เตือนภัยหญิงปวดท้องน้อยเรื้อรัง

thairath140228_001เมื่อพูดถึงอาการปวด ไม่ว่าจะปวดอวัยวะใดคงไม่มีใครอยากประสบอย่างแน่นอน อาการปวดท้องน้อย เรื้อรังเป็นปัญหาที่หลายคนเข็ดขยาด เนื่องจากผู้ป่วยมักต้องทนทุกข์ทรมานเป็นเวลานาน อีกทั้งยังเป็นโรครักษายาก ทําให้แพทย์ผู้รักษาปวดศีรษะไปด้วย

อาการปวดท้องน้อยเรื้อรังพบมากในเพศหญิงมากกว่าเพศชายมาก ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะโครงสร้างทางร่างกายเอื้อต่อการเกิดความผิดปกติที่ทําให้เกิดอาการปวด และมีอวัยวะกับระบบการทํางานของร่างกายที่เอื้อให้เกิดอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังได้ โดยทั่วไปการปวดท้องน้อยเรื้อรังเป็นอาการปวดบริเวณเชิงกราน ท้องน้อยหรือ บริเวณใกล้เคียงเป็นระเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ผู้ป่วยจํานวนมากไม่สามารถประกอบภารกิจได้ตามปกติจากอาการปวด หลายคนต้องลาออกจากงาน เพราะเมื่อมีอาการปวดไม่สามารถบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวดทั่วไป ทําให้คนป่วยบางรายมีความผิดปกติทางจิตติดตามมา เช่นมีอาการซึมเศร้าหรืออารมณ์แปรปรวน

อาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง มีลักษณะแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ คือ พยาธิสภาพ ของอวัยวะที่ทําให้เกิดอาการปวด เช่น หากเป็นอวัยวะระบบสืบพันธุ์สตรี เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อาจมีอาการปวดมากหรือ น้อยตามวงรอบของฮอร์โมนเหมือนการปวดประจําเดือน แต่จะปวดรุนแรงกว่า หากอาการปวดเกี่ยวข้องกับกระเพาะปัสสาวะจะเกี่ยวข้องกับการถ่ายปัสสาวะหรืออั้นปัสสาวะ ผู้ป่วยจะถ่ายปัสสาวะบ่อย และปวดมาก ในบางรายถ่ายปัสสาวะวันละ 40-50 ครั้ง หากอาการปวดจากลําไส้ก็อาจมีความผิดปกติในการขับถ่ายอุจจาระ หรือหากปวดจากกล้ามเนื้อก็อาจปวดตามแนวกล้ามเนื้อนั้นๆ

จะเห็นได้ว่าอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากหลายสาเหตุ อาการที่พบบ่อย คือ กระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบรุนแรง ซึ่งการอักเสบนี้ ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเหมือนการอักเสบทั่วไป แต่เกิดจากการที่น้ําปัสสาวะซึมผ่านสู่ชั้นกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ โดยปกติกระเพาะปัสสาวะจะมีเยื่อบางๆ หุ้มอยู่เพื่อป้องกันไม่ให้ปัสสาวะซึมสู่ผนังกระเพาะปัสสาวะ เพราะเกลือแร่ต่างๆ ในปัสสาวะจะก่อให้เกิดปฏิกิริยารุนแรงมาก ทําให้เกิดอาการปวด อาการปวดจากสาเหตุนี้มักจะมีอาการปัสสาวะบ่อยร่วมด้วย โดยจะปวดมากเมื่ออั้นปัสสาวะ และทุเลาลงมื่อถ่ายปัสสาวะเสร็จ

อาการปวดท้องน้อยเรื้อรังยังเกิดได้จากสาเหตุอื่นอีก เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือมีเยื่อบุโพรงมดลูกมาเกาะนอกมดลูกบริเวณเชิงกราน ทําให้มีอาการปวด เพราะมีการคั่งของเยื่อบุ ซึ่งเกี่ยวข้องกับวงรอบของฮอร์โมน นอกจากนี้ อาการปวดยังเกิดได้จากสาเหตุอื่นๆ เช่น การอักเสบของลําไส้ใหญ่ กล้ามเนื้อเชิงกราน อักเสบ ข้อต่อต่างๆ บริเวณเชิงกรานอักเสบ หรือแม้แต่ก้อนนิ่วบริเวณท่อไตส่วนล่างก็ทําให้มีอาการปวดร้าวลงมา ที่เชิงกรานและท้องน้อยได้

วิธีการวินิจฉัยภาวะปวดท้องน้อยเรื้อรัง แพทย์จะวินิจฉัยจากประวัติของผู้ป่วยตั้งแต่เริ่มมีอาการและผล จากการรักษาก่อนหน้า เพราะอาจมีผลข้างเคียงหรือเกี่ยวข้องกับอาการในปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยให้แพทย์วินิจฉัยง่ายขึ้นและช่วยให้รักษาอาการได้จริง ผู้ป่วยจึงควรให้ความสําคัญกับคําถามของแพทย์ซึ่งผู้ป่วย ควรจะทบทวนและลําดับเหตุการณ์ให้ดีก่อน อาทิ อาการปวดเริ่มจากบริเวณใด ร้าวไปทางไหน มีกิจกรรม หรือเหตุการณ์อะไรทําให้ปวดมาก อาการปวดเกี่ยวข้องกับรอบเดือนหรือไม่ การเดินการก้าวขาทําให้ปวดมากขึ้นหรือไม่ ที่ผ่านมามีอะไรช่วยบรรเทาปวดบ้างหรือไม่ รับประทานอาหาร อะไรแล้วทําให้ปวดมากขึ้น

แพทย์จะทําการตรวจร่างกายโดยละเอียด โดยตรวจทางทวารหนักเพื่อสํารวจหาจุดปวด ตรวจเอกซเรย์อัลตราซาวด์ ตรวจปัสสาวะและส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ หลังจากนั้นจะรวบรวมผลต่างๆ แล้ววินิจฉัย เพื่อให้การรักษาให้ถูกจุด เช่น หากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ก็จะให้การรักษาทางฮอร์โมน หากพบว่ากระเพาะปัสสาวะมีการอักเสบรุนแรงก็จะให้ยาระงับอาการปวดร่วมกับการใส่ยาในกระเพาะปัสสาวะ

สิ่งที่ผู้ป่วยสามารถช่วยแพทย์ได้ คือต้องสังเกตว่ามีเหตุใดกระตุ้นให้มีอาการปวดรุนแรง โดยเฉพาะกรณีที่ปวดจากความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งต้องหลีกเลี่ยงอาหารหลายชนิดที่ทําให้ปัสสาวะมีความเป็นกรดสูง เช่น เนย สารปรุงรส อาหารรสจัด สุดท้าย อย่าเปลี่ยนแพทย์ผู้รักษาเร็วเกินไป เพราะหลายโรคไม่สามารถ รักษาหายในเร็ววัน โรคบางชนิดอาจจะไม่มียารักษาโดยเฉพาะ แต่สามารถแก้ปัญหาจนอาการปวดลุล่วงได้ และในบางรายอาจต้องใช้การผ่าตัด ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังและยังไม่ได้พบแพทย์เฉพาะด้าน จึงควรมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษาที่ถูกต้องอย่าทนจนเกิดอาการแทรกซ้อนที่ยากต่อการรักษา

ศ.นพ.วชิร คชการ
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

 

ที่มา : ไทยรัฐ 28 กุมภาพันธ์ 2557

Advertisements

กินอาหารลดอาการ”ปวดท้องน้อย”

สาว ๆ หลายคนเวลามีประจำเดือน เลือดออกมาก มีอาการปวดท้องน้อย บางคนถึงขั้นต้องพึ่งยากิน หรือยาฉีด จึงเกิดคำถามว่านอกจากยาแล้วมีอาหารประเภทใดที่มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดได้บ้าง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานา ชาติ บอกว่า อาหารเสริม มีดังนี้

1. แมกนีเซียม ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและเคมีปวดในร่างกายสตรีให้ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดภายในได้

2. เคอร์คิวมินอยด์ สารต้านอักเสบที่ได้จากขมิ้นชันกินเป็นเม็ดแคปซูลหรือกินแบบสดจากอาหารก็ได้ ช่วยลดการอักเสบเจ็บปวดตามที่ต่าง ๆ ทำให้สบายตัวขึ้น

3. กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว มีอยู่มากใน น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกคำฝอย บริโภคโดยผ่านการปรุงอาหาร ไม่     ถึงกับต้องทานเป็นช้อน ให้เลือกใช้น้ำมันสลับกันไป

4. ดีเอชเอ อยู่ในปลาทะเล ปลาน้ำจืด กะปิ เนื้อสัตว์เลี้ยงตามธรรมชาติ ไข่ไก่ นมต่าง ๆ ดีเอชเอช่วยลดการอักเสบได้และทำให้สมองทำงานได้ดี มีผลต่ออารมณ์ด้วย

5. พฤกษฮอร์โมนและวิตามินดี จากถั่วเหลือง ไข่ไก่และชีส ให้รับประทานทั้งเต้าหู้ นมถั่วเหลืองและไข่ไก่ทุกวัน เพราะจะได้รับสารช่วยลดไขมันอักเสบและวิตามินดีช่วยอารมณ์ให้ไม่เซ็งจากอาการปวด

อาหารสด มีดังนี้

1. งาดำ ถั่วเหลืองและธัญพืช รับประทานงาดำประมาณวันละ 1-2 ช้อน กินข้าวสลับกับน้ำเต้าหู้วันละถุง ส่วนธัญพืชอื่น เช่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง อัลมอนด์ ถั่วลิสง บราซิลนัทหรือวอลนัทให้รับประทานสลับวันละ 1 กำมือ

2. บรอกโคลีกับมะเขือเทศ ดื่มน้ำบรอกโคลีหรือน้ำมะเขือเทศวันละ 1-2 แก้ว หรือรับประทานมะเขือเทศลูกเล็กวันละ 15 ลูก สำหรับมะเขือเทศนั้นสามารถรับประทานแบบแปรรูปแล้วได้ เช่น เป็นน้ำพริกอ่อง ส้มตำหรือซอสมะเขือเทศก็ได้

3. ใบบัวบก ดื่มน้ำสมุนไพรชนิดนี้วันละ 1 แก้วสลับกับน้ำมะเขือเทศจะช่วยลดอาการอักเสบได้เช่นเดียวกับการรับประทานอาหารเสริมพวกขมิ้นชัน หรืออาจหาใบบัวบกมารับประทานสดแกล้มกับน้ำพริกก็ได้

4. ขิง รับประทานเมนูขิงจัดให้มีสัก 1 มื้อต่อวัน เช่น ปลานึ่งขิง หมูผัดขิง เต้าฮวยน้ำขิง บัวลอยงาดำน้ำขิง เพราะขิงเป็นสมุนไพรที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้ดี ลดอาการปวดเกร็งท้องได้

5. ปลาและน้ำมันปลา ปลาต้องมีอยู่ในเมนูเช่นกัน เพื่อให้สะดวกขึ้นอาจเปลี่ยนเป็นน้ำมันปลาสักวันละ 1-2 เม็ดก็ได้ขึ้นอยู่กับความปวดรำคาญของอาการ การมีน้ำมันจากปลาช่วยจะผ่อนอาการไข้และอักเสบในผู้ที่มีอาการปวดท้องน้อยหรือเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ได้

เทคนิคการใช้ชีวิตเพื่อพิชิตปวดท้องน้อย คือ

1. หาผู้ร้ายให้เจอ การปวดท้องน้อย หรือเลือดออกประจำเดือนผิดปกติอาจเกิดได้จาก เยื่อบุมดลูกโตผิดที่ เยื่อบุมดลูกแทรกในเนื้อมดลูก ช็อกโกแลตซิสต์ เนื้องอกมดลูก หรือโรคอื่น ๆ เมื่อหาผู้ร้ายเจอแล้วจึงค่อยปฏิบัติ ต่อไป

2. อดบำบัด เป็นทางรักษาแบบธรรมชาติช่วยลดเคมีปวดและอักเสบ การอดในที่นี้คือให้รับประทานเฉพาะผักผลไม้ใน 1 วันถือเป็นการล้าง เคมีปวด โดยจัดเวลาสัก 1 วันต่อสัปดาห์รับประทานเฉพาะฝรั่งสด บรอกโคลีหรือแอปเปิ้ลกับน้ำเปล่าตลอดทั้งวันอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นได้

3. ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที จะช่วยปรับฮอร์โมนปวดได้ดี จะออกแบบโยคะก็ได้หรือเดินเร็ว แกว่งแขนแล้วปั่นจักรยานก็ได้ ขอให้เริ่มต้นอย่างสนุกโดยการเลือกออกแบบที่ชอบก่อนจะได้
ไม่เบื่อ

4. เลี่ยงรับประทานของหวานแอลกอฮอล์ ชาและกาแฟ ให้รับประทานอาหารที่แนะนำไว้ข้างต้นอย่างสม่ำเสมอ

5. อย่ารอจนปวดหนัก ให้เริ่มรับประทานยาลดปวดได้ โดยให้สังเกตสัญญาณเตือน แล้วรีบรับประทานดักเอาไว้ก่อนเนิ่น ๆ

ฟังคำแนะนำจาก นพ.กฤษดาแล้วก็ลองไปปฏิบัติดู เผื่อว่าจะช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนของสาว ๆ ได้อีกทางหนึ่งไม่มากก็น้อย.

นวพรรษ บุญชาญ

ที่มา :  เดลินิวส์  26 มกราคม 2556

จับสังเกตฉี่มีเลือดปนออกมาอาจเจอ “โรค”

dailynews130103_001การปัสสาวะเป็นกิจวัตรประจำวันที่ร่างกายใช้ระบายของเสียออกมา ในคนปกติที่ดูแลรักษาสุขภาพเป็นอย่างดี ดื่มน้ำสะอาดเพียงพอ ไม่ได้รับประทานยา สีของปัสสาวะจะใส แลดูเหมือนไม่มีสี หรือเป็นสีเหลืองอ่อนๆ

ถ้าจู่ๆ ปัสสาวะซึ่งเคยมีสีปกติดังที่กล่าว เกิดมีเลือดหรือลิ่มเลือดปนออกมาด้วย กรณีนี้ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรรีบปรึกษาแพทย์ ทว่าก่อนเข้าพบควรทบทวนสิ่งผิดปกติเพื่อเป็นข้อมูลให้แพทย์วินิจฉัยได้รวดเร็วขึ้น แถมยังช่วยสันนิษฐานต้นตอของความผิดปกติในเบื้องต้นได้ด้วย

สิ่งที่ควรคิดทบทวน เริ่มจากภาวะปัสสาวะมีเลือดปนนั้น มีอาการปวดร่วมด้วยหรือไม่ ถ้าปวดชายโครง ปวดท้องน้อยด้านซ้ายหรือขวา อาจเกี่ยวกับการอุดตันของท่อไตจากนิ่ว ลิ่มเลือด หรือเนื้องอก แต่หากปวดเสียวหรือปวดท้องน้อยหลังจากปัสสาวะ อาจมีการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะ

ต่อมาสังเกตช่วงเวลาของการมีสีเลือดขณะปัสสาวะ เพราะส่วนนี้อาจช่วยบ่งบอกตำแหน่งที่มีเลือดออกได้ เช่นปัสสาวะออกเป็นสีแดงในช่วงต้นแล้วจึงจางลง แพทย์มักนึกถึงสาเหตุจากท่อปัสสาวะ ส่วนผู้ที่มีปัสสาวะออกเป็นสีแดงตลอดช่วงปัสสาวะ อาจมีสาเหตุจากไต ท่อไต และกระเพาะปัสสาวะ กรณีปัสสาวะออกเป็นสีแดงเข้มตอนปลายมักสงสัยว่ามีต้นตอมาจากคอกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก หรือกระเพาะปัสสาวะ

ส่วนการมีลิ่มเลือดออกปนมากับปัสสาวะ ถ้าลิ่มเลือดออกเป็นก้อน จุดที่ผิดปกติมักมาจากกระเพาะปัสสาวะ ทว่าเลือดที่ออกมีลักษณะเป็นเส้นๆ ปัญหาอาจเกิดจากไต หรือท่อไต

นอกจากนี้ ยังควรนึกถึงประวัติการบาดเจ็บ หรือการออกกำลังกายหนัก ๆ ว่าเคยประสบมาก่อนหรือไม่ แม้กระทั่งผู้หญิงที่มักมีเลือดออกจากปัสสาวะซึ่งสัมพันธ์กับระยะรอบเดือน อาจสันนิษฐานได้ว่า มีเนื้องอกนอกมดลูกและเจริญเติบโตในทางเดินปัสสาวะ

ข้อมูลดังกล่าว เป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยในเบื้องต้นของแพทย์ ดังนั้น เมื่อรู้ตัวว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น ต้องใส่ใจสำรวจความเปลี่ยนแปลงอย่างละเอียดด้วย.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 3 มกราคม 2556

ลูกเนียง

dailynews121220_001เนียงเป็นไม้ต้นขนาดกลางสูง 10-15 เมตร เปลือกต้นสีเทาหรือน้ำตาลอ่อนปนเทา เรือนยอดเป็นพุ่มกลมใหญ่ ดอกสีขาว ขนาดเล็ก ออกเป็นช่อ ผลเป็นฝักแบนเป็นเกลียวไปทางเดียวกัน คล้ายรูปเกือกม้า ผิวสีน้ำตาลคล้ำหรือน้ำตาลอมม่วง เมล็ดมีลักษณะ คล้ายเมล็ดถั่ว 2 ฝา

ลูกเนียงหรือเมล็ดเนียงเป็นผักที่ นิยมรับประทานกัน โดยเฉพาะทางภาคใต้ซึ่งนิยมรับประทานเป็นผักสด ใช้ลูกอ่อนปอกเปลือกจิ้มน้ำพริก หรือรับประทานร่วมกับอาหารรสเผ็ด หรือบริโภคลูกเนียงเพาะ โดยการนำลูกเนียงแก่ไปเพาะในฟางจนเกิดต้นอ่อนงอก ลูกเนียงดอง หรือทำให้สุก โดยต้มหรือย่าง ลูกเนียงนับเป็นผักที่มีคุณค่าทาง อาหาร คือ มีโปรตีน 7.9 กรัมเปอร์เซ็นต์ คาร์โบไฮเดรต 36.2 กรัมเปอร์เซ็นต์ ไขมัน 0.2 กรัมเปอร์เซ็นต์ วิตามินบี 1 บี 2 วิตามินซี กรดโฟลิค และแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก มีกรดอะมิโน 18 ชนิด และมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบทั้ง 8 ชนิด โดยทั่วไปรับประทานลูกเนียงแล้วมักไม่เกิดอาการผิดปกติใด ๆ มีบางคนเท่านั้นที่รับประทานแล้วเกิดอาการพิษ

โดยสารที่ก่อให้เกิดอาการพิษในลูกเนียง คือ กรดเจ็งโคลิค ในลูกเนียง 1 กรัม จะมีกรดเจ็งโคลิค ประมาณ 93% ผู้แพ้เมื่อรับประทานไปแล้วมักเกิดอาการภายใน 2-14 ชม. เริ่มด้วยมีอาการปวดตามบริเวณขาหนีบ ปัสสาวะลำบาก ปวดปัสสาวะมาก บางรายไม่มีปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่นข้น บางคราวปัสสาวะเป็นเลือด บางรายมีอาการปวดท้องน้อย และปวดหลัง อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ความดันโลหิตสูง ซึ่งแก้ได้ด้วยการดื่มน้ำมาก ๆ และให้ร่างกายขับถ่ายออกมา.

 

ที่มา : เดลินิวส์ 20 ธันวาคม 2555

.

Related Article:

.

เนียง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Archidendron jiringa Nielsen
ชื่อพ้อง Pithecellobium lobatum Benth., P. jirniga (Jack) Prain ex King
วงศ์ : Fabaceae

ชื่ออื่นๆ : ขาวแดง คะเนียง ชะเนียง ชะเอียง เจ็งโกล ตานิงิน เนียง เนียงใหญ่ เนียงนก ผักหละต้น พะเนียง มะเนียง มะเนียงหย่อง ยิริงหรือยือริง ยินิกิง หย่อง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เนียงเป็นไม้ต้นขนาดกลาง สูง 10-15 ม. เปลือกต้นสีเทาหรือน้ำตาลอ่อนปนเทา เรือนยอดเป็นพุ่มกลมใหญ่ ดอกสีขาว ขนาดเล็ก ออกเป็นช่อ ผลเป็นฝักแบนเป็นเกลียวไปทางเดียวกัน คล้ายรูปเกือกม้า ผิวสีน้ำตาลคล้ำหรือน้ำตาลอมม่วง เมล็ดมีลักษณะ คล้ายเมล็ดถั่ว 2 ฝา

กริ๊ง…กริ๊ง…กริ๊ง “ ฮัลโหล…ฮัลโหล ” “ โทรจากศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาค่ะ ” เมื่อต้นเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เราได้รับแจ้งว่ามีผู้ป่วยชาวกะเหรี่ยงหลายคนมารักษาที่ รพ.ตาก ด้วยอาการปัสสาวะเป็นเลือด ไตวาย ซักประวัติได้ว่ารับประทานข้าวกับลูกเนียงดิบติดต่อกันหลายวัน ทำให้ย้อนนึกถึงเหตุการณ์เช่นนี้อีกหลายรายที่มีอาการพิษจากการรับประทานลูกเนียง

จริงๆ แล้วลูกเนียงหรือเมล็ดเนียง เป็นผักที่ นิยมรับประทานกัน โดยเฉพาะทางภาคใต้ของไทย เรา ซึ่งนิยมรับประทานเป็นผักสด ใช้ลูกอ่อนปอก เปลือกจิ้มน้ำพริก หรือรับประทานร่วมกับอาหารรส เผ็ด หรือบริโภคลูกเนียงเพาะ (นำลูกเนียงไปเพาะในฟางจนต้นอ่อนงอก) ลูกเนียงดอง หรือทำให้สุก โดยต้มหรือย่าง ลูกเนียงนับเป็นผักที่มีคุณค่าทาง อาหาร คือ มีโปรตีน 7.9 กรัม % คาร์โบไฮเดรท 36.2 กรัม % ไขมัน 0.2 กรัม % วิตามินบี 1 บี 2 วิตามินซี กรดโฟลิค และแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก มีกรดอะมิโน 18 ชนิด และมี กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบทั้ง 8 ชนิด โดย ทั่วไปคนส่วนมากรับประทานลูกเนียงแล้วมักไม่เกิด อาการผิดปกติใดๆ มีบางคนเท่านั้นที่รับประทานลูก เนียงแล้วเกิดอาการพิษ แม้แต่ในสัตว์ทดลองก็ให้ผล ผลแตกต่างกัน เช่น ในรายงานการวิจัยของ มงคล โมกขะสมิต ให้สุนัขกินลูกเนียงดิบ 8-9 ลูก/วัน พบ ว่าสุนัขมีปริมาณปัสสาวะ 24 ชม. ลดลงเล็กน้อย และไม่มีความเป็นพิษต่อไตของสุนัขเลย

 

สารที่ก่อให้เกิดอาการพิษ

      สารที่ก่อให้เกิดอาการพิษในลูกเนียง คือ djenkolic acid (กรดเจ็งโคลิค) ในลูกเนียง 1 กรัม จะมีกรดเจ็งโคลิค 15.86 ? 6.6 มก. ประมาณ 93 % ของกรดอยู่ในสภาพอิสระ และมีเพียง 7 % เท่านั้นที่รวมตัวกับโปรตีน สุวิทย์ อารีกุล และคณะ ได้กรอกหรือฉีดกรดเจ็งโคลิคในหนูถีบจักร พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของปัสสาวะ และพยาธิสภาพของไตเหมือนหนูถีบจักรที่ถูกกรอก ด้วย สารสกัดจากลูกเนียง

อาการเป็นพิษที่พบ

      มักเกิดอาการภายใน 2-14 ชม. ภายหลังรับประทาน เริ่มด้วยมีอาการปวดตามบริเวณขาหนีบ ปัสสาวะลำบาก ปวดปัสสาวะมาก บางรายไม่มีปัสสาวะ (anuria) ปัสสาวะขุ่นข้น บางคราวปัสสาวะเป็นเลือด บางรายมีอาการปวดท้องแบบ colic ปวดท้องน้อย และปวดหลัง อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ความดันโลหิตสูง

      จากรายงานการศึกษาความเป็นพิษของลูกเนียงของ สุวิทย์ อารีกุล และคณะ กรอกสารละลายของลูกเนียงที่สกัดด้วย 70 % เอทานอล ความเข้มข้น 100 ก./100 ซีซี (มีกรดเจ็งโคลิคประมาณ 5 มก./ซีซี) ในหนูถีบจักร 22 ตัวๆละ 1 ซีซี หนูขาว 9 ตัวๆละ 6 ซีซี และลิงวอก 5 ตัวๆละ 15 ซีซี พบว่าปริมาณปัสสาวะในสัตว์ทดลองทั้ง 3 ชนิดลดลง ปัสสาวะขุ่นข้น มีเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว epithelial cell , albumin และ amorphous particles เพิ่มขึ้นกว่าปกติ ความถ่วงจำเพาะของปัสสาวะของลิงลดลง ปัสสาวะของหนูถีบจักรตัวหนึ่งมีผลึกรูปเข็มจำนวนมากในวันที่ 3 ภายหลังได้สารสกัด ผลการตรวจชิ้นเนื้อในสัตว์ทดลอง พบว่าเกิด acute tubular necrosis และมีบางส่วนของ glomeruli cell necrosis ร่วมด้วย และมีผู้ศึกษาความเป็นพิษของลูกเนียง พบว่าเป็นพิษต่อไต


ตัวอย่างผู้ป่วย

  ตัวอย่างที่ 1 ชายท่านหนึ่ง จม.ถามมาที่สำนักงานข้อมูลสมุนไพร มีประวัติว่ารับประทานลูกเนียงเข้าไปประมาณ 10 ลูก มีอาการปัสสาวะไม่ค่อยออก ปวดท้องน้อยและหลัง แต่หลังจากนอนพัก 4-5 วัน อาการก็หายไป
ตัวอย่างที่ 2-8 เป็นรายงานผู้ป่วยฝ่ายอายุรกรรม รพ.ยะลา ตั้งแต่ปี 2525-2528 โดย ยุทธิชัย เกษตรเจริญ และคณะ
  ตัวอย่างที่ 2 ผู้ป่วยชาย อายุ 32 ปี รับประทานลูกเนียง มีอาการปัสสาวะไม่ออก และปวดท้องน้อยร้าวไปข้างหลัง ผลตรวจ vital sign และผลตรวจเลือดปกติ ผลตรวจปัสสาวะพบ ความถ่วงจำเพาะ 1.007 , albumin 1+ , RBC 300 cell/HP2 , BUN / Cr 10 / 1.7 , plain KUB ปกติ ได้รับการรักษาโดยให้น้ำเกลือ , NaHCO3 และ lasix ทางหลอดเลือด และสวนปัสสาวะ พักรักษาอยู่ รพ. 3 วัน จึงกลับบ้านได้
  ตัวอย่างที่ 3 ผู้ป่วยหญิงอายุ 44 ปี รับประทานลูกเนียง 10+ ลูก มีอาการปัสสาวะไม่ออก และปวดท้องน้อยร้าวไปข้างหลัง ผลตรวจ vital sign และผลตรวจเลือดปกติ ผลตรวจปัสสาวะพบ ความถ่วงจำเพาะ 1.013 , albumin 1+ , RBC 300 cell/HP2 , BUN / Cr 14 / 1.0 , plain KUB ปกติ ได้รับการรักษาโดยให้น้ำเกลือ , NaHCO3 และ lasix ทางหลอดเลือด ให้ยาคลายกล้ามเนื้อ และโซดา-มินต์
  ตัวอย่างที่ 4 ผู้ป่วยชาย อายุ 24 ปี รับประทานลูกเนียง มีอาการปัสสาวะกะปริดกะปรอย มีเลือดปน และปวดท้องน้อยร้าวไปข้างหลัง ผลตรวจ vital sign และผลตรวจเลือดปกติ ผลตรวจปัสสาวะพบ ความถ่วงจำเพาะ 1.013 , albumin 1+ , RBC 150-200 cell/HP2 , WBC 4-7 cell/HP2 , BUN / Cr 33 / 3.3 , plain KUB ปกติ ได้รับการรักษาโดยให้น้ำเกลือ และ lasix ทางหลอดเลือด ให้ยาคลายกล้ามเนื้อเข้ากล้าม และยาปฏิชีวนะ พักรักษาอยู่ รพ. 5 วัน จึงกลับบ้านได้
  ตัวอย่างที่ 5 ผู้ป่วยชาย อายุ 45 ปี รับประทานลูกเนียงมาก มีอาการถ่ายปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะมีเลือดปน และปวดที่หัวหน่าวร้าวไปหลัง ผลตรวจ vital sign และผลตรวจเลือดปกติ ผลตรวจปัสสาวะพบ ความถ่วงจำเพาะ 1.030 , albumin 4+ , RBC 50-100 cell/HP2 , plain KUB ปกติ ได้รับการรักษาโดยสวนปัสสาวะที่ห้องฉุกเฉิน ได้ปัสสาวะ 2-3 ลบ.ซม. ให้ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาปฏิชีวนะ และโซดามินต์
  ตัวอย่างที่ 6 ผู้ป่วยหญิง อายุ 45 ปี รับประทานลูกเนียง มีอาการปัสสาวะกะปริดกะปรอย และปวดที่ท้องน้อย ผลตรวจเลือดปกติ ความดันโลหิตสูง ผลตรวจปัสสาวะพบ ความถ่วงจำเพาะ 1.020, RBC 100-150 cell/HP2 ได้รับการรักษาโดยให้ lasix ทางหลอดเลือด ยาคลายกล้ามเนื้อเข้ากล้าม และยาลดความดันโลหิต พักรักษาอยู่ รพ. 3 วัน จึงกลับบ้านได้
  ตัวอย่างที่ 7 ผู้ป่วยชาย อายุ 44 ปี รับประทานลูกเนียง มีอาการปัสสาวะไม่ออก ผลตรวจ vital sign และผลตรวจเลือดปกติ ผลตรวจปัสสาวะพบ ความถ่วงจำเพาะ 1.030 , albumin 1+ , RBC 0 cell/HP2 , WBC 3-5 cell/HP2 , cast : granular ได้รับการรักษาโดยให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด และยาคลายกล้ามเนื้อ พักรักษาอยู่ รพ. 2 วัน จึงกลับบ้านได้
  ตัวอย่างที่ 8 ผู้ป่วยชาย อายุ 14 ปี รับประทานลูกเนียงสด 10 ลูก มีอาการปัสสาวะไม่ค่อยออกมา 4 วัน ปัสสาวะขัด ปวดที่ท้องน้อยและกลางหลังมาก ต่อมาไม่มีปัสสาวะเลย และปวดที่กลางหลังมากขึ้น ผลตรวจ vital sign และผลตรวจเลือดปกติ ปวดและกดเจ็บที่บริเวณ costovertebral angle ทั้ง 2 ข้าง มี anuria , BUN / Cr สูง (82 / 9.0) มีอาการ uremia (ท้องอืด คลื่นไส้ และอาเจียน) ได้ทำ peritonial dialysis ภายหลังทำ 4-5 dialysates ผู้ป่วยปัสสาวะดี สังเกตอาการระยะหนึ่งเห็นว่าปัสสาวะยังออกดี จึงหยุดการ dialysis หลังทำ peritoneal dialysis ตรวจปัสสาวะพบ ความถ่วงจำเพาะ 1.008 , RBC 5-10 cell/HP2 , WBC 10-20 cell/HP2 , BUN / Cr 73 / 8.3 – 12 / 0.9 ภายในเวลา 4 วัน , plain KUB ปกติ ได้รับการรักษาแบบ acute renal failure ให้โซดามินต์ทางปาก และ NaHCO3 ทางหลอดเลือด 100-150 มก. พักรักษาอยู่ รพ. 8 วัน จึงกลับบ้านได้
  ตัวอย่างที่ 9 จากรายงานของ นพ. สุวิทย์ อารีกุล พบผู้ป่วยชาย อายุ 38 ปี ให้ประวัติว่ารับ-ประทานลูกเนียงเผา 3 ลูก ตอนเที่ยง ประมาณ 5 ทุ่ม ถ่ายปัสสาวะขุ่นข้นและขาวเหมือนน้ำนม ต่อมาปัสสาวะเป็นเลือด ปวดท้องและปวดหลังอย่างรุนแรง ผู้ป่วยให้ประวัติว่าเคยรับประทานลูกเนียงมาหลายครั้งแล้ว ไม่เคยมีอาการเช่นนี้มาก่อน ทุกคนในครอบครัวรับประทานลูกเนียงด้วยกันในตอนกลางวันแต่ปกติดีทุกคน ผู้ป่วยมาโรงพยาบาลในตอนเช้า ปัสสาวะออกน้อยและปวดมาก เวลาเบ่งปัสสาวะมีเหงื่อออกมาก แต่ไม่มีไข้ ปวดท้องมากเป็นพักๆ เมื่อฉีดมอร์ฟีนอาการปวดทุเลาลง ผู้ป่วยอาเจียนและท้องเดิน ปัสสาวะมีปริมาณปกติ แต่มีเลือดออกมาด้วย อาการต่างๆค่อยดีขึ้นในวันที่ 2 ที่อยู่ รพ. แต่ยังปัสสาวะมีเลือดออกอีกนานถึง 6 วัน จึงกลับบ้านได้

การรักษา

ยังไม่มีการรักษาที่จำเพาะ ส่วนใหญ่ใช้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ
1. ดื่มน้ำมากๆ เพื่อจะได้ละลายผลึกที่ตกค้าง และขับออกมาทางท่อปัสสาวะ
2. รักษาตามอาการ ถ้าปวดมากให้ยาคลายกล้ามเนื้อ
3. ทำให้ปัสสาวะเป็นด่าง โดยให้รับประทานโซดามินต์ หรือให้ NaHCO3 ทางหลอดเลือด เพราะผลึกของกรดเจ็งโคลิคละลายได้ดีในสารละลายที่เป็นด่าง นพ. ยุทธิชัย เกษตรเจริญ และคณะ ได้สรุปรายงานการรักษาว่า ถ้าใช้การรับประทานแต่โซดามินต์อย่างเดียวจะไม่สะดวก เพราะต้องรับประทานในขนาด 32 มก./วัน จึงจะเปลี่ยน pH ของปัสสาวะตามต้องการได้ ดังนั้นอาจให้ NaHCO3 100 มล. ทางหลอดเลือด และโซดามินต์ทางปาก 3 เม็ด 4 เวลา มักได้ผลภายในเวลาประมาณ 4-12 ชม.
4. ตรวจ BUN และ Creatinine เพื่อประกอบการพิจารณาทำ dialysis ถ้าจำเป็น
5. การพิจารณาทำ plain KUB และ IVP ควรพิจารณาเป็นรายๆไป
การให้ยาขับปัสสาวะ นพ.ยุทธิชัย เกษตรเจริญ และคณะ รายงานว่าไม่ค่อยแน่ใจในเรื่องประโยชน์ เนื่องจากทดลองในผู้ป่วย 2 ราย โดยให้ lasix ทางหลอดเลือด 20-80 มก. พบว่าทำให้ปวดหลังมากขึ้น และจากการที่กรดเจ็งโคลิคทำให้เกิดเป็นก้อนนิ่วในไต การให้ lasix อาจเป็นผลเสียมากกว่าดี

การลดพิษของลูกเนียง

1. การลดพิษแบบชาวบ้าน ทำง่ายๆ 2 วิธี คือ
1.1 เอาลูกเนียงมาผ่าแล้วแผ่เป็นแผ่นบางๆ ตากแดดก่อนรับประทาน
1.2 เอาลูกเนียงฝังทรายจนกระทั่งมีหน่อ ตัดหน่อทิ้งแล้วจึงรับประทาน
2. จากการศึกษาของ สุวิทย์ อารีกุล และคณะ พบว่า ต้มลูกเนียงในน้ำ หรือ 5 % HCl หรือ
5 % NaHCO3 (โซเดียมไบคาร์บอเนต) นาน 10 นาที กรดเจ็งโคลิคในลูกเนียงจะเหลือ 30-32 % ถ้าต้มต่อไปใน 5 % NaHCO3 อีก 10 นาที กรดเจ็งโคลิคในลูกเนียงจะเหลือ 14 %
ดังนั้น ผู้ที่จะรับประทานลูกเนียง ถึงแม้ว่าจะไม่เคยมีอาการพิษมาก่อนก็ตาม ถ้าจะให้ปลอดภัยก็น่าจะทำการลดพิษของลูกเนียงลงก่อนที่จะรับประทาน

เอกสารอ้างอิง

ที่มา: http://www.medplant.mahidol.ac.th/tpex/poison/lukniang.htm

กินของหมักดองเสี่ยงต่อสุขภาพหญิง

ของหมักดองกับผู้หญิงดูเหมือนจะจี๊ดจ๊าดเป็นของคู่กัน แต่คุณผู้หญิงน่าจะเรียนรู้ว่า การรับประทานของดองส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนๆ แบบนี้ยิ่งต้องระวัง

รายงานข่าวระบุอันตรายจากการกินของดองสำหรับคุณผู้หญิงที่ควรระวังว่า ได้แก่
1.ปวดท้องน้อย จะปวดเวลาที่เราใกล้จะมีประจำเดือนมากหรือช่วงมีประจำเดือน 1-2 วันแรกปวดมากผิดปกติ (คือ ถึงกินยาแก้ปวดก็ไม่หายหรือทุเลาแค่นิดหน่อย)
2.มีตกขาวมากกว่าปกติ หรือขุ่นเหลือง-เขียว และมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ออกมาด้วย
3.คันยิบๆ ตลอดที่จุดซ่อนเร้น เวลาที่มีตกขาวออกมาเยอะ (เนื่องจากตกขาวของคุณเกิดอาการอักเสบ)

ถ้าหากใครมีอาการเริ่มต้นดังต่อไปนี้ แนะนำว่าควรไปตรวจที่แผนกสูติฯ ตามโรงพยาบาลต่างๆ ทันที ไม่ว่าจะเป็นการตรวจภายใน อัลตราซาวด์ ตรวจมะเร็งปากมดลูก ตกขาว ช็อกโกแลตซีสต์ ถ้าอายุน้อยๆ ควรตรวจตั้งแต่แรกจะดีมาก ถ้าบางคนไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนก็บอกหมอได้ เพื่อป้องกันสุขภาพของคุณๆ ไว้ก่อน แต่ทางที่ดีคุณควรจะงดทานของดองไปตลอด หรือหลีกเลี่ยงได้ควรหลีกเลี่ยง แล้วสุขภาพของคุณจะดีขึ้นมากๆ และจะไม่ปวดท้องน้อยเนื่องจากอาการอักเสบของมดลูกอีกเลย เพราะอาการดังกล่าวอาจจะก่อให้เกิดโรคที่คุณผู้หญิงทั้งหลายไม่รู้ก็ได้.

ที่มา: ไทยโพสต์ 23 พฤษภาคม 2555