เตือนภัยหญิงปวดท้องน้อยเรื้อรัง

thairath140228_001เมื่อพูดถึงอาการปวด ไม่ว่าจะปวดอวัยวะใดคงไม่มีใครอยากประสบอย่างแน่นอน อาการปวดท้องน้อย เรื้อรังเป็นปัญหาที่หลายคนเข็ดขยาด เนื่องจากผู้ป่วยมักต้องทนทุกข์ทรมานเป็นเวลานาน อีกทั้งยังเป็นโรครักษายาก ทําให้แพทย์ผู้รักษาปวดศีรษะไปด้วย

อาการปวดท้องน้อยเรื้อรังพบมากในเพศหญิงมากกว่าเพศชายมาก ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะโครงสร้างทางร่างกายเอื้อต่อการเกิดความผิดปกติที่ทําให้เกิดอาการปวด และมีอวัยวะกับระบบการทํางานของร่างกายที่เอื้อให้เกิดอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังได้ โดยทั่วไปการปวดท้องน้อยเรื้อรังเป็นอาการปวดบริเวณเชิงกราน ท้องน้อยหรือ บริเวณใกล้เคียงเป็นระเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ผู้ป่วยจํานวนมากไม่สามารถประกอบภารกิจได้ตามปกติจากอาการปวด หลายคนต้องลาออกจากงาน เพราะเมื่อมีอาการปวดไม่สามารถบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวดทั่วไป ทําให้คนป่วยบางรายมีความผิดปกติทางจิตติดตามมา เช่นมีอาการซึมเศร้าหรืออารมณ์แปรปรวน

อาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง มีลักษณะแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ คือ พยาธิสภาพ ของอวัยวะที่ทําให้เกิดอาการปวด เช่น หากเป็นอวัยวะระบบสืบพันธุ์สตรี เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อาจมีอาการปวดมากหรือ น้อยตามวงรอบของฮอร์โมนเหมือนการปวดประจําเดือน แต่จะปวดรุนแรงกว่า หากอาการปวดเกี่ยวข้องกับกระเพาะปัสสาวะจะเกี่ยวข้องกับการถ่ายปัสสาวะหรืออั้นปัสสาวะ ผู้ป่วยจะถ่ายปัสสาวะบ่อย และปวดมาก ในบางรายถ่ายปัสสาวะวันละ 40-50 ครั้ง หากอาการปวดจากลําไส้ก็อาจมีความผิดปกติในการขับถ่ายอุจจาระ หรือหากปวดจากกล้ามเนื้อก็อาจปวดตามแนวกล้ามเนื้อนั้นๆ

จะเห็นได้ว่าอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากหลายสาเหตุ อาการที่พบบ่อย คือ กระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบรุนแรง ซึ่งการอักเสบนี้ ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเหมือนการอักเสบทั่วไป แต่เกิดจากการที่น้ําปัสสาวะซึมผ่านสู่ชั้นกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ โดยปกติกระเพาะปัสสาวะจะมีเยื่อบางๆ หุ้มอยู่เพื่อป้องกันไม่ให้ปัสสาวะซึมสู่ผนังกระเพาะปัสสาวะ เพราะเกลือแร่ต่างๆ ในปัสสาวะจะก่อให้เกิดปฏิกิริยารุนแรงมาก ทําให้เกิดอาการปวด อาการปวดจากสาเหตุนี้มักจะมีอาการปัสสาวะบ่อยร่วมด้วย โดยจะปวดมากเมื่ออั้นปัสสาวะ และทุเลาลงมื่อถ่ายปัสสาวะเสร็จ

อาการปวดท้องน้อยเรื้อรังยังเกิดได้จากสาเหตุอื่นอีก เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือมีเยื่อบุโพรงมดลูกมาเกาะนอกมดลูกบริเวณเชิงกราน ทําให้มีอาการปวด เพราะมีการคั่งของเยื่อบุ ซึ่งเกี่ยวข้องกับวงรอบของฮอร์โมน นอกจากนี้ อาการปวดยังเกิดได้จากสาเหตุอื่นๆ เช่น การอักเสบของลําไส้ใหญ่ กล้ามเนื้อเชิงกราน อักเสบ ข้อต่อต่างๆ บริเวณเชิงกรานอักเสบ หรือแม้แต่ก้อนนิ่วบริเวณท่อไตส่วนล่างก็ทําให้มีอาการปวดร้าวลงมา ที่เชิงกรานและท้องน้อยได้

วิธีการวินิจฉัยภาวะปวดท้องน้อยเรื้อรัง แพทย์จะวินิจฉัยจากประวัติของผู้ป่วยตั้งแต่เริ่มมีอาการและผล จากการรักษาก่อนหน้า เพราะอาจมีผลข้างเคียงหรือเกี่ยวข้องกับอาการในปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยให้แพทย์วินิจฉัยง่ายขึ้นและช่วยให้รักษาอาการได้จริง ผู้ป่วยจึงควรให้ความสําคัญกับคําถามของแพทย์ซึ่งผู้ป่วย ควรจะทบทวนและลําดับเหตุการณ์ให้ดีก่อน อาทิ อาการปวดเริ่มจากบริเวณใด ร้าวไปทางไหน มีกิจกรรม หรือเหตุการณ์อะไรทําให้ปวดมาก อาการปวดเกี่ยวข้องกับรอบเดือนหรือไม่ การเดินการก้าวขาทําให้ปวดมากขึ้นหรือไม่ ที่ผ่านมามีอะไรช่วยบรรเทาปวดบ้างหรือไม่ รับประทานอาหาร อะไรแล้วทําให้ปวดมากขึ้น

แพทย์จะทําการตรวจร่างกายโดยละเอียด โดยตรวจทางทวารหนักเพื่อสํารวจหาจุดปวด ตรวจเอกซเรย์อัลตราซาวด์ ตรวจปัสสาวะและส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ หลังจากนั้นจะรวบรวมผลต่างๆ แล้ววินิจฉัย เพื่อให้การรักษาให้ถูกจุด เช่น หากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ก็จะให้การรักษาทางฮอร์โมน หากพบว่ากระเพาะปัสสาวะมีการอักเสบรุนแรงก็จะให้ยาระงับอาการปวดร่วมกับการใส่ยาในกระเพาะปัสสาวะ

สิ่งที่ผู้ป่วยสามารถช่วยแพทย์ได้ คือต้องสังเกตว่ามีเหตุใดกระตุ้นให้มีอาการปวดรุนแรง โดยเฉพาะกรณีที่ปวดจากความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งต้องหลีกเลี่ยงอาหารหลายชนิดที่ทําให้ปัสสาวะมีความเป็นกรดสูง เช่น เนย สารปรุงรส อาหารรสจัด สุดท้าย อย่าเปลี่ยนแพทย์ผู้รักษาเร็วเกินไป เพราะหลายโรคไม่สามารถ รักษาหายในเร็ววัน โรคบางชนิดอาจจะไม่มียารักษาโดยเฉพาะ แต่สามารถแก้ปัญหาจนอาการปวดลุล่วงได้ และในบางรายอาจต้องใช้การผ่าตัด ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังและยังไม่ได้พบแพทย์เฉพาะด้าน จึงควรมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษาที่ถูกต้องอย่าทนจนเกิดอาการแทรกซ้อนที่ยากต่อการรักษา

ศ.นพ.วชิร คชการ
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

 

ที่มา : ไทยรัฐ 28 กุมภาพันธ์ 2557

ไขข้อข้องใจกับโรคช็อกโกแลตซีสต์

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อของโรคช็อกโกแลตซีสต์ หรือโรคที่ทางการแพทย์เรียกว่า โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซึ่งหมายถึง โรคที่มีภาวการณ์เจริญเติบโตของเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นผิดที่

ลักษณะอาการ โดยปกติแล้วเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกจะเจริญเติบโตภายในโพรงมดลูก  แต่ถ้ามีการเจริญของเยื่อบุโพรงมดลูกผิดที่จะทำให้เกิดอาการ ซึ่งอาการแสดงของโรคนี้แบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ ชนิดที่พบภายนอกมดลูก เป็นชนิดที่พบได้บ่อย ส่วนใหญ่มักพบบริเวณอุ้งเชิงกราน ได้แก่ รังไข่ ท่อนำไข่ เยื่อบุช่องท้อง รวมถึงอวัยวะใกล้เคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ และลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ยังพบได้ที่ ท่อไต ลำไส้เล็ก ปอด สมอง และบริเวณผิวหนัง หรือแผลผ่าตัด เป็นต้น อีกชนิดพบได้ในกล้ามเนื้อมดลูก อันเกิดจากเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญแทรกอยู่ในกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้มีอาการปวดประจำเดือนและตรวจพบว่ามดลูกมีขนาดโตขึ้น โดยทั่วไปโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่จะหมายถึง ชนิดที่พบภายนอกมดลูก

ช็อกโกแลตซีสต์ และคำว่า ซีสต์ หมายถึง ถุงน้ำ ช็อกโกแลตซีสต์ จึงเป็นอาการแสดงหนึ่งของโรคเยื่อบุโพรงมดเจริญผิดที่ โดยตัวโรคไปเกิดขึ้นที่รังไข่ในลักษณะของถุงน้ำ ที่เราเรียกว่า ช็อกโกแลตซีสต์ เพราะลักษณะของถุงน้ำในโรคนี้ ภายในมีของเหลวที่มีลักษณะคล้ายกับช็อกโกแลต

สำหรับสาเหตุของการเกิดถุงน้ำช็อกโกแลต เชื่อว่าเกิดจากการที่เลือดระดู หรือประจำเดือนมีการไหลย้อนกลับเข้าไปในอุ้งเชิงกราน ผ่านทางท่อนำไข่ ซึ่งโดยปกติแล้วเวลาผู้หญิงมีประจำเดือน นอกจากเลือดประจำเดือนจะไหลออกมาทางช่องคลอดแล้ว จะมีเลือดบางส่วนไหลผ่านท่อนำไข่เข้าไปในอุ้งเชิงกราน โดยเลือดประจำเดือนนี้จะมีเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายคนเราจะมีกลไกในการกำจัดเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกเหล่านี้ แต่ในผู้หญิงบางคนมีความผิดปกติของกลไกในการกำจัดเซลล์เหล่านี้ ทำให้เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดออกมานั้น ไปฝังตัวตามจุดต่าง ๆ ในอุ้งเชิงกราน รวมถึงรังไข่ และเจริญเติบโตจนทำให้เกิดถุงน้ำขึ้น เวลาที่เรามีประจำเดือน เซลล์ของเยื่อบุโพรงมดลูกที่อยู่ในถุงน้ำก็จะมีเลือดออกเข้าไปในถุงน้ำนั้นด้วย เมื่อเวลาผ่านไป น้ำซึ่งเป็นส่วนประกอบในถุงเลือดนั้นจะถูกดูดซึมกลับ ทำให้เลือดในถุงมีลักษณะเข้มขึ้น และเมื่อค้างอยู่นาน ๆ ก็จะกลายเป็นสีน้ำตาล มีลักษณะเหมือนช็อกโกแลต เราจึงเรียกว่า ถุงน้ำช็อกโกแลต หรือ ช็อกโกแลตซีสต์

ดังนั้นกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นโรคนี้สูงจะสัมพันธ์กับการมีประจำเดือน พบว่าสตรีที่เริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกก่อนเพื่อน ๆ สตรีที่เข้าสู่ภาวะวัยหมดประจำเดือน(วัยทอง) ช้ากว่าปกติ สตรีที่มีประจำเดือนออกมากและออกนานหลายวัน สตรีที่รอบเดือนมาถี่หรือระยะห่างระหว่างที่เป็นประจำเดือนแต่ละรอบสั้น สตรีที่มีแม่ พี่สาว หรือน้องสาวเป็นโรคนี้ สตรีที่มีลูกคนแรกตอนอายุมาก ก็จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้สูงขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าสตรีที่ดื่มแอลกอฮอล์ และกาแฟมาก ๆ ก็จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่สูงขึ้น

สำหรับอาการที่น่าสงสัยว่าจะเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต ได้แก่ อาการปวดประจำเดือน ซึ่งเป็นอาการส่วนใหญ่ที่มาพบแพทย์ นอกจากนี้อาจมีอาการปวดท้องน้อยขณะมีเพศสัมพันธ์ ปวดท้องน้อยเรื้อรัง (มีอาการปวดท้องน้อยนานกว่า 6 เดือน) มีบุตรยาก ในบางคนคลำได้ก้อนที่ท้องน้อย หรือบางคนอาจมีอาการเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด ส่วนน้อยอาจมีอาการอื่น ๆ ที่สัมพันธ์กับตำแหน่งของโรค เช่น มีก้อนโตขึ้นและปวดในช่วงที่เป็นประจำเดือน หรือมีอาการไอเป็นเลือดในช่วงเป็นประจำเดือน เนื่องจากมีเยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญที่ปอด เป็นต้น

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอาการปวดประจำเดือนนั้น เป็นอาการปวดประจำเดือนตามปกติที่ผู้หญิงเป็นกัน หรือเป็นจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ในเรื่องนี้แนะนำให้ดูที่อายุ และลักษณะอาการปวดประจำเดือนที่เป็น ถ้าอายุยังไม่มากแล้วมีอาการปวดท้องน้อยเวลามีประจำเดือน โดยเริ่มมีอาการปวดประจำเดือนตั้งแต่เริ่มเป็นประจำเดือนครั้งแรก อาการปวดเป็นเท่า ๆ เดิมไม่ได้ปวดรุนแรงขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นอาการปวดประจำเดือนธรรมดา แต่ถ้าอายุมากขึ้น แล้วอยู่ ๆ มาเริ่มมีอาการปวดประจำเดือน หรืออาการปวดประจำเดือนเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น เดิมมีอาการปวดประจำเดือนไม่มาก พอทนได้ หรือทานเพียงยาพาราเซตามอลก็หาย แต่ต่อมาอาการปวดประจำเดือนเป็นมากขึ้น ต้องทานยาแก้ปวดปริมาณมากขึ้น หรือต้องทานยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์แรงขึ้น มีอาการปวดจนต้องหยุดเรียน หยุดงาน หรือปวดจนรบกวนชีวิตประจำวัน หรือบางคนถึงขั้นต้องไปฉีดยาแก้ปวดที่คลินิกหรือโรงพยาบาล อาการดังกล่าวค่อนข้างบ่งชี้ว่า น่าจะเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่


หลาย ๆ คนคงสงสัยว่าโรคช็อกโกแลตซีสต์นี้เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างไร ภาวะนี้เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการปวดประจำเดือน ทำให้เราต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการปวด ส่งผลทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง บางครั้งส่งผลทางด้านการงานและสังคม ทำให้เราต้องหยุดเรียน หรือหยุดงานเนื่องจากอาการปวด ในบางคนเกิดการแตกของถุงน้ำ จะทำให้เกิดอาการปวดท้องแบบเฉียบพลัน ซึ่งอาจต้องได้รับการผ่าตัดแบบฉุกเฉิน นอกจากนั้นโรคนี้อาจทำให้เกิดปัญหาภาวะมีบุตรยาก เนื่องจากโรคนี้มักจะทำให้เกิดพังผืดในอุ้งเชิงกราน บางรายเป็นมากจนทำให้เกิดการอุดตันของท่อนำไข่ ซึ่งอาจมีความจำเป็นต้องรักษาโดยการผ่าตัด หรือต้องใช้เทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันธุ์ เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว สำหรับบางท่านกังวลว่า ช็อกโกแลตซีสต์นี้สามารถกลายเป็นมะเร็งได้ไหม ซึ่งจากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า โอกาสที่โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่นั้นจะกลายเป็นมะเร็ง มีโอกาสเกิดน้อยกว่า 1%

ในกรณีที่สงสัยว่าเป็นโรคนี้ แนะนำให้พบสูตินรีแพทย์ ซึ่งแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจภายใน ในกรณีที่สงสัยว่าจะเป็นช็อกโกแลตซีสต์ แพทย์จะทำการตรวจอัลตราซาวด์ หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งการตรวจอัลตราซาวด์นั้นอาจทำการตรวจทางหน้าท้อง หรือตรวจทางช่องคลอด ซึ่งแพทย์จะเลือกตรวจตามความเหมาะสม แต่สำหรับการวินิจฉัยที่แน่นอนที่สุดคือ การส่องกล้องเข้าไปในช่องท้อง ร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อเล็ก ๆ เอามาตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งการตรวจโดยวิธีส่องกล้องนี้ไม่จำเป็นต้องทำในผู้ป่วยทุกคน แพทย์จะทำเมื่อเห็นว่ามีความเหมาะสม

การรักษาโรคนี้ หลัก ๆ มี 3 วิธี คือ การใช้ยา การผ่าตัด หรือใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน โดยวิธีการรักษาจะคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ของผู้ป่วย ได้แก่ อาการของผู้ป่วย อายุ ความต้องการมีบุตร และความรุนแรงของโรค โดยการรักษาแบบใช้ยามีทั้งการใช้ยาในกลุ่มที่มีฮอร์โมน และไม่มีฮอร์โมน ส่วนการผ่าตัดก็มีทั้งวิธีการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง หรือวิธีการผ่าตัดแบบส่องกล้อง ซึ่งวิธีการผ่าตัดส่องกล้องจะมีข้อดีคือ แผลเล็ก ปวดแผลน้อย ใช้เวลานอนรักษาในโรงพยาบาลหรือการพักฟื้นหลังผ่าตัดสั้นกว่าการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง แต่ว่าวิธีการผ่าตัดแบบส่องกล้องนั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า และต้องอาศัยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ซึ่งวิธีการรักษานั้น แพทย์จะเลือกตามความเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยในแต่ละราย

สุดท้ายนี้ ขอแนะนำว่า ในกรณีที่เรามีอาการปวดประจำเดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการปวดนั้นรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีอาการอื่น ๆ ดังกล่าวข้างต้น ขอให้ท่านรีบไปปรึกษาสูตินรีแพทย์ที่คลินิกหรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน

อาจารย์นายแพทย์ศรีเธียร เลิศวิกูล
ภาควิชาสูติศาสตร์ – บริเวชวิทยา
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์ 11 กุมภาพันธ์ 2555