ทำไมเราถึงปวดหลัง ? แล้วมันอันตรายแค่ไหน ? จะระวังและป้องกันอย่างไร ?

          ทำไมเราถึงปวดหลัง ? แล้วมันอันตรายแค่ไหน ? จะระวังและป้องกันอย่างไร ?

 

       นั่นทำให้ต้องไปนั่งคุยกับทีมแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ศ.น.พ.เจริญ โชติกวณิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ น.พ.อนุกูล ธารางกูรวงศ์

       ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (ออร์โธปิดิกส์) ผศ.น.พ.วิศาล คันธารัตนกุล แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู พร้อมด้วย พ.ญ.ณิฎชธร มติพัฒน์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

       ปัจจุบัน โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ได้รับมาตรฐาน CCPC (Clinical Care Program Certification) ด้านโรคปวดหลังจาก JCI (Joint Commission International) สถาบันที่ให้การรับรององค์กรที่ให้บริการสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา

       หากถามว่าอาการปวดหลังเกิดกับใคร ?

       คำตอบคือ มักจะเป็นกับวัยทำงาน นั่นคือคนที่มีอายุ ต่ำกว่า 50 ปี มักมีสาเหตุจากการพลัดตก นั่งผิดท่า นั่งนาน อยู่หน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ ยกของหนักโดยไม่ระมัดระวัง การทำงานเกี่ยวกับดึงรั้งผลักดันสิ่งของหนัก ๆ เหล่านี้ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้

       ส่วนผู้ที่สูงอายุ 50-60 ปี มักเกิดจากความเสื่อมของข้อต่อ หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน กระดูกสันหลังคดงอ กระดูกยุบ หรือหักพรุน

       นอกจากนั้นยังเกิดจากการติดเชื้อ บาดเจ็บรุนแรงุ เนื้องอกในกระดูก สันหลัง เนื้องอกของเนื้อเยื่อประสาท เป็นมะเร็งที่ปอด ตับ ต่อมไทรอยด์ หรือต่อมลูกหมากแล้วกระจายมาที่กระดูกสันหลัง เช่นเดียวกับคนอ้วน น้ำหนักเยอะ ก็ปวดหลังได้

        และสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ก็คือ “บุหรี่” เพราะสารพิษจะทำให้หมอน รองกระดูกสันหลังและข้อต่อเสื่อมค่อนข้างเร็ว และทำให้กระดูกบางและพรุน

        ตามปกติผู้ที่มาหาหมอมักจะมีอาการปวดที่ข้อเข่า ไหล่ คอ และหลัง โดยการปวดหลังจะเป็นประมาณ 30% ของอาการปวดทั้งหมด

        อาการปวดหลังจะมีสองแบบ คือปวดที่หลัง และปวดร้าวลงขา อาการปวดที่หลังจะปวดตื้อ ๆ ตึง ๆ หรือหลังแข็ง ก้มไม่ค่อยลง  ส่วนการปวดร้าวลงขา เกิดจากโพรงหรือช่องกระดูกสันหลังตีบจะปวดชา ถ้าเคลื่อนมากจะกดทับรากประสาททำให้ขาชาไม่มีแรง

        การวินิจฉัยนั้นจะดูจากประวัติ การตรวจร่างกาย หากปวดร้าวลงขาอาจต้องตรวจด้วยเครื่อง CT. MRI เพื่อการวินิจฉัยที่ละเอียดขึ้น

         สำหรับการรักษาจะมีทั้งการให้ความรู้ ให้ยาแก้ปวด แก้อักเสบ คลายกล้ามเนื้อ และการผ่าตัด

         หากมีข้อบ่งชี้เช่น ปวดหลังมากและร้าวลงขา ขาไม่มีแรง ชา มีไข้ มีสิทธิที่จะต้องผ่าตัด

        หลังจากนั้นจะมีการฟื้นฟู โดยแนะนำให้เคลื่อนไหวร่างกายเท่าที่จะทำได้ ไม่ควรนอนพักนานเกินจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และต้องปรับ ท่านอน ท่านั่ง ท่ายกของ การขับรถให้ ถูกต้อง หากรักษาอย่างถูกวิธี ปฏิบัติอย่างถูกต้อง กล้ามเนื้อจะกลับมาใกล้เคียงกับปกติ

         แล้วจะทำอย่างไรที่จะทำให้กระดูกสันหลังคงสภาพดี ไม่สึกหรอง่าย ?

        คุณหมอแนะนำให้นั่งหลังตรง มีพนักพิง ไม่นั่งผิดท่านานเกินไป เวลายืนให้หย่อนขา อย่าเอื้อมแขนยกของสูง ดันดีกว่า ดึง ย่อตัวยกอย่าก้มยกของ หิ้วของหนักพอประมาณด้วยแขนทั้งสองข้าง นอนให้ถูกท่า อย่าปล่อยตัวให้อ้วน ไม่ควรสูบบุหรี่ ออกกำลังกายให้เหมาะสมเป็นประจำ และรีบพบแพทย์ทันทีเมื่อเริ่มปวดหลัง

        การปวดหลังไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากมีอาการควรปรึกษาแพทย์ มิฉะนั้นอาจลุกลามรุนแรงถึงขั้นผ่าตัด ฉะนั้นจึงพึงระวังไว้

        ปวดหลังแบบนี้ต้องรีบไปพบแพทย์
 
1. อาการปวดหลังต่อเนื่องเกิน 4 สัปดาห์ ซึ่งมีสาเหตุจากหมอนรองกระดูกสันหลังเลื่อน ข้อต่อกระดูกสันหลังเลื่อน หมอนรองกระดูกสันหลัง เคลื่อนกดทับรากประสาทสัมผัส ช่องไขสันหลัง ตีบแคบ มีอาการปวดหลัง ชาลงขาเวลาเดิน เมื่อหยุดพักอาการดีขึ้น กระดูกสันหลังเคลื่อน ปวดร้าวลงขา โดยเฉพาะเวลายืนหรือเดิน และกระดูกสันหลังคด

2. อาการปวดหลัง ภายหลังก้มยกของ เกิดจากกระดูกสันหลังพรุนหักยุบ

3. อาการปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ชาขา

4. อาการปวดหลังและปวดขา เป็นมากขึ้นเมื่อเหยียดเข่า ยกขาสูง หรือก้มหลัง

5. อาการปวดหลังมากเมื่อล้ม ก้นกระแทกพื้น

6. เคยมีประวัติเป็นเนื้องอก มะเร็ง แล้วมีอาการปวดหลัง ประกอบกับมีน้ำหนักตัวลด

7. ปวดหลังและมักมีไข้ตอนกลางคืน น้ำหนักลด

8. มีอาการผิดปกติในระบบขับถ่าย กลั้นปัสสาวะไม่ได้ มีอาการชารอบ ๆ ทวารหนัก

 
 
ข้อมูลจาก : ประชาชาติ วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2553

Advertisements