ปวดคอ

dailynews140406_003ปัจจุบันประชาชนมักจะมีอาการปวดบริเวณต้นคอเพิ่มมากขึ้นซึ่งมีสาเหตุจากการพัฒนาเทคโนโลยี การใช้คอมพิวเตอร์ การใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น ผู้ใช้งานก้มคอใช้อุปกรณ์เหล่านี้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จึงทำให้เกิดปัญหาปวดเมื่อยบริเวณต้นคอและกล้ามเนื้อบริเวณบ่า และสาเหตุอีกอย่างคือประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทำให้ประชากรมีอายุเพิ่มมากขึ้น เกิดปัญหาของโรคข้อเสื่อมและหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมเพิ่มขึ้น จึงทำให้พบปัญหาอาการปวดคอเพิ่มมากขึ้น

สาเหตุของอาการปวดคอ สามารถแบ่งได้ตามช่วงอายุและอุบัติการณ์ของการเกิดอาการปวดต้นคอซึ่งสามารถเกิดได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีเป็นต้นไป สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการใช้งานไม่ถูกท่า การนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานอย่างต่อเนื่อง การก้มใช้งานมือถือ ทำให้ต้องก้มคอตลอดเวลาซึ่งส่งผลทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการเกร็งตัวทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามบริเวณต้นคอและสะบักทั้ง 2 ข้าง  ในบางครั้งที่มีอาการปวดต้นคออย่างรุนแรงอาจจะเกิดเนื่องจากหมอนรองกระดูกต้นคอเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการบวมและอักเสบของเส้นประสาท นอกจากนี้ตัวหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนออกมานั้นจะมีสารที่ทำให้เกิดการอักเสบโดยตรงต่อเส้นประสาทจึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดคอร้าวลงแขนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งในบางรายอาจจะมีอาการชาและอ่อนแรงของแขนในข้างที่เส้นประสาทไปกดทับด้วย เมื่ออายุมากขึ้น ส่วนใหญ่ประมาณตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป อาการปวดคอส่วนใหญ่มักเกิดจากกระบวนการเสื่อมของหมอนรองกระดูกและการอักเสบของข้อต่อระหว่างกระดูกสันหลัง บางครั้งหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอมีการเสื่อมและเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาท หรือมีกระดูกงอกจากการเสื่อมของกระดูกข้อต่อสันหลังไปกดทับเส้นประสาท

การป้องกันและการรักษา

1. การปรับเปลี่ยนท่าทางและการใช้ชีวิตประจำวัน พยายามหลีกเลี่ยงการนั่งอ่านหนังสือนาน ๆ การก้มคอใช้โทรศัพท์มือถือ การแหงนศีรษะ เมื่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานจำเป็นต้องปรับตำแหน่งของจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา การเปลี่ยนอิริยาบถในขณะทำงานกับจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ แม้กระทั่งการนอนดูโทรทัศน์นาน ๆ ก็อาจจะทำให้เกิดอาการปวดคอได้ ดังนั้นควรมีการปรับท่าทางให้เหมาะสม เช่น ควรนั่งดูโทรทัศน์มากกว่าการนอน ไม่ก้มคอใช้งานโทรศัพท์มือถืออย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เมื่ออายุมากขึ้น ควรจะหลีกเลี่ยงกีฬาบางประเภทเพราะอาจจะทำให้มีอาการปวดต้นคอเพิ่มมากขึ้นได้ เช่น  แบดมินตัน เพราะมักจะต้องแหงนศีรษะเวลาตีลูก ซึ่งจะทำให้ช่องทางเดินประสาทแคบลงเมื่อแหงนศีรษะ ทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทเพิ่มมากขึ้น และเกิดการอักเสบของกระดูกสันหลังบริเวณข้อต่อ ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดต้นคอมากควรหลีกเลี่ยงการนอนสระผมที่ร้านทำผม เพราะการนอนสระผมจะมีการแหงนศีรษะมากทำให้ช่องทางเดินประสาทแคบลง และทำให้กระดูกข้อต่อเกิดการอักเสบ จึงทำให้เกิดอาการปวดเพิ่มมากขึ้นได้  และไม่ควรแหงนศีรษะเป็นระยะเวลานานเพราะจะทำให้กระดูกข้อต่อสันหลังบริเวณคอเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดอาการปวดและเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ

2. การทำกายภาพบำบัด ด้วยการดึงคอ เป็นการใช้แรงดึงกระทำต่อร่างกายและกระดูกสันหลังส่วนคอ ช่วยทำให้ช่องระหว่างกระดูกสันหลังส่วนบริเวณคอกว้างขึ้น ลดการกดทับเส้นประสาท ช่วยในการยืดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังมีการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงช่วยในการบำบัดรักษา คลื่นเหนือเสียงที่มีความถี่ 20,000 รอบต่อนาที ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดความร้อนลึกเฉพาะที่ ส่งผลในการช่วยลดอักเสบ อาการปวด เพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ ช่วยทำให้อาการของผู้ป่วยทุเลาลง

3. การรับประทานยาลดปวด ยาลดการอักเสบ ซึ่งยาจะออกฤทธิ์ในการลดปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งยาแต่ละชนิดก็ออกฤทธิ์แตกต่างกัน ก็ช่วยทำให้อาการปวด อาการชาทุเลาลงได้ ข้อควรระวังในการใช้ยาลดการอักเสบคือต้องรับประทานยาหลังอาหารทันทีเพราะอาจจะมีผลทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร และไม่ควรรับประทานต่อเนื่องนานเกิน 1 เดือน

4. การฉีดยาชาระงับปวดเข้าไประหว่างชั้นกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นที่อยู่ของเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่มีอาการเกร็งตัว เพื่อลดการนำสื่อประสาท จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อตรงบริเวณคอ และบริเวณบ่าและกล้ามเนื้อรอบ ๆ สะบัก คลายตัวลง ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ จะช่วยลดอาการปวดได้ดีมากโดยเฉพาะในช่วงระยะ 2 สัปดาห์หลังการฉีดยา

หลังจากฉีดยา อาการปวดจะทุเลาลงเป็นอันดับแรก ต่อมาอาการชาตามแขนและมือจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะกังวลกลัวว่าจะเกิดโรคอัมพฤกษ์อัมพาต จากอาการชา เนื่องจากโรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อมกดทับเส้นประสาท ซึ่งถ้าแพทย์ซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างละเอียดและให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม ก็จะช่วยทำให้ผู้ป่วยคลายความกังวลลงไปได้  โดยทั่วไปอาการปวด ปวดชาร้าวลงแขนจะค่อย ๆ ดีขึ้น ใช้ระยะเวลาประมาณ  3–4 เดือน ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 90 สามารถให้การรักษาด้วยวิธีการข้างต้นได้ผลเป็นอย่างดี โดยไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด สำหรับข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดกระดูกสันหลังบริเวณคอ จะทำในกรณีที่มีการกดทับของเส้นประสาทและไขสันหลัง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเกร็ง ตัวแข็งเดินเกร็ง  ก้าวเดินลำบาก มีอาการอ่อนแรงของแขนและขา อุจจาระและปัสสาวะลำบากไม่สามารถควบคุมได้จึงจำเป็นต้องผ่าตัด  ถ้าผู้ป่วยมีแค่เพียงอาการปวดต้นคอ ปวดร้าวลงแขนและมือ หรือมีอาการชาร่วมด้วย เราสามารถให้การรักษาด้วยวิธีการข้างต้นได้ผลเป็นอย่างดี โดยไม่มีความจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

การเกิดกระดูกคอเสื่อมและการเกิดกระดูกงอกที่บริเวณข้อต่อระหว่างกระดูกนั้นเกิดจากกระบวนการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง จึงทำให้เกิดกระดูกงอกและบางครั้งทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาท ผู้ป่วยบางท่านมีความกังวลใจว่าการรับประทานแคลเซียมวันละ 1 เม็ดนั้นหรือการรับประทานแคลเซียมมาเป็นระยะเวลานานมีผลทำให้เกิดภาวะกระดูกงอกหรือไม่ การรับประทานแคลเซียมวันละ 1 เม็ดในปริมาณประมาณ 600 มิลลิกรัมนั้น ไม่มีผลทำให้เกิดกระดูกงอกอันใดเลยเพราะสาเหตุของการเกิดกระดูกงอกตามส่วนต่าง ๆ ของข้อและกระดูกนั้นเกิดจากกระบวนการเสื่อมของร่างกาย ไม่เกี่ยวกับการรับประทานแคลเซียม.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ภาควิชาออร์โทปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com, http://www.taninnit.com,
Facebook : Dr.Keng หมอเก่ง,
line ID search : keng3407

ที่มา :  เดลินิวส์ 6 เมษายน 2557

Advertisements

ภัยเงียบจากการใช้คอมพิวเตอร์

thairath140131_001โรคที่มากับคอมพิวเตอร์ในที่นี้ไม่ใช่ “ไวรัสคอมพิวเตอร์” หรือ “โปรแกรมตัวหนอน” ซึ่งเป็นบ่อนทำลายข้อมูลในคอมพิวเตอร์ แต่หมายถึงความเจ็บป่วยที่อาจเกิดจากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ทำงานเกือบทุกอย่าง รวมทั้งใช้เพื่อความเพลิดเพลิน การศึกษาและการติดต่อสื่อสารต่างๆ ในอนาคตคอมพิวเตอร์จะยิ่งมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวันจนแทบขาดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งใดที่มีประโยชน์มากก็อาจมีโทษมหันต์ ในแง่สุขภาพของเราการใช้คอมพิวเตอร์อาจมีพิษภัยต่อสุขภาพได้ถ้าใช้ไม่ถูกวิธี ซึ่งความเจ็บป่วยที่ว่าอาจเกิดจากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์นานเกินไป โดยเกิดขึ้นได้กับอวัยวะต่างๆ และทำให้เกิดโรคได้

ตา ในขณะที่จ้องดูจอคอมพิวเตอร์จะมีส่วนของนัยน์ตาอย่างน้อย 2 ส่วนที่ต้องทำงานส่วนแรกคือ กล้ามเนื้อตาที่จะต้องคอยหดเกร็งตัวเพื่อปรับเลนส์ตาให้มีความหนาเหมาะสมให้แสงจากจอไปตกบนฉากรับภาพด้านหลังตาหรือที่เรียกว่า เรตินา (retina) เพื่อให้ได้ภาพคมชัด ดังนั้น ถ้าดูจอคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องกันนานๆ กล้ามเนื้อตาจะต้องทำงานหนักจนกล้ามเนื้ออาจเกิดอาการล้าได้นานวันก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของสายตา เช่น สายตาสั้นหรือสายตายาว อีกส่วนที่ต้องทำงานหนักคือ จอรับภาพด้านหลังตาหรือเรตินา ซึ่งประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2 ชนิด ชนิดหนึ่งเป็นแท่ง ทำหน้าที่รับแสงไม่สว่างมากเช่น ภาพดำขาว อีกชนิดหนึ่งเป็นรูปโคนรับแสงที่สว่าง เช่น ภาพสีต่างๆ แล้วส่งสัญญาณไปยังสมอง สองส่วนนี้ หากใช้งานหนักหรือจ้องจอนานเกิน 2 ชั่วโมงบ่อยๆ อาจทำให้การทำงานของเรตินาเสื่อมก่อนเวลาอันควร ดังนั้น การใช้คอมพิวเตอร์ที่ถูกต้องจึงไม่ควรใช้สายตาดูหน้าจอนานเกินไป และควรมีการพักสายตา โดยการเปลี่ยนไปมองระยะไกลๆ บ้างสัก 10-15 นาที จึงค่อยกลับมาใช้คอมพิวเตอร์ใหม่

สมอง ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์นานๆ อาจเกิดอาการมึนหรือปวดศีรษะได้ แต่บางครั้งอาจไม่รู้ตัวเนื่องจากทำงานเพลิน ทำให้อาการเตือนของสมองไม่ว่าจะเป็นอาการมึนหรือปวดศีรษะไม่ได้รับการรับรู้และอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสมองในภายหลัง ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้น จึงไม่ควรใช้สมองทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเกินไป

คอ การใช้งานคอมพิวเตอร์โดยการนั่งมองจอต่อเนื่องกันนานๆ ศีรษะจะอยู่ในตำแหน่งและมุมเดิมเป็นเวลานาน คอซึ่งเป็นอวัยวะที่ตั้งของศีรษะก็จะอยู่นิ่งๆ กล้ามเนื้อของคอต้องเกร็งตัวเพื่อรักษาท่าและตำแหน่งของศีรษะเป็นเวลานานโดยที่เราไม่รู้ตัว และจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อมีอาการปวดเมื่อยคอ คอตึงจากอาการเกร็งของกล้ามเนื้อคอ หากมีการใช้งานลักษณะนี้หลายปีโดยไม่มีการบริหารคอที่เหมาะสม อาจทำให้กระดูกคอเสื่อมก่อนเวลาอันควร ดังนั้น จึงควรขยับศีรษะและคอไปมา ขยับกล้ามเนื้อคอหรือหมุนศีรษะไปมาขณะทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์จะช่วยให้อาการปวดเมื่อยคอหรือโอกาสเกิดกระดูกคอเสื่อมน้อยลง

ปวดไหล่ สำหรับท่านที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือคอมพิวเตอร์ชนิดพกพา โดยส่วนมากจะใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ในกระเป๋าที่สามารถถือหรือสะพายไหล่ได้ ซึ่งแต่ละเครื่องก็มีขนาดและน้ำหนักต่างกัน ตั้งแต่เครื่องเล็กน้ำหนักเบาประมาณ 1 กิโลกรัม จนถึงเครื่องค่อนข้างใหญ่น้ำหนักมากถึง 4 กิโลกรัม ซึ่งถ้าพกพาโดยการสะพายไหล่เป็นเวลานานอาจทำให้ปวดไหล่เพราะกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นบริเวณไหล่อักเสบ รวมถึงกล้ามเนื้อหลังที่ต้องเกร็งตัวตลอดเวลาด้วย วิธีที่ช่วยได้คือการเปลี่ยนมาเป็นใส่ในกระเป๋าที่มีล้อลากหรือพยายามลดให้น้ำหนักเบาลงด้วยใช้เครื่องที่มีน้ำหนักเบาหรือนำของไปด้วยเท่าที่จำเป็นก็อาจช่วยหลีกเลี่ยงการอักเสบของไหล่ได้ระดับหนึ่ง

ปวดหลัง หลายท่านที่นั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์นานๆ จะรู้สึกปวดหลัง ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทั้งนี้ เนื่องจากการนั่งในท่าเดิมเป็นเวลานานโดยไม่ได้ขยับเปลี่ยนท่า กล้ามเนื้อหลังตั้งแต่บ่า สะบักและกล้ามเนื้อ 2 ข้างของกระดูกสันหลังจะมีการหดเกร็งตัวเพื่อรักษาร่างกายให้อยู่ท่าเดิมตลอดเวลา โดยปกติเวลาเรานั่งท่าเดิมระยะหนึ่งจะรู้สึกปวดเมื่อย แล้วเราก็มักจะขยับเปลี่ยนท่าเอง แต่ระหว่างการใช้คอมพิวเตอร์ เรามักจะให้ความสนใจหรือมีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ในจอจนละเลยความรู้สึกปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อหลังจนลืมเปลี่ยนอิริยาบถของร่างกาย กว่าจะรู้ตัว กล้ามเนื้อหลังซึ่งมีการเกร็งตัวเป็นเวลานานจะรู้สึกปวดมาก การแก้ไขคือพยายามเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ในระหว่างการทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์

อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าแม้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สมัยใหม่ที่ประกอบไปด้วยหน้าจอจะมีประโยชน์มากและกำลังกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน แต่โทษของการใช้งานมากเกินไปโดยไม่ระมัดระวังก็อาจก่อให้เกิดโทษมหันต์ในสัปดาห์หน้าเราจะกลับมาว่ากันต่อว่ามีอวัยวะส่วนใดอีกที่จะได้รับผลกระทบจากการใช้อุปกรณ์สารพัดประโยชน์นี้นานๆ

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มชัยการ
อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา: ไทยรัฐ 31 มกราคม 2557

thairath140207_001a

ภัยเงียบจากการใช้คอมพิวเตอร์ (2) 

สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้พูดถึงโรคที่มากับการใช้งานคอมพิวเตอร์กันไปแล้ว สัปดาห์นี้ เราจะมาว่ากันต่อเรื่องโทษของการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ว่าจะส่งผลกระทบต่ออวัยวะส่วนไหนบ้าง โดยในวันนี้ จะลงลึกไปที่โรคต่างๆ ซึ่งเป็นผลจากการใช้งานหน้าจอหนักๆ

แต่ก่อนอื่นเรามาดูผลกระทบที่อาจเกิดกับมือของเราบ้าง หากใช้งานคอมพิวเตอร์นานๆ อย่างแรกคืออาการเมื่อยนิ้วเมื่อยมือจากการใช้พิมพ์งานมากเกินไป อีกลักษณะคือ การใช้ mouse มาก หรือใช้ติดต่อกันหลายชั่วโมง ซึ่งต้องขยับข้อมือมากจนอาจเกิดการอักเสบของพังผืดบริเวณข้อมือ ทําให้มีการบวมไปกดเส้นประสาทที่วิ่งผ่านใต้พังผืดบริเวณข้อจนเกิดอาการชานิ้วหรือฝ่ามือ (Carpal Tunnel Syndrome) การรักษาภาวะนี้ เริ่มต้นด้วยการลดการใช้งานข้อมือลงเพื่อลดการอักเสบและยุบบวม หากไม่ดีขึ้นอาจต้องรักษาด้วยการฉีดยาหรือผ่าตัด นอกจากนี้ อาจมีอาการอีกอย่างจากการใช้งาน mouse มากเกินไป ได้แก่ การอักเสบของเส้นเอ็นนิ้วชี้ที่ใช้คลิก mouse การรักษาคือต้องพักหรือลดการใช้งาน ซึ่งอาการนี้อาจเกิดได้กับคนที่ใช้ Joystick สําหรับเล่นเกมด้วย

thairath140207_001b

โรคกระเพาะอาหาร ในปัจจุบันมีการใช้อินเทอร์เน็ตกันอย่างแพร่หลาย เพื่อรับข้อมูลข่าวสารและติดต่อสื่อสารกันอย่างรวดเร็วเสมือนกับการย่อโลกลงมาและประโยชน์ข้อนี้ก็อาจทําให้ผู้ใช้งานเพลิดเพลินกับหน้าจอจนเลยเวลารับประทานอาหารหรือรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ซึ่งอาจทําให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือมีอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารได้

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดกับผู้นั่งทํางานกับเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหลายชั่วโมงจนไม่ได้ไปปัสสาวะหรือกลั้นปัสสาวะไว้นานเกินไป โดยเฉพาะผู้หญิง การกลั้นปัสสาวะไว้นานอาจทําให้มีโอกาสที่เชื้อโรคบริเวณปากช่องคลอดจะเข้าไปในท่อปัสสาวะทําให้เกิดการอักเสบติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะทําให้ปัสสาวะบ่อย หรือเวลาปัสสาวะจะมีอาการแสบขัด บางรายถึงกับลุกลามเป็นกรวยไตอักเสบ มีอาการมีไข้หรือปวดหลังได้ ดังนั้น ในระหว่างที่ใช้คอมพิวเตอร์ ถ้ารู้สึกปวดปัสสาวะควรไปห้องน้ําทันที ไม่ควรรอ

thairath140207_001c

โรคขาดอาหาร การเล่นเครื่องคอมพิวเตอร์นานๆ โดยเฉพาะในเด็กอาจถึงกับทําให้เกิดภาวะขาดอาหารได้ เนื่องจากไม่สนใจรับประทานอาหาร หรือทานอาหารที่หาง่ายทําง่าย เช่น บะหมี่กึ่งสําเร็จรูปที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และทําให้ร่างกายขาดสารอาหารจําเป็น ซึ่งจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกายได้

การอดนอน การเพลิดเพลินกับคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตหรือการเล่นเกมทําให้นอนดึก อดนอน ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ทําให้สมองไม่แจ่มใส หากทําติดต่อกันหลายวันอาจส่งผลให้การเรียนหรือการทํางานขาดประสิทธิภาพ เสียการเรียนหรือเสียการเสียงานได้

การขาดการออกกําลังกาย การติดการใช้คอมพิวเตอร์ หรือใช้เวลาแต่ละวันนั่งหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมงจนบางครั้งไม่มีเวลา หรือไม่มีความคิดจะออกกําลังกาย ทําให้ร่างกายไม่แข็งแรงกล้ามเนื้อในร่างกายขาดการฝึกฝนใช้งาน ทําให้กล้ามเนื้อหดลีบขาดความคล่องตัว ภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะอ่อนแอลงทําให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย เป็นหวัด เจ็บคอบ่อยๆ จากการติดเชื้อทางเดินหายใจ เพราะนั่งใช้คอมพิวเตอร์อยู่แต่ในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศเกือบตลอดเวลาไม่ค่อยออกไปสัมผัสกับแสงแดดและอากาศบริสุทธิ์

ที่กล่าวมาแล้วเป็นเพียงตัวอย่างของโรคหรืออันตรายที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นตามกระแสหรือความเจริญทางเทคโนโลยีที่ทําให้เราใช้เวลากับธุรกรรมต่างๆ หน้าจอมากขึ้น แต่เราทุกคนสามารถป้องกัน หลีกเลี่ยง หรือบรรเทาให้เบาลงได้เมื่อทราบวิธีและปฏิบัติตามอย่างสม่ําเสมอ

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มชัยการ
อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

 

ที่มา: ไทยรัฐ 7 กุมภาพันธ์ 2557

โรคกระดูกคอเสื่อม

dailynews140125_001ภาวการณ์เจ็บป่วยอันเกิดจากกระดูกนั้น มักจะมีหลายสาเหตุที่เป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดความเจ็บปวดของกระดูก “โรคกระดูกคอเสื่อม” ก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้ในปัจจุบันเมื่ออายุมากขึ้น และร่างกายมีการใช้งานมากขึ้น

สาเหตุสำคัญคือ เมื่ออายุมากขึ้น ข้อต่อต่าง ๆ ระหว่างกระดูกคอแต่ละปล้อง ได้รับแรงกระแทกมานาน จึงมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะโครงสร้างไป เช่น หมอนรองกระดูกสันหลังมีส่วนประกอบของน้ำ เปลี่ยนจาก 88% ในเด็ก เป็น 70% ในคนอายุ 72 ปี ทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังแฟบลง (คนอายุมากจึงเตี้ยลงกว่าเดิม) และมีความยืดหยุ่นลดลง ส่งผลให้ส่วนอื่นที่อยู่รอบข้างต้องรับแรงกระแทกมากขึ้น จึงมีหินปูนมาเกาะกระดูกและเอ็นพังผืดต่าง ๆ ทำให้หนาตัวขึ้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยกันกดเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ปรากฏการณ์นี้มักเกิดตรงบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวมากคือที่ หลังคอ และ หลังเอว

เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนขึ้นไป ก็มักจะมีการเสื่อมที่กระดูกสันหลังขึ้นได้ หากใครเกิดมามีช่องที่เส้นประสาทกว้างมากเป็นทุนเดิม แม้มีการเสื่อมขึ้นมา ก็ไม่มีอาการอะไร เพราะเส้นประสาทไม่ถูกกดมาก แต่ถ้าทุนเดิมแคบพอดี ๆ อยู่แล้ว เมื่อมีการเสื่อมเพียงเล็กน้อย ก็สามารถเกิดอาการได้

เราพบว่าอัตราการพบเจอโรคนี้ จากภาพรังสีของคนทั่วไปพบว่า คนอายุ 50 ปี ร้อยละ 50 มีอาการกระดูกคอเสื่อม และคนอายุ 65 ปี พบเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 75-85 ทุกคนคงเคยมีอาการปวดคอ ซึ่งส่วนมากเกิดจากกล้ามเนื้อหรือเอ็นรอบคอ เกิดอาการเคล็ด ขัด ยอก ซึ่งมักไม่รุนแรงและหายไปได้เอง แต่ไม่แน่ว่าอาการเหล่านี้อาจเกิดจากกระดูกคอเสื่อมก็ได้ เมื่ออายุมาก ก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ทุกคน

ลักษณะอาการของโรคกระดูกคอเสื่อม เมื่อกระดูกคอเสื่อม หินปูนที่เกาะกระดูกและเอ็นจะไปกดเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการที่พบบ่อยคือ ปวดคอร้าวไปยังแขนและชาที่แขน  มักปวดหลังคอบริเวณ 2 ข้างของกระดูกสันหลัง อาจปวดร้าวขึ้นไปถึงท้ายทอยหรือลงมาบริเวณสะบัก และปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือออกแรง ถ้าไม่มีการปวดร้าวมาที่แขน แสดงว่ายังไม่มีการกดเส้นประสาท แต่ปวดกระดูกและข้อต่าง ๆ ในกระดูกสันหลัง ซึ่งมีการเสื่อมสภาพไป

ถ้ามีการกดเส้นประสาทใด จะมีอาการปวดร้าวไปตามบริเวณที่เส้นประสาทซึ่งถูกกดวิ่งไปเลี้ยง อาการนี้มักจะเป็น ๆ หาย ๆ แบบเรื้อรัง โดยระดับกระดูกคอที่มีการเสื่อมบ่อยมากคือ กระดูกข้อที่ 5-6 และ ข้อที่ 6-7 ดังนั้นเส้นประสาทที่ถูกกดคือ เส้นประสาทคอเส้นที่ 6 และเส้นประสาทคอเส้นที่ 7 ซึ่งกระดูกข้อที่ 5-6 กดเส้นประสาทคอเส้นที่ 6 และข้อที่ 6-7 กดเส้นประสาทคอเส้นที่ 7

ส่วนอาการเส้นประสาทคอเส้นที่ 6 ถูกกด คือปวดหลังคอร้าวไปแขนตรงกล้ามเนื้องอแขน และอาจปวดร้าวไปถึงแขนท่อนล่าง จนถึงนิ้วโป้งและนิ้วชี้ และอาการเส้นประสาทคอเส้นที่ 7 ถูกกด คือปวดหลังคอร้าวไปด้านหลังของไหล่ ไปหลังแขนตรงกล้ามเนื้อเหยียดแขน และอาจปวดร้าวไปถึงด้านหลังของแขนท่อนล่าง จนถึงนิ้วกลาง

ถ้ามีการกดประสาทไขสันหลังขึ้น จะมีอาการแบบค่อย ๆ อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี จนกระทั่งเดินไม่ได้ แต่ในระยะเริ่มต้นมักมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น เดินไม่คล่อง ทำของหล่นจากมือบ่อย ๆ เมื่อเป็นมากขึ้น จะเดินขากาง โน้มตัวไปข้างหน้า ในที่สุดจะเดินไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็น กลัดกระดุมเสื้อไม่ได้ เขียนหนังสือลายมือไม่เหมือนเดิม ต้องเปลี่ยนลายเซ็นกับธนาคาร ซึ่งเมื่อทำการตรวจร่างกาย ก็จะพบกล้ามเนื้อมือลีบลงและอ่อนแรงลง กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง มีอาการปวดแบบไฟฟ้าช็อตหรือชาซู่ซ่าไปกลางหลังเวลาก้มคอ

สำหรับการวินิจฉัยเพื่อรักษานั้น เมื่อคนอายุมากส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงของกระดูกคอที่เห็นได้จากภาพรังสี แต่ส่วนน้อยเท่านั้นที่มีอาการ ดังนั้นการวินิจฉัยโรคนี้ต้องซักประวัติและตรวจร่างกายให้ดี อาการทุกอย่างต้องเข้าได้กับภาพทางรังสี และภาพทางคอมพิวเตอร์แม่เหล็ก (MRI)

 

ฉบับหน้ามาติดตามการรักษาโรคกระดูกคอเสื่อมด้วยการผ่าตัดกันต่อ.

 

ผศ.นพ.ทวีศักดิ์ จันทร์วิทยานุชิต
ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์ 25 มกราคม 2557

ปรับท่าทางร่างกาย ก่อนปวดคอ-ปวดหลังเรื้อรัง

dailynews130514_001aถ้าถามว่า ใครบ้างไม่เคยปวดคอ ปวดหลัง คงเป็นการยากหากจะหาผู้ที่ไม่เคยประสบปัญหาดังกล่าวเลย เมื่อเป็นเรื่องใกล้ตัวเช่นนี้ ‘นพ.เตมีย์ เสถียรราษฎร์’ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลัง ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เล่าถึงปัญหาปวดคอ ปวดหลังว่า ในความเป็นจริงแล้ว คนทุกเพศทุกวัยสามารถมีอาการปวดต้นคอและปวดหลังได้จากกล้ามเนื้ออักเสบเกร็ง ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้งานกล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ ในท่าเดิมๆ ร่วมกับปัจจัยร่วมอื่นๆ เช่น ความเครียด อายุ น้ำหนัก และกรรมพันธุ์ สำหรับผู้ที่มีอาการข้างต้นเป็นประจำ อาจถือเป็นสัญญาณเตือนว่าให้ปรับพฤติกรรมการใช้ร่างกาย ไม่ควรนั่งหลังงอ หรือนั่งทำงานติดต่อกันนานเกินไป และไม่ควรยกของหนัก

ปัญหาที่ว่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร คุณหมอเตมีย์ จึงอธิบายถึง “กระดูกคอ” จุดเกิดเหตุ ว่า มีหน้าที่ในการเคลื่อนไหวคอในทิศทางต่างๆ เช่น ก้ม เงย หันซ้ายหันขวา หรือเอียงคอไปมา แต่เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีการใช้งานซ้ำๆ ของกระดูกคอ จะทำให้น้ำในหมอนรองที่อยู่ระหว่างกระดูกค่อยๆ ลดลง ส่งผลให้หมอนรองกระดูกเหี่ยวแฟบและยุบตัว รับการกระแทกได้น้อยลง จากนั้นร่างกายก็จะค่อยๆ สร้างหินปูนขึ้นมาบริเวณใกล้ๆ กับหมอนรองกระดูก เพื่อช่วยในการกระจายน้ำหนักในบริเวณกระดูกคอ

สำหรับหินปูนที่เกิดขึ้นนี้พบได้ในผู้สูงอายุเกือบทุกคน เพราะเป็นกลไกของการเสื่อมที่เกิดขึ้นตามอายุ ซึ่งอาจจะไม่มีอาการใดๆ เลย ทว่ากรณีที่ปวดมาก หินปูนอาจไปกดเบียดเส้นประสาทและไขสันหลังบริเวณคอ และยังจะทำให้เกิดอาการผิดปกติทางระบบประสาทได้

และเพื่อรู้ให้ชัดๆ คุณหมอเตมีย์ แจกแจงอาการกระดูกคอเสื่อม แบ่งได้สองกลุ่ม โดยกลุ่มแรก คือ มีอาการปวดคอจากหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือข้อต่อหลวม ส่วนกลุ่มสอง คือ มีอาการจากการกดไขสันหลังหรือเส้นประสาทซึ่งจะมีอาการปวดร้าวจากบริเวณคอลงไปที่แขน มือ อาจพบอาการชาและอ่อนแรงของกล้ามเนื้อในบริเวณแขนด้วย

อย่างไรก็ตาม อาการปวดที่เกิดขึ้นมักจะเป็นมากเวลามีการเคลื่อนไหว หันคอ เอี้ยวคอ ในรายที่มีการกดทับไขสันหลังจะมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อแขนและขาส่งผลให้การเดินผิดปกติ และอาจมีมือเกร็งหยิบจับสิ่งของลำบากหรือเขียนหนังสือไม่ได้ ผู้ที่มีอาการเหล่านี้ควรไปพบแพทย์เพื่อซักประวัติและตรวจร่างกาย รวมถึงตรวจเอ็กซเรย์ และการตรวจพิเศษ เช่น การตรวจภาพถ่ายรังสีคลื่นแม่เหล็ก(MRI) และการตรวจคลื่นไฟฟ้าของกล้ามเนื้อ (EMG)

dailynews130514_001b

แม้ว่าภาวะกระดูกคอเสื่อมจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปวดคอ แต่ในความเป็นจริง คุณหมอเตมีย์ ชี้ว่าคนส่วนใหญ่มักปวดคอเพราะปัญหากล้ามเนื้อมากกว่า ดังนั้นการดูแลตัวเองในเบื้องต้นเพื่อบรรเทาอาการปวดจึงทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน เช่น ปรับท่าทางในการนั่งทำงาน ไม่นอนหมอนสูงเกินไป หลีกเลี่ยงการยกของหนัก ไม่นั่งก้มคอ หลังงอทำงาน หรือแหงนคอบ่อยๆ ไม่นั่งหลับสัปปะหงก

ท่านั่งที่ถูกต้องต้องนั่งตัวตรงโดยมองจากทางด้านข้างแนวหูจะตรงกับกระดูกสะโพก ไม่ควรนั่งทำงานติดต่อกันนานเกินไป (ควรลุกยืนหรือเดิน 5-10 นาที ทุกๆ 1 ชั่วโมง) ปรับสิ่งแวดล้อมในที่ทำงานหรืองานให้เหมาะสม เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ควรปรับระดับให้ได้ความสูงที่พอดีและไม่เอนพนักมากเกินไป เก้าอี้ที่นั่งทำงานควรจะมีพนักพิงสูงถึงท้ายทอยเพื่อที่เวลานั่งทำงานจะสามารถพิงได้ถึงศีรษะ จะช่วยลดการเกร็งของกล้ามเนื้อหลังและคอ นอกจากนั้นควรหาเวลาไปออกกำลังกาย เช่น เต้นแอโรบิค เดิน ขี่จักรยาน  รำมวยจีน ลีลาศ(ยกเว้นท่าที่สะบัดคอ) ว่ายน้ำ(หลีกเลี่ยงท่ากบ)

นอกจากปรับท่าทางแล้ว อย่าลืมหากิจกรรมเพื่อลดความเครียดของจิตใจ เพราะความเครียดก็ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งได้บ่อย และควรจัดสรรเวลากายภาพบำบัดร่วมด้วย เช่น การประคบร้อน อัลตราซาวด์  การบีบนวดก็ช่วยได้ แต่ถ้ารักษาในเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สุดท้าย คุณหมอเตมีย์ แนะท่าบริหารที่ควรทำเป็นประจำคือ การยืดกล้ามเนื้อเพื่อลดอาการปวดเกร็ง ถ้าต้องการยืดกล้ามเนื้อคอด้านขวา ให้นั่งทับมือขวาแล้วใช้มือซ้ายวางที่บริเวณหูขวา จากนั้นใช้มือซ้ายกดศีรษะให้เข้ามาชิดไหล่ซ้ายให้มากที่สุดค้างไว้ 20 วินาทีแล้วทำซ้ำข้างละ 10-20 ครั้ง โดยควรทำวันละ 2 รอบเช้าเย็นหรือก่อนนอน

ส่วนการยืดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างให้นอนหงายแล้วทำท่ากอดเข่าให้เข่าชิดอกให้มากที่สุดค้างไว้ 20 วินาทีโดยทำทีละข้างสลับกันวันละ 20 รอบก่อนนอน ท่าทางเหล่านี้ ถ้าฝึกเป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อบริเวณคอและหลังให้ยืดหยุ่น แข็งแรง

ไม่อยากปวดคอ ปวดหลัง อย่าลืมปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมอเตมีย์กันล่ะ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์  14 พฤษภาคม 2556

ปวดคอ ปวดหลัง ทำไมต้อง RF

This slideshow requires JavaScript.

ปัญหาที่รบกวนการทำงานและชีวิตประจำวันของคนวัยทำงานและวัยสูงอายุอันหนึ่งก็คือ  อาการปวดคอ  ปวดหลัง อันมีสาเหตุมาจากข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมอันเนื่องมาจากกระดูกอ่อนบริเวณผิวข้อกระดูกสันหลังสึกกร่อนลงไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการแสดงอันได้แก่ ปวดคอ ปวดสะบัก ปวดไหล่ ปวดศีรษะคล้ายกับอาการไมเกรนเมื่อทำการเอกซเรย์แบบปกติรวมถึงการเอกซเรย์แบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  (เอ็มอาร์ไอ : MRI) จะพบว่ามีความเสื่อมสภาพเกิดขึ้น ณ บริเวณกระดูกสันหลังที่เรียกว่า ข้อต่อฟาเซต ซึ่งเป็นส่วนของกระดูก มีหน้าที่เชื่อมกระดูกสันหลังเข้าด้วยกันอยู่ในตำแหน่งด้านหลังหรือก้านคอ และส่วนสันหลังระดับเอว ทำหน้าที่ช่วยในการเคลื่อนไหว เราจึงสามารถก้มคอ เงยคอ ก้มหลัง แอ่นหลังได้  (ตามภาพประกอบที่แสดงตำแหน่งลูกศร)

การใช้คลื่นความถี่พิเศษ  (Radio Frequency หรือ RF) เป็นทางเลือกในการรักษาอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดคอ ปวดหลัง ถือได้ว่าเป็นการรักษาอีกทางหนึ่งสำหรับผู้มีปัญหาอาการปวดที่เกิดจากข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมซึ่งได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น กายภาพบำบัด รับประทานยามาระยะหนึ่ง เป็นต้น แล้วอาการไม่ดีขึ้น การรักษาด้วยวิธีนี้จะใช้คลื่นความถี่พิเศษก่อให้เกิดความร้อนระดับหนึ่ง ซึ่งไม่ทำอันตรายต่ออวัยวะที่สำคัญ จะมีผลเฉพาะในบริเวณรอบ ๆ ที่ต้องการเท่านั้น นั่นคือเส้นประสาทเส้นเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่รับความรู้สึกเจ็บปวด คลื่นความถี่พิเศษ (อาร์เอฟ : RF) นี้จะไปรบกวนการทำงานของเส้นประสาทที่สื่อสัญญาณนำความเจ็บปวดไปยังสมอง ทำให้คลายความเจ็บปวดบริเวณนั้น ๆ เส้นประสาทเล็ก ๆ เส้นนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อแขนขา หรือความรู้สึกใด ๆ ที่แขนขา หรือผิวหนัง แต่จะรับความรู้สึกเจ็บปวดเฉพาะที่ข้อต่อสันหลัง หรือข้อต่อฟาเซต จากนั้นจะส่งสัญญาณความเจ็บปวดต่อไปยังสมองส่วนกลาง ดังนั้นการไปยับยั้งการทำงานของเส้นประสาทเส้นนี้จึงปลอดภัย ไม่มีอันตราย เพราะทำหน้าที่รับรู้ความเจ็บปวดเพียงอย่างเดียว

วิธีการทำงานของ RF นี้ ไม่ใช่วิธีการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้หลังทำการรักษา โดยวิธีนี้มีรายละเอียดคร่าว ๆ ดังนี้

1.ผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอ ปวดหลังเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดขึ้นจากข้อต่อฟาเซตเสื่อมหรืออักเสบ อาจสังเกตได้จากมีอาการเจ็บปวดเวลาเปลี่ยนท่าทางร่างกายจากนั่งเป็นลุกขึ้นยืน จากท่านอนเป็นนั่ง มีอาการขัด ๆ ที่บริเวณคอหรือหลัง หลังจากขยับคอหรือเอว ซักพักอาการปวดจะทุเลาลงระดับหนึ่ง มักมีอาการปวดขัดมากตอนเช้า

2. ทำการรักษาโดยใช้อุปกรณ์สื่อสัญญาณพิเศษ  (RF) คล้ายเข็มขนาดเล็ก โดยจะส่งสัญญาณไปยังตำแหน่งเส้นประสาทที่แม่นยำได้ โดยต้องอาศัยเครื่องเอกซเรย์แบบต่อเนื่องและประสบการณ์ที่ชำนาญของแพทย์ ใช้เวลาในการรักษาประมาณ 15–20 นาที

3. หลังการทำการรักษา ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บระบมบริเวณรอยเจาะประมาณ 1–2 วันเป็นเรื่องปกติ ให้หลีกเลี่ยงการทำงานหนักในช่วง 1–2 วันแรก อาการปวดคอ ปวดหลังจะทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ไปแล้ว 1 สัปดาห์ หรือโดยประมาณ 7 วัน เมื่อเส้นประสาทขนาดเล็กที่เป็นปัญหาเริ่มมีการสูญเสียสภาพ หน้าที่ในการส่งสัญญาณประสาท แต่เส้นประสาทนี้จะไม่ถูกทำลาย จะมีการงอกหรือกลับมาทำหน้าที่ตามปกติในอีก 8–12 เดือน

4.ข้อควรระวังหรือข้อแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้น้อย ได้แก่ ปัญหาการติดเชื้อ เลือดออก โดยทั่วไปป้องกันได้ เนื่องจากการรักษาจะทำในห้องผ่าตัดซึ่งเป็นห้องปลอดเชื้อ และสำหรับผู้ป่วยที่ทานยาละลายลิ่มเลือด แนะนำให้หยุดยาก่อนทำการรักษาอย่างน้อย 7 วัน

กล่าวโดยสรุป การรักษาโดยการใช้คลื่นชนิดพิเศษแบบ RF นี้ จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาอาการปวดคอ และปวดหลังเรื้อรังได้

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอก นายแพทย์ จิระเดช  ตุงคะเศรณี ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 7 เมษายน 2556

เทคนิคพิชิตอาการปวดคอ

ถ้าถามว่า ใครบ้างไม่เคยปวดคอ เมื่อยคอ? ตอบได้เลยว่า หายาก! ดังนั้นเรื่องนี้จึงใกล้เคียงกับข้อมูลน่ารู้ที่เปิดเผยไว้ในเอกสารสุขภาพของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ที่ระบุไว้ว่า อาการปวดคอพบบ่อยเนื่องจากกิจกรรมของคนเราต้องกระทำในท่านั่ง คอจึงต้องทำหน้าที่รับน้ำหนักจากศีรษะเกือบตลอดทั้งวัน อีกทั้งคอยังเป็นอวัยวะที่เคลื่อนไหวได้หลายทิศทาง ไม่ว่าจะก้ม เงย เอียง และหมุน ล้วนปัจจัยที่ส่งผลให้คนเราเผชิญปัญหาปวดคอได้ร้อยละ 50 ของช่วงชีวิต

อาการปวดคอ ใครเป็นแล้วจะรู้สึกปวดตึงบริเวณคอ อาจร้าวไปยังบ่า สะบัก แขน เคลื่อนไหวคอได้น้อยลง บางรายมีอาการอ่อนแรงและชา

สำหรับอาการปวดคอนั้น มิได้เกิดจากการนอนผิดท่า หรือที่มักเรียกกันว่า นอนตกหมอน เท่านั้น หากแต่มีหลายสาเหตุตั้งแต่ลักษณะท่าทางไม่ถูกต้อง เช่น นั่งทำงานด้วยโต๊ะและเก้าอี้ที่ไม่ได้ระดับสัมพันธ์กับสรีระ การเอียงคอคุยโทรศัพท์นาน นั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์นาน ชอบเงยคอเวลาขับรถ นอนคว่ำหน้า นอกจากนี้ อาการปวดคอยังเกิดได้จากภาวะข้อเสื่อม ข้ออักเสบ ทว่าสาเหตุนี้มักพบในคนสูงวัย เนื่องจากกระดูกและข้อต่อมีหินปูนมาพอกหรือมีโรคข้อบางชนิด เช่น รูมาตอยด์

และถ้าไม่ใช่เพราะสองสาเหตุข้างต้น ก็อาจเกิดจากภาวะเครียดทางจิตใจ การพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยปัญหาใจและกายนี้มีส่วนทำให้กล้ามเนื้อคอหดเกร็งนานผิดปกติ จนปวดคอร่วมกับปวดศีรษะแถวท้ายทอย หรือแม้แต่การเกิดอุบัติเหตุที่บริเวณคอ จนคอต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เอ็นและกล้ามเนื้อถูกยืดมากจนฉีกขาด รวมทั้งการมีกระดูกคอผิดปกติแต่กำเนิด และสายตาผิดปกติ ก็เป็นสาเหตุให้ปวดคอได้เช่นกัน

ควรทำอย่างไรเมื่อรู้สึกปวดคอ? ลำพังการนำหมอนที่ใช้หนุนนอนไปตากแดดแก้เคล็ดตามความเชื่อก็อาจมีผลทางจิตใจ ทว่าในทางการแพทย์ แนะนำให้หยุดพัก และควรประคบร้อนหรือเย็นราว 15-20 นาที ทำเครื่องพยุงคอโดยนำผ้าขนหนูม้วนให้หนา จากนั้นพันรอบคอเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวและลดแรงกดจากน้ำหนักของศีรษะ ร่วมกับการกินยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอลหรือแอสไพริน แต่ถ้าบรรเทาปวดด้วยตนเองผ่านไป 5-7 วันแล้วไม่หาย ต้องไปพบแพทย์

ส่วนเทคนิคป้องกันการปวดคอ ทำได้ไม่ยาก เพียงบริหารกล้ามเนื้อคอเพื่อสร้างความแข็งแรง อุปกรณ์ก็ไม่ต้องหามาเพิ่ม แค่ใช้นิ้วมือของตัวเราเองช่วยบริหารคอ 3 ท่า เริ่มจากท่าแรก ตั้งคอตรง ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางวางที่หน้าผากพร้อมออกแรงกดไปทางด้านหลัง ระหว่างนั้นให้เกร็งศีรษะต้านแรงดันจากนิ้วไว้

ท่าต่อมา ตั้งคอตรง ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางวางที่ท้ายทอย จากนั้นออกแรงกดไปด้านหน้า พร้อมเกร็งศีรษะต้านแรงไว้ และท่าสุดท้าย ยังคงตั้งคอตรงและใช้สองนิ้วเดิมวางบริเวณขมับด้านขวา แล้วออกแรงกดไปด้านซ้าย และเกร็งศีรษะต้านแรงไว้ เสร็จแล้วทำสลับกับด้านซ้าย โดยแต่ละท่าที่แนะนำนี้ ให้เกร็งคอค้างไว้นาน 10 วินาที ทำท่าละ 10 ครั้ง วันละ 2-3 รอบ เพื่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์  25 ตุลาคม 2555

การรักษาอาการปวดคอปวดหลังเรื้อรังโดยไม่ต้องผ่าตัด

อาการปวดคอปวดหลังเป็นปัญหาที่พบกันได้บ่อยในคนทุกวัย

อาการปวดสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งทำให้ยากต่อการวินิจฉัยและการรักษา สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการปวดคอปวดหลังอย่างเฉียบพลันเกิดจากการใช้งานของคอหรือหลังมากเกินไปในวิธีที่ผิด เช่น การก้มหรือเงยนานเกินไปในเวลาทำงาน นั่งหรือนอนผิดท่า ยกของหนัก นั่งทำงานหรือขับรถนาน ๆ เล่นกีฬาหรือออกกำลังกายหักโหมเกินไป หรือบางครั้งอาจเกิดขึ้นหลังประสบอุบัติเหตุ

พฤติกรรมเหล่านี้จะทำให้กล้ามเนื้อกับเส้นเอ็นต่าง ๆ รอบกระดูกสันหลังรวมถึงหมอนรองกระดูกเกิดการบาดเจ็บจากการฉีกและอักเสบ ผลที่ตามมาคือ ความตึงเคล็ดของกล้ามเนื้อที่คอหรือหลัง นอกจากนั้นการเคลื่อนไหวที่คอและหลังจะขยับได้น้อยลงและจะมีอาการปวดเวลาใช้งาน ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นเอง ซึ่งการใช้ยาแก้ปวดแก้อักเสบสามารถบรรเทาอาการให้หายเร็วขึ้นได้

ในกรณีที่ผู้ป่วยปวดคอหรือหลังเรื้อรังมานาน โดยเฉพาะผู้ป่วยวัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการเสื่อมของข้อกระดูกคอหรือหลัง หรือโรคข้อกระดูกอักเสบ โดยที่อาการปวดมักเกิดขึ้นในเวลาที่ใช้งาน เช่น ก้ม เงย หรือยกของ

ด้านการรักษา นอกจากการใช้ยาแล้ว ยังต้องทำกายภาพบำบัดร่วมด้วยเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตให้เหมาะสม วิธีรักษาอื่น ๆ ที่สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดคือ การรักษาด้วยอัลตราซาวด์ การดึงคอดึงหลัง การใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าและการออกกำลังกายที่หลัง ซึ่งเป็นวิธีการออกกำลังกายที่เน้นกล้ามเนื้อบริเวณหลัง โดยทำท่าเหมือนการวิดพื้นแต่แตกต่างจากการวิดพื้นตรงที่สะโพกติดพื้นและให้ส่วนบนของลำตัวตั้งแต่ศีรษะถึงเอวเงยขึ้นจากพื้น ฉะนั้นกล้ามเนื้อหลังจะแอ่นขึ้นมาดังภาพ

ถ้าผู้ป่วยมีอาการปวดร้าวลงแขนหรือขาร่วมด้วย มีอาการอ่อนแรงชาหรือเดินลำบาก แสดงว่าเกิดการกดทับเส้นประสาท ส่วนใหญ่จะมาจากหินปูนที่เกาะรอบ ๆ ข้อกระดูกที่คอหรือหลังที่มีสาเหตุมาจากความเสื่อมของข้อหรือจากหมอนรองกระดูกที่กดทับเส้นประสาท

สาเหตุอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้แต่พบไม่บ่อยนักและเป็นสาเหตุสำคัญที่ควรรีบรักษาคือ เนื้องอกที่กระดูกสันหลัง หรือการติดเชื้อในกระดูกสันหลัง ถ้ามีอาการเช่นนี้ควรรีบมาพบแพทย์เพราะถ้าได้รับการรักษาไม่ทันท่วงทีระบบประสาทอาจจะไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ แต่ถ้าได้รับการรักษาเร็วเส้นประสาทสามารถกลับมาทำงานเป็นปกติได้ โดยแพทย์จะประเมินอาการและพิจารณาการทำเอกซเรย์และสแกนแม่เหล็ก (เอ็มอาร์ไอ) เพื่อแยกสาเหตุเหล่านี้ และเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม

ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ ปัจจุบันนี้เราสามารถค้นหาสาเหตุความเจ็บปวดได้โดยละเอียดพร้อมรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยวิธีฉีดยาชาและยาลดการอักเสบเข้าไปที่โครงกระดูกสันหลังและรอบ ๆ เส้นประสาทอย่างตรงจุดที่ต้นสาเหตุโดยใช้เอกซเรย์นำทิศทางปลายเข็มไปยังตำแหน่งที่ต้องการ เช่น ที่หมอนรองกระดูกสันหลังบริเวณรอบ ๆ เส้นประสาทเล็กที่ออกมาจากโครงกระดูกสันหลัง ข้อเล็กของกระดูกสันหลัง ข้อที่เชื่อมกับสะโพก หรือเป็นการฉีดซีเมนต์เทียม เพื่อรักษาอาการปวดหลังหรือหลังค่อมจากโรคกระดูกพรุน เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก รวมถึงแก้ไขความโค้งผิดปกติของกระดูกสันหลังด้วย ซึ่งผู้ป่วยไม่ต้องผ่าตัดและกลับบ้านได้ภายในวันเดียวกัน

สำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดนั้น การผ่าตัดด้วยวิธีแผลเล็กเจ็บน้อย (Minimally Invasive Spinal Surgery) ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ปลอดภัยมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วและกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติดังเดิม.

นายแพทย์วัฒนา มหัทธนกุล
ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลังและระบบประสาท
สาขาประสาทศัลยศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์ 22 กันยายน 2555

ปวดคอ…สาเหตุของโรคกระดูกคอเสื่อม

อาการปวดคอร้าวไปที่สะบักและไหล่ บางทีก็มีอาการปวดร้าวไปที่แขน เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในวัยกลางคนและในวัยสูงอายุ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดมาจากการเสื่อมของกระดูกคอ ศูนย์โรคกระดูกและข้อ โรงพยาบาลธนบุรี จึงได้อธิบายเกี่ยวกับสาเหตุและอาการดังกล่าวว่า กระดูกสันหลังส่วนคอนั้นประกอบด้วยกระดูกอ่อนคั่นอยู่ หมอนรองกระดูกเป็นกระดูกอ่อนชนิดพิเศษ จะมีความยืดหยุ่น สามารถทำให้คอมีความยืดหด หรือเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆ กัน ดังนั้นกระดูกคอมีหน้าที่สำคัญที่ทำให้ศีรษะสามารถเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆ กันตามที่เราต้องการ เช่น ก้มหรือเงยศีรษะ หันหน้าไปทางซ้ายหรือขวา หรือเอียงศีรษะไปทางซ้ายหรือขวา นอกจากนี้กระดูกคอยังทำหน้าที่แบกรับน้ำหนักศีรษะไว้ตลอดเวลา ซึ่งน้ำหนักของศีรษะและคอรวมกันประมาณ 10% ของน้ำหนักตัว ภายในกระดูกคอจะมีประสาทไขสันหลังอยู่ ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่ไปทำให้เกิดการเคลื่อนไหว และรับความรู้สึกของแขนและขา

เมื่ออายุย่างเข้าวัยกลางคนคือ 30 ปีขึ้นไป หมอนรองกระดูกซึ่งเป็นกระดูกอ่อน จะเริ่มมีอาการเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมตัว คือ องค์ประกอบที่เป็นน้ำที่ทำให้เกิดการยืดหยุ่นในตัวของหมอนรองกระดูกคอจะลดลงไป ทำให้คุณสมบัติในการยืดหยุ่นของหมอนรองกระดูกเสียไป ทำให้กระดูกคอปล้องที่หมอนรองกระดูกมีการเคลื่อนไหวไปในลักษณะที่ไม่ราบเรียบเป็นปกติ ถ้าเราไม่ระมัดระวังปล่อยให้กระดูกคอเคลื่อนไหวมากเกินขอบเขต ก็จะทำให้เกิดการชำรุดของหมอนรองกระดูกคอเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีผลทำให้ข้อต่อของกระดูกคอปล้องนั้นๆ เสียไป

อาการเริ่มต้นของหมอนรองกระดูกคอเสื่อม คือ จะมีอาการปวดคอและคอแข็งที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ตกหมอน” บางทีก็มีอาการปวดตื้อ ๆ ลึก ๆ ที่บริเวณสะบัก ที่ชาวบ้านเรียกว่า “สะบักจม” อาการทั้งสองอย่างนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าหมอนรองกระดูกคอเริ่มมีอาการเสื่อมตัวแล้ว ถ้าการเสื่อมตัวของหมอนรองกระดูกคอมากขึ้น ก็จะมีการทรุดตัวของหมอนรองกระดูกคอมากขึ้น ทำให้ช่องว่างระหว่างกระดูกคอแคบลง และมีกระดูกงอกตามขอบของข้อต่อกระดูกคอ ที่เรียกว่า “กระดูกงอก” หรือ “หินปูนเกาะ” มีผลทำให้เกิดการตีบแคบของช่องประสาทที่ผ่านลงไป เมื่อตีบแคบถึงระดับหนึ่ง ก็จะเกิดการกดทับเส้นประสาทและประสาทไขสันหลัง ถ้าเป็นการกดทับเส้นประสาท ก็จะทำให้เกิดการปวดร้าวลงไปตามแขนจนถึงนิ้วมือ ถ้ากดมากๆ จะทำให้เกิดอาการชาและกล้ามเนื้ออ่อนแรง

คุณหมอกล่าวถึงการรักษาว่า ในระยะเริ่มต้นของหมอนรองกระดูกเสื่อม ให้การรักษาทางยาและกายภาพบำบัด คือ หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวของกระดูกคอมากเกินไป อาจจะต้องให้นอนพักหรือมีการถ่วงดึงคอ ให้ยาลดการอักเสบและแก้ปวด บริหารกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรงเพื่อช่วยแบกรับน้ำหนักศีรษะไม่ให้ผ่านกระดูกคอมากเกินไป อาจจะให้ใส่เครื่องพยุงคอ (Cervical collar) เพื่อช่วยเตือนให้คออยู่ในลักษณะปกติ ลักษณะการนอน ควรใช้หมอนนิ่มๆ มีส่วนรองรับกระดูกคอให้อยู่ในลักษณะปกติ หมอนจะต้องไม่สูงเกินไป ถ้าไม่หนุนหมอนเลยก็ไม่ได้ เพราะไม่มีส่วนรองรับคอ (กระดูกคอปกติจะต้องโค้งไปทางด้านหน้าเล็กน้อย) เมื่อกระดูกคอมีการเสื่อมตัวมากแล้ว และมีการกดทับเส้นประสาทหรือประสาทไขสันหลังแล้ว การรักษาทางยาและกายภาพบำบัดจะไม่ได้ผล จะต้องให้การรักษาโดยวิธีผ่าตัด

ศูนย์โรคกระดูกและข้อ โรงพยาบาลธนบุรี ยังได้ให้คำแนะนำเพื่อช่วยชะลอการเสื่อมตัวของกระดูกคอ หรือไม่ให้เสื่อมตัวเร็วเกินไปไว้ดังนี้
1.หลีกเลี่ยงการบิดหมุนคอหรือสะบัดคอบ่อยๆ
2.การนั่งทำงาน นั่งอ่านหนังสือหรือนั่งเขียนหนังสือ ควรให้คออยู่ในลักษณะตรงปกติ อย่าก้มคอมากเกินไป
3.การนอนควรใช้หมอนหนุนศีรษะ โดยมีส่วนรองรับใต้คอให้กระดูกคออยู่ในลักษณะปกติ
4.บริหารกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรงสม่ำเสมอ
5.หลีกเลี่ยงการทำงานโดยแหงนคอเป็นเวลานานๆ บ่อยๆ
6.หลีกเลี่ยงการรักษาโดยวิธีการดัดคอ หรือบิดหมุนคอ การดูแลรักษาสุขภาพร่างกายเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในปัจจุบัน เพราะสาเหตุของโรคต่างๆ ล้วนเกิดจากการไม่ดูแลเอาใจใส่ร่างกายเท่าที่ควร การทำตามคำแนะนำของแพทย์ก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน เพื่อร่างกายที่แข็งแรง สมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 3 กรกฎาคม 2555

ติงทำงานด้วยสมาร์ทโฟนทำเจ็บป่วย

สมาคมกายภาพบำบัดในอังกฤษออกรายงานชิ้นใหม่ เตือนว่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลายกำลังกลายเป็น “ทาสหน้าจอ” หลังพบว่าพนักงานบริษัทจำนวนมากยังคงทำงานหลังเวลางาน โดยใช้สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาต่างๆ
งานวิจัยพบว่า ผู้คนได้ทำงานเพิ่มขึ้นเป็นเวลาเฉลี่ย 2 ชั่วโมงทุกวันระหว่างเดินทางไป-กลับ และเมื่อถึงบ้านแล้ว

เหตุที่คนจำนวนมากกลายเป็น “ทาสหน้าจอ” เป็นเพราะแรงกดดันในที่ทำงาน แม้บางคนบอกว่าการเอางานกลับไปทำที่บ้านในตอนค่ำช่วยลดความเครียดได้
ผลการศึกษาเจ้าหน้าที่สำนักงานกว่า 2,000 คนพบว่า ในเวลากลางวันคนส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกิน 6 ชั่วโมง จากนั้นระหว่างเดินทางกลับบ้านก็ยังทำงานต่อด้วยสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ

ทางสมาคมบอกว่า การโหมงานหนักทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ และการใช้ท่วงท่าไม่ถูกต้องขณะใช้สมาร์ทโฟนก็ทำให้เกิดอาการปวดหลังหรือปวดคอได้
รายงานแนะว่า นายจ้างควรชักชวนให้พนักงานหยุดพักเป็นระยะ และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ในระหว่างวัน

ดร.เฮเลนา จอห์นสัน ประธานสมาคม บอกว่า ผลการสำรวจนี้สร้างความวิตกแก่บรรดานักกายภาพบำบัด ซึ่งได้เห็นอยู่ทุกวันว่าการนั่งใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไม่ถูกหลักสรีรศาสตร์ และการละเลยหลักการทำงานที่ดี ได้ทำให้ผู้คนต้องเจ็บป่วยไม่สบาย

“ถ้าเอางานไปทำที่บ้านบ้างเป็นบางครั้งในระยะสั้นๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าทำเป็นกิจวัตรประจำวันในยามค่ำก็อาจทำให้เกิดอาการปวดหลังหรือปวดคอได้ รวมทั้งอาการเจ็บป่วยที่เกี่ยวกับความเครียด”

“อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อใช้อุปกรณ์พกพา และไม่ระวังเรื่องท่วงท่าในการทำงาน” ดร.จอห์นสันบอก “ถ้ารู้สึกเครียด จงพูดคุยกับนายจ้าง”.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 28 มิถุนายน 2555

 

Related Link:

.

Smartphone users ‘risking health’ with overuse of devices

18 June 2012

People are risking their health by working on smartphones, tablets and laptops after they have left the office, according to the Chartered Society of Physiotherapy.

It says people have become “screen slaves” and are often working while commuting or after they get home.

The society said poor posture in these environments could lead to back and neck pain.

Unions said people needed to learn to switch off their devices.

An online survey, of 2,010 office workers by the Society found that nearly two-thirds of those questioned continued working outside office hours.

The organisation said people were topping up their working day with more than two hours of extra screentime, on average, every day.

The data suggested that having too much work and easing pressure during the day were the two main reasons for the extra workload.

‘Posture’

Brendan BarberTrades Union Congress

The chairwoman of the Chartered Society of Physiotherapy, Dr Helena Johnson, said the findings were of “huge concern”.

She said: “While doing a bit of extra work at home may seem like a good short-term fix, if it becomes a regular part of your evening routine then it can lead to problems such as back and neck pain, as well as stress-related illness.

“This is especially the case if you’re using hand-held devices and not thinking about your posture. Talk to your employer if you are feeling under pressure.”

The general secretary of the Trades Union Congress, Brendan Barber, said: “Excessive work levels are not good for anyone. Overworked employees are not only unlikely to be performing well at work, the stress an unmanageable workload causes is also likely to be making them ill.

“By the time someone is so overloaded they constantly feel the need to put in extra hours every night of the week at home, things have clearly got out of hand.

“Individuals who find themselves unable to leave their work in the office should talk to their managers and learn to switch off their smartphones.”

Data from: bbc.co.uk

“ปวดคอ ปวดหลังเรื้อรังต้องรักษาอย่างไร”

อาการปวดคอ ปวดหลัง และปวดเอวเรื้อรังมักมีสาเหตุมาจากโรคกระดูกสันหลังเสื่อมซึ่งนับเป็นปัญหาสำคัญที่พบได้บ่อยเป็นอันดับต้น ๆ ของโรคกระดูกและข้อ อันเนื่องมาจากกระดูกอ่อนบริเวณผิวข้อกระดูกสันหลังสึกกร่อนลงไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการแสดงอันได้แก่ ปวดคอ ปวดสะบัก ปวดไหล่ ปวดศีรษะคล้ายกับอาการไมเกรน เมื่อทำการเอกซเรย์แบบปกติรวมถึงการเอกซเรย์แบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ : MRI) จะพบว่ามีความเสื่อมสภาพเกิดขึ้น ณ บริเวณกระดูกสันหลังที่เรียกว่า ข้อต่อฟาเซต ซึ่งเป็นส่วนของกระดูก มีหน้าที่เชื่อมกระดูกสันหลังเข้าด้วยกันอยู่ในตำแหน่งด้านหลังหรือก้านคอ และส่วนสันหลังระดับเอว ทำหน้าที่ช่วยในการเคลื่อนไหว เราจึงสามารถก้มคอ เงยคอ ก้มหลัง แอ่นหลังได้ (ตามภาพประกอบที่แสดงตำแหน่งลูกศร)

การใช้คลื่นความถี่พิเศษ (Radio frequency หรือ RF) เป็นทางเลือกในการรักษาอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดคอ ปวดหลัง ถือได้ว่าเป็นการรักษาอีกทางหนึ่งสำหรับผู้มีปัญหาอาการปวดที่เกิดจากข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมซึ่งได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น กายภาพบำบัด รับประทานยามาระยะหนึ่ง เป็นต้นแล้ว

อาการไม่ดีขึ้น การรักษาด้วยวิธีนี้จะใช้คลื่นความถี่พิเศษก่อให้เกิดความร้อนระดับหนึ่ง ซึ่งไม่ทำอันตรายต่ออวัยวะที่สำคัญ จะมีผลเฉพาะในบริเวณรอบ ๆ ที่ต้องการเท่านั้น นั่นคือ เส้นประสาทเส้นเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่รับความรู้สึกเจ็บปวด คลื่นความถี่พิเศษ (อาร์เอฟ : RF) นี้จะไปรบกวนการทำงานของเส้นประสาทที่สื่อสัญญาณนำความเจ็บปวดไปยังสมอง ทำให้คลายความเจ็บปวดบริเวณนั้น ๆ เส้นประสาทเล็ก ๆ เส้นนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อของแขนขา หรือ ความรู้สึกใด ๆ ที่แขนขา หรือ ผิวหนัง แต่จะรับความรู้สึกเจ็บปวดเฉพาะที่ข้อต่อสันหลัง หรือ ข้อต่อฟาเซต จากนั้นจะส่งสัญญาณความเจ็บปวดต่อไปยังสมองส่วนกลาง ดังนั้น การไปยับยั้งการทำงานของเส้นประสาทเส้นนี้จึงปลอดภัย ไม่มีอันตราย เพราะทำหน้าที่รับรู้ความเจ็บปวดเพียงอย่างเดียว

วิธีการทำงานของ RF นี้ ไม่ใช่วิธีการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้หลังทำการรักษา โดยวิธีนี้มีรายละเอียดคร่าว ๆ ดังนี้

1. ผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอ ปวดหลังเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกิดขึ้นจากข้อต่อ
ฟาเซตเสื่อมหรืออักเสบ อาจสังเกตได้จากมีอาการเจ็บปวดเวลาเปลี่ยนท่าทางร่างกายจากนั่งเป็นลุกขึ้นยืน จากท่านอนเป็นนั่ง มีอาการขัด ๆ ที่บริเวณคอ หรือหลัง หลังจากขยับคอหรือเอว สักพักอาการปวดจะทุเลาลงระดับหนึ่ง มักมีอาการปวดขัดมากตอนเช้า

2. ทำการรักษาโดยใช้อุปกรณ์สื่อสัญญาณพิเศษ (RF) คล้ายเข็มขนาดเล็ก โดยจะส่งสัญญาณไปยังตำแหน่งเส้นประสาทที่แม่นยำได้ โดยต้องอาศัยเครื่องเอกซเรย์แบบต่อเนื่องและประสบการณ์ที่ชำนาญของแพทย์ ใช้เวลาในการรักษาประมาณ 15–20 นาที

3. หลังการทำการรักษา ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บระบมบริเวณรอยเจาะประมาณ 1–2 วันเป็นเรื่องปกติ ให้หลีกเลี่ยงการทำงานหนักในช่วง 1–2 วันแรก อาการปวดคอ ปวดหลังจะทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ไปแล้ว 1 สัปดาห์ หรือ โดยประมาณ 7 วัน เมื่อเส้นประสาทขนาดเล็กที่เป็นปัญหาเริ่มมีการสูญเสียสภาพ หน้าที่ในการส่งสัญญาณประสาท แต่เส้นประสาทนี้จะไม่ถูกทำลาย จะมีการงอกหรือกลับมาทำหน้าที่ตามปกติในอีก 8–12 เดือน

4. ข้อควรระวังหรือข้อแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้น้อย ได้แก่ ปัญหาการติดเชื้อ เลือดออก โดยทั่วไปป้องกันได้ เนื่องจากการรักษาจะทำในห้องผ่าตัดซึ่งเป็นห้องปลอดเชื้อ และสำหรับผู้ป่วยที่ทานยาละลายลิ่มเลือด แนะนำให้หยุดยาก่อนทำการรักษาอย่างน้อย 7 วัน

กล่าวโดยสรุป การรักษาโดยการใช้คลื่นชนิดพิเศษแบบ RF นี้ จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาอาการปวดคอ และปวดหลังเรื้อรังได้

ข้อมูลจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอก นายแพทย์จิระเดช ตุงคะเศรณี ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

………………………………..

ด้วยทีมงานคุณภาพของคอลัมน์นี้ ร่วมกับทีมงานรายการทีวี “ชีวิตและสุขภาพ” 32 ปีดั้งเดิม ขอนำเสนอ รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศประจำทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 15.00-16.00 น. สำหรับวันจันทร์ที่ 6 ส.ค. 55 เวลา 15.00-16.00 น. เสนอเรื่อง “การออกกำลังกายวิถีไทยแบบโยคะ” ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ฟรี ที่โทร.0-2940-9030-31 เฉพาะเวลา 15.00-16.00 น. ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ท่านสามารถรับชมได้ทาง PSI ช่อง 26 (จานดำ), DYNASAT ช่อง 101, IDEASAT ช่อง 12, INFOSAT ช่อง 12, LEOTECH ช่อง 12, THAISAT ช่อง 12, GMM Z ช่อง 119

 

ที่มา: เดลินิวส์  5 สิงหาคม 2555