บริโภคอาหารอย่างระวัง เชื้อโรคไม่ถามหา

dailynews140927_01การบริโภคอาหารหลากหลาย ถูกสุขลักษณะนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ห่างไกลสารพัดโรคภัยได้ แต่มักเป็นสิ่งที่เรามักมองข้ามและละเลยกันเป็นส่วนใหญ่

อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบกับอีกหลากหลายเมนูที่ชื่นชอบรับประทานนั้น บ่อยครั้งทีเดียวที่จะมีข่าวความเคลื่อนไหวให้ติดตามถึงความอันตรายการเจ็บป่วยรุนแรง ทั้งอาการอาหารเป็นพิษ ท้องร่วง ท้องเสีย อีกทั้งการบริโภคอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ ยังมีความเสี่ยงต่อโรคพยาธิต่าง ๆ โดยบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงชีวิตและยิ่งฤดูร้อนอากาศอบอ้าวที่เริ่มสัมผัสได้นั้นยังมีความเสี่ยงต่อโรคทางเดินอาหารอีกด้วย ฉะนั้น การบริโภคอาหารให้ถูกสุขอนามัย ปรุงสุกสะอาดสดใหม่ รู้และเข้าใจในวิธีการเก็บรักษาอาหารถือเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างเสริมสุขภาพให้หลีกไกลจากความเจ็บป่วย

ส่วนโรคที่เกิดจากการติดเชื้อทางอาหารมีทั้งเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย รวมทั้งสารพิษที่สร้างจากเชื้อเหล่านี้ อย่างที่พบบ่อย ๆ เช่น เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้มีไข้ ท้องเสีย ปวดท้อง เชื้อโรคเหล่านี้พบได้ในลำไส้ของสัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อีกทั้งในอาหารทะเลจำพวกหอยหลายชนิด ดังนั้น หากนำมารับประทานโดยไม่ทำให้สุกดี ไม่สะอาด ก็จะมีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสเข้าไปในร่างกาย

เมื่อรับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุกเข้าไป ร่างกายก็มีโอกาสจะได้รับเชื้อเข้าไปด้วย ส่วนมากแล้วเชื้อจะเข้าไปฟักตัวเป็นชั่วโมงหรือทั้งวัน ขึ้นอยู่กับจำนวนเชื้อที่ได้รับเข้าไปในร่างกาย ความรุนแรงของเชื้อโรคนั้น ๆ ขึ้นอยู่กับสภาวะของคนไข้ที่รับเชื้อเข้าไป อย่างเช่น เด็ก ผู้สูงอายุ สตรีตั้งครรภ์ มีโอกาสเป็นรุนแรงมากกว่าคนปกติเป็นเท่าตัว อีกทั้งผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ อย่างผู้ที่เป็นมะเร็งหรือเป็นโรคเลือด ก็มีโอกาสเป็นได้มากกว่าคนปกติ

สำหรับอาการที่ปรากฏจะคล้ายกันในผู้ที่ได้รับเชื้อโรคเข้าไปคือ ปวดท้อง มีไข้ ท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน ส่วนมากเชื้อพวกนี้มักจะหายเองได้ใน 3-4 วัน ยกเว้นแต่ในรายที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอาจจะเสียน้ำ เสียเกลือแร่ หรืออาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็เป็นได้

การดูแลสุขภาพที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรรับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุก หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ อย่างในต่างประเทศอาหารสุกจะมีแท่งวัดอุณหภูมิปักลงไปในเนื้ออุณหภูมิต้องมากกว่า 78 องศาเซลเซียส จึงจะปลอดภัย ขณะที่ด้านนอกต้องมากกว่า 100 องศาเซลเซียส และก่อนการปรุงอาหารต้องล้างให้สะอาดเป็นพิเศษ ทั้งเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ ในการล้างก็ต้องล้างแยกกัน ไม่ปะปนกัน การใช้เขียง ใช้มีดหั่นแล้วก็ต้องล้างทำความสะอาดทุกครั้ง

อาหารที่ปรุงสุกแล้วนั้นเมื่อตั้งให้เย็นแล้วควรเก็บใส่ตู้เย็นภายใน 3 ชั่วโมง หากตั้งวางเอาไว้เชื้อโรคอาจจะมีการเพิ่มจำนวนหรืออาจจะสร้างสารพิษขึ้นมาในช่วงนั้นได้ การเก็บรักษาควรแยกเป็นภาชนะเล็ก ๆ จะช่วยให้เย็นเร็วยิ่งขึ้น การรับประทานก็ควรนำมาอุ่นก่อน ซึ่งการอุ่นอาหารควรทำให้เดือดไม่ใช่แค่ทำให้ร้อนเฉย ๆ ส่วนพวกผัก ผลไม้ ควรล้างให้น้ำไหลผ่านชะล้างเชื้อโรคให้ดีก่อน

นอกจากเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่มากับอาหารที่ปรุงไม่สุกแล้วนั้น พยาธิที่อยู่ในดินที่ติดมากับสัตว์และผัก รวมทั้งหากสัมผัสขุดจับดินที่มีพยาธิโดยไม่ล้างมือให้สะอาดให้ดีแล้วนั้น ก็อาจจะติดเข้าไปในร่างกายของเรา ติดกับอาหารที่รับประทานได้ อย่างเช่น พยาธิกล้ามเนื้อ หากเข้าสู่ร่างกายจะไปฝังตามกล้ามเนื้อในร่างกายของเรา พวกนี้ติดมากับพวกหมู กระรอก หนู กระแต เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีพวกพยาธิตัวจี๊ด ซึ่งจะไชเข้าไปตามผิวหนังของเรา แล้วจะมีอาการคันตามเนื้อตามตัว ซึ่งพวกนี้จะอยู่ในพวกไรน้ำ ซึ่งปลา กุ้ง ปู จะกินไรน้ำพวกนี้เข้าไปและหากกินกุ้งสุก ๆ ดิบ ๆ ปลาดุก ปลาช่อน ปลาไหล เขียด กบ ฯลฯ ที่ปรุงไม่สุกดีพอนั้นก็จะมีโอกาสที่พยาธิเข้าไปในร่างกายของเราได้ ซึ่งพยาธิใบไม้ในตับนั้น ส่วนใหญ่พบทางอีสานอยู่ในพวกหอย ปลา ที่นำมาทำปลาร้า ปลาส้ม ปลาก้อย พอไม่สุกเมื่อนำมาทานพยาธิพวกนี้ก็จะไปอยู่ที่ทางเดินน้ำดี เป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งทางท่อน้ำดี อาการที่พบก็จะมีตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งถึงตอนนั้นอาจจะช้าเกินการรักษาได้

การทำให้สุกสะอาดจึงเป็นการตัดวงจรก่อนเกิดโรคซึ่งโดยมากคนเรานั้นมักละเลยมองข้ามกันไป บางคนอาจโชคดีก็ไม่เกิดอะไรก็ได้ แต่บางคนที่โชคร้ายหลีกไม่พ้นความเจ็บป่วยเกิดขึ้นมา ส่วนในความรุนแรงของเชื้อโรคตัวนั้นขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคนที่ได้รับเชื้อเข้าไป เชื้อแต่ละชนิดมีความรุนแรงแตกต่างกัน แต่ที่ดีที่สุดควรเลี่ยงอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ซึ่งบางคนอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็เป็นได้

อย่างที่กล่าวมานั้นการปรุงไม่สุกหากทิ้งไว้ข้างนอกนาน ๆ เชื้อโรคต่าง ๆ ก็จะเจริญเติบโต ในคำว่า สุก หากเป็นอาหารประเภท แกง ต้องเดือดอย่างน้อย 5 นาที เป็นอย่างต่ำ ขณะที่อาหารจำพวกปิ้งย่างก็ไม่ควรที่จะมีเนื้อแดงและในการสังเกตดูแลตนเองหากเกิดการท้องเสีย อาเจียนต่อเนื่อง มีไข้ขึ้น ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ แต่ที่เป็นอันตรายระยะยาวต่างจากพวกแบคทีเรีย ไวรัส หากเป็นพวกพยาธิส่วนใหญ่จะเข้าไปอยู่ในตัวจนกระทั่งแพร่กระจายจะรบกวนการทำงานของร่างกายของเรา ส่วนพยาธิตัวกลมชนิดอื่นมักจะเข้าไปอาศัยอยู่ในลำไส้ทำให้เป็นโรคขาดสารอาหาร เป็นโรคท้องเสียเรื้อรังได้

ก่อนที่จะสายเกินแก้ไขการรู้เข้าใจในการบริโภคอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญและเมื่อทราบถึงอันตรายการบริโภคอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ จึงควรเพิ่มความระมัดระวังในการรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้น และไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทใดก็ตามการปรุงสุกสะอาดเข้าไว้ก่อน ล้วนแต่จะช่วยสร้างความปลอดภัยส่งผลดีต่อสุขภาพของคุณเองได้.

นพ.ปริย พรรณเชษฐ์
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 27 กันยายน 2557

Advertisements

ปวดท้องแค่รำคาญ!!? ปล่อยไว้นานๆ ก็แค่ตาย โดย ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

posttoday140920_01สัญญาณการเจ็บป่วยไม่ถึงขั้นรุนแรง บางครั้งแสดงอาการปวดเพียงก่อให้เกิดความรำคาญ ซึ่งพบได้บ่อยใน “โรคระบบทางเดินอาหาร” หลายครั้งที่คนไข้ปล่อยให้ร่างกายบรรเทาความเจ็บปวดด้วยตัวเอง เพิกเฉยต่อการรักษา หนักเข้านำไปสู่ความชินชาในที่สุด แน่นอนว่าระยะแรกคงไม่เป็นอะไรมากนักทว่าหากปล่อยเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนำซ้ำพบอาการแทรกซ้อนจนเรื้อรัง ที่สุดแล้วจะนำมาซึ่งผลร้ายต่อร่างกายอย่างฉับพลัน และนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้

นพ.ยุทธนา ศตวรรษธำรง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ในฐานะผู้ก่อตั้งสมาคมแพทย์ส่องกล้องทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย อธิบายว่า ทุกวันนี้วิถีชีวิตของผู้คนเร่งรีบจนละเลยที่จะใส่ใจในเรื่องโภชนาการและขาดวินัยในการกิน รวมทั้งภาวะความเครียดที่สะสม ทำให้มีแนวโน้มของผู้ป่วยในโรคเกี่ยวกับ “ระบบทางเดินอาหาร” เพิ่มมากขึ้น ที่พบมากอย่างมีนัยสำคัญ คือ โรคกระเพาะอาหารและกรดไหลย้อน

นพ.ยุทธนา อธิบายต่อว่า คนส่วนใหญ่มักมองข้ามอาหารมื้อเช้า หรือถ้ากินก็ไม่เป็นเวลา ขณะที่ร่างกายมนุษย์มีการเซตระบบในการกินอาหารแต่ละมื้อตรงตามเวลา ตั้งแต่แปดโมงเช้า เที่ยงวันถึงบ่ายสองโมง และอีกครั้งช่วงหกโมงถึงหนึ่งทุ่ม ในช่วงเวลาเหล่านั้นจะมีกรดในกระเพาะที่หลั่งออกมาเพื่อย่อยอาหาร

ดังนั้น เมื่อถึงเวลาแล้วไม่มีอาหารลงไปในกระเพาะ กรดก็จะทำการย่อยตัวกระเพาะอาหารเอง และเป็นสาเหตุของโรคกระเพาะอย่างที่รู้กัน และยิ่งใครที่มีความเครียดมาก กรดก็จะหลั่งออกมามากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่กินยาแก้ปวดในขณะท้องว่างเป็นประจำ ฤทธิ์ยาก็จะเข้าไปกัดกระเพาะ

กรดไหลย้อนก็เป็นโรคที่พบบ่อยมาก เพราะนิสัยของคนส่วนใหญ่ที่หลังกินอาหารเสร็จแล้วจะนั่งๆ นอนๆ อยู่นิ่งๆ อาหารจึงค้างอยู่ในกระเพาะไม่ย่อย และไม่เคลื่อนสู่ลำไส้เล็ก หรือบางคนทำงานหนักตลอดทั้งวัน ได้กินอาหารไม่เต็มที่ พอถึงมื้อเย็นก็รวบกินมื้อใหญ่ทีเดียว หรือพวกชอบกินอาหารที่มันมากๆ พวกนี้ทำให้ย่อยยาก แล้วเมื่ออาหารค้างอยู่ในกระเพาะมันก็จะอืดพอง และหาทางออก กรดที่อยู่ในกระเพาะอาหารจึงไหลย้อนขึ้นมาทางหลอดอาหาร ส่งผลให้รู้สึกจุก แน่น ปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าอกไปถึงลิ้นปี่ เปรี้ยวหรือขมในคอ” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ ระบุ

สำหรับโรคกระเพาะและกรดไหลย้อนเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่หากปล่อยให้อาการเรื้อรังไม่รักษา ผลที่ตามมาจะทำให้เกิดแผลอักเสบในกระเพาะ หรือในหลอดอาหาร มีภาวะหลอดอาหารตีบ และในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดคือเซลล์ภายในหลอดอาหารอาจเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่มีอาการของกรดไหลย้อนเรื้อรัง มีอายุเกิน 40 ปี มีอาการน้ำหนักลด

“ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมาก หรือมีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็ง ก็ต้องเข้ารับการตรวจด้วยวิธีส่องกล้อง Endoscopy ซึ่งเป็นกล้องขนาดประมาณ 9 มิลลิเมตร ที่จะส่งผ่านเข้าทางปาก เข้าไปในหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น และสามารถบันทึกภาพและเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อมาตรวจอย่างละเอียดได้ในคราวเดียว” คุณหมอยุทธนา ฉายภาพการรักษา

ทั้งนี้ ผลการรักษาแพทย์จะสามารถเห็นภาพที่ให้รายละเอียดในแต่ละบริเวณออกมาได้อย่างชัดเจนแม่นยำ ว่าคนไข้มีแผลหรือไม่ หรือเป็นเพียงการอักเสบธรรมดา รวมถึงสามารถตัดชิ้นเนื้อมาตรวจหาแบคทีเรีย Helicobacter Pylori   หรือดูในหลอดอาหารได้ว่ามีลักษณะของกรดไหลย้อนมากน้อยเท่าใด หรือในตนไข้ที่สงสัยว่าเป็นมะเร็งก็สามารถนำชิ้นเนื้อมาตรวจได้ทันทีเช่นกัน การส่องกล้องจใช้เวลาประมาณ  5 นาที คนไข้ไม่ต้องรับความเจ็บปวด และสามารถรู้ผลตรวจได้ภายในวันเดียว

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยของโรคในกลุ่มนี้ต้องพึงระลึกไว้เสมอ แม้ว่าจะได้รับการรักษาจนหายแล้วก็ตาม คือหากเขาไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกินใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด งดการกินอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 3 4 ชั่วโมง งดบุหรี่ กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และควรกินอาหารมื้อละน้อยๆ แต่กินบ่อยๆ หรือถ้ามีอาการกรดไหลย้อนก็ต้องนอนบนหมอนสูง 6 นิ้ว สุดท้ายคือควบคุมร่างกายไม่ให้มีน้ำหนักตัวมากเกินไป

อีกโรคหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มระบบทางเดินอาหาร คือ “นิ่วในถุงน้ำดี” พบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่มีอายุในช่วง 30 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิง เป็นสาเหตุหนึ่งของนิ่วในถุงน้ำดี ส่วนกลุ่มเสี่ยงรองลงมาคือผู้เป็นเบาหวาน ตับแข็ง และเม็ดเลือดแดงผิดปกติ

“ตับเป็นตัวสร้างน้ำดีแล้วส่งมาตามท่อน้ำดีมาเก็บไว้ในถุงน้ำดี ถุงน้ำดีทำหน้าที่เก็บพักน้ำดี และบีบตัวไล่น้ำดีออกมาตามท่อส่งไปที่ลำไส้เล็กเพื่อย่อยไขมัน เมื่อถุงน้ำดีบีบตัวได้ไม่ปกติ น้ำดีก็จะตกตะกอนเกาะกันเป็นนิ่ว และหากวันใดวันหนึ่งถุงน้ำดีบีบตัวจนก้อนนิ่วหลุดออกมา และไปอุดค้างอยู่ตรงทางเข้าออกของถุงน้ำดี” คือสาเหตุของการเกิดโรค

อาการของคนไข้ จะปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา มีไข้ หนาวสั่น เนื่องจากถุงน้ำดีอักเสบบวม วิธีการรักษาคือต้องผ่าตัด โดยหากทำภายใน 24 ชั่วโมง ก็จะสามารถผ่าตัดแผลเล็กโดยเจาะรู 4 รู ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร ที่หน้าท้องแล้วเข้าไปตัดเอานิ่วในถุงน้ำดีออก การรักษาวิธีนี้ใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลแค่ 3 วัน คนไข้ก็กลับบ้านได้

อาการปวดหน่วงๆ นำไปสู่ภัยสุขภาพที่รุนแรง นี่คือเหตุผลที่ไม่เคยชินชาและควรพบแพทย์ให้ทันท่วงที

 

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ 20 กันยายน 2557

 

ตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในผู้สูงอายุ โดย ศ.คลินิก นพ.วิรุณ บุญนุช

manager140528_01มะเร็งของลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนไทย ยิ่งอายุมากขึ้น อุบัติการณ์ก็มากขึ้นตามไปด้วย สาเหตุเข้าใจว่าเกิดจากการรับประทานอาหารเนื้อสัตว์มากเกินไป การมีติ่งเนื้องอกชนิดธรรมดาที่ผนังลำไส้ ซึ่งภายหลังจะกลายเป็นมะเร็งของลำไส้ได้ หรือการมีประวัติของมะเร็งลำไส้ในครอบครัว จะมีแนวโน้มเป็นโรคนี้สูงกว่าคนปกติถึง 3 เท่า
อาการของผู้ป่วยมะเร็งทวารหนัก คือ ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด ปวดทวารหนักเวลาถ่ายอุจจาระ ลำอุจจาระเล็กลง ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยอาการสำคัญ คือ ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ท้องผูกสลับท้องเดิน ถ้าก้อนมะเร็งโตขึ้นจนอุดตันลำไส้ จะมีอาการของลำไส้อุดตัน คือปวดท้อง ท้องอืด คลื่นไส้อาเจียน ไม่ถ่ายอุจจาระและไม่ผายลม บางรายผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยเรื่องมีก้อนในท้อง
การตรวจทางทวารหนักจะบอกว่ามีเนื้องอกในทวารหนักได้ การตรวจอุจจาระหาเม็ดเลือดแดง การส่องกล้องตรวจทวารหนักและลำไส้ใหญ่ จะบอกถึงพยาธิสภาพที่มีอยู่ได้ จากนั้นแพทย์จะตัดชิ้นเนื้อตรวจทางพยาธิวิทยา การตรวจด้วยการเอกซเรย์สวนแป้งทางทวารหนัก ก็สามารถบอกถึงพยาธิสภาพในลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้
เมื่อได้ผลการตรวจว่าเป็นมะเร็งของทวารหนัก-ลำไส้ใหญ่ ศัลยแพทย์จะผ่าตัดเปิดช่องท้อง แล้วตัดเนื้อมะเร็งของลำไส้และทวารหนักออก จากนั้นจะทำการต่อลำไส้ใหม่ ในกรณีที่มะเร็งใกล้ปากรูทวารหนัก จะผ่าตัดมะเร็งและทวารหนักออกทิ้งไป แล้วนำลำไส้ส่วนที่เหลือมาไว้ที่ผนังหน้าท้อง โดยที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต้องขับถ่ายอุจจาระทางหน้าท้องตลอดไป
ภายหลังการผ่าตัดรักษาเรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะต้องมารับการรักษาต่อด้วยเคมีบำบัด มีบางรายต้องมารับการรักษาด้วยการฉายแสงต่ออีก เพื่อหวังผลการรักษาให้ได้ผลดีที่สุด ในผู้ป่วยที่โรคลุกลามไปมากแล้ว ก็จะให้การรักษาแบบประคับประคองเท่านั้น
อย่างไรก็ดี มะเร็งของทวารหนักและลำไส้ใหญ่สามารถตรวจได้ด้วยการตรวจหาเม็ดเลือดแดงในอุจจาระและการส่องกล้องตรวจทางทวารหนัก หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งก็สามารถให้การรักษาได้ผลดีจนโรคหายขาดได้

 

ที่มา : ASTVผู้จัดการ 28 พฤษภาคม 2557

เตือนภัยหญิงปวดท้องน้อยเรื้อรัง

thairath140228_001เมื่อพูดถึงอาการปวด ไม่ว่าจะปวดอวัยวะใดคงไม่มีใครอยากประสบอย่างแน่นอน อาการปวดท้องน้อย เรื้อรังเป็นปัญหาที่หลายคนเข็ดขยาด เนื่องจากผู้ป่วยมักต้องทนทุกข์ทรมานเป็นเวลานาน อีกทั้งยังเป็นโรครักษายาก ทําให้แพทย์ผู้รักษาปวดศีรษะไปด้วย

อาการปวดท้องน้อยเรื้อรังพบมากในเพศหญิงมากกว่าเพศชายมาก ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะโครงสร้างทางร่างกายเอื้อต่อการเกิดความผิดปกติที่ทําให้เกิดอาการปวด และมีอวัยวะกับระบบการทํางานของร่างกายที่เอื้อให้เกิดอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังได้ โดยทั่วไปการปวดท้องน้อยเรื้อรังเป็นอาการปวดบริเวณเชิงกราน ท้องน้อยหรือ บริเวณใกล้เคียงเป็นระเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ผู้ป่วยจํานวนมากไม่สามารถประกอบภารกิจได้ตามปกติจากอาการปวด หลายคนต้องลาออกจากงาน เพราะเมื่อมีอาการปวดไม่สามารถบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวดทั่วไป ทําให้คนป่วยบางรายมีความผิดปกติทางจิตติดตามมา เช่นมีอาการซึมเศร้าหรืออารมณ์แปรปรวน

อาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง มีลักษณะแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ คือ พยาธิสภาพ ของอวัยวะที่ทําให้เกิดอาการปวด เช่น หากเป็นอวัยวะระบบสืบพันธุ์สตรี เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อาจมีอาการปวดมากหรือ น้อยตามวงรอบของฮอร์โมนเหมือนการปวดประจําเดือน แต่จะปวดรุนแรงกว่า หากอาการปวดเกี่ยวข้องกับกระเพาะปัสสาวะจะเกี่ยวข้องกับการถ่ายปัสสาวะหรืออั้นปัสสาวะ ผู้ป่วยจะถ่ายปัสสาวะบ่อย และปวดมาก ในบางรายถ่ายปัสสาวะวันละ 40-50 ครั้ง หากอาการปวดจากลําไส้ก็อาจมีความผิดปกติในการขับถ่ายอุจจาระ หรือหากปวดจากกล้ามเนื้อก็อาจปวดตามแนวกล้ามเนื้อนั้นๆ

จะเห็นได้ว่าอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากหลายสาเหตุ อาการที่พบบ่อย คือ กระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบรุนแรง ซึ่งการอักเสบนี้ ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเหมือนการอักเสบทั่วไป แต่เกิดจากการที่น้ําปัสสาวะซึมผ่านสู่ชั้นกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ โดยปกติกระเพาะปัสสาวะจะมีเยื่อบางๆ หุ้มอยู่เพื่อป้องกันไม่ให้ปัสสาวะซึมสู่ผนังกระเพาะปัสสาวะ เพราะเกลือแร่ต่างๆ ในปัสสาวะจะก่อให้เกิดปฏิกิริยารุนแรงมาก ทําให้เกิดอาการปวด อาการปวดจากสาเหตุนี้มักจะมีอาการปัสสาวะบ่อยร่วมด้วย โดยจะปวดมากเมื่ออั้นปัสสาวะ และทุเลาลงมื่อถ่ายปัสสาวะเสร็จ

อาการปวดท้องน้อยเรื้อรังยังเกิดได้จากสาเหตุอื่นอีก เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือมีเยื่อบุโพรงมดลูกมาเกาะนอกมดลูกบริเวณเชิงกราน ทําให้มีอาการปวด เพราะมีการคั่งของเยื่อบุ ซึ่งเกี่ยวข้องกับวงรอบของฮอร์โมน นอกจากนี้ อาการปวดยังเกิดได้จากสาเหตุอื่นๆ เช่น การอักเสบของลําไส้ใหญ่ กล้ามเนื้อเชิงกราน อักเสบ ข้อต่อต่างๆ บริเวณเชิงกรานอักเสบ หรือแม้แต่ก้อนนิ่วบริเวณท่อไตส่วนล่างก็ทําให้มีอาการปวดร้าวลงมา ที่เชิงกรานและท้องน้อยได้

วิธีการวินิจฉัยภาวะปวดท้องน้อยเรื้อรัง แพทย์จะวินิจฉัยจากประวัติของผู้ป่วยตั้งแต่เริ่มมีอาการและผล จากการรักษาก่อนหน้า เพราะอาจมีผลข้างเคียงหรือเกี่ยวข้องกับอาการในปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยให้แพทย์วินิจฉัยง่ายขึ้นและช่วยให้รักษาอาการได้จริง ผู้ป่วยจึงควรให้ความสําคัญกับคําถามของแพทย์ซึ่งผู้ป่วย ควรจะทบทวนและลําดับเหตุการณ์ให้ดีก่อน อาทิ อาการปวดเริ่มจากบริเวณใด ร้าวไปทางไหน มีกิจกรรม หรือเหตุการณ์อะไรทําให้ปวดมาก อาการปวดเกี่ยวข้องกับรอบเดือนหรือไม่ การเดินการก้าวขาทําให้ปวดมากขึ้นหรือไม่ ที่ผ่านมามีอะไรช่วยบรรเทาปวดบ้างหรือไม่ รับประทานอาหาร อะไรแล้วทําให้ปวดมากขึ้น

แพทย์จะทําการตรวจร่างกายโดยละเอียด โดยตรวจทางทวารหนักเพื่อสํารวจหาจุดปวด ตรวจเอกซเรย์อัลตราซาวด์ ตรวจปัสสาวะและส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ หลังจากนั้นจะรวบรวมผลต่างๆ แล้ววินิจฉัย เพื่อให้การรักษาให้ถูกจุด เช่น หากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ก็จะให้การรักษาทางฮอร์โมน หากพบว่ากระเพาะปัสสาวะมีการอักเสบรุนแรงก็จะให้ยาระงับอาการปวดร่วมกับการใส่ยาในกระเพาะปัสสาวะ

สิ่งที่ผู้ป่วยสามารถช่วยแพทย์ได้ คือต้องสังเกตว่ามีเหตุใดกระตุ้นให้มีอาการปวดรุนแรง โดยเฉพาะกรณีที่ปวดจากความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งต้องหลีกเลี่ยงอาหารหลายชนิดที่ทําให้ปัสสาวะมีความเป็นกรดสูง เช่น เนย สารปรุงรส อาหารรสจัด สุดท้าย อย่าเปลี่ยนแพทย์ผู้รักษาเร็วเกินไป เพราะหลายโรคไม่สามารถ รักษาหายในเร็ววัน โรคบางชนิดอาจจะไม่มียารักษาโดยเฉพาะ แต่สามารถแก้ปัญหาจนอาการปวดลุล่วงได้ และในบางรายอาจต้องใช้การผ่าตัด ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังและยังไม่ได้พบแพทย์เฉพาะด้าน จึงควรมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษาที่ถูกต้องอย่าทนจนเกิดอาการแทรกซ้อนที่ยากต่อการรักษา

ศ.นพ.วชิร คชการ
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

 

ที่มา : ไทยรัฐ 28 กุมภาพันธ์ 2557

ระวัง! 6 โรคติดต่อมากับภัยแล้ง ปีนี้ป่วยแล้วกว่า 2 แสน

สธ.เตือนประชาชนระวังโรคติดต่อที่มากับฤดูร้อนและช่วงภัยแล้ง สาเหตุจากอาหารและน้ำที่ไม่สะอาดที่พบบ่อย 6 โรค เผยตั้งแต่ 1 ม.ค.- 24 ก.พ. 57 พบป่วยแล้วกว่า 200,000 ราย เสียชีวิต 3 ราย สั่ง สสจ.ทั่วประเทศคุมเข้มมาตรฐานความสะอาด…

นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในช่วงหน้าร้อนของทุกๆ ปี อุณหภูมิความร้อนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เชื้อโรค โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี โรคติดต่อที่พบบ่อยมี 6 โรค คือ อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ อุจจาระร่วง ไทฟอยด์ บิด และไวรัสตับอักเสบ เอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาด มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการระบาดของโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ

สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้พยากรณ์โรค โดยวิเคราะห์ข้อมูลการเฝ้าระวัง การป่วยย้อนหลัง 10 ปี และคาดการณ์สถานการณ์โรคติดต่อที่ติดต่อทางอาหารและน้ำที่เกิดในฤดูร้อน
ปี 2557 นี้ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงพฤษภาคม มีโรคที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ 3 โรค ได้แก่ 1. โรคอหิวาตกโรค อาจมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ประมาณ 100 ราย เนื่องจากมีลักษณะการระบาดปีเว้นสองปี และปีนี้เป็นปีที่ครบรอบการระบาด 2. โรคไทฟอยด์คาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ของจำนวนผู้ป่วยในช่วงเวลาเดียวกันในปี 2556 หรือเพิ่มเฉลี่ยเดือนละ 200 ราย และ 3. โรคไวรัสตับอักเสบ เอ คาดว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ของจำนวนผู้ป่วยปี 2556 หรือเฉลี่ยเดือนละ 15 ราย และอาจเพิ่มสูงสุดถึง 100 ราย ในเดือนพฤษภาคม หากไม่มีการเฝ้าระวัง และควบคุมโรคที่ดี ได้กำชับให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เร่งรณรงค์ความสะอาดร้านอาหาร โรงงานผลิตน้ำดื่ม โรงงานผลิตน้ำประปา โรงงานผลิตน้ำแข็ง โรงงานผลิตไอศกรีม ตลาดสด และส้วมสาธารณะ เฝ้าระวังโรค หากมีรายงานผู้ป่วยในพื้นที่ ให้ส่งทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว ออกสอบสวนควบคุมโรคทันที เพื่อไม่ให้โรคแพร่ระบาด

ด้านนายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า สถานการณ์ของโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ 6 โรค ในปี 2556 พบผู้ป่วยรวมทั้งหมด 1,259,408 ราย เสียชีวิต 13 ราย โรคอุจจาระร่วงพบผู้ป่วยมากสุด คือ 1,122,991 ราย เสียชีวิต 12 ราย รองลงมาโรคอาหารเป็นพิษ 130,653 ราย เสียชีวิต 1 ราย โรคบิด 2,822 ราย โรคไทฟอยด์ 2,562 ราย โรคไวรัสตับอักเสบ เอ 372 ราย และโรคอหิวาตกโรค 8 ราย

ส่วนในปี 2557 นี้ ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 24 กุมภาพันธ์ พบผู้ป่วย 6 โรค รวม 206,528 ราย ผู้ป่วยมากที่สุดคือโรคอุจจาระร่วง 186,298 ราย รองลงมาโรคอาหารเป็นพิษ 19,549 ราย เสียชีวิต 3 รายจากโรคอุจจาระร่วง

โรคติดต่อที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ เกิดจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน เช่น อาหารที่ปรุงดิบๆสุกๆ มีแมลงวันตอมหรือทำไว้ล่วงหน้านานๆ อาหารค้างคืน รวมทั้งการมีสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ไม่ดี เช่น ไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหารหรือหลังเข้าห้องน้ำ การใช้ช้อนหรือแก้วน้ำร่วมกับผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการ จึงขอแนะนำให้ประชาชนระมัดระวังความสะอาดของอาหารและน้ำดื่มเป็นพิเศษ ยึดหลักป้องกันป่วยคือ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกด้วยความร้อน ใช้ช้อนกลางตักอาหารร่วมกัน ล้างมือทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังใช้ห้องน้ำห้องส้วม ทำความสะอาดครัวปรุงอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ดื่มน้ำที่สะอาดหรือน้ำต้มสุก

สำหรับอาการป่วยของโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วงที่พบผู้ป่วยและเสียชีวิตมากสุดในแต่ละปี อาการของผู้ป่วยจะคล้ายกัน มักถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำหรือมีมูก ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ในการดูแลผู้ป่วยในระยะแรกควรให้ดื่มน้ำหรืออาหารเหลวมากๆ อาทิ น้ำข้าว น้ำแกงจืด และดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่หรือที่เรียกว่าผงโออาร์เอส หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและเด็กเล็ก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้านทานโรคน้อย เสี่ยงชีวิตได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่นๆ

ทั้งนี้ สำนักระบาดวิทยา ได้คาดการณ์ว่าตลอด 4 เดือน ของฤดูร้อนในปี 2557 นี้ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม จะมีผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษเฉลี่ยเดือนละ 9,000 ราย มีผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงเฉลี่ยเดือนละ 80,000 – 90,000 ราย มีผู้ป่วยโรคไทฟอยด์เฉลี่ยเดือนละ 200 ราย ส่วนผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ เอ เฉลี่ยเดือนละ 15 ราย และอาจเพิ่มถึง 100 ราย ในเดือนพฤษภาคม กรมควบคุมโรคได้จัดเตรียมทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วไว้กว่า 2,700 ทีมทั่วประเทศ สามารถลงพื้นที่ควบคุมโรคภายใน 24 ชั่วโมง.

ที่มา : ไทยรัฐ 3 มีนาคม 2557

นิ่วในถุงน้ำดีไม่มีอาการต้องผ่าออกหรือไม่?

dailynews130512_004โรคนิ่วในถุงน้ำดีเป็นโรคที่เราได้ยินกันบ่อย คนเป็นกันมาก เป็นแล้วก็มารับการรักษาอาจมีอาการหรือไม่มีอาการ พวกที่มีอาการก็มารับการรักษามักผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก พวกไม่มีอาการก็รอดูกันต่อไป คิดว่ายังปกติดีจะไปให้ผ่าตัดเอาออกทำไม ชีวิตประจำวันก็อยู่สุขสบายดี ไม่อยากไปเสี่ยงกับการผ่าตัด เป็นปัญหาที่จะได้มาคุย ฟังเหตุผล ผลดีหรือไม่ดีให้กระจ่างขึ้น

ถุงน้ำดี เป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกาย เป็นถุงขนาดหัวแม่มืออยู่บริเวณใต้ตับทางด้านขวาของช่องท้อง ปากถุงจะเป็นท่อนำน้ำดีที่อยู่ในถุงลงสู่ลำไส้เล็ก เมื่อเรารับประทานอาหาร น้ำดีในถุงน้ำดีจะถูกขับออกเพื่อไปย่อยอาหาร ตอนปลายท่อจะมีทางติดต่อไปยังท่อของตับอ่อนด้วย (ดังรูป) ในน้ำดีเองประกอบด้วยคอเลสเตอรอล ฟอสโฟไลปิด และเกลือของน้ำดี

ผู้ที่มักเป็นบ่อย มักเป็นสตรีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป รูปร่างเจ้าเนื้อหน่อย กินดีอยู่ดี สูบบุหรี่ รูปร่างสมบูรณ์ดี บุตรหลายคน เป็นตามตำราเก่าที่บอกไว้ มาทุกวันนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว พบได้ทั่วไป ในบ้านเราพบเกินแสนคนต่อปี ด้วยการกินดีเกินไป ทำให้เกิดการไม่สมดุลของสารประกอบน้ำดี ตกเป็นตะกอนเกิดนิ่วขึ้น

ส่วนประกอบของนิ่ว ทางประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐ อเมริกา มักพบนิ่วมีลักษณะเป็นไขมันยุ่ยใช้ยาละลายสลายได้ ส่วนทางตะวันออก เช่น ในบ้านเรามักพบมีแคลเซียมร่วมด้วย แข็ง ใช้ยากินไปละลายไม่สำเร็จ จึงต้องรักษาโดยผ่าตัดออกอย่างเดียว

อาการแสดง ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้มักจะบ่นให้ฟังถึงอาการปวดเสียดแน่นท้องหลังอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันมาก จะอืด แน่นนานทีเดียว บางครั้งจะปวดจี๊ด ๆ เกร็ง แล้วจะค่อยผ่อนคลายลง หากปล่อยไว้นานขึ้น ก้อนนิ่วอาจกลิ้งไหลลงไปอุดท่อน้ำดี จะทำให้มีอาการปวดท้องเกร็ง ปวดรุนแรงมากจนตัวงอด้วยนิ่วติดค้างในท่อน้ำดี หากปล่อยทิ้งไว้นานนิ่วไปอุดท่อน้ำดีสนิท จะทำให้ร่างกายตัวเหลือง ตาเหลือง และถ้าถุงน้ำดีมีอาการอักเสบร่วมด้วย จะมีอาการไข้ ปวดท้องมากจนถึงในถุงน้ำดีกลายเป็นหนองขังอยู่จะปวดมาก ต้องรีบผ่าตัดทันที

การตรวจ ง่ายและสะดวกที่สุดคือ การทำอัลตราซาวด์บริเวณตับ เร็ว ประหยัด ไม่เจ็บ จะเห็นถุงน้ำดีพร้อมนิ่ว อาจมีก้อนเดียวหรือหลายก้อน ขนาดต่าง ๆ กัน อาจมีอาการหรือไม่มีอาการก็ได้

ผมมาคุยเรื่องนิ่วในถุงน้ำดีวันนี้ เนื่องด้วยอาทิตย์ที่แล้ว นพ.สุกิจ พันธ์ุพิมานมาศ ศัลยแพทย์ รพ.ราชวิถี ผู้ทำเรื่องผ่าตัดโรคนิ่วในถุงน้ำดีมากท่านหนึ่ง ได้ไปพูดให้สมาชิกสโมสรโรตารี่กรุงเทพบางลำพู ณ ศศินนิเวศน์ จุฬาฯ ในประเด็นที่ว่า เมื่อเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีแล้วไม่มีอาการ ชีวิตอยู่เป็นปกติดี สมควรจะต้องผ่าตัดเอาถุงน้ำดีพร้อมนิ่วออกหรือไม่

เรื่องนี้เป็นที่สนใจกันมาก มีสมาชิกหลายท่านเป็นกันด้วย จะตัดสินใจอย่างไรดี คุณหมอสุกิจ พันธ์ุพิมานมาศ ได้บอกว่าโรคนี้เป็นกันทั่วโลก รพ.ราชวิถี ปีหนึ่งคนมาป่วยด้วยโรคนี้ถึง 400 ราย ผู้ที่มาด้วยอาการปวด แน่นอนคงต้องผ่าตัดออก การผ่าตัดปัจจุบันใช้ผ่านทางกล้อง เจาะรูบริเวณหน้าท้อง 4 รูเล็ก ๆ ใส่เครื่องมือลงไป ถ้าไม่มีโรคอะไรมาแทรกซ้อน ใช้เวลาผ่าตัดไม่เกินหนึ่งชั่วโมงก็เสร็จเรียบร้อย อยู่โรงพยาบาลเพียงคืนเดียว รุ่งขึ้นก็กลับบ้านได้

ส่วนพวกที่ยังไม่อยากผ่าตัด อาจรอได้ แต่ต้องรอคอยด้วยความระมัดระวังเพราะอาจเกิดอาการปวดขึ้นมาทันทีเมื่อไรก็ได้ จากนิ่วไปอุดท่อน้ำดีหรือถุงน้ำดีเกิดการอักเสบ จำเป็นต้องผ่าตัดทันที ผู้ที่อยู่ระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศ อยู่กลางทะเล อยู่ป่า ต้องวางแผนให้ดี และการผ่าตัดช่วงฉุกเฉินร่างกายต้องอยู่ในสภาพดีด้วย หัวใจปอดดี ร่างกายแข็งแรง โดยภาพรวมแล้วรอได้ ควรอยู่สถานที่มาโรงพยาบาลสะดวก และต้องให้ร่างกายอยู่สภาพแข็งแรงดี พร้อมผ่าตัดได้ด้วย เป็นข้อคิดที่ต้องรับไว้พิจารณา หากเป็นประเทศทางตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา พบนิ่วแล้วแม้ไม่มีอาการก็จะผ่าตัดเอาออก
ทุกราย

โรคนิ่วในถุงน้ำดีพบบ่อยในบ้านเรา รายที่มีอาการปวด แน่นท้องบ่อย คงต้องผ่าตัดเอาออก ส่วนผู้ที่ไม่มีอาการพบโดยบังเอิญอาจรอได้ แต่ควรจะอยู่ใกล้โรงพยาบาล หากเกิดอาการปวดจะได้ผ่าตัดได้ทันที และต้องดูแลสภาพร่างกายให้สุขภาพดีพร้อมที่จะผ่าตัดได้ด้วย.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

ที่มา :  เดลินิวส์  12 พฤษภาคม 2556

กินอาหารต้านสุขภาพทรุดช่วงปีใหม่

dailynews121230_002ช่วงนี้หลายคนกำลังมีความสุขกับการท่องเที่ยว ดื่ม กิน อย่างเมามัน ฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จนละเลยใส่ใจดูแลตัวเอง ส่งผลให้สุขภาพทรุดโทรม ด้วยเหตุนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ จึงมีคำแนะนำดี ๆ มาฝากผู้อ่านทุกท่าน

น้ำหนักขึ้น เป็นผลมาจากการกินเลี้ยง กินกระจาย กินมหากาพย์ต่อเนื่องกันยาวตั้งแต่ก่อนปีใหม่ แก้ได้ด้วยการรับประทานมะเขือเทศ มะละกอ ข้าวโพดต้ม หรือข้าวโพดย่าง ถั่วต้ม ถั่วลิสงคั่ว ผักคะน้า เห็ด หรือจะเอามารวมเป็นผักในน้ำสลัดโดยใช้โยเกิร์ตแทนน้ำสลัดก็ได้ ถ้าเมนูง่าย ๆ คือ ส้มตำไก่ย่างแต่ควรงดข้าวเหนียว ส่วนของหวานอาจตบท้ายด้วยกระยาสารท กล้วยไข่ ข้าวเม่าคลุก มันม่วง มันมือเสือ กลอย แห้ว ฟักทองนึ่ง เพราะเมนูเหล่านี้มีทั้งเส้นใยและแร่ธาตุสำคัญอย่าง “เพคติน”และ “โครเมียม” ที่ช่วยในการเผาผลาญ

เมาค้าง ผลพวงจากการดื่มหนักติดต่อกัน ควรรับประทาน น้ำส้ม น้ำมะนาว เสาวรส สับปะรด ฝรั่งหรือน้ำกระเจี๊ยบแบบไทยๆเข้าไปให้มาก เพราะกรดเปรี้ยวมีส่วนช่วยได้ ในขณะดื่มกินควรหาเมนูไข่กับไก่รับประทานช่วยป้องกันพิษแอลกอฮอล์ได้ระดับหนึ่ง ถ้าอยากล้างพิษตับด้วยขอให้รับประทาน “ขมิ้นชัน” หรือชงชา “รางจืด” ดื่ม

นอนดึก งานเลี้ยงสังสรรค์เป็นเหตุให้นอนดึก เสียสุขภาพ ป่วยง่าย แนะนำให้รับประทาน “อาหารชาร์จแบต” ให้สมอง โดยเฉพาะเมนูที่ทำจากปลาสดทั้งปลาน้ำจืด ปลาทะเล หรือน้ำมันปลาที่มี “โอเมก้าสาม” และ “โคลีน” ที่ไปช่วยสร้างสารสื่อประสาท นอกจากนั้นก็มี ไข่แดง ข้าวกล้องงอก ข้าวโพด จมูกข้าว นมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ ที่มีทั้ง “เลซิทิน” “กาบ้า” และ “วิตามินอี” ช่วยเพิ่มพลังสมองให้ความคิดไหลลื่นดี

เจ็บคอ เป็นหวัด อาจเกิดได้เพราะพักผ่อนน้อย รับประทานอาหารบำรุงคอและเสริมภูมิอย่าง “ซุปไก่เก๋ากี้” เน้นที่เก๋ากี้ให้มากเพราะช่วยเสริมภูมิได้ นอกจากนี้ให้ใส่ “โป๊ยกั้ก” ที่ช่วยป้องกันเชื้อหวัดลงไปด้วย และควรหา น้ำมะเขือเทศ ฝรั่งสด หรือไอศกรีมเชอร์เบ็ตเสาวรส มาทานได้ทั้ง “วิตามินซี” และ “ไบโอฟลาโวนอยด์” ส่วนเมนูอาหารคาวให้รับประทาน แกงป่า ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ ใส่หัวหอมกับตะไคร้ให้มาก ถ้าเจ็บคอมากและต้องรีบใช้เสียงขอให้หา “วิตามินซี” กับ “สังกะสี” แบบเม็ดมารับประทานก่อน

ท้องเสีย ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย แทนที่จะกินแต่ยาขับลมลดกรด ลองหาขิง สะระแหน่ กะหล่ำปลี มารับประทาน จะเป็นเมนูปลานึ่งซีอิ๊วโรยขิง หรือ หมูผัดขิงก็ได้ เพราะขิงจะช่วยแก้คลื่นไส้และกรดไหลย้อนได้ดี ถ้าท้องเสียด้วยให้รับประทานขนมปังปิ้งเกรียมนิดกับกล้วยน้ำว้าห่ามสักลูกแล้วกลั้วคอด้วยน้ำชาชงแก่นิดหนึ่งจะช่วยได้เพราะมี “สารแทนนิน” ช่วยฆ่าเชื้อ ส่วนสะระแหน่ช่วยทั้งเรื่องฆ่าเชื้อในลำไส้ช่วยย่อยและขับลม รับประทานในแบบลาบใส่สะระแหน่หรือน้ำเสาวรสปั่นโรยสะระแหน่ให้ชื่นใจ สำหรับกะหล่ำปลีให้เอามาทำสุกก่อนรับประทานเพื่อกันท้องอืด เช่น กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา กะหล่ำปลียัดไส้หรือซุปกะหล่ำปลีแบบฝรั่งก็ช่วยเรื่องแผลในกระเพาะได้

นอนไม่หลับ บางท่านนอนไม่หลับ ตาค้าง ทำให้มีปัญหากับการขับรถในวันรุ่งขึ้นหรือบางท่านต้องไปทำงานก่อนเพราะออฟฟิศหลายที่เปิดก่อนก็ส่งผลต่อการทำงาน ทำให้ไม่สดชื่นเท่าที่ควร ขอให้รับประทาน ไข่เป็ดต้ม สะเดาน้ำปลาหวาน แกงขี้เหล็ก ขี้เหล็กปลาย่าง ข้าวโพดต้ม น้ำนมข้าวโพด น้ำเชอรี่ หรือ กล้วยปั่นใส่น้ำผึ้ง เพราะมีสารช่วยนอนหลับอยู่ ทั้งในกลุ่มที่จะไปสร้างเป็น “เมลาโทนิน” และ “ซีโรโทนิน” ซึ่งเป็นเคมีที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียดในสมอง หรือจะลองหาชา “คาโมไมล์” มาดื่มดูก็ช่วยให้หลับได้เหมือนกัน

ล้างพิษและป้องกันเครียดก่อนเปิดทำงาน เมื่อหมดช่วงปีใหม่ต้องเข้าสู่สภาวะการทำงานปกติในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้แล้วให้หา “อาหารสุข” รับประทานดักไว้ก่อน เป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มพลังชีวิตให้รู้สึกฟิตและแข็งแรงขึ้น โดยเน้นอาหารที่มี วิตามินบี 1, 6, 12 กับอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระรับความเครียดอย่าง “โอพีซี” ส่วนการล้างพิษต้องมี “ซัลโฟราเฟน” กับ “ไลโคปีน” ช่วยด้วย นอกจากนั้นยังต้องมีสารช่วยเสริมภูมิอย่าง “เบต้ากลูแคน” ที่มีมากในข้าวโอ๊ต โดยอาจจัดเป็นเมนูดังนี้ ต้มยำปลาทูคู่กับข้าวหอมนิลร้อน ๆ ผัดคะน้าหรือบรอกโคลีกับกุ้งสดกินกับข้าวผัดซอสมะเขือเทศ แซนด์วิชขนมปังโฮลวีตใส่ทูน่าไข่ต้มกับโยเกิร์ตแบบไม่หวานจัด หรือจะเป็นข้าวต้มหรือโจ๊กสามกษัตริย์คือมีข้าวกล้องผสมข้าวโอ๊ตและลูกเดือยรับประทานกับถั่วลิสงคั่วใหม่ ๆ ก็ได้

ท้ายนี้แนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด มันจัด เค็มจัด รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ รับรองว่าปีใหม่นี้สุขภาพดีไม่มีทรุดโทรม.

นวพรรษ บุญชาญ

ที่มา : เดลินิวส์ 30 ธันวาคม 2555

“การเฝ้าระวังอาการปวดท้องที่เกิดจากอวัยวะภายใน”

“อาการปวดท้องเป็นอาการนำของหลาย ๆ สาเหตุในช่องท้อง เมื่อมีอาการปวดท้องควรรีบมาพบแพทย์เพื่อแยกกลุ่มอาการว่าตำแหน่งที่ปวดท้องนั้นอยู่บริเวณไหน มีโอกาสเป็นโรคอะไรได้บ้าง” 

วิธีการดูแลตัวเองง่าย ๆ เริ่มจากสังเกตว่า

ถ้าปวดท้องส่วนบน หรือบริเวณเหนือสะดือขึ้นมา อาการปวดที่เราพบบ่อย ๆ บริเวณนี้คือ โรคกระเพาะ ตำแหน่งมักจะอยู่ตรงกลาง บางคนอาจเรียกว่าบริเวณใต้ลิ้นปี่  ซึ่งในความเป็นจริงโรคอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นแผลในกระเพาะอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร ก็มีอาการปวดท้องเหมือนกัน  ดังนั้นการวินิจฉัยจึงต้องดูอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ถ้าอาการปวดหน้าท้องส่วนบนด้านขวา ในผู้ป่วยสูงอายุ เป็นคนอ้วน เบาหวาน ควรระวังโรคที่เกี่ยวกับตับและถุงน้ำดี ซึ่งพบได้บ่อยในกลุ่มผู้หญิงวัยกลางคน คือ โรคนิ่วในถุงน้ำดี การรับประทานอาหารมันทำให้อาการปวดท้องเป็นมากขึ้น แต่ถ้ามีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ร่วมด้วย อาจเป็นโรคตับอักเสบ หรือหากตรวจคลำมีก้อน อาจป่วยเป็น  “โรคมะเร็งในตับ

ถ้าปวดท้องบริเวณด้านขวาล่าง ร่วมกับมีไข้  ควรระวัง “ไส้ติ่งอักเสบ” แต่ถ้าเป็นผู้หญิง ก็ควรคิดถึงโรคอื่น ๆ ด้วย เช่น “ปีกมดลูกอักเสบ” เพราะเป็นตำแหน่งเดียวกันกับไส้ติ่ง ส่วนสาเหตุที่เป็นได้ในตำแหน่งเดียวกันอีกโรค คือ “โรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ” มักพบในผู้ชายวัยกลางคน แต่ถ้ามีอาการปวดท้องน้อยด้านซ้าย ส่วนใหญ่ไม่ค่อยร้ายแรง แต่อาจเป็น “โรคลำไส้อักเสบ” (Diverticulitis), “ปีกมดลูกอักเสบ” หรือ “ซีสต์ในรังไข่

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร อาการปวดท้องนั้นรุนแรงหรือไม่?

ส่วนใหญ่ ถ้าปวดท้องปกติ วัน หรือสองวันแล้วหายเอง  แบบนี้จะไม่ค่อยอันตราย แต่ถ้าอาการปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ร่วมกับอาการอย่างอื่น เช่น คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง ถ่ายเหลว ถ่ายติดต่อกัน 3-4 วัน น้ำหนักลด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง ควรรีบมาพบแพทย์

อาการปวดจาก “นิ่วในถุงน้ำดี” มีลักษณะอย่างไร

“โรคนิ่วในถุงน้ำดี” ไม่ค่อยพบในคนอายุน้อย แต่ควรระวังในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป รูปร่างอ้วน มีอาการปวดต่อเนื่อง 2-3 ชั่วโมง ไม่หาย ควรรีบมาพบแพทย์ ซึ่งอาจเกิดจาก “นิ่วอุดตันในถุงน้ำดี” บางรายปวดมากจนต้องฉีดยา แต่ถ้าปวดมากจนไข้ขึ้นอาจกลายเป็น “ถุงน้ำดีอักเสบได้” 

รู้ได้อย่างไรว่าอาการปวดท้องนั้นเกิดจากโรคในระบบทางเดินอาหาร ไม่ใช่ประจำเดือน

โดยปกติอาการปวดประจำเดือน จะปวดบริเวณท้องน้อยส่วนล่าง เป็นซ้ำ ๆ กันบริเวณเดียวกันในทุกครั้งที่มีประจำเดือน แต่ถ้าปวดท้องบริเวณอื่น และเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีประจำเดือน อาจสงสัยได้ว่าเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร

อาการปวดท้องบริเวณอื่น ๆ

ที่พบบ่อย ๆ เกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ หรือกระดูกหลังอักเสบ โดยมักจะสัมพันธ์กับการออกกำลังกายผิดท่า  ประสบอุบัติเหตุจนกล้ามเนื้อฉีกขาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้เกิดอาการปวดท้องได้

คำแนะนำจากคุณหมอ

เมื่อมีอาการปวดท้องที่เข้าข่ายเป็นโรคในระบบทางเดินอาหาร ควรปฏิบัติตัว ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการรับประทานยาแก้ปวด ได้แก่ ยาแก้ปวดประจำเดือน  ยาแก้ปวดในผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกและข้อ
2. หลีกเลี่ยงการรับประทานยารักษาสิว
3. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริม วิตามิน โดยเฉพาะวิตามินซี และแคลเซียม
4. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด  อาหารมัน

ข้อมูลจาก นายแพทย์จีรวัส  ศิลาสุวรรณ  อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพญาไท 2  /  http://www.
phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันธ์วงษ์

……………………………………

ด้วยทีมงานคุณภาพของคอลัมน์นี้ ร่วมกับทีมงานรายการทีวี “ชีวิตและสุขภาพ” 32 ปีดั้งเดิม ขอนำเสนอ รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศประจำทุกวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 15.00-16.00 น. สำหรับวันจันทร์ที่ 22 ต.ค. 55 เวลา 15.00-16.00 น. เสนอเรื่อง “ปลูกถ่ายไต” ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ฟรี ที่ โทร. 0-2940-9030-31 เฉพาะเวลา 15.00-16.00 น. ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ท่านสามารถรับชมได้ทาง PSI ช่อง 26 DYNASAT ช่อง 101, GMM-Z ช่อง 119, IDEASAT,INFOSAT,  LEOTECH, THAISAT ช่อง 20

ที่มา: เดลินิวส์ 21 ตุลาคม 2555

ลำไส้อักเสบเรื้อรัง IBD เช็กอาการก่อนเป็นมะเร็ง

ปัจจุบันพบว่ามีคนไทยป่วยเป็นโรค Inflammatory Bowel Disease หรือ IBD หรือโรคในกลุ่มอาการที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่โดยไม่ทราบสาเหตุเพิ่มมากขึ้น พบว่ามีอุบัติการณ์ผู้ป่วยสูงขึ้นในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดคลินิกเฉพาะทาง IBD พร้อมด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรค IBD พร้อมวิทยาการทางการแพทย์และ ห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล ศ.นพ.สิน อนุราษฎร์ ผอ.ด้านการแพทย์กลุ่ม ร.พ.บำรุง ราษฎร์ และเป็นแพทย์ในทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค IBD บอกว่า IBD เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะช่วงวัย 20-40 ปี ปัจจุบันยังไม่รู้สาเหตุของการเกิด ทำให้กลุ่มอาการ IBD จะแตกต่างจากกลุ่มลำไส้อักเสบชนิดเฉียบพลันซึ่งเกิดจากการติดเชื้อ โดยแบ่งโรคในกลุ่ม IBD เป็น 2 ชนิด คือ โรคโครห์น ที่เกิดได้ทุกตำแหน่งในระบบทางเดินอาหาร และ Ulcerative Colitis หรือเรียกสั้นๆ ว่า UC ซึ่งจะเกิดเฉพาะบริเวณลำไส้ใหญ่ จากการเริ่มต้นศึกษาอย่างจริงจังจากกลุ่มผู้เข้ารับการรักษาที่ร.พ.บำรุงราษฎร์ เราพบว่าในประเทศไทยหรือในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีผู้ป่วยอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งได้รับการวินิจฉัยเพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี

อาการผิดปกติเบื้องต้น คือ ท้องเสียเรื้อรัง มีมูกเลือดปนในอุจจาระ ปวดท้อง น้ำหนักลด หรือบางคนอาจมีไข้ร่วมด้วย ข้อสังเกตคือ เมื่อพบว่ามีอาการดังกล่าวต่อเนื่องราวสองสัปดาห์ และอาการไม่ดีขึ้นหลังได้รับยาปฏิชีวนะ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจอุจจาระหรือส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่อย่างละเอียด หลายครั้งผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นลำไส้ติดเชื้อ ซึ่งไม่ตรงกับกลุ่มอาการ หรือถึงแม้จะรู้แล้วว่าเป็น IBD ก็ยังไม่มีการรักษาที่เหมาะสม ทั้งที่โรคนี้หากเป็นมากหรือมีการอักเสบเรื้อรัง ก็มีโอกาสถึงขั้นเสียชีวิตหรืออาจเป็นมะเร็งได้ โดยทั่วไปการรักษา IBD ให้ได้ผลเต็มที่ มีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ Remission หมายถึงการควบคุมอาการของโรคให้สงบลงด้วยการให้ยา ส่วนใหญ่จะให้ยาทาน ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องทานยาต่อเนื่องไปตลอดแม้อาการดีขึ้นแล้วก็ตาม เนื่องจากการทานยามีผลโดยตรงต่อการควบคุมอาการของโรคไม่ให้ย้อนกลับมา′

โดยแพทย์จำเป็นต้องผ่าตัดผู้ป่วยบางรายเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด โดยผู้ป่วยกลุ่มที่เป็น UC การผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่ส่วนที่มีปัญหาออก จะช่วยรักษาโรคให้หายขาดได้ กรณีผู้ป่วยที่มีอาการหนักมากแล้ว ส่วนโรคโครห์นจะไม่นิยมผ่าตัด ยกเว้นผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมมาตั้งแต่ต้น ทำให้ผนังลำไส้กลายเป็นพังผืดตีบตันก็จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด

ร.พ.บำรุงราษฎร์ ได้เปิด ′IBD คลินิก′ เพื่อการรักษา ให้คำแนะนำ และเป็นศูนย์ศึกษาวิจัยพร้อมเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้มาตรฐาน เพราะโรคนี้หากได้รับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง รับการรักษาที่เหมาะสมและมีแผนการรักษาที่ชัดเจนก็จะดีขึ้น

 

ที่มา : ข่าวสด 11 กันยายน 2555

.

Related Link:

.

 

 

รู้จักโรค ‘ไอบีดี’ ท้องเสียเรื้อรัง ระวังเข้าข่าย

ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่พัฒนาไม่หยุด ส่งผลให้มีอุปกรณ์หรือเครื่องมือทันสมัยช่วยให้แพทย์ตรวจเจอสาเหตุความผิดปกติที่แท้จริง ดังเช่นกรณีโรคไอบีดี ที่แพทย์ได้ใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์การแพทย์บวกกับความเชี่ยวชาญ จนทำให้ทราบว่า ผู้ป่วยเป็นโรคไอบีดี

ไอบีดี อาจเป็นชื่อโรคที่ไม่คุ้นหูในบ้านเรา เนื่องจากที่ผ่านมา โรคนี้มักเกิดกับชาวตะวันตกและตะวันออกกลาง แต่ปัจจุบัน‘นายแพทย์รุจาพงศ์ สุขบท’ หัวหน้าศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เผยระหว่างการเสวนาความรู้ใหม่ โรคไอบีดี ว่า มีคนไทยป่วยเป็นไอบีดีมากขึ้น เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังพบมากในประเทศญี่ปุ่นเพราะมีการรวบรวมสถิติชัดเจนก็พบยอดพุ่งป่วยเป็น 3 เท่าตัว

หมอรุจาพงศ์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับไอบีดีว่า มาจากชื่อเต็ม คือ Inflammatory Bowel Disease (IBD) ใช้ชื่อเรียกทับศัพท์จากคำย่อว่า ไอบีดี เนื่องจากถ้าแปลอาจทำให้เข้าใจโรคผิด ส่วนความหมายของโรคนี้ คือ กลุ่มโรคที่มีการอักเสบของระบบทางเดินอาหารโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงแตกต่างจากกลุ่มลำไส้อักเสบเฉียบพลันที่เกิดจากการติดเชื้อ ทว่าหากจะสันนิษฐาน อาจเกี่ยวกับพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการรับประทานอาหารหรืออาหารที่ปนเปื้อนวัตถุกันเสีย แม้กระทั่งความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

กลุ่มโรคไอบีดี พบได้ทุกเพศ แต่เป็นกันมากช่วงวัย 20-40 ปี จัดเป็นโรคเรื้อรังที่มีช่วงอาการสงบและกำเริบ หากรักษาไม่ตรงจุดและทิ้งไว้นานๆ โอกาสกลายเป็นมะเร็งสูง

การตรวจส่องกล้อง

ในเบื้องลึกยังสามารถแบ่งโรคออกเป็น 2 ชนิดย่อยๆ คือ Ulcerative Colitis (UC) หมอจะเรียกว่า ยูซี เป็นโรคที่เกิดเฉพาะลำไส้ใหญ่เท่านั้น หากเป็นระยะเฉียบพลันจะท้องเสียรุนแรง ถ่ายปนมูกหรือเลือดสด ยิ่งถ้ามีการอักเสบบริเวณลำไส้ส่วนปลายสุด อาจทำให้มีอาการปวดถ่ายตลอดเวลา

และอีกโรค ชื่อ โครห์น (Crohn’s Disease) พบได้ทุกส่วนของระบบทางเดินอาหาร ถ้าเพิ่งเริ่มต้นป่วยมักไม่มีอาการท้องเสียแต่จะรู้สึกปวดท้อง ที่สำคัญโรคโครห์น มักพบร่วมกับภาวะซีด น้ำหนักตัวลด กระทบโภชนาการ เกิดฝีกับอวัยวะใกล้เคียง

ทั้งโรคยูซีและโรคโครห์น ยังมีลักษณะอาการบางอย่างคล้ายกัน เช่น การถ่ายอุจจาระผิดปกติ ถ่ายบ่อย อุจจาระปนมูกเลือด ท้องเสียรุนแรง ปวดท้อง เบื่ออาหาร  มีไข้ เหนื่อยล้า ไม่สบายตัว ทั้งนี้ ร้อยละ 25 ของผู้ป่วยกลุ่มโรคไอบีดี ยังพบความผิดปกตินอกเหนือจากอาการระบบทางเดินอาหาร อาทิ ข้ออักเสบบริเวณกระดูกสันหลังหรือกระดูกเชิงกรานส่งผลให้บวม ปวด และเคลื่อนไหวร่างกายได้จำกัด มีลักษณะทางผิวหนังที่หยาบกร้าน โดยเฉพาะที่แขนและขา ผิวพรรณมีสีม่วงอมแดง ที่ปุ่มข้อศอกหรือตาตุ่มนูนแข็งหนาเป็นปื้น มีอาการผิดปกติบริเวณดวงตา โดยเฉพาะม่านตาและเยื่อตา และมีอาการตับอักเสบร่วมด้วย

การตรวจด้วยกล้องแคปซูล

กรณีที่สงสัยว่าเป็นไอบีดี การตรวจวินิจฉัยของแพทย์จะเน้นตรวจพิเศษบริเวณช่องท้องและทวารหนัก มีการส่งตรวจตัวอย่างเลือดและอุจจาระ ทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง การส่องกล้องเพื่อมองผนังลำไส้ได้โดยตรงและสามารถนำเนื้อเยื่อออกมาจากบริเวณที่อักเสบเพื่อส่งตรวจ การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และการใช้กล้องแคปซูล ขณะที่การรักษามีอยู่ 4 กลุ่มทางเลือก ประกอบด้วย การใช้ยา การจัดการด้านอาหาร เนื่องจากอาหารบางอย่างอาจทำให้อาการกำเริบหรือแย่ลง การดูแลให้คำแนะนำพร้อมการประคับประคองอารมณ์ และการผ่าตัด ซึ่งขึ้นอยู่กับอาการมากหรือน้อยและคำวินิจฉัยของแพทย์

อย่างไรก็ตาม ในการเสวนาฯ มีกรณีตัวอย่างผู้ป่วยของหมอรุจาพงศ์ อย่าง ‘ชัชวาล นักดนตรี’ วัย 65 ปี เล่าประสบการณ์จากการป่วยโรคดังกล่าวว่า ราว 20 ปีที่แล้ว มีอาการท้องเสียเป็นประจำ ช่วงที่รุนแรงต้องถ่ายท้องแทบทุก 10 นาที ร่วมกับการถ่ายเป็นเลือด น้ำหนักลดลงเรื่อยๆ เพราะรับประทานอะไรไปก็ถ่ายออกหมด โลหิตจาง มีอาการอยู่นานจนรู้สึกท้อแท้เพราะกระทบกับการใช้ชีวิต กระทั่งได้รับการส่องกล้องตรวจ ร่วมกับประเมินอาการต่างๆ โดยหมอรุจาพงศ์ จนทราบว่า ป่วยเป็นไอบีดี ชนิดโรคยูซี มีแผลอักเสบในลำไส้ ทำให้ต้องรับยาแก้อักเสบและหยุดการถ่าย ใช้เวลารักษาเป็นปี อาการทุเลาเรื่อยๆ จนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้

ทราบแล้วอย่างนี้ ใครท้องเสียหรือปวดท้องไม่รู้สาเหตุมาเป็นระยะเวลานาน ต้องลองปรึกษาหมอกันแล้ว.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmai.com

ที่มา: เดลินิวส์ 31 กรกฎาคม 2555