ยาธาตุ(กลิ่นซินนามอน) แก้ท้องอืด ปรุงเองได้…ง่ายนิดเดียว

พอปวดท้องด้วยอาการท้องอืดท้องเฟ้อ หลายคนวิ่งหายาธาตุมาบรรเทาอาการทรมานกันเสียยกใหญ่ ทั้งๆ ที่รสชาติของมันก็ไม่ค่อยน่าอภิรมย์สักเท่าไหร่ ไทยรัฐออนไลน์จึงขอนำสูตรยาธาตุกลิ่นหอมๆ ของซินนามอนมาบอกกัน ซึ่งใครที่คิดว่ายาธาตุทำยาก และคงมีส่วนผสมเยอะแยะ ขอบอกเลยว่าผิดถนัด เพราะเจ้ายาชนิดนี้ทำจากสมุนไพรไม่กี่ชนิดเท่านั้น

ส่วนผสม

ลูกกระวาน / กานพลู / เปลือกสมุลแว้ง / อบเชยเทศ / ชะเอมเทศ ชนิดละ 10 กรัม / การบูร 2 กรัม / เกล็ดสะระแหน่ (เมนทอล) 1 กรัม /น้ำเปล่า 1.5 ลิตร / น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำผึ้งสำหรับแต่งรส 100 กรัม

วิธีทำ

1. ล้างตัวยาทุกอย่างให้สะอาด (ยกเว้นการบูรและเกล็ดสะระแหน่) กานพลูแยกมาล้างต่างหาก โดยนำใส่ตะแกรงแล้วเปิดน้ำผ่านสักพักเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำมันหอมระเหย สมุล-แว้งหากมีฝุ่นสีดำเกาะติดอยู่ให้ใช้มีดขูดออกให้หมด

2. จากนั้นนำลูกกระวานและกานพลูมาบุบในครกพอแตกแล้วแยกพักไว้ ส่วนตัวยาอื่นๆ (ยกเว้นการบูรและเกล็ดสะระแหน่) นำมาสับด้วยมีดหรือตัดด้วยกรรไกรตัดกิ่งให้เป็นชิ้นเล็กๆ

3. ต้มน้ำในหม้อสเตนเลสปิดฝา รอจนเดือดจัด ใส่สมุนไพรต่างๆ ลงไป (ยกเว้นกระวานและกานพลู) ปิดฝาหรี่ไฟต้มนาน 20 นาทีใส่กระวานและกานพลู ปิดฝาหม้อ หรี่ไฟให้อ่อน ต้มประมาณ 45 นาที ห้ามเปิดฝาเด็ดขาด

4. เมื่อได้เวลาแล้วปิดไฟ นำมากรองเอาแต่น้ำแล้วเติมน้ำตาลลงไป คนให้ละลาย พักให้อุ่น ผสมการบูรและเกล็ดสะระแหน่เข้าด้วยกันคนจนละลายแล้วใส่ลงในน้ำยาที่กรองไว้คนพอเข้ากันอีกครั้ง รินใส่ขวดแก้วให้ถึงคอขวด ปิดฝาเก็บไว้ใช้ได้ 1 เดือน เมื่อมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ให้รับประทานยาธาตุอบเชยครั้งละ 3-5 ช้อนโต๊ะ

Tip

ยาที่ปรุงเสร็จหากเปิดขวดรับประทานแล้วควรเก็บไว้ในตู้เย็น จะช่วยให้เก็บยาไว้ใช้ได้ 1 เดือน

 

 

ภาพ/ข้อมูล : health & cuisine

 

ที่มา: ไทยรัฐ 24 กรกฎาคม 2555

Advertisements

ทางเดินอาหาร…ตรวจให้รู้โรค

ปวดท้อง ท้องผูก ท้องอืดแน่น ล้วนเป็นอาการปวดท้องที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่อาจแฝงด้วยภัยจากโรคทางเดินอาหารได้ทั้งสิ้น

ปวดท้อง ท้องผูก ท้องอืดแน่น ไปตรวจวินิจฉัยด้วยเทคนิคส่องกล้อง ส่องดูทั้งกระเพาะและลำไส้ เจ็บตัวแถมเสียเงิน กลับหาต้นตอความผิดปกติไม่พบ

ผู้ป่วยหลายคนมีอาการของโรคทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก กลืนติด แต่เมื่อไปพบแพทย์แล้ว และได้รับการตรวจส่องกล้องกระเพาะอาหารหรือลำไส้ใหญ่ ไม่พบความผิดปกติใด และบางครั้งแพทย์ก็สั่งยามาให้รับประทานโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง อาการก็เป็นเรื้อรัง ไม่หายซักที

“หนึ่งในสาเหตุของโรคทางเดินอาหาร ที่ตรวจส่องกล้องแล้วไม่พบความผิดปกติ คือ โรคที่มีการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารผิดปกติ” นพ.บุญเลิศ อิมราพร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบาย

โรคที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของทางเดินอาหาร เป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทยและประชากรทั่วโลก โรคเหล่านี้ ได้แก่ โรคกระเพาะที่ไม่ได้เกิดจากแผล โรคลำไส้แปรปรวน รวมถึงโรคกรดไหลย้อน

แนวทางการตรวจวินิจฉัยต้องอาศัย “การตรวจการเคลื่อนไหวทางเดินอาหาร” หรือ Manometry ที่ใช้หลักการของการวัดความดันที่เกิดขึ้นในทางเดินอาหารทั้งขณะพัก และขณะที่มีการเคลื่อนไหว ทำให้สามารถตรวจดูความผิดปกติของการทำงานของอวัยวะนั้นได้

เครื่องมือชนิดนี้สามารถตรวจได้ทั้งการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก เป็นต้น สามารถบอกรายละเอียดว่ามีการเคลื่อนไหวที่ลดลง หรือมีการหดรัดตัวของหูรูดมากเกินไปได้ ดังเช่นกรณีตัวอย่างข้างต้น ที่ทำให้ทราบว่าสาเหตุของท้องผูกเกิดจากการทำงานของหูรูดทวารหนักหดรัดตัวผิดปกติ นอกจากการวินิจฉัยโรคได้แล้ว เครื่องมือชนิดนี้สามารถให้การรักษาแก่ผู้ป่วยได้ด้วย

นพ.บุญเลิศ อธิบายว่า การตรวจไม่จำเป็นต้องใช้ยานอนหลับ หรือยาสลบ มีเพียงสายที่ใช้ในการวัดความดันภายในทางเดินอาหาร และเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมในการบันทึกและแปลผลการตรวจ และยังไม่มีข้อห้ามเฉพาะในการตรวจด้วยเครื่องมือชนิดนี้ และความเสี่ยงในการตรวจก็ต่ำมาก นอกจากนี้การตรวจชนิดนี้ไม่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด

หากตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร แพทย์จะใส่สายตรวจทางจมูก ส่วนการตรวจหูรูดทวารหนัก ก็จะใส่สายทางทวารหนัก ใช้เวลาตรวจเพียง 30-60 นาที หลังจากนั้นแพทย์จะอ่านผลจากคอมพิวเตอร์ซึ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวและการทำงานของหลอดอาหาร

อายุแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารยกกรณีของหญิงไทยวัย 30 ปี ที่มาตรวจด้วยอาการท้องผูกที่เป็นมานาน 10 ปี กินยาระบายทุกวัน ร่วมกับการสวนอุจจาระเป็นบางครั้ง เมื่อปวดอยากถ่าย แต่ก็รู้สึกถ่ายไม่สุด นั่งนาน บางครั้งต้องใช้น้ำฉีด หรือใช้นิ้วล้วงออก เคยได้รับการตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ก็ไม่พบความผิดปกติ

“เมื่อผู้ป่วยได้รับการตรวจดูการเคลื่อนไหวของลำไส้ และตรวจการทำงานของหูรูดทวารหนัก พบว่า ผู้ป่วยมีภาวะหูรูดทำงานไม่สัมพันธ์กับการเบ่งอุจจาระ เรียกง่ายๆ ว่า เบ่งอุจจาระไม่เป็น หรือเบ่งไม่ถูกต้อง และเมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยวิธีการฝึกเบ่งอุจจาระให้ถูกวิธีด้วยการใช้เครื่องมือช่วยฝึกเบ่งอุจจาระ (Biofeedback therapy) ก็สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้สำเร็จ ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องทนทุกข์กับภาวะท้องผูกเรื้อรังได้สำเร็จ” คุณหมอกล่าว

นอกจากนี้ยังสามารถใช้ร่วมกับเครื่องมือตรวจวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน นั่นคือ การตรวจวัดปริมาณกรดไหลย้อนตลอด 24 ชั่วโมง จุดประสงค์ของการตรวจก็เพื่อหาตำแหน่งของหูรูดหลอดอาหาร เพื่อใช้ในการวางสายสำหรับตรวจปริมาณกรดไหลย้อน ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคได้แม่นยำและถูกต้อง

สิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วย นพ.บุญเลิศแนะนำว่า แม้รักษาจนดีขึ้นแล้ว ยังคงต้องดูแลสุขภาพ รับประทานอาหารที่มีกากใย ฝึกการขับถ่ายให้เป็นนิสัย และหมั่นสังเกตความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น เพื่อตระหนักและเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยได้ทันท่วงที

การตรวจนี้ใช้ระยะเวลาประมาณ 30-45 นาที หลังจากนั้นแพทย์จะอ่านผลจากคอมพิวเตอร์ซึ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวและการทำงานของหลอดอาหาร กล้ามเนื้อหูรูดระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารของท่าน จากผลการตรวจนี้ จะนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องท่านไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการเหล่านี้อีกต่อไป

 

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 29 พฤษภาคม 2555

“โรคกระเพาะอาหาร” (Dyspepsia : Non-Ulcer,Ulcer)

อาการ

โรคกระเพาะอาหารทั้งชนิดที่เป็นแผลและไม่เป็นแผล อาการจะคล้ายคลึงกัน คือมีอาการปวดจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ เหนือสะดือ  ปวดใต้ชายโครงซ้าย บางรายปวดแน่นถึงหน้าอก อาการมักเป็น ๆ หาย ๆ และสัมพันธ์กับมื้ออาหาร อาจปวดก่อนอาหารเวลาหิว ปวดหลังอาหารเวลาอิ่ม และอาการจะดีขึ้นได้เมื่อได้รับประทานอาหาร เมื่อโรครุนแรงขึ้นอาจมีอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระดำ หรือเบื่ออาหาร น้ำหนักลด

อาการเตือนที่สำคัญที่ต้องพบแพทย์

เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจเป็นแผลหรือมีเลือดออก หรืออาจเป็นเนื้องอก มะเร็งกระเพาะอาหารได้

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร

1. เชื้อโรคแบคทีเรีย  ชื่อ เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ซึ่งจะติดต่อได้จากการกินอาหาร หรือ ดื่มน้ำที่ไม่สะอาดปนเปื้อนเชื้อโรคเหล่านี้  เชื้อโรคดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดแผลกระเพาะอาหารและมะเร็งบางชนิดของกระเพาะอาหารได้
2. ยาแก้ปวดข้อ ปวดกระดูก (Aspirin และ NSAID) ทำให้มีโอกาสเป็นแผลกระเพาะอาหารหรืออักเสบมากขึ้น การหายของแผลช้า)
3. การสูบบุหรี่ทำให้อัตราการเป็นแผลกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น แผลหายช้า เป็นใหม่ได้ง่าย  ทำให้การตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาได้ผลไม่ดี
4. เหล้า
5. ภาวะเครียด  รับประทานอาหารเผ็ด หรือไม่ตรงเวลา
6. ติดเชื้อทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย  อาหารเป็นพิษ
7. ยารักษาสิว  อาจทำให้เกิดแผลในหลอด อาหาร หรือโรคกระเพาะอาหารได้

อาการปวดท้องที่ควรพบแพทย์ทันที เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม  (Alarming Symptom)

1. ถ่ายดำหรือถ่ายมีเลือดปน
2. น้ำหนักลด
3. ตัวซีด  เหลือง (ดีซ่าน)
4. ปวดรุนแรงนานเป็นชั่วโมง
5. มีอาเจียนรุนแรงติดต่อกัน หรืออาเจียนมีเลือดปน
6. เจ็บหรือกลืนลำบาก
7. มีประวัติครอบครัวป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร
8. คลำก้อนในท้องได้ หรือต่อมน้ำเหลืองโตแนวทางการรักษา

ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดจุกแน่นท้อง จุกเสียด ลมเรอ แสบท้อง มานานไม่เกิน 2 สัปดาห์ และไม่มีอาการเตือนที่สำคัญ   มีแนวทางรักษา ดังนี้

1. รับประทานยาลดกรดในกระเพาะอาหาร
2. งดบุหรี่ งดเหล้า งดอาหารรสเผ็ด รับประทานอาหารให้ตรงเวลา
3. ออกกำลังกาย
4. งดกินยาแก้ปวดข้อ ปวดกระดูกโดยไม่จำเป็น

แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหลังปฏิบัติตามข้างต้น หรืออาการเป็นมานานกว่า 1 เดือน หรือมีอาการเตือนที่สำคัญตั้งแต่ต้น จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยเพิ่มเติม คือ “การส่องกล้องกระเพาะอาหาร”ถ้าไม่มีแผลในกระเพาะอาหาร

ให้ปฏิบัติตามดังกล่าวข้างต้น อาจต้องรับประทานยานาน 4 สัปดาห์ถ้ามีแผลในกระเพาะอาหาร

1. ต้องตัดชิ้นเนื้อจากแผล เพื่อตรวจหาว่าเป็นมะเร็งหรือไม่
2. ต้องตัดชิ้นเนื้อจากส่วนล่างของกระเพาะอาหารเพื่อดูว่ามีเชื้อโรคเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรหรือไม่ ถ้ามีเชื้อโรคดังกล่าวร่วมกับมีแผล ต้องให้ยากำจัดเชื้อโรค 2 สัปดาห์ และให้ยารักษาแผลอีก 4-6 สัปดาห์

การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร นอกจากดูว่ามีแผล เนื้องอก และมะเร็งหรือไม่ ยังสามารถฉีดยาหรือห้ามเลือดด้วยวิธีต่าง ๆ ผ่านการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารในผู้ป่วยที่มีเลือดออกจากกระเพาะอาหาร และสามารถติดตามดูการหายของแผลได้

การป้องกันโรคกระเพาะอาหาร

1. รักษาสุขอนามัย รับประทานอาหารและน้ำดื่มที่สะอาด เพื่อลดอัตราการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดแผลกระเพาะอาหารและมะเร็งบางชนิดของกระเพาะอาหาร
2. งดกินยาแก้ปวดข้อ ปวดกระดูก โดยไม่จำเป็น
3. งดบุหรี่ งดเหล้า งดเผ็ด รับประทานอาหารให้ตรงเวลา ออกกำลังกายคลายเครียด

ข้อมูลจาก นายแพทย์จีรวัส ศิลาสุวรรณ อายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

ด้วยทีมงานคุณภาพของคอลัมน์นี้ ร่วมกับทีมงานรายการทีวี “ชีวิตและสุขภาพ”32 ปีดั้งเดิม ขอนำเสนอ รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศประจำทุกวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 15.00-16.00 น. สำหรับวันจันทร์ที่ 2 ก.ค.55 เวลา 15.00-16.00 น. เสนอเรื่อง “โรคฟันที่เป็นสาเหตุของโรคทางระบบ”  ปรึกษาปัญหาสุขภาพ  ฟรี ที่โทร.0-2940-9030-31 เฉพาะเวลา 15.00-16.00 น. ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ท่านสามารถรับชมได้ทาง PSI ช่อง 26, DYNASAT ช่อง 101, IDEASAT ช่อง 12, INFOSAT ช่อง 12, LEOTECH ช่อง 12, THAISATช่อง 12, GMM Z ช่อง 119

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงศ์

 

ที่มา: เดลินิวส์  1 กรกฎาคม 2555

ปวดท้องรุนแรงจากนิ่วในท่อน้ำดี

ปวดท้องรุนแรงนอกจากมีสาเหตุมาจากเรื่องอาหารที่พบบ่อยแล้ว นิ่วที่อยู่ในถุงน้ำดีและท่อน้ำดีสามารถพบเป็นสาเหตุได้บ่อยอีกเช่นกัน ปวดแน่นท้องรุนแรงคล้าย ๆ กัน อาจเป็นครั้งคราวแล้วค่อยคลายหายไป วันหนึ่งอาจกลับมาปวดใหม่อีกได้ ตราบใดที่ก้อนนิ่วยังพลิกไปมาได้ หรือก้อนนิ่วที่มีหนามรอบไปเกาะบริเวณปากท่อน้ำดีติดแน่นจะทำให้ปวดมากไม่ผ่อนคลายเลย

ถุงน้ำดี เป็นแหล่งเก็บน้ำดีผลิตมาจากตับ อาหารเมื่อกลืนลงสู่กระเพาะอาหารผ่านมาบังลำไส้ส่วนต้น จะเกิดสัญญาณให้หูรูดปากถุงน้ำดีคลายตัว ถุงน้ำดีถูกบีบให้น้ำดีค่อยไหลออกสู่ลำไส้เพื่อย่อยอาหาร

น้ำดี จะผลิตจากตับลงมาเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี คอยไปย่อยสลายไขมันในอาหาร แล้วถูกดูดซึมเข้าร่างกาย องค์ประกอบของน้ำดีประกอบด้วย โคเลคซิทิน เกลือน้ำดี ฯลฯ อยู่ในภาวะสมดุล ถ้าไม่สมดุลจะทำให้เกิดเป็นก้อนนิ่วขึ้นมา

พบบ่อยในคนประเภทใด แต่ก่อนนานมาแล้ว มักกล่าวกันว่าจะพบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย รูปร่างเจ้าเนื้อหน่อย อายุราว 40 ปีขึ้นไป และร่างกายสมบูรณ์อยู่ดีกินดี แต่มายุคปัจจุบัน คนไทยกินอาหารแบบตะวันตกมากขึ้น ไขมันมากขึ้น จึงพบได้ทั้งชายหญิงพอกัน รูปร่างผอม ๆ ก็ยังพบนิ่วได้

อาการ จะมีอาการอืด แน่นท้อง หลังอาหารไม่ย่อย จุกเสียดบริเวณชายโครงขวา อาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย รายที่มีการติดเชื้อแทรกจะมีไข้ หนาวสั่น

นิ่วในถุงน้ำดี ถ้าเป็นก้อนเล็ก ๆ อาจมีหลายก้อน ไม่มีอาการก็พบบ่อยอยู่ไปเรื่อย ๆ หลายปี คนไข้ประเภทนี้มักตรวจพบโดยบังเอิญ เช่น ไปเอกซเรย์ปอดเข้า เห็นนิ่วในถุงน้ำดี หากไม่มีอาการอะไร และเป็นก้อนเล็ก ๆ จะปล่อยทิ้งไว้ก็ได้ บางคนบอกอยู่นานถึง 20 ปี หากขนาดเกิน 1 ซม. ก็ควรจะไปพบแพทย์เพื่อพิจารณาตัดออก หรือหากมีโรคประจำตัวอยู่ด้วย เช่น หัวใจ เบาหวาน ตับ ไต ขณะยังไม่มีอาการก็ควรเอาออกเสียดีกว่า ถ้าไปปวดตอนมีโรคแทรกซ้อนอยู่จะอันตรายเพิ่มขึ้น

นิ่วในท่อน้ำดี จะค่อยเคลื่อนจากถุงน้ำดีลงมา ขนาดแตกต่างกันจากเล็กไปใหญ่ ก้อนเล็กอาจผ่านหลุดเองลงไปในลำไส้ได้ หากเป็นก้อนโตเกิน 1 ซม. มักจะติดอยู่ในท่อน้ำดี ถ้าอุดตันน้ำดีผ่านไม่ได้จะทำให้เกิดตัวเหลืองตาเหลือง หากติดเชื้อร่วมด้วยจะมีไข้ หนาวสั่น

นพ.จีรศักดิ์ วรรณประเสริฐ ศัลยแพทย์ส่องกล้องทางเดินอาหาร รพ.ราชวิถี กรมการแพทย์ บอกว่านิ่วในท่อน้ำดียังพบอยู่เสมอ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง มักถูกส่งต่อมาจากต่างจังหวัด โดยทั่วไปนัดทำส่องกล้องเอาออกเลย ถ้าก้อนเล็กอาจขบแล้วใช้บอลลูนหรือเป็นตะกร้าไปสวมก้อน แล้วค่อยดึงออกมา ค่อย ๆ ทำตามวิธีการ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องอยู่โรงพยาบาล ทำแล้วกลับบ้านได้ รายที่เป็นก้อนใหญ่มาก อาจพิจารณาใช้แสงเลเซอร์ยิงไปที่ก้อนให้สลายเล็กลง บางครั้งต้องใช้เวลานาน อาจใส่ท่อให้น้ำดีไหลผ่านได้ชั่วคราว แล้วนัดมาทำใหม่ 1-3 เดือน คนไข้บางคนใจร้อน ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ต้องมาบ่อย อยากให้ผ่าตัดออกครั้งเดียวเลย โรงพยาบาลเตียงว่างยาก ทำแบบคนไข้นอกสะดวกกว่า

คนไข้หญิงอายุ 45 ปี มาด้วยอาการปวดท้องบ่อย เป็น ๆ หาย ๆ มาบ่อยครั้ง เคยพบมีนิ่วในถุงน้ำดีจากการไปตรวจเอกซเรย์ปอด ไม่มีอาการเลยขอรอไปก่อน 5 ปีต่อมา เริ่มปวดท้องมากและตัวเหลือง จึงถูกส่งตัวมา ตรวจพบนิ่วก้อนใหญ่ในท่อน้ำดี แพทย์ได้ส่องกล้องใส่สายยางเข้าท่อน้ำดี ขบนิ่วให้เล็กลง ไล่ล้างนิ่วก้อนเล็ก ๆ ออกมา ทำอยู่ราว 1 ชม. เอาออกไม่ได้ มีคนไข้รออีก 6 คน จึงใส่สายยางคาไว้พอให้น้ำดีไหลผ่านได้ นัดอีก 1 เดือนมาทำใหม่ คนไข้มาตามนัด คราวนี้ใช้เลเซอร์ยิงช่วย ก้อนใหญ่แตกเล็กลง แล้วค่อย ๆ ดึงออกจนหมด น้ำดีไหลลงลำไส้สะดวก ไม่ปวด ตัวไม่เหลืองอีกแล้ว

ปวดท้องจากนิ่วในท่อน้ำดี หากก้อนไม่โตมาก จะส่องคล้องเอาออกได้เลย ก้อนโตจะสลายโดยใช้แสงเลเซอร์ช่วยให้เล็กลงแล้วค่อยดึงออก การรักษาพัฒนาขึ้นแต่การป้องกันยังไม่มีข้อกำหนดแน่นอน เข้าใจว่าเกิดจากอาหารไม่สมดุล.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี

 

ที่มา: เดลินิวส์ 13 พฤษภาคม 2555

ปวดท้องมากจากเส้นเลือดลำไส้อุดตันอันตราย

โรคปวดท้องเป็นโรคที่พบบ่อย ลักษณะการปวดจะมีรูปแบบต่าง ๆ กัน บางคนปวดน้อย ปวดมาก เป็น ๆ หาย ๆ อาการไม่ทรมานมาก ส่วนใหญ่จะเป็นผลจากเรื่องอาหารการกิน กินอาหารที่ย่อยยาก กินพร่ำเพรื่อ รอสักระยะหนึ่งอาจค่อยหายไปเอง หากพฤติกรรมยังไม่เปลี่ยน ในไม่ช้าจะเป็นใหม่อีก เป็น ๆ หาย ๆ จนชิน

สาเหตุของโรคปวดท้องมีมากมาย ในเด็กเล็กพยาธิในท้องเคลื่อนไหวก็ทำให้ปวดท้องได้ นิ่วในถุงน้ำดีก็เป็นสาเหตุสำคัญที่พบบ่อยทำให้ปวดท้อง ปวดมากจนตัวงอนิ่ง รุนแรงจนไปไม่ไหว สาเหตุอื่น ๆ จากลำไส้อักเสบเรื้อรังจากถุงลมเล็ก ๆ ที่เกาะลำไส้อักเสบ เป็นสาเหตุที่พบน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องอาหารมากสุด อาหารติดเชื้อ อาหารย่อยยาก อาหารเน่าบูดเสีย ฯลฯ

เรื่องปวดท้องที่อยากคุยในวันนี้ พบน้อย แต่ก็ยังมีประปรายให้เห็น ที่สำคัญคือเป็นเรื่องอันตรายถึงชีวิตถ้าหากไม่ได้รับการแก้ไข ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที ให้รับการตรวจวินิจฉัยโรคเพื่อผ่าตัดรักษา

เส้นเลือดลำไส้อุดตัน เป็นโรคที่พบไม่บ่อยนัก เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงลำไส้เกิดมีก้อนเลือดไปอุดตัน ทำให้ลำไส้ขาดเลือดไปเลี้ยง จะสีคล้ำไปจนถึงเน่าเสีย ไม่เคลื่อนไหวดังเดิม จะทำให้เกิดอาการปวดท้องอย่างมาก ปวดนิ่งตัวงอ เมื่อพบต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

สาเหตุที่ทำให้มีก้อนเลือดไปอุดตัน จะมาจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ได้แก่ โรคหัวใจ หัวใจที่เต้นผิดปกติ ผู้ที่เปลี่ยนลิ้นหัวใจยังทำงานไม่ดี จะทำให้เกิดก้อนเลือดไหลตามกระแสเลือดไปอุดได้ นอกจากนี้ก็เป็นโรคที่เกี่ยวกับเลือดแข็งตัวไม่ปกติ ผนังเส้นเลือดอักเสบ การไหลเวียนของเลือดไม่ปกติในคนที่นั่งหรือนอนนาน ๆ ไม่เปลี่ยนท่า เช่น อยู่บนเครื่องบิน ท่านั่งนาน ๆ ไม่ขยับลุกเดินบ้างเลย ไปจนถึงผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ กินยาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด ล้วนเป็นสาเหตุชักนำให้เลือดรวมตัวเป็นก้อนล่องลอยตามกระแสเลือดไปอุดเส้นเลือดลำไส้ให้ปวดท้องเฉียบพลันได้

การวินิจฉัยโรค คนไข้จะปวดท้องเฉียบพลัน ปวดรุนแรงมาก มีข้อสังเกตที่บริเวณหน้าท้องจะนุ่ม ไม่แข็งคล้ายแผ่นกระดานเหมือนผู้ที่ปวดท้องจากไส้ติ่งอักเสบแตกหรือลำไส้ทะลุเกิดการติดเชื้อ หน้าท้องจะแข็งมาก รังสี MRI จะช่วยได้มาก แพทย์ทางรังสีจะเป็นผู้บอกได้แม่นยำ อาจชัดเจน พบน้ำในช่องท้องและลำไส้บวม

การรักษา ด้วยการผ่าตัดทันที ตัดลำไส้เล็กส่วนที่เน่าเสีย จะเห็นเป็นรอยคล้ำแล้วต่อปลายลำไส้ดีที่สีเป็นปกติเข้าด้วยกัน จุดที่ทำให้ลำไส้อุดตันส่วนนั้นถูกตัดออกหมด หลังจากนั้นสภาพคนไข้จะค่อยเข้าสู่ภาวะปกติ

คนไข้หญิงอายุ 50 ปี เคยมีประวัติเป็นโรค SLE โรคไต กินยาสเตียรอยด์ครั้งคราว มีประวัติเคยปวดท้องครั้งหนึ่ง สงสัยก้อนเลือดอุดตัน แต่เป็นไม่มาก อาการค่อยคลายลงหายไปเอง มาคราวนี้เกิดปวดท้องเฉียบพลันรุนแรงปวดทั่วท้อง ปวดมากจนนิ่งตัวงอ ถูกนำส่งโรงพยาบาลราชวิถี ตรวจคลำหน้าท้องยังนุ่มไม่แข็ง แพทย์ทางรังสีดูจากภาพเงาของลำไส้บวมและเห็นน้ำในช่องท้อง วินิจฉัยลำไส้ส่วนหนึ่งไม่ทำงานจากก้อนเลือดอุดตัน


นพ.สมบูรณ์ ทรัพย์วงศ์เจริญ ศัลยแพทย์ รพ.ราชวิถี และคณะ ได้ผ่าตัดเปิดช่องท้อง พบลำไส้เล็กส่วนหนึ่งสีคล้ำ แสดงถึงลำไส้ส่วนนั้นเน่าเสียไม่ทำงาน จึงได้ตัดออก เอาส่วนที่ดีทั้งสองข้างมาเย็บต่อกัน หลังผ่าตัดคนไข้ค่อยกลับคืนดีเป็นปกติ

หลังจากหายกลับบ้าน คนไข้ก็จะต้องระมัดระวังการตรวจสุขภาพเป็นระยะ รวมทั้งติดต่อแพทย์คอยควบคุมการแข็งตัวของเลือดให้เป็นปกติต่อไป ตรวจดูส่วนต่าง ๆ ของร่างกายว่าจะมีส่วนใดบ้างที่จะเป็นสาเหตุชักนำให้มีโอกาสเกิดเป็นก้อนเลือดขึ้นได้ โรคนี้จะต้องมีสาเหตุนำมาจากอวัยวะอื่น เราไม่พบโรคนี้บ่อย แต่เมื่อพบแล้วไม่ได้รีบช่วยแก้ไขทันท่วงทีจะทำให้พลาดโอกาสการรักษาได้

ปวดท้องเฉียบพลันจากเส้นเลือดลำไส้ถูกอุดตัน ทำให้ลำไส้เน่าเสียไม่ทำงาน ไม่พบบ่อย หากไม่รู้ปล่อยทิ้งไว้จะอันตรายถึงชีวิตได้.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 29 เมษายน 2555

โรคไอบีเอส (IBS) Irritable Bowel Syndrome

ใครก็ตามที่มีอาการท้องเสีย ท้องผูก ปวดบริเวณท้องน้อยเป็น ๆ หาย ๆ อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ว่าจะต้องเป็นมะเร็งเสมอไป เพราะอาจเป็นแค่โรคไอบีเอสก็ได้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร สาขาวิชาโรคระบบทางเดินอาหาร ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า โรคไอบีเอส หรือโรคลำไส้ทำงานแปรปรวน พบได้ตั้งแต่วัยหนุ่มสาว วัยทำงาน ไปจนถึงอายุมาก เราให้ความสนใจโรคนี้ เพราะช่วงหลังมีการวินิจฉัยโรคไอบีเอสเพิ่มขึ้นอย่างมาก ความจริงโรคนี้มีมานานแล้ว แต่วินิจฉัยยาก ส่วนใหญ่จะวินิจฉัยจากอาการ จากการสำรวจเมื่อหลายปีก่อน โดยสอบถามประชาชนทั่วไปในกรุงเทพฯที่ไม่เคยมาพบแพทย์ประมาณ 3,400 คนว่าเคยมีอาการที่เข้ากับโรคไอบีเอสหรือไม่ พบว่า 15% มีอาการเข้าได้กับไอบีเอส ซึ่งถือว่าเยอะมาก

โรคไอบีเอสไม่ใช่โรคมะเร็ง ไม่กลายเป็นมะเร็ง ไม่ตาย ไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่เป็น ๆ หาย ๆ หรืออาจจะเป็นตลอดชีวิต สร้างความรำคาญและทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วยเป็นอย่างมาก

อาการหลัก ๆ คือ ปวดท้องน้อยเป็นระยะ ๆ ลักษณะปวดแล้วก็คลาย ร่วมกับมีอาการถ่ายอุจจาระผิดปกติ ซึ่งเป็นได้ 2 แบบคือ ท้องเสีย หรือ ท้องผูก บางรายท้องผูกสลับกับท้องเสีย 2 สัปดาห์ท้องเสีย อีก 2 สัปดาห์ท้องผูกก็ได้ อีกอาการ คือ จะมีลมเยอะมาก คนไข้จะผายลมเยอะ เวลาถ่ายอุจจาระจะมีลมออกมา ทั้งนี้จะตรวจไม่พบความผิดปกติทางพยาธิสภาพที่ลำไส้ เช่น ส่องกล้องตรวจลำไส้จะไม่พบการอักเสบ ไม่มีแผล ไม่มีเนื้องอกหรือมะเร็ง และเมื่อตรวจเลือดก็ไม่พบความผิดปกติ รวมทั้งไม่มีโรคของอวัยวะอื่น ๆ ที่จะมีผลให้การทำงานของลำไส้

ปัจจุบันยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง แต่มีการศึกษาเพิ่มขึ้นพบว่า การบีบตัวหรือเคลื่อนตัวของลำไส้ผิดปกติ ซึ่งเป็นผลจากการหลั่งสารซีโรโทนินผิดปกติ โดยสารซีโรโทนินเป็นสารที่หลั่งจากปลายประสาทมาเลี้ยงลำไส้ สารตัวนี้จะมีผลต่อการบีบตัวมากหรือบีบตัวน้อย คือ บีบมากขึ้นก็ทำให้ท้องเสีย บีบน้อยอุจจาระไม่ออกก็กลายเป็นท้องผูก

นอกจากนี้ยังมีตัวกระตุ้นที่สำคัญ คือ ความเครียด อาหารรสจัด รสเผ็ด รสเปรี้ยว อาหารมันที่กระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวมากขึ้น

สำหรับการรักษา เดิมไม่มีแนวทางในการรักษาเป็นการเฉพาะ ท้องเสียก็ให้ยาแก้ท้องเสีย หรือท้องผูกก็ให้ยาระบาย ปวดท้องก็ให้ยาลดการเกร็งตัวของลำไส้ แต่พอรู้ว่ามีการหลั่งสารซีโรโทนินผิดปกติ ปัจจุบันมีการคิดค้นยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะกับการหลั่งสารซีโรโทนิน มีการนำยาดังกล่าวเข้ามาในบ้านเราแล้ว แต่เนื่องจากราคาแพงมาก การใช้จึงยังไม่แพร่หลาย อีกทั้งข้อเสียคือมีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก ต้องระวัง ในช่วงแรกยาในกลุ่มนี้ถูกห้ามขายเพราะทำให้ลำไส้ขาดเลือด กลายเป็นลำไส้เน่า แต่ยาที่ผลิตออกมาใหม่ผลข้างเคียงน้อยลงกว่าเดิมมาก ทางองค์การอาหารและยาของสหรัฐก็อนุมัติให้ใช้ยาดังกล่าวได้

ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าวว่า สิ่งที่คนไข้ยังกังวลคือ กลัวว่าจะเป็นมะเร็ง พอกังวลก็ยิ่งไปกระตุ้นทำให้เกิดอาการมากขึ้น คนไข้ก็จะไปพบแพทย์หลายโรงพยาบาล บางทีแนะนำไม่เชื่อ ก็จะไปหาแพทย์คนอื่นเรื่อย ๆ ซึ่งยังไงก็รักษาไม่หาย ไปโรงพยาบาลไหนก็เหมือนกัน ดังนั้นขอให้สบายใจได้ว่าไม่เป็นมะเร็ง ดังนั้นสิ่งที่อยากเน้นย้ำ คือ แพทย์จะต้องอธิบายลักษะของโรค ลักษณะการดำเนินโรคให้คนไข้เข้าใจ เพราะบางคนเก็บตัวไม่กล้าออกจากบ้านไปทำธุระเพราะกลัวจะไปท้องเสียข้างนอก บางคนตรงดิ่งไปที่ทำงานแล้วจะไม่ออกไปไหนเลย คนไข้ทุกข์ทรมานจิตใจมาก จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า วิตกกังวล เยอะมาก ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง ประสิทธิภาพการทำงานลดลง แต่ถ้าคนไข้เข้าใจลักษณะของโรคว่ามันเรื้อรัง แต่ไม่เป็นมะเร็ง ไม่ตาย เพียงแต่รักษาไม่หายก็จะทำใจได้ ดังนั้นอย่ากังวลมาก ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไปกระตุ้น ทั้งอาหารรสเผ็ด เปรี้ยว อาหารมัน ที่สำคัญไม่ควรกินมากจนเกินไปในแต่ละมื้อ เพราะถ้ากินมาก กระเพาะอาหารขยายตัวมากมันจะไปหลั่งสารที่ทำให้ลำไส้บีบตัวมาก

สิ่งที่ต้องระวัง คือ ถ้ามีอาการปวดท้องรุนแรงผิดปกติ ถ่ายเป็นเลือด น้ำหนักลดมาก ๆ เบื่ออาหาร มีไข้ อาจเป็นโรคมะเร็งได้ เพราะโรคไอบีเอสจะไม่มีการถ่ายเป็นเลือด ถ้าถ่ายเป็นเลือดแสดงว่าไม่ใช่ไอบีเอสต้องมาพบแพทย์เพื่อส่องกล้องตรวจวินิจฉัย โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปอาจต้องระวังโรคมะเร็งสำไล้เพราะอาการเริ่มต้นจะคล้ายกับโรคไอบีเอส

ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าวว่า ในโอกาสที่ได้รับเลือกเป็นประธานสมาคมแพทย์ทางเดินอาหารภาคพื้นเอเชียแฟซิฟิกซึ่งมีสมาชิก 22 ประเทศ ในปี 2555 จะมีการจัดประชุมระหว่างวันที่ 5-8 ธ.ค. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีแพทย์ระบบทางเดินอาหารมาร่วมประชุมประมาณ 3,000-4,000 คน ถือเป็นเกียรติของประเทศไทยที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม และที่สำคัญ นอกจากแพทย์จะได้รับความรู้ใหม่ ๆ จากการประชุมแล้ว ยังจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศด้วย.

นวพรรษ บุญชาญ

ที่มา: เดลินิวส์ 18 ธันวาคม 2554

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

โรคไอบีเอส (IBS) หรือชื่อเต็มเป็นภาษาอังกฤษคือ โรค Irritable Bowel Syndrome หรือในชื่อไทยคือโรคลำไส้ทำงานแปรปรวน โรคนี้ไม่ได้เป็นโรคใหม่แต่เป็นโรคที่มีมานานแล้ว เนื่องจากเป็นโรคที่วินิจฉัยได้ยากเนื่องจากอาการของโรคไม่มีความเฉพาะเจาะจง แพทย์จึงไม่ได้มีการวินิจฉัยโรคนี้ ในปัจจุบันมีความรู้เกี่ยวกับโรคไอบีเอสเพิ่มมากขึ้นและมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยโรคไอบีเอสให้ชัดเจนขึ้น จึงมีการวินิจฉัยโรคนี้เพิ่มมากขึ้น

โรคไอบีเอสคืออะไร

โรคไอบีเอสหรือโรคลำไส้ทำงานแปรปรวน เป็นโรคของลำไส้ที่ทำงานผิดปกติไป ทำให้เกิดการปวดท้องร่วมกับมีอาการท้องเสียหรือท้องผูก หรือท้องเสียสลับกับท้องผูก โดยที่ตรวจไม่พบความผิดปกติทางพยาธิสภาพที่ลำไส้ เช่น ส่องกล้องตรวจลำไส้จะไม่มีการอักเสบ ไม่มีแผล ไม่มีเนื้องอกหรือมะเร็ง เป็นต้น และการตรวจเลือดต่าง ๆ ก็ไม่พบความผิดปกติ รวมทั้งไม่มีโรคของอวัยวะอื่น ๆ ที่จะมีผลให้การทำงานของลำไส้ผิดปกติ เช่น โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ หรือโรคเบาหวาน เป็นต้น โรคไอบีเอสเป็นโรคเรื้อรังมักเป็น ๆ หาย ๆ หรืออาจเป็นตลอดชีวิต เป็นโรคที่ไม่ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมแม้จะเป็นมาหลาย ๆ ปี และไม่ทำอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่เป็นโรคที่สร้างความรำคาญและความทุกข์ทรมานให้ผู้ป่วยอย่างมากได้ เนื่องจากผู้ป่วยจะวิตกกังวลว่าทำให้โรคไม่หายแม้ได้ยารักษา ทำให้มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยโรคจะรบกวนการดำรงชีวิตปกติของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ มีการหยุดงานบ่อยและมีประสิทธิภาพของการทำงานลดลง

โรคไอบีเอสพบบ่อยหรือไม่

ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปพบร้อยละ 10-20 ของประชากร ในประเทศญี่ปุ่นพบร้อยละ 25 ของประชากร ในประเทศไทยมีข้อมูลค่อนข้างน้อยในการศึกษาเรื่องนี้ ข้อมูลที่มีอยู่คือ พบได้ประมาณร้อยละ 7 ของประชากร แต่ถ้าศึกษาเฉพาะกลุ่มผู้ป่วย ที่มีอาการท้องเสียเรื้อรังมาพบแพทย์จะพบว่าเป็นโรคไอบีเอสถึงร้อยละ 10-30 จากตัวเลขดังกล่าวในประเทศไทยจะมีผู้ป่วยไอบีเอส ประมาณไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน

ซึ่งอาจจะเป็นการประมาณที่ต่ำกว่าเป็นจริง เพราะว่าในรายที่มีอาการไม่มากอาจคิดว่าตนเองไม่ได้เป็นโรคนี้ พบว่ามีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 15เท่านั้นที่ไปพบแพทย์เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นโรคร้ายแรง เช่นกลัวเป็นมะเร็ง มากกว่าที่จะไปพบแพทย์เพราะความรุนแรงของโรค

โรคไอบีเอสพบบ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย จริงหรือไม่

ในต่างประเทศในทั่วไปพบโรคไอบีเอสได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2:1 ถึง 4:1 สำหรับสาเหตุที่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายนั้นยังไม่รู้ว่าสาเหตุที่แน่นอน สิ่งหนึ่งที่มีความแตกต่างกันคือ ผู้หญิงเมื่อมีอาการของโรคแม้จะไม่รุนแรงมักจะไปพบแพทย์มากกว่าผู้ชาย ส่วนข้อมูลในบ้านเราพบในผู้หญิงและผู้ชายในจำนวนใกล้เคียงกันหรือพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเล็กน้อย

โรคไอบีเอสพบบ่อยในวัยใด

โรคไอบีเอสพบได้ทุกวัยตั้งแต่ในวัยรุ่นจนถึงวัยสูงอายุ โดยพบได้บ่อยในคนวัยทำงานคือ อายุเริ่มต้นเฉลี่ยระหว่าง 20-30 ปี และจะพบได้บ่อยไปจนถึงอายุ 60 ปี หลังอายุ 60 ปี จะพบน้อยลง และพบว่าโรคไอบีเอสมักพบได้บ่อยในคนที่มีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมชั้นกลางถึงชั้นสูง

จะรู้ได้อย่างไรว่าท่านเป็นโรคไอบีเอส

ในคนปกติการถ่ายอุจจาระของแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันมาก บางคนจะถ่ายอุจจาระทุกวัน บางคนถ่ายอุจจาระเป็นบางวัน โดยทั่วไปถือว่าการถ่ายอุจจาระที่ปกติคือการถ่ายอุจจาระ ไม่เกิน 3 ครั้งต่อวัน หรือไม่น้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ลักษณะอุจจาระที่ปกติจะต้องเป็นก้อนแต่ต้องไม่แข็งเป็นลูกกระสุนหรือเหลวมาก หรือเป็นน้ำ ต้องไม่มีเลือดปนและไม่มีปวดเกร็งท้องร่วมด้วย

อาหารที่มีกากหรือเส้นใย (Fiber) จะช่วยลดอาการของไอบีเอสได้

อาการสำคัญของผู้ป่วยไอบีเอสคือปวดท้อง ส่วนใหญ่มักปวดท้องน้อย ลักษณะจะเป็นปวดเกร็ง อาการปวดจะดีขึ้นหลังถ่ายอุจจาระ พร้อม ๆ กับปวดท้องผู้ป่วยจะมีความปกติของการถ่ายอุจจาระร่วมด้วย อาจเป็นท้องเสียหรือท้องผูกก็ได้หรือเป็นท้องผูกสลับท้องเสีย ลักษณะอุจจาระจะเปลี่ยนไปเป็นก้อนแข็งหรือเหลวจนเป็นน้ำ ผู้ป่วยอาจถ่ายอุจจาระลำบากขึ้นต้องเบ่งมากหรืออาจรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระทันทีกลั้นไม่อยู่ผู้ป่วยจะรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระบ่อย ๆ แม้เพิ่งจะไปถ่ายอุจจาระมามีความรู้สึกถ่ายไม่สุด จะมีถ่ายเป็นมูกปนมากับอุจจาระมากขึ้น ผู้ป่วยจะมีท้องอืดมีลมมากในท้อง เวลาถ่ายอุจจาระมักมีลมออกมาด้วย ผู้ป่วยมักมีอาการแบบนี้เป็น ๆ หาย ๆ รวมเวลาแล้วมักเป็นเกิน 3 เดือน ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มักมีประวัติเป็นมานานหลายปี

ถ้าผู้ป่วยมีอาการถ่ายเป็นเลือด มีไข้ น้ำหนักลด ซีดลง มีอาการช่วงหลังเที่ยงคืน หรือมีอาการปวดเกร็งท้องมากตลอดเวลา อาการเหล่านี้บ่งชี้ว่าไม่ใช่โรคไอบีเอส

โรคไอบีเอสวินิจฉัยได้อย่างไร

โรคไอบีเอสจะได้รับการวินิจฉัยก็ต่อเมื่อแพทย์ได้วินิจฉัยแยกโรคอื่น ๆ แล้วหรือหาโรคอื่นที่จะอธิบายว่าเป็นสาเหตุของโรคไอบีเอสไม่ได้ ในวัยรุ่นหรือผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปีแพทย์จะวินิจฉัยโรคไอบีเอส โดยอาศัยอาการของผู้ป่วยเป็นหลัก และจะให้การรักษาไปก่อนโดยไม่จำเป็นต้องทำการสืบค้น สำหรับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาหรือผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 หรือ 50 ปี นอกจากแพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดและจะทำการสืบค้นได้แก่ตรวจเลือด ตรวจอุจจาระ ตรวจเอกซเรย์ลำไส้ใหญ่ หรือส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ซึ่งผลการตรวจร่างกายและการสืบค้นต่าง ๆ จะต้องอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ที่มา : เดลินิวส์ 27 พฤศจิกายน 2554

ไทฟอยด์ร้าย! อาจทำลำไส้ทะลุ

ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย ถูกจัดเป็นหนึ่งในโรคที่ควรระมัดระวังในช่วงหน้าร้อน ซึ่งในปัจจุบันโรคดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาสุขภาพที่รุนแรงสำหรับผู้ที่ปฏิบัติตัวถูกหลักสุขอนามัย ในทางตรงกันข้าม การระบาดของไทฟอยด์ยังพบได้ถิ่นทุรกันดาร ประเทศด้อยพัฒนา หรือบริเวณที่เกิดภัยพิบัติธรรมชาติรุนแรงจนเกิดปัญหาด้านสาธารณสุข

สำหรับไทฟอยด์ พญ.รุ่งอรุณ สันทัดกลการ ผู้อำนวยการแพทย์ รพ.พญาไท 1 อธิบายว่า เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Salmonella Typhi ที่เข้าทางปาไปติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ติดต่อได้ง่าย เพียงแค่มือสัมผัสถูกเชื้อแล้วหยิบอาหารใส่ปากรับประทาน ก็จะทำให้เชื้อเข้าไปก่อตัวอยู่ที่ลำไส้ ทำให้มีอาการไข้สูง 2-3 วัน ร่วมกับรู้สึกปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ในรายที่มีอาการรุนแรงจะถ่ายอุจจาระเหลว และมีเลือดปน โดยอุบัติการณ์ร้ายแรงของโรคนี้เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เคยทำให้ผู้ป่วยลำไส้ทะลุและเปื่อย จนต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษาลำไส้อย่างฉุกเฉิน ทั้งยังเสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือด เกิดโรคแทรกซ้อนทางสมอง และหลอดลมอักเสบได้

สู่สถานการณ์ของโรคในขณะนี้  พญ.รุ่งอรุณ ระบุว่า หลาย ๆ พื้นที่ที่สามารถเข้าถึงยาที่ใช้รักษาโรคดังกล่าว คือ ยาในตระกูลเพนิซิลิซัลฟา รวมทั้งในท้องถิ่นมีการรณรงค์ด้านสาธารณสุขให้ผู้คนรักษาความสะอาด กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ เมื่อป่วยด้วยโรคไทฟอยด์ก็จะถูกรักษาให้หายได้อย่างรวดเร็ว ไม่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงเหมือนในอดีต

นอกจากนี้ พญ.รุ่งอรุณ ยังบอกอีกว่า ผู้ที่ป่วยอาจต้องระวังร่างกายขาดน้ำ เสียเกลือแร่ ภาวะช็อกหรือถ่ายเป็นเลือด ส่วนผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง หากป่วยเป็นโรคไทฟอยด์ ร่างกายก็สามารถเยียวยาให้หายได้เอง

แนวทางการป้องกันโรคไทฟอยด์ พญ.รุ่งอรุณ แนะนำให้ผู้ที่จะต้องเดินทางไปยังประเทศด้อยพัฒนา พื้นที่ประสบภัยพิบัติ และบริเวณที่มีรายงานการระบาดของโรค ควรเข้ารับวัคซีนป้องกันไทฟอยด์ ที่ปัจจุบันในเมืองไทยมี 2 ชนิด คือ วัคซีนชนิดฉีด (Parenteral Typhoid vaccine) และวัคซีนชนิดรับประทาน (Oral Typhoid Vaccine) โดยแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าผู้ต้องการรับวัคซีนเหมาะสมกับชนิดใด.

takecareDD@gmail.com

 

 

ที่มา: เดลินิวส์     17 พฤษภาคม 2553