was used to quantify intensity of muscle or joint pain.

The team also measured pain interference on aspects of quality of life, including general activity, mood, walking ability, sleep, work, and enjoyment of life.

Roughly 53 per cent indicated that they experienced pain relief as a result of participating.

There was a 54 per cent improvement in general activity, mood, walking ability, sleep, normal work, and enjoyment of life.

Fewer respondents reported falling from pre- to post-test and fewer sustained injuries that required hospitalisation.

Dr Linda Russell, a rheumatologist, points out that the classes are low cost for patients.

‘We like to get all of our patients involved in exercise.

‘Patients benefit from supervised exercise programmes with regard to their overall sense of well-being and pain due to their arthritis.’

Osteoarthritis is a leading cause of disability in the UK, affecting around 8.5million adults.

Weight has a large influence on the prevalence of arthritis with nearly 30 per cent of obese adults suffering.

The latest study was presented at the recent American College of Rheumatology/Association of Rheumatology Health Professionals annual meeting.

SOURCE: dailymail.co.uk

โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด โดย กภ.พิทยุตม์ โตขำ

กระดูกสันหลังเป็นแกนกลางของร่างกายประกอบด้วยกระดูกจำนวน 24 ชิ้นเชื่อมเป็นข้อต่อ แยกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนคอ, อก และเอว นอกจากนั้นกระดูกสันหลังส่วนเอวยังเชื่อมกับกระดูกเชิงกรานเป็นข้อต่อ โดยกระดูกสันหลังมีหน้าที่ป้องกันไขสันหลังซึ่งเป็นทางเดินของกระแสประสาทมายังอวัยวะส่วนอื่นให้พร้อมทำหน้าที่ และเป็นตัวรับส่งแรงในการเคลื่อนไหวส่วนที่อยู่สูงและต่ำกว่า เปรียบเสมือนส่วนลำต้นไม้ซึ่งมีท่อน้ำเลี้ยง รับอาหารมาจากส่วนรากส่งผ่านไปยังส่วนกิ่งก้านใบด้านบน ในทางกลับกันเมื่อส่วนบนมีการสังเคราะห์แสงจะส่งผ่านผลผลิตที่ได้ไปยังรากด้วย

กระดูกสันหลังมีการเคลื่อนไหวหลายทิศทางได้แก่ ก้ม – เงย, เอียงซ้าย – ขวา และหมุนซ้าย – ขวา ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน หลังที่ดีจำเป็นต้องมีความแข็งแรงและความยืดหยุ่นที่ดีตามด้วย หากหลังมีการเคลื่อนไหวลดลง หรือแข็ง เคลื่อนไหวไม่ได้ จะเป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิตอย่างมาก โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดมีผลให้กระดูกสันหลังที่อักเสบเชื่อมติดกัน ทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อนไหวได้ลดลง หรืออาจเคลื่อนไหวไม่ได้อย่างถาวร

โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด หรือ Ankylosing Spondylitis มีการค้นพบตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ แต่มีการค้นคว้าวิจัยมากขึ้นเมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว หรืออาจเรียกว่า โรค Bekhterev หรือ โรค Marie – Strümpell เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับยีน HLA – B27 พบได้ทั้งชาวเอเชียและยุโรปแต่ชาวเอเชียพบได้น้อยกว่า ปัจจุบันยังหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้ ผลของโรคทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของตัวข้อต่อกระดูกสันหลัง และข้อต่ออื่น(ข้อเข่า, ข้อตะโพก, ข้อไหล่, ซี่โครง) และมีการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อ, เอ็นยึดกระดูก ผลจากการอักเสบทำให้ร่างกายสร้างกระดูกมาแทนที่ส่วนที่อักเสบเกิดการเชื่อมติดกันของกระดูก 

หากมองจากภาพ X – ray จะเห็นกระดูกสันหลังเชื่อมติดกันเป็นปล้องไม้ไผ่ นอกจากนี้แล้วตัวโรคอาจทำให้เกิดการอักเสบของตา, หัวใจ, ปอด, ไต และทางเดินอาหารร่วมด้วย ส่วนใหญ่การอักเสบมักเริ่มต้นที่ข้อต่อเชื่อมกระดูกสันหลังกับเชิงกรานกระจายขึ้นไปตลอดแนวกลางกระดูกสันหลัง

ผลจากการเชื่อมติดกันของกระดูกและเนื้อเยื่อรอบข้อ มีผลให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้ลดลง จะเห็นท่าทางการเดินที่แข็งไม่เป็นธรรมชาติ, เวลามองด้านข้างต้องหันทั้งตัว, ยืนไหล่ห่องอตัว, หน้ายื่นคอยื่น, ยืนก้มแตะปลายเท้าได้น้อย เป็นต้น หากกระทบกับข้อต่อซี่โครงทำให้ปอดขยายตัวได้ลดลง ส่งผลต่อการหายใจ ทำให้มีอาการหอบเหนื่อย นอกจากการเคลื่อนไหวที่ลดลงแล้ว อาการที่สำคัญคือปวดบริเวณหลังและก้น หรือตามข้อที่มีปัญหาโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน อาการค่อยเป็นค่อยไป อาการจะแย่ลงหากอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน แต่อาการจะดีขึ้นเมื่อมีการขยับเคลื่อนไหว ซึ่งต่างจากอาการปวดหลังธรรมดา ซึ่งมีสาเหตุจากการเคลื่อนไหวผิดท่า เช่น เอี้ยวบิดตัว, ก้มหลังเป็นเวลานาน เป็นต้น และอาการจะดีขึ้นหากได้พัก แต่จะแย่ลงหากมีการเคลื่อนไหวซ้ำ

ผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้

  • พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง อัตราส่วน 3 : 1
  • อายุน้อยกว่า 45 ปี
  • อาการหลังฝืดแข็งในตอนเช้าเป็นเวลามากกว่า 30 นาที
  • ต้องตื่นขึ้นมาหลังจากนอนนานมากกว่า 30 นาที เพราะอาการปวด แต่จะดีขึ้นเมื่อลุกขึ้นเปลี่ยนท่า
  • อาการปวดและฝืดแข็งจะดีขึ้นเมื่อมีการขยับเคลื่อนไหว ออกกำลังกาย แต่จะแย่ลงหากอยู่นิ่ง
  • มีอาการปวดหลังเป็นเวลามากกว่า 3 เดือน และจะต้องมีอาการก่อนอายุ 45 ปี มีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคนี้

การรักษาในปัจจุบันไม่สามารถรักษาตัวโรคให้หายขาดได้เพียงแต่ระงับการกระตุ้นของโรคซึ่งการรักษาแบ่งเป็น 2 วิธี คือ การรักษาทางยา และการรักษาทางกายภาพบำบัด ซึ่งเป็นการรักษาควบคู่กันไป

1. การรักษาทางยา แบ่งยาเป็น 3 ชนิด คือ

  • ยาในกลุ่ม NSAIDs เพื่อลดอาการปวด และการอักเสบ
  • ยาในกลุ่ม Steroids เพื่อลดการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกัน เช่น Corticosteroids, sulfasalazine เป็นต้น
  • TNFα blocker มีประสิทธิภาพในการกดภูมิคุ้มกันสูง แต่มีราคาแพง

2. การรักษาทางกายภาพบำบัด เป็นส่วนสำคัญในการรักษาระยะยาวซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากเพื่อลด อาการปวด คงสภาพ และเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่างๆ (ข้อต่อกระดูกสันหลัง, ซี่โครง, ข้อเข่า, ข้อตะโพก และข้อไหล่) และป้องกันการผิดรูปของข้อต่อที่มีปัญหาให้น้อยที่สุด เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตสูงสุดที่พึงมี การออกกำลังกายแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ

2.1 การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเน้นกล้ามเนื้อในการแอ่นหลังและเหยียดตะโพ เนื่องจากการทรงท่ามักอยู่ในท่างอจำเป็นต้องเพิ่มกำลังด้านหลังต้านการงอ

2.2 การออกกำลังกายเพิ่มความยืดหยุ่นเพื่อยืดและคงสภาพการเคลื่อนไหวของเนื้อเยื่อรอบข้อป้องกันการหดรั้งและการผิดรูปของข้อต่อ ยืดค้างนาน 10 วินาที ข้างละ 5 – 10 ครั้งต่อเซต ระหว่างออกกำลังกายจะรู้สึกตึงแต่ต้องไม่เจ็บ

2.3 การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหายใจของทรวงอกให้มีการขยายตัวอยู่เสมอ

ข้อแนะนำบางประการ

  1. หากคุณมีความเสี่ยงหรืออาการดังที่กล่าวมาควรรีบปรึกษาแพทย์ด้านอายุรศาสตร์โรคข้อและนักกายภาพบำบัด เพื่อวินิจฉัยตรวจคัดกรองและให้การรักษาเพราะหากตรวจพบได้เร็วจะเป็นผลดีกับท่านเพื่อชะลอการดำเนินโรคและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
  2. การรักษาทางยาจะต้องรักษาควบคู่กับการทำกายภาพบำบัดเสมอ
  3. ผู้ที่เป็นโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดจะต้องออกกำลังกายให้เป็นกิจวัตรประจำวัน
  4. ควรเปลี่ยนท่าทุก 30 นาที ไม่ควรอยู่ท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป
  5. พยายามหนุนหมอนอย่าเกิน 1 ใบเท่าที่พอทำได้ และหมอนห้ามหนุนมาที่ไหล่เพราะจะทำให้ไหล่ยิ่งงุ้มมากขึ้น
  6. ท่าทางในการนั่ง, ยืน, เดิน ไม่ควรนั่งในท่าหลังค่อมไหล่ห่องอตัว แต่จะต้องยืดตัวให้ตรง เพราะหากอยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานานมีผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลงทำให้ไม่สามารถตั้งตัวตรงอย่างถาวร
  7. หากจำเป็นต้องขับรถยนต์ควรหาอุปกรณ์เสริมกระจกมองข้างเพื่อเห็นภาพด้านหลังชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องหันมองสุดตัว เพราะผู้ที่เป็นโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดจะมีปัญหาการเคลื่อนไหวคอที่จำกัดร่วมด้วย

เรียบเรียงโดย กภ.พิทยุตม์ โตขำ

เอกสารอ้างอิง

  1. อัจฉรา กุลวิสุทธิ์. เอกสารประกอบการเรียนการสอนรายวิชา PTPT 334 คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง Spondylo-arthropathy; 2551.
  2. Khan MA. ANKYLOSING SPONDYLITIS : the facts. 1st ed. London: Oxford University Press; 2002.
  3. Sieper J, Braun J. Ankylosing spondylitis in clinical practice. 1st ed. London: Springer; 2011.
  4. En.Wikipedia.org [home page on the intermet]. Ankylosing Spondylitis [updated on 2011 Nov 15; cited 2011 Nov 25]. Available from: http://en.wikipedia.org/wiki/Ankylosing_spondylitis

ที่มา: ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล  12 มิถุนายน 2012

.

ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล
999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454

เวลาทำการ
ในเวลาราชการ    วันจันทร์ – ศุกร์ 08.00 – 16.00 น.
นอกเวลาราชการ วันจันทร์ – ศุกร์ 16.00 – 18.00 น.
วันเสาร์ – อาทิตย์ 08.00 – 16.00 น.
***เปิดบริการ 12.00 – 13.00 น.ทุกวันทำการ***

  • กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ

ให้บริการด้านคำปรึกษา และตรวจรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ ได้แก่ ปวดคอ หลัง ไหล่ เข่า หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท ข้อเท้าแพลง นิ้วล็อก ข้อเสื่อม อาการชาตามมือ เท้า ฯลฯ โดยวิธีการตรวจประเมิน วินิจฉัย และรักษาด้วยวิธีการทางกายภาพบำบัด

  • กายภาพบำบัดทางระบบประสาท

ให้บริการด้านคำปรึกษา ตรวจรักษา และฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีปัญหาทางระบบประสาท ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง ที่ส่งผลให้เป็นอัมพฤกษ์ หรืออัมพาตครึ่งซีก ผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังจากอุบัติเหตุ ทำให้เป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาตครึ่งท่อน หรือทั้งแขนและขา รวมไปถึงโรคจากความเสื่อมของระบบประสาท เช่น โรคพากินสัน อัลไซเมอร์ โดยทำการฝึกให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเอง ให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ หรือเกือบปกติมากที่สุด ด้วยวิธีการออกกำลังกายและกระตุ้นผ่านทางระบบประสาท

  • กายภาพบำบัดทางเด็ก

ให้บริการด้านคำปรึกษา ตรวจรักษา และฟื้นฟูผู้ป่วยเด็กที่มีปัญหาจากสมองพิการ รวมไปถึงการมีพัฒนาการล่าช้า สมาธิสั้น ปัญหาด้านการปรับสภาพจิตใจ การยืน เดิน ไม่ปกติ โดยจะเป็นไปในแนวทางของการกระตุ้นพัฒนาการพร้อมๆ กับการสอนผู้ปกครองในการเข้าถึง ดูแล และปฏิบัติต่อเด็กอย่างถูกต้อง เหมาะสม

  • กายภาพบำบัดทางกีฬา

กายภาพบำบัดทางการกีฬา เป็นการบริการสำหรับนักกีฬาและประชาชนทั่วไปเรื่องการเตรียมความพร้อมของร่างกายในการเล่นกีฬา ทั้งในส่วนของการสร้างความแข็งแรง การเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ซึ่งเน้นให้เกิดความเหมาะสมกับการเล่นกีฬาแต่ละประเภท รวมถึงการดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ซึ่งนอกจากได้รับการตรวจประเมิน การรักษาทางกายภาพบำบัดแล้ว จะได้รับการฝึกออกกำลังเพื่อฟื้นสภาพร่างกายให้สามารถกลับไปเล่นกีฬาได้ และป้องกันการเกิดบาดเจ็บซ้ำ

การบริการกายภาพบำบัดทางกีฬายังมีการให้บริการนอกสถานที่ ณ สนามแข่งขัน เช่นการดูแลประจำทีมนักกีฬามหาวิทยาลัยในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยทุกปี การดูแลการบาดเจ็บเบื้องต้นทางกายภาพบำบัดในการแข่งขันวิ่งครึ่งมาราธอน มาราธอน และกอล์ฟ เป็นต้น

  • กายภาพบำบัดทางด้านการยศาสตร์

ให้บริการด้านคำปรึกษา แก้ผู้ป่วย และบุคคลทั่วไป ทั้งในและนอกสถานที่ เพื่อปรับสภาพงาน วัสดุอุปกรณ์ สภาพแวดล้อมภายในที่ทำงาน รวมไปถึงท่าทางในการทำงานให้เหมาะสมกับตัวเอง และปรับการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อลดการบาดเจ็บ และปัจจัยที่จะนำไปสู่การบาดเจ็บนั้นๆ นอกจากนี้ยังทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น

 

รู้จักโรค ‘ไอบีดี’ ท้องเสียเรื้อรัง ระวังเข้าข่าย

ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่พัฒนาไม่หยุด ส่งผลให้มีอุปกรณ์หรือเครื่องมือทันสมัยช่วยให้แพทย์ตรวจเจอสาเหตุความผิดปกติที่แท้จริง ดังเช่นกรณีโรคไอบีดี ที่แพทย์ได้ใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์การแพทย์บวกกับความเชี่ยวชาญ จนทำให้ทราบว่า ผู้ป่วยเป็นโรคไอบีดี

ไอบีดี อาจเป็นชื่อโรคที่ไม่คุ้นหูในบ้านเรา เนื่องจากที่ผ่านมา โรคนี้มักเกิดกับชาวตะวันตกและตะวันออกกลาง แต่ปัจจุบัน‘นายแพทย์รุจาพงศ์ สุขบท’ หัวหน้าศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เผยระหว่างการเสวนาความรู้ใหม่ โรคไอบีดี ว่า มีคนไทยป่วยเป็นไอบีดีมากขึ้น เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังพบมากในประเทศญี่ปุ่นเพราะมีการรวบรวมสถิติชัดเจนก็พบยอดพุ่งป่วยเป็น 3 เท่าตัว

หมอรุจาพงศ์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับไอบีดีว่า มาจากชื่อเต็ม คือ Inflammatory Bowel Disease (IBD) ใช้ชื่อเรียกทับศัพท์จากคำย่อว่า ไอบีดี เนื่องจากถ้าแปลอาจทำให้เข้าใจโรคผิด ส่วนความหมายของโรคนี้ คือ กลุ่มโรคที่มีการอักเสบของระบบทางเดินอาหารโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงแตกต่างจากกลุ่มลำไส้อักเสบเฉียบพลันที่เกิดจากการติดเชื้อ ทว่าหากจะสันนิษฐาน อาจเกี่ยวกับพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการรับประทานอาหารหรืออาหารที่ปนเปื้อนวัตถุกันเสีย แม้กระทั่งความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

กลุ่มโรคไอบีดี พบได้ทุกเพศ แต่เป็นกันมากช่วงวัย 20-40 ปี จัดเป็นโรคเรื้อรังที่มีช่วงอาการสงบและกำเริบ หากรักษาไม่ตรงจุดและทิ้งไว้นานๆ โอกาสกลายเป็นมะเร็งสูง

การตรวจส่องกล้อง

ในเบื้องลึกยังสามารถแบ่งโรคออกเป็น 2 ชนิดย่อยๆ คือ Ulcerative Colitis (UC) หมอจะเรียกว่า ยูซี เป็นโรคที่เกิดเฉพาะลำไส้ใหญ่เท่านั้น หากเป็นระยะเฉียบพลันจะท้องเสียรุนแรง ถ่ายปนมูกหรือเลือดสด ยิ่งถ้ามีการอักเสบบริเวณลำไส้ส่วนปลายสุด อาจทำให้มีอาการปวดถ่ายตลอดเวลา

และอีกโรค ชื่อ โครห์น (Crohn’s Disease) พบได้ทุกส่วนของระบบทางเดินอาหาร ถ้าเพิ่งเริ่มต้นป่วยมักไม่มีอาการท้องเสียแต่จะรู้สึกปวดท้อง ที่สำคัญโรคโครห์น มักพบร่วมกับภาวะซีด น้ำหนักตัวลด กระทบโภชนาการ เกิดฝีกับอวัยวะใกล้เคียง

ทั้งโรคยูซีและโรคโครห์น ยังมีลักษณะอาการบางอย่างคล้ายกัน เช่น การถ่ายอุจจาระผิดปกติ ถ่ายบ่อย อุจจาระปนมูกเลือด ท้องเสียรุนแรง ปวดท้อง เบื่ออาหาร  มีไข้ เหนื่อยล้า ไม่สบายตัว ทั้งนี้ ร้อยละ 25 ของผู้ป่วยกลุ่มโรคไอบีดี ยังพบความผิดปกตินอกเหนือจากอาการระบบทางเดินอาหาร อาทิ ข้ออักเสบบริเวณกระดูกสันหลังหรือกระดูกเชิงกรานส่งผลให้บวม ปวด และเคลื่อนไหวร่างกายได้จำกัด มีลักษณะทางผิวหนังที่หยาบกร้าน โดยเฉพาะที่แขนและขา ผิวพรรณมีสีม่วงอมแดง ที่ปุ่มข้อศอกหรือตาตุ่มนูนแข็งหนาเป็นปื้น มีอาการผิดปกติบริเวณดวงตา โดยเฉพาะม่านตาและเยื่อตา และมีอาการตับอักเสบร่วมด้วย

การตรวจด้วยกล้องแคปซูล

กรณีที่สงสัยว่าเป็นไอบีดี การตรวจวินิจฉัยของแพทย์จะเน้นตรวจพิเศษบริเวณช่องท้องและทวารหนัก มีการส่งตรวจตัวอย่างเลือดและอุจจาระ ทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง การส่องกล้องเพื่อมองผนังลำไส้ได้โดยตรงและสามารถนำเนื้อเยื่อออกมาจากบริเวณที่อักเสบเพื่อส่งตรวจ การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และการใช้กล้องแคปซูล ขณะที่การรักษามีอยู่ 4 กลุ่มทางเลือก ประกอบด้วย การใช้ยา การจัดการด้านอาหาร เนื่องจากอาหารบางอย่างอาจทำให้อาการกำเริบหรือแย่ลง การดูแลให้คำแนะนำพร้อมการประคับประคองอารมณ์ และการผ่าตัด ซึ่งขึ้นอยู่กับอาการมากหรือน้อยและคำวินิจฉัยของแพทย์

อย่างไรก็ตาม ในการเสวนาฯ มีกรณีตัวอย่างผู้ป่วยของหมอรุจาพงศ์ อย่าง ‘ชัชวาล นักดนตรี’ วัย 65 ปี เล่าประสบการณ์จากการป่วยโรคดังกล่าวว่า ราว 20 ปีที่แล้ว มีอาการท้องเสียเป็นประจำ ช่วงที่รุนแรงต้องถ่ายท้องแทบทุก 10 นาที ร่วมกับการถ่ายเป็นเลือด น้ำหนักลดลงเรื่อยๆ เพราะรับประทานอะไรไปก็ถ่ายออกหมด โลหิตจาง มีอาการอยู่นานจนรู้สึกท้อแท้เพราะกระทบกับการใช้ชีวิต กระทั่งได้รับการส่องกล้องตรวจ ร่วมกับประเมินอาการต่างๆ โดยหมอรุจาพงศ์ จนทราบว่า ป่วยเป็นไอบีดี ชนิดโรคยูซี มีแผลอักเสบในลำไส้ ทำให้ต้องรับยาแก้อักเสบและหยุดการถ่าย ใช้เวลารักษาเป็นปี อาการทุเลาเรื่อยๆ จนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้

ทราบแล้วอย่างนี้ ใครท้องเสียหรือปวดท้องไม่รู้สาเหตุมาเป็นระยะเวลานาน ต้องลองปรึกษาหมอกันแล้ว.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmai.com

ที่มา: เดลินิวส์ 31 กรกฎาคม 2555

“ศิริราช”ใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดข้อเข่าสำเร็จเป็นครั้งแรกในเอเชียอาคเนย์

วันนี้(6 ก.ค.) ที่ รพ.ศิริราช  ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล  เป็นประธานการแถลงข่าว “สำเร็จเป็นครั้งแรกในเอเชียอาคเนย์ ศิริราชล้ำหน้าใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดข้อเข่า แม่นยำ เที่ยงตรง บาดแผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว”  โดย ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าวว่า หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการใช้หุ่นยนต์ดาวินชี่ผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคในช่องท้อง และการผ่าตัดทางนรีเวชแล้ว ในปีนี้ ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัดได้นำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดมาใช้กับผู้ป่วยเป็นเครื่องแรกของไทย และครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ คือ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน เป็นทางเลือกในการรักษาข้อเข่าเสื่อม

ศ.นพ.ภานุพันธ์ ทรงเจริญ หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด กล่าวว่า โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคที่พบได้บ่อยในช่วงวัยกลางคน และจะพบเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นๆ นับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่มีความสำคัญมากขึ้นไม่แพ้โรคเรื้อรังอื่นๆ ยิ่งในอนาคตประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุ จำนวนของผู้ที่เป็นโรคข้อเสื่อมก็จะมีมากขึ้นตามลำดับ ปัจจุบันได้ให้บริการรักษาผู้ป่วยด้านนี้ด้วยการผ่าตัดส่องกล้องผ่านข้อ 60 รายต่อปี ผ่าตัดเปลี่ยนแนวขาให้ตรง 50 รายต่อปี ผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมบางส่วน  70 รายต่อปี และเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งสิ้น ประมาณ 1,000 รายต่อปี

ศ.นพ.ภานุพันธ์ กล่าวต่อว่า เพื่อให้เกิดความชำนาญในการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม และในโอกาสครบรอบ 48 ปี ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์ฯ จะให้บริการผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับการรักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมบางส่วนโดยใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ซึ่งมีข้อบ่งชี้ที่ตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด ในราคาพิเศษ  48 ราย สำหรับผู้ต้องการจะรับการรักษาด้วยวิธีดังกล่าว สามารถติดต่อที่หน่วยตรวจโรคศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ฯ ตึกผู้ป่วยนอก ชั้น 1 รพ.ศิริราช และคุณอารยา วัฒนศัพท์ โทร. 0 2418 2215 หรือสอบถามปัญหาสุขภาพ

รศ.นพ.อารีศักดิ์ โชติวิจิตร หัวหน้าสาขาวิชาออร์โธปิดิกส์บูรณสภาพ ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธ ปิดิคส์ฯ กล่าวว่า โรคข้อเข่าเสื่อม เกิดจากกระดูกอ่อนผิวข้อที่หุ้มอยู่รอบส่วนปลายของกระดูก ซึ่งทำหน้าที่กระจายน้ำหนัก รองรับแรงกระแทกที่กดลงมา ถูกทำลาย เป็นเหตุให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของข้อ ได้แก่ ข้อโก่งงอผิดรูป มีน้ำสะสมในข้อเพิ่มขึ้น กระดูกงอกผิดปกติ กล้ามเนื้อและเอ็นรอบข้อหย่อนยาน การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้จะทำให้การเคลื่อนไหวข้อได้จำกัด รวมทั้งทำให้เกิดอาการปวดและบวมที่ข้อ ซึ่งข้อที่เสื่อมมักเป็นข้อที่ต้องรับน้ำหนักของร่างกายโดยตรง เช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก ยิ่งน้ำหนักตัวมากเท่าใด ข้อต้องรับน้ำหนักมากเท่านั้น ทำให้เกิดความเจ็บปวดทรมานในการใช้ชีวิตประจำวัน และทำให้โรคอื่นๆ กำเริบขึ้นได้ เนื่องจากขาดการออกกำลังกาย เช่น ความดันโลหิต เบาหวาน

“ในปัจจุบัน ยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลาย แต่ปัจจัยที่น่าจะมีส่วนร่วมทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลาย ได้แก่ น้ำหนักตัวที่มาก จะส่งผลให้เกิดแรงกดภายในข้อที่รับน้ำหนักเพิ่มขึ้นตามไปด้วย กิจกรรมบางอย่างที่ส่งผลให้ข้อต้องรับแรงกดมากจนเกินไป เช่น การนั่งคุกเข่า หรือนั่งพับเพียบ ปัจจัยทางพันธุกรรม โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีประวัติข้อและกระดูกอ่อนผิวข้ออ่อนแอ รวมถึงอายุ ยิ่งอายุมาก โอกาสพบโรคข้อเสื่อมก็มีมากขึ้น”รศ.นพ.อารีศักดิ์  กล่าว

รศ.นพ.อารีศักดิ์  กล่าวว่า การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ได้มีการพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดมาโดยตลอด ตั้งแต่การผ่าตัดโดยใช้ทักษะความสามารถของศัลยแพทย์ การใช้เครื่องมือประกอบในการวัดมุมในการผ่าตัด จนถึงการนำคอมพิวเตอร์นำวิถีมาช่วยผ่าตัด และปัจจุบันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัด ได้มีการนำหุ่นยนต์มาช่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน ซึ่งให้ความเที่ยงตรง แม่นยำสูงสุด สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น

ด้าน รศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช แพทย์ผู้ทำการรักษาประจำสาขาวิชาออร์โธปิดิกส์บูรณสภาพ ภาควิชา ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์ฯ กล่าวว่า หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน ประกอบด้วย 3 เครื่อง ซึ่งจะทำงานประสานสอดคล้องกัน เครื่องแรก คือ แขนกลหุ่นยนต์ เครื่องที่สองคือ กล้องจับสัญญาณภาพ 3 มิติ และเครื่องที่สาม เป็นเครื่องประมวลผลและควบคุมการทำงานของสองเครื่องแรก การผ่าตัดข้อเข่าเทียมบางส่วนโดยการใช้หุ่นยนต์นี้ต่างจากการทำผ่าตัดข้อเข่าเสื่อมทั่วไป นอกจากความละเอียดแม่นยำที่สูงยิ่งขึ้น เส้นเอ็นและเนื้อเยื่อบริเวณรอบข้อเข่าที่ปกติยังไม่บาดเจ็บ ผู้ป่วยจึงสามารถงอเข่ามากกว่าวิธีการผ่าตัดอื่นถึง 120 – 130 องศา ซึ่งใกล้เคียงกับการงอของคนปกติ อีกทั้งยังเสียเลือดน้อย บาดแผลเล็ก เนื่องจากมีความแม่นยำ นอกจากนี้ยังฟื้นตัวเร็ว มีความเจ็บและความบอบช้ำของแผลผ่าตัดน้อยกว่า ตลอดจนผู้ป่วยสามารถลุกนั่งและเดินได้ในวันแรกหลังผ่าตัด ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่เหมาะสมสำหรับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วนโดยหุ่นยนต์ ต้องมีภาวะข้อเข่าเสื่อมเพียงบางส่วน เช่น กระดูกส่วนบนของเข่า หรือกระดูกส่วนล่างของเข่า ที่สำคัญข้อสะโพกต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เพื่อหาจุดศูนย์กลางของข้อสะโพกโยงไปถึงแนวกระดูกสำหรับใส่ข้อเข่าเทียมแบบบางส่วนได้ อีกทั้งหุ่นยนต์ที่ช่วยผ่าตัดข้อเข่าเทียมบางส่วนนี้ยังพัฒนานำมาใช้ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียมให้เที่ยงตรงแม่นยำอีกด้วย

รศ.นพ.โชคชัย เมธีไตรรัตน์ ผอ.รพ.ศิริราช กล่าวว่า สำหรับค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดผู้ป่วย 1 ราย คือ 195,000 บาท แต่สำหรับผู้ป่วย 48 รายที่จะผ่าตัดให้ในราคาพิเศษนี้ ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์ฯออกให้ 1 แสนบาท ส่วนที่เหลือกองทุนการรักษาพยาบาลตามสิทธิจ่ายให้ ดังนั้นผู้ป่วยจะต้องจ่ายเงินเองประมาณ 45,000 บาท.

 

 

 

ที่มา: เดลินิวส์ 6 กรกฎาคม 2555

ฮีโมฟีเลีย : โรคเลือดไหลไม่หยุด

ฮีโมฟีเลีย : โรคเลือดไหลไม่หยุด
ผศ.นพ.ธีระ ฤชุตระกูล ภาควิชาอายุรศาสตร์

เดิมเข้าใจว่า “ฮีโมฟีเลีย” เป็นโรคที่เกิดขึ้นแต่เฉพาะในราชวงศ์อังกฤษ แท้จริงแล้วโรคนี้เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก

โรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) หรือ “โรคเลือดออกง่ายหยุดยาก” เป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อย สามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลูกหลานได้ พบผู้ป่วยที่เป็นเพศชายเท่านั้น ส่วนผู้หญิงจะเป็นพาหะที่ไม่แสดงอาการ แต่สามารถถ่ายทอดยีนผิดปกติไปสู่ลูกหลานได้

แสดงอาการบวมของข้อเข่าทั้งสองข้าง เนื่องจากเลือดออกในข้อซ้ำๆ ทำให้เกิดข้อบวม ข้อพิการผิดรูปตามมา

ปกติกลไกการห้ามเลือด อาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างการหดตัวของหลอดเลือด การเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด และการเกิดลิ่มเลือด ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันของโปรตีนหลายชนิด เรียกโปรตีนเหล่านี้ ว่า แฟคเตอร์ (coagulation factors) เมื่อเกิดบาดแผลจะมีเลือดไหลออกมา และโปรตีนเหล่านี้จะช่วยทำให้เลือดแข็งตัว และหยุดไหล แต่ถ้าขาดแฟคเตอร์ตัวหนึ่งตัวใดไป เช่น แฟคเตอร์ 8 เรียกว่า โรคฮีโมฟีเลีย เอ (Hemophilia A) หรือขาดแฟคเตอร์ 9 เรียกว่า โรคฮีโมฟีเลีย บี (Hemophilia B) ก็จะทำให้เลือดไหลไม่หยุด

ทั่วโลกมีอุบัติการณ์ใกล้เคียงกัน โดยพบผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย เอ บ่อยกว่าโรคฮีโมฟีเลีย บี ถึง 4 เท่า สำหรับผู้ป่วยฮีโมฟิเลีย เอ พบ 1 คน ต่อประชากร 20,000 คน จึงคาดว่าจะมีผู้ป่วยในประเทศไทยประมาณ 2,000-3,000 คน แต่ขณะนี้มีผู้ป่วยที่ได้รับการลงทะเบียนรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ เพียง 1,200 คนเท่านั้น

อาการมีความแตกต่างกันมาก สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมาก จะเริ่มแสดงอาการเมื่อผู้ป่วยเริ่มหัดเดิน หัดคลาน และหกล้ม ทำให้มีพรายย้ำจ้ำเขียวตามแขนขาและลำตัว นอกจากนี้ ยังอาจจะมีเลือดออกในข้อ โดยมากมักเป็นกับข้อที่ต้องรับน้ำหนัก เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า และข้อศอก ผู้ป่วยมักมีอาการปวดรุนแรงในข้ออย่างเฉียบพลัน และมีข้อบวมแดงร้อนในเวลาต่อมา ไม่สามารถขยับข้อได้ และต้องนอนนิ่งๆ ในท่างอเพื่อทุเลาอาการปวด นอกจากนี้ ยังอาจจะมีเลือดออกในทางเดินอาหาร ปัสสาวะเป็นเลือด รวมถึงเลือดออกในสมอง ขณะที่ผู้ป่วยที่มีความรุนแรงของโรคน้อย มักจะไม่มีอาการเลือดออก จนกระทั่งได้รับอุบัติเหตุ หรือเข้ารับการผ่าตัด หรือถอนฟัน และพบว่า เลือดไหลไม่หยุด

แสดงเลือดออกในชั้นกล้ามเนื้อ ทำให้มีอาการปวดบวม และเห็นเป็นพรายย้ำจ้ำเขียวขนาดใหญ่ เลือดที่ออกจำนวนมากอาจกดเบียดเส้นประสาทและเส้นเลือดทำให้ขาชาและอ่อนแรงจนเดินไม่ได้

แม้โรคนี้จะไม่สามารถรักษาหายขาดได้ แต่ประเทศไทยเราได้เริ่มนำการรักษาแบบ “Home Therapy มาใช้ตั้งแต่ พ.ศ.2549 เป็นต้นมา โดยใช้แฟคเตอร์ 8 และ 9 เข้มข้น ที่สกัดจากพลาสมา และนำไปทำให้แห้งเป็นผง สามารถเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นที่บ้านได้ และทันทีที่มีเลือดออก ผู้ป่วยสามารถนำแฟคเตอร์เข้มข้นมาผสมน้ำกลั่น แล้วฉีดเข้าหลอดเลือด ก็จะทำให้เลือดแข็งตัวได้ตามปกติ และหายเจ็บปวดอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางและรอพบแพทย์เพื่อสั่งการรักษา

เป็นที่น่ายินดีที่ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีอายุยืนยาวเช่นคนปกติทั่วไปด้วยการรักษาดังกล่าว หากแต่ผู้ป่วยยังต้องดูแลตัวเองอย่างดี เช่น หลีกเลี่ยงการกระทบกระแทกหรืออุบัติเหตุต่างๆ หลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน ซึ่งอาจทำให้เลือดออกได้ง่าย และที่สำคัญควรพกพาสิ่งแสดงว่าตัวเองเป็นโรคฮีโมฟีเลียชนิดใดรวมทั้งชนิดของหมู่เลือด เพื่อที่คนใกล้ตัวจะได้ให้ความช่วยเหลือได้ถูกต้องและทันท่วงทีครับ

———————————————————————————————–

พบกิจกรรมดีที่ศิริราช

พบปะสังสรรค์ผู้ป่วยฮีโมฟีเลีย

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ร่วมกับ มูลนิธิฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย ขอเชิญผู้ป่วยญาติ และผู้สนใจร่วมงานพบปะสังสรรค์ผู้ป่วยฮีโมฟีเลียและโรคเลือดออกง่ายพันธุกรรมแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 14 ในหัวข้อ “ลดช่องว่างการรักษา เพิ่มคุณค่าให้ชีวิต (Close the Gap)” รับความรู้ในการดูแลตนเองและนโยบายการรักษาระดับชาติเพื่อช่วยผู้ป่วย แล้วลุ้นรับรางวัล ในวันอาทิตย์ที่ 29 เมษายนนี้ เวลา 08.30 -14.30 น. ณ ห้องตรีเพ็ชร อาคาร ๑๐๐ ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ ชั้น 15 รพ.ศิริราช สำรองที่นั่งด่วนฟรี โทร. 0 2419 4419
ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 เมษายน 2555