หนุ่มสาวปวดหลังเรื้อรัง

bangkokbiznews140529_01อธิบดีกรมการแพทย์เผยกลุ่มหนุ่มสาววัยทำงาน ป่วยเป็นโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทเพิ่มมากขึ้น ชี้หากมีอาการปวดหลังมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป ให้รีบพบแพทย์ทันที

นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท คือ ภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของโครงสร้างกระดูกสันหลัง ซึ่งเกิดจากอายุที่มากขึ้นและการเสื่อมสภาพของร่างกาย การยกของหนัก การสูบบุหรี่ ตลอดจนอุบัติเหตุกระแทกบริเวณกระดูกสันหลังบ่อยๆ ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้น

จากการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดการทรุดตัวของโครงสร้างกระดูกตามไปด้วย ร่างกายจะมีการตอบสนองโดยการสร้างกระดูกงอก หรือหินปูนขึ้นมาเพื่อต้านการทรุดตัว แต่โดยปกติแล้วกระดูกงอก ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาใหม่ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่บางรายเกิดกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทและทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปตามเส้นประสาทของร่างกายได้

ที่ผ่านมาพบผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังเพิ่มมากขึ้นในทุกช่วงอายุและในหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยทำงานช่วงอายุตั้งแต่ 25 – 50 ปี สาเหตุอาจมาจากการทำงานที่เคร่งเครียด ไม่มีการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ส่งผลให้ร่างกายเกิดการอ่อนล้าและเสื่อมสภาพลงไป

โดยผู้ป่วยจะมีอาการ คือ ปวดหลัง เป็นๆ หายๆ เป็นเวลานานมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป ปวดขาตั้งแต่บริเวณสะโพกร้าวไปบริเวณน่อง เท้า ซึ่งจะปวดมากเวลาเดิน ต้องหยุดเดินเป็นระยะๆ อาการปวดหลังร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างถือเป็นอาการเด่นของโรค

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดมากหรือปวดน้อยขึ้นอยู่ว่ากดมากหรือน้อยเป็นสำคัญ ถ้าทิ้งไว้นานเส้นประสาทจะทำงานได้น้อยลง กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง เดินและควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ อาจถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ดังนั้นเมื่อมีอาการปวดหลังและร้าวลงขา ควรพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการรักษา

ส่วนใหญ่โรคนี้สามารถรักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แพทย์จะจ่ายยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการ ร่วมกับให้ยาลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นรอบๆ เส้นประสาทหรือหมอนรองกระดูกสันหลัง จะทำให้อาการปวดลดลงได้ และอาจมีการทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงแพทย์จะผ่าตัดเพื่อตัดเอาส่วนที่กดทับเส้นประสาทออก ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดเพื่อช่วยลดอาการเกร็ง และบิดตัวของกล้ามเนื้อหลัง ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น

อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางป้องกันโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทคือการใช้กล้ามเนื้อบริเวณหลังในชีวิตประจำวันอย่างถูกวิธี ในช่วงเวลาทำงานโดยการหลีกเลี่ยงการนั่ง ยืน เดิน เป็นระยะเวลานานๆ หมั่นเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ลดน้ำหนักให้สมดุลกับร่างกาย งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการยกของหนักและควรออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง เพื่อให้กล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลังแข็งแรง สามารถช่วยพยุงให้ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 29 พฤษภาคม 2557

Advertisements

ผ่าตัดเทคนิคใหม่รักษา “โรคปวดหลัง”แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว เสียเลือดน้อย

โรคปวดหลัง เกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะหมอนรองกระดูกเสื่อมและทรุด เมื่อเป็นแล้วหากต้องการรักษาด้วยการผ่าตัดหลายคนเกิดความลังเลใจที่จะรับการรักษา เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าต้องพักฟื้นนานและมีโรคแทรกซ้อนหลายรูปแบบ ทำให้ยากต่อการตัดสินใจ ล่าสุดสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพได้พัฒนาการผ่าตัดเทคนิคใหม่แบบแผลเล็กข้างลำตัวโดยไม่ต้องเลาะกล้ามเนื้อหลังเป็นผลสำเร็จ ทำให้ช่วยรักษาผู้ที่มีอาการปวดหลังได้โดยไม่ต้องเลาะทำลายกล้ามเนื้อหลัง ที่สำคัญเสียเลือดน้อย มีแผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว และไม่มีผลข้างเคียง

นายแพทย์ทายาท บูรณกาล ผู้อำนวยการสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ และนายแพทย์สุปรีชา กาพิยะ ศัลยแพทย์ระบบประสาท เปิดเผยว่า ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังมีหลายสาเหตุ อาทิ หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมและทรุด กระดูกสันหลังเคลื่อนหรือเลื่อนทับเส้นประสาท กระดูกสันหลังคดในผู้สูงอายุ ฯลฯ ซึ่งการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดในปัจจุบันก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ได้ผลดี แต่ยังมีปัญหาที่เป็นธรรมชาติของการผ่าตัดชนิดนี้อยู่ เช่น ผู้ป่วยพักฟื้นนาน ยิ่งผ่าตัดหลายระดับยิ่งต้องนอนพักฟื้นนานเป็นเดือนกว่าจะลุกนั่งรับประทานข้าวได้ เนื่องจากการบาดเจ็บจากกล้ามเนื้อหลังรุนแรง ผู้ป่วยบางรายปวดหลังและปวดกล้ามเนื้อหลังเป็นระยะเวลานานหลังผ่าตัด ถึงแม้ว่าแผลภายนอกจะดูดีแล้ว แต่ก็ยังปวดเรื้อรังอยู่ เพราะว่าการผ่าตัดกล้ามเนื้อหลังและกระดูกโดนแหวกเป็นแผลเป็น บางครั้งจึงไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้

ดังนั้นเราจึงนำวิธีการผ่าตัดเทคนิคใหม่เพื่อรักษาโรคปวดหลังเข้ามาใช้ โดยเรียกว่า “การผ่าตัดเสริมหมอนรองกระดูกแบบแผลเล็กข้างลำตัว” หรือ “ดีลิฟ” (Direct Lateral Interbody Fusion ; DLIF) อาศัยเครื่องมือติดตามการทำงานของระบบประสาทขณะผ่าตัด หรือ ไอโอเอ็ม (Intraoperative Neuromonotoring ; IOM) ส่งผ่านท่อขนาดเล็กประมาณ 1 นิ้ว เพื่อติดตามการทำงานของเส้นประสาทและไขสันหลัง และนำใส่อุปกรณ์หมอนรองกระดูกใหม่ไปแทนที่หมอนรองกระดูกที่เป็นปัญหาเดิม ทำให้กระดูกข้อนั้นแข็งแรงขึ้น รับน้ำหนักร่างกายได้ดีขึ้น การปวดหลังจึงลดลง นอกจากนี้ยังสามารถแก้ภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนไปด้านหน้าหรือภาวะกระดูกสันหลังคดในผู้สูงอายุโดยไม่ต้องเลาะกล้ามเนื้อหลังยาวตลอด จึงช่วยลดปัญหาปวดหลังเรื้อรัง ภาวะพังผืดเกาะเส้นประสาท ภาวะสกรูหลุดหลวมหรือภาวะสูญเสียกล้ามเนื้อหลังซึ่งอาจเกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัดแบบเดิมได้

การที่แพทย์เลือกจุดทำการผ่าตัดบริเวณด้านข้างลำตัว เนื่องจากเป็นการไม่ทำลายกล้ามเนื้อหลัง อีกทั้งการไม่ตัดเลาะกระดูกสันหลังที่ให้ความแข็งแรงเดิมสูญเสียไป จึงส่งผลให้แผ่นหลังไม่มีการเจ็บปวดเรื้อรังตามมาอันเป็นโรคแทรกซ้อนจากการผ่าตัดด้านหลังที่พบได้ การพักฟื้นหลังการผ่าตัดน้อยลง ส่วนใหญ่ผู้ป่วยสามารถเดินได้ภายใน 48 ชั่วโมงหลังการผ่าตัดและมักมีกิจกรรมออกกำลังกายได้ปกติภายใน 3 เดือน และยังสามารถรักษาเสถียรภาพของกระดูกสันหลัง ซึ่งการเสริมหมอนรองกระดูกแต่ละปล้องที่ทรุดตัวอยู่จะส่งผลให้เกิดการแก้แนวกระดูกสันหลังในภาวะกระดูกสันหลังคดในผู้ป่วยสูงอายุที่เกิดจากการคลอนของแต่ละข้อ โดยมีการชอกช้ำและสูญเสียเลือดน้อย รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อหลังการผ่าตัดและยังบรรเทาอาการปวดขา อาการเหน็บชา กล้ามเนื้ออ่อนแรงจากภาวะกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทได้

อย่างไรก็ตามขั้นตอนการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ยังเพิ่มความแม่นยำขณะผ่าตัด เพราะแพทย์ได้นำเครื่องมือติดตามการทำงานของระบบประสาทขณะผ่าตัดหรือไอโอเอ็ม มาใช้ระหว่างผ่าตัด โดยใช้เทคนิคทางด้านประสาทสรีรวิทยา เกิดจากการตอบสนองของระบบประสาททางด้านไฟฟ้าเข้ามาใช้ในการดูจอมอนิเตอร์ขณะทำการผ่าตัดว่าเครื่องมือต่าง ๆ ที่แพทย์ใช้อยู่ในตัวคนไข้จะไม่ทำลายหรือรบกวนระบบเส้นประสาทในบริเวณที่มีการผ่าตัดหรือบริเวณใกล้เคียงเพื่อช่วยให้ศัลยแพทย์ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับตำแหน่งที่แม่นยำและหน้าที่ของเส้นประสาทแต่ละเส้นเพื่อลดอัตราความเสี่ยงของการบาดเจ็บของเส้นประสาทในระหว่างการใส่หมอนรองกระดูกหรือในระหว่างทำการผ่าตัด ที่สำคัญการผ่าตัดเทคนิคใหม่นี้ไม่ต้องเปิดเลาะเข้าไปรบกวนการทำงานของเส้นประสาท ไม่ต้องสัมผัสเส้นประสาท ทำให้การหายปวดเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ลดการแทรกซ้อนจากการบาดเจ็บฉีกขาดของเส้นประสาท การรั่วของถุงหุ้มเส้นประสาทหรือโรคแทรกซ้อนที่สำคัญและแก้ไขลำบาก คือการเกิดพังผืดรัดเส้นประสาทในอนาคตทำให้เกิดการเจ็บปวดเรื้อรังตามมา

ด้าน แพทย์หญิงสุชีลา จิตสาโรจิตโต ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูกรุงเทพ กล่าวถึงผลกระทบจากการเลาะกล้ามเนื้อหลังว่า วิธีผ่าตัดแบบเดิมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันหากต้องการเชื่อมข้อ 1 ระดับต้องเปิดแผลและเลาะกล้ามเนื้อหลังความยาวตั้งแต่ 4-5 นิ้วเป็นอย่างน้อย โดยกล้ามเนื้อและข้อต่อบริเวณที่ทำการผ่าตัดจะได้รับความกระทบกระเทือนอาจส่งผลข้างเคียง เช่น กล้ามเนื้อที่ผ่าตัดอักเสบ กล้ามเนื้อบริเวณนั้นเกิดการฝ่อตัวถาวรหรือข้อต่อบริเวณใกล้เคียงเกิดการหลวมคลอน ซึ่งภาวะเหล่านี้ต้องอาศัยการกาย ภาพบำบัดหรือออกกำลังกายเพื่อบรรเทาอาการข้างเคียงและฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงใหม่อีกครั้งเป็นเวลานาน

ดังนั้นเพื่อลดผลข้างเคียงที่ตามมาการเลือกวิธีการผ่าตัดแผลเล็กลง ทำให้กล้ามเนื้อบอบช้ำน้อยกว่าส่งผลดีต่อผู้ป่วยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อย่างไรก็ตามข้อควรระวังของคนไข้ที่มีภาวะความผิดปกติของกระดูกสันหลังเพื่อรักษากระดูกสันหลังให้ใช้งานได้ยาวนาน คืองดเว้นกิจกรรมที่ต้องยกของหนัก ก้มตัวบ่อย ๆ เพราะอาจทำให้กระดูกสันหลังข้ออื่นมีปัญหาตามมาได้ การอยู่ในสถานที่ซึ่งมีการสั่นสะเทือนมาก ๆ การนั่งผิดท่าเป็นเวลานาน ๆ การขับรถเป็นเวลานาน ๆ ก็อาจส่งผลให้กระดูกสันหลังมีปัญหาขึ้นมาได้ ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

การผ่าตัดด้วยวิธีใหม่นี้จึงถือเป็นทางเลือกอีกทางที่สามารถตอบโจทย์สำหรับผู้มีปัญหาปวดหลังที่ต้องการรักษาด้วยการผ่าตัดแบบไม่ต้องการเจ็บตัวมาก ฟื้นตัวเร็ว และไม่เสี่ยงต่อการทนทรมานกับโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 1 กรกฎาคม 2555

การผ่าตัดเปลี่ยนหมอนรองกระดูกคอ

โรคหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอ ปวดหลัง เรื้อรัง เพราะการเปลี่ยนแปลงของหมอนรองกระดูกสันหลังอาจเป็นผลมาจากวัยที่สูงขึ้น หรือการบาดเจ็บที่มีต่อหมอนรองกระดูกเอง หรือปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคนี้ของคนในปัจจุบัน เช่น ผู้ที่ทำงานออฟฟิศ ที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ การยกของหนัก การเดิน ยืน นั่งที่ผิดสุขลักษณะ หรือเล่นกีฬาที่ผิดท่าหรือรุนแรง และไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น จากเหตุผลดังกล่าวทำให้สถิติของผู้ที่มีอาการของโรคปวดคอ ปวดหลังเรื้อรัง มีเพิ่มมากขึ้นในทุกอาชีพ และเกือบทุกช่วงอายุ

ศูนย์สมองและกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลพญาไท 3 เปิดเผยว่า โดยทั่วไปแล้วการรักษาผู้ป่วยหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม หรือหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทด้วยวิธีการผ่าตัด แพทย์จะใช้วิธีการผ่าตัดโดยตัดหมอนรองกระดูกสันหลังออก และใช้วัสดุใส่เข้าไปแทนที่ ซึ่งวัสดุที่ใส่แทนนั้นมีหลายประเภท อีกทั้งในแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ได้แก่ กระดูก โดยทั่วไปจะใช้กระดูกเชิงกรานบริเวณเอว กระดูกเทียม และหมอนรองกระดูกเทียม 

การใส่กระดูก หรือกระดูกเทียม จะทำให้กระดูกสันหลังถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน หยุดการเคลื่อนไหวของข้อกระดูกสันหลังนั้นๆ ไว้ ข้อดีคือ ในกรณีที่มีความเสื่อมของข้อต่อต่างๆ สามารถลดอาการที่จะเกิดจากข้อต่อที่ผิดปกติได้ แต่ก็จะส่งผลให้ข้อข้างเคียงทำงานหนักเพิ่มขึ้นได้ ส่วนการใช้หมอนรองกระดูกเทียม จะใช้เพื่อทดแทนหมอนรองกระดูกสันหลัง และให้ทำหน้าที่แทนหมอนรองกระดูกสันหลังที่ถูกตัดออก และจะทำหน้าที่ได้เหมือนเดิมหรือใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของข้อกระดูกสันหลัง เช่น การก้ม การเงย หรือการหมุน รวมถึงยังช่วยลดการทำงานของข้อข้างเคียง จึงมีส่วนช่วยให้การเสื่อมของข้อข้างเคียงช้าลง

วัสดุทั้ง 3 ชนิดข้างต้นที่กล่าวมานั้น ถึงแม้จะมีรายละเอียดและคุณสมบัติที่ต่างกัน แต่มีวัตถุประสงค์เดียวกัน ก็คือ เพื่อใช้แทนที่หมอนรองกระดูกที่ถูกตัดออก และรักษาระดับความสูงของหมอนรองกระดูกสันหลังให้กลับมาเป็นปกติ

การใช้หมอนรองกระดูกสันหลังเทียม จะใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท หรือหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม อย่างไรก็ตามก็มีข้อดีและข้อเสียของหมอนรองกระดูกเทียมที่ควรพิจารณา ได้แก่

ข้อดี
1.รักษาระดับการเคลื่อนไหวของคอได้ตามปกติ
2.ลดโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้ข้อต่อข้างเคียงเสื่อมเร็วขึ้น
3.ลดความเจ็บปวดเนื่องจากไม่ต้องตัดกระดูกบริเวณเอว
4.สามารถเคลื่อนไหวคอได้เร็ว จึงสามารถกลับไปใช้ทำงานได้เร็วขึ้น

สำหรับข้อเสียคือ หมอนรองกระดูกเทียมในปัจจุบัน มีข้อบ่งใช้จำกัดเฉพาะบางคน เช่น ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยที่มีความเสื่อมของข้อต่อด้านหลัง อีกทั้งวัสดุมีราคาสูง

สำหรับผู้ต้องการรายละเอียด สามารถติดต่อได้ที่โรงพยาบาลพญาไท 3 โทร. 0-2467-1111 ต่อ 3100 หรือ 08-1900-8203
ที่มา: ไทยโพสต์ 5 เมษายน 2555

วิธีแก้ดีขึ้น..แต่ยังเสี่ยง ‘กระดูกสันหลัง’ ‘ระวัง’ ไว้ก่อน..ดีที่สุด

“ผู้ที่มีภาวะผิดปกติของกระดูกสันหลัง การจะรักษากระดูกสันหลังให้ใช้งานได้ยาวนาน ข้อควรระวังคือต้องงดเว้นกิจกรรมที่ต้องยกของหนัก ก้มตัวบ่อย ๆ ที่อาจทำให้กระดูกสันหลังข้ออื่น ๆ มีปัญหาตามมาได้ ระวังการอยู่ในสถานที่ซึ่งมีการสั่นสะเทือนมาก ๆ การนั่งผิดท่าเป็นเวลานาน ๆ การขับรถเป็นเวลานาน ๆ ก็อาจส่งผลให้กระดูกสันหลังมีปัญหาขึ้นมาอีกได้ เพื่อความปลอดภัยควรปฏิบัติตัวตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด” …นี่เป็นการระบุของ พญ.สุชีลา จิตสาโรจิตโต ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูกรุงเทพ เกี่ยวกับ “กระดูกสันหลัง”

’กระดูกสันหลัง“ เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ ’สำคัญมาก ๆ ต่อร่างกายมนุษย์“ ซึ่งแม้ปัจจุบันจะมีวิธีรักษาอาการผิดปกติของกระดูกสันหลังด้วยวิธีใหม่ ๆ ที่ดีกว่าเดิม แต่ก็ใช่ว่าจะประมาทได้!!

ทั้งนี้ ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ระบุถึง “กระดูกสันหลัง” ไว้ว่า… กระดูกสันหลัง คือกระดูกแกน ตั้งแต่ส่วนต้นคอลงไปจนถึงส่วนก้น ภายในมีไขสันหลังซึ่งอยู่ในช่องไขสันหลังอีกที ตามกายวิภาคศาสตร์ของกระดูกสันหลังนั้น จะประกอบด้วย… องค์ประกอบของกระดูกสันหลังหนึ่งชิ้น, กระดูกสันหลังส่วนคอ, กระดูกสันหลังส่วนอก, กระดูกสันหลังส่วนบั้นเอว, กระดูกสันหลังส่วนกระเบนเหน็บ, ส่วนก้นกบ, ช่องเปิดระหว่างกระดูกสันหลัง ทั้งนี้ กระดูกสันหลังนอกจากเป็นโครงสร้างแข็งแรงที่ปกป้องแกนของไขสันหลังแล้ว ยังเป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อของหลัง และยังเชื่อมต่อกับกะโหลกศีรษะ กระดูกสะบัก กระดูกเชิงกราน และกระดูกซี่โครงอีกด้วย

’กระดูกสันหลัง“ ในคนที่ร่างกายปกติ จะมี 33 ชิ้น ซึ่งจำแนกตามตำแหน่งและลักษณะได้ดังนี้คือ… กระดูกสันหลังส่วนคอ มี 7 ชิ้น อยู่ในช่วงลำคอ กระดูกสันหลังส่วนนี้ทำหน้าที่เป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อและเอ็นที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของลำคอและศีรษะ, กระดูกสันหลังส่วนอก มี 12 ชิ้น อยู่ในส่วนอก มีลักษณะพิเศษคือจะมีจุดเชื่อมต่อสำหรับกระดูกซี่โครง ซึ่งเป็นโครงร่างสำคัญของช่องอก, กระดูกสันหลังส่วนบั้นเอว มี 5 ชิ้น อยู่ในช่วงเอว มีขนาดใหญ่เพื่อรองรับน้ำหนักของร่างกายท่อนบน และมีส่วนเป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อที่เป็นผนังทางด้านหลังของช่องท้องด้วย, กระดูกสันหลังส่วนกระเบนเหน็บ จริง ๆ มี 8 ชิ้น แต่จะเชื่อมรวมกัน และต่อกับกระดูกเชิงกราน โดยมีช่องเปิดเพื่อเป็นทางผ่านของเส้นประสาทที่ไปยังบริเวณเชิงกรานและขา, กระดูกสันหลังส่วนก้นกบ เป็นการเชื่อมกันของกระดูก 3-4 ชิ้น เป็นกระดูก 1 ชิ้น รูปสามเหลี่ยม ที่ปลายด้านล่างสุด

สำหรับ โรคและความผิดปกติของกระดูกสันหลัง นั้น ในวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ระบุไว้ว่า… เป็นสิ่งที่อาจเป็นมาแต่กำเนิด หรือเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูก ซึ่งต่างก็เป็นกรณีที่มีความสำคัญในทางการแพทย์อย่างมาก โดยตัวอย่างความผิดปกติของกระดูกสันหลัง ก็เช่น กระดูกสันหลังคด กระดูกสันหลังมีความโค้งในแนวซ้ายขวาผิดปกติ นอกจากนี้อาจมีการบิดหรือหมุนออกไปจากแนวเดิมของกระดูกสันหลัง

กระดูกสันหลังแตกหัก สามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วน ซึ่งความร้ายแรงของอาการไม่ได้เกิดจากการแตกหักเท่านั้น แต่ยังเกิดจากความเสียหายของโครงสร้างภายในช่องภายในกระดูกสันหลังและเนื้อเยื่อโดยรอบด้วย, หลังค่อม เป็นความผิดปกติของความโค้งในกระดูกสันหลังส่วนอก มักเป็นอาการแทรกซ้อนของโรคอื่นโดยเฉพาะวัณโรค ที่มีการแพร่กระจายของเชื้อเข้าไปในกระดูกสันหลัง ทำให้กระดูกสันหลังที่ติดเชื้อเกิดการงอ

กล่าวสำหรับการรักษาโรคและความผิดปกติของกระดูกสันหลัง ในปัจจุบันก็มีวิธีใหม่ ๆ ออกมา อย่างเช่นการ ผ่าตัดรักษาโรคปวดหลัง แบบแผลเล็กข้างลำตัว โดยไม่เลาะกล้ามเนื้อหลัง ซึ่งวิธีนี้ นพ.ทายาท บูรณกาล ผอ.สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความรู้ความเข้าใจ สรุปได้ว่า… เป็นเทคนิคการผ่าตัดเสริมหมอนรองกระดูกแบบแผลเล็กข้างลำตัว (Direct Lateral Interbody Fusion : DLIF)

การผ่าตัดด้วยเทคนิคนี้จะลดความเจ็บปวดในการผ่าตัด เสียเลือดน้อยลง ฟื้นตัวได้เร็วกว่าเดิม โดยเทคนิคนี้อาศัยเครื่องมือติดตามการทำงานของระบบประสาทขณะผ่าตัด ส่งผ่านท่อขนาดเล็กราว 1 นิ้ว ติดตามการทำงานของเส้นประสาทและไขสันหลัง และนำใส่อุปกรณ์หนุนหมอนรองกระดูกไปแทนที่หมอนรองกระดูกที่เป็นปัญหาเดิม ทำให้กระดูกสันหลังข้อนั้น ๆ แข็งแรงขึ้น รับน้ำหนักร่างกายได้ดีขึ้น การปวดหลังจึงลดลง

นอกจากนี้ ยังสามารถแก้ภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนไปด้านหน้า หรือภาวะกระดูกสันหลังคดในผู้ป่วยสูงอายุอย่างได้ผล โดยไม่ต้องเลาะกล้ามเนื้อหลังยาวตลอด ซึ่งจะช่วยลดปัญหาปวดหลังเรื้อรัง ภาวะพังผืดเกาะเส้นประสาท ภาวะสกรูหลุดหลวม หรือภาวะสูญเสียกล้ามเนื้อหลัง ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัดแบบเดิม

ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันจะมีเทคนิควิธีใหม่ ๆ ในการรักษาโรคและอาการผิดปกติของกระดูกสันหลัง แต่ก็ ใช่ว่าจะประมาทในเรื่องของกระดูกสันหลังได้ ซึ่งกับเทคนิคผ่าตัดใหม่ที่ยกตัวอย่าง ก็ยังคงต้องให้ความสำคัญกับ ข้อควรระวังเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง เช่นกัน ดังนั้น ดีที่สุดคือระวังมิให้กระดูกสันหลังเกิดปัญหา!!

อ่อนแรง ชา ปวด ไปจนถึงขั้นอัมพฤกษ์ อัมพาต

คือผลร้ายจากการที่กระดูกสันหลังเกิดผิดปกติ

ระวังไว้ก่อนดีกว่าแก้ไข…นี่ยังคงเป็นสัจธรรม.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 6 เมษายน 2555

เพราะเชื่อผิดๆ จึงปวดหลังไม่หาย

เพราะเชื่อผิดๆ จึงปวดหลังไม่หาย  

 
      “การจัดกระดูก” แพทย์ทางเลือกรักษาอาการปวดหลังยอดฮิต จะรักษาให้หายจริงได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงมายาคติเช่นเดียวกับความเชื่ออื่นๆ กับโรคปวดหลัง
 
      “ปวดหลัง” ปัญหาคลาสสิกทางสุขภาพ ที่ใครๆ ก็เป็นกัน แต่ถ้าลองได้ปวดเรื้อรังแบบรักษาไม่หาย คงไม่ใช่เรื่องดี เพราะทุกครั้งที่เอี้ยวตัว ก้มๆ เงยๆ หรือจะหยิบจับอะไรเป็นอันต้องติดขัดไปซะหมด แต่โดยทั่วไปแล้วอาการจะดีขึ้นและหายไปได้ใน 2 สัปดาห์ แต่หากเรื้อรังนานกว่านั้นบ่งบอกถึงความผิดปกติที่มีโรคมาเกี่ยวข้อง

 อาการปวดหลังสามารถกำจัดให้หายได้หากรักษาได้ถูกจุด รวมถึงการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์และนักกายภาพผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยปรับพฤติกรรม ฟื้นฟูกล้ามเนื้อหรือจุดที่อ่อนล้าให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ
       อย่างไรก็ตาม มีหลากหลายความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้การรักษาไม่หายและเข้าสู่ภาวะอาการปวดหลังเรื้อรัง พบกับความจริงได้จาก “นพ.ภาริส วงศ์แพทย์” ผู้อำนวยการ ดีบีซีสไปน์คลินิกแอนด์ยิม ไลฟ์เซ็นเตอร์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู 
        การจัดกระดูกรักษาได้
 
        การวิจัย “ไม่” พบว่า การจัดกระดูกทำให้ข้อต่อกระดูกสันหลังเคลื่อนตำแหน่ง หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้เคลื่อนออกไปจากที่เดิมจนเห็นได้ด้วยการเอกซเรย์ และพบว่า “ไม่” ทำให้หายปวดหลังอย่างถาวร ยกเว้นอาการปวดที่เกิดจากการเคลื่อนตัวไปมาของข้อต่อกระดูกสันหลังเท่านั้น  ที่จะมีอาการดีขึ้นหรือหายปวดเป็นปลิดทิ้งทันทีเมื่อทำการรักษา ประมาณว่า ผู้ป่วยด้วยสาเหตุเช่นนี้ มีจริงประมาณไม่ถึง 5% ของผู้ที่มีอาการปวดหลังทั้งหมด
        ข้อสังเกตคือ หากนวดจัดกระดูก 2-3 ครั้งแล้วไม่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ก็อาจแสดงว่าไม่ใช่อาการปวดที่จะรักษาด้วยวิธีดังกล่าว ควรต้องตรวจหาสาเหตุที่มาของอาการปวดให้ชัดเจนต่อไป

        สเตย์พยุงหลังช่วยทำให้หายปวด
 
        การสวมใส่กายอุปกรณ์ใดๆ ทำให้กล้ามเนื้อหลังได้พักและบรรเทาอาการปวดลงได้ แต่ทว่าการใช้เครื่องพยุงหลังเป็นเวลานานๆ จะทำให้กล้ามเนื้อหลังอ่อนแรง และมีโอกาสที่จะปวดหลังได้ง่ายกว่าเดิม  ส่วนผู้ที่ใช้เครื่องพยุงหลังแล้ว อาการปวดบรรเทาลงมาก หากได้สร้างเสริมระบบกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรอบกระดูกสันหลังให้แข็งแรงขึ้น ย่อมมีโอกาสที่จะลดอาการปวดลงได้มากเท่าๆ กันโดยไม่ต้องอาศัยเครื่องช่วยภายนอกใดๆ
         ทิ้งไว้ 2-3 วันเดี๋ยวก็หายเป็นปกติ
 
         จริงอยู่ที่ว่าส่วนมากเมื่อพักราว 2 สัปดาห์ อาการปวดจะทุเลาลง แต่ทว่าการวิจัยติดตามอาการผู้ที่เคยปวดหลังภายในเวลา 1 ปีพบว่า กว่า 50% ของคนไข้จะยังมีอาการปวดๆ หายๆ แม้จะไม่รุนแรง นอกจากนี้ การสำรวจประชากรทั่วไปพบว่า ประมาณ 30% มีปัญหาปวดหลังเรื้อรัง ที่รบกวนคุณภาพชีวิต โดยไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตได้เท่าระดับปกติ
       การฟื้นฟูที่เหมาะสมจะช่วยลดโอกาสกลับมาปวดซ้ำอีก จึงควรออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้แข็งแรง

         พักผ่อนหลังมาก ๆ จะได้หายดี
 
      การนอกพักช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดี แต่หากพักนานเกินไปอาจเกิดผลเสียได้เช่นกัน เช่น เอ็นและเนื้อเยื่อ พังผืดต่างๆ  หดรั้ง กล้ามเนื้อเสียความแข็งแรง และ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการปวดกำเริบซ้ำอีก
         ที่นอนแข็งๆ ของคนปวดหลัง
 
         ที่นอนแข็งเกินไปทำให้ปวดหลังได้ เพราะน้ำหนักตัวของผู้นอนกดทับเฉพาะจุด เกิดความเครียดเชิงกลต่อกระดูกสันหลัง และ เนื้อเยื่อเกี่ยวพันในท่างอตัว ทั้งสองอย่างนี้ล้วนแล้วทำให้อาการปวดหลังกำเริบได้  ส่วนที่นอนนิ่มยุบตัวง่ายหรือนอนแล้วส่วนสะโพกบั้นท้ายจมลงลึกเกินไปในที่นอน ทำให้หลังส่วนล่างแอ่น และเกิดแรงกดมากผิดปกติไป ทำให้ปวดได้เช่นกัน ดังนั้น ที่นอนที่มีความแข็งพอเหมาะกับน้ำหนักตัวและรูปร่างของผู้นอนจึงจะดีที่สุด
         นั่งไขว่ห้างทำให้หลังเสื่อม

        การนั่งไขว่ห้างเป็นการพักกล้ามเนื้อรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีการศึกษาทางชีวกลศาสตร์และ สรีรวิทยา ระบุว่า นอกจากได้พักกล้ามเนื้อที่มีหน้าที่ประคับประคองความมั่นคงของข้อต่อกระดูกสันหลังแล้ว ยังทำให้เกิดความตึงตัวของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน จึงทำให้ข้อต่อสันหลัง กระเบนเหน็บและข้อต่อเชิงกราน มีความหนาแน่นมั่นคงขึ้น เพียงแต่ต้องนั่งไขว่ห้างให้ถูกต้อง คือ ไม่นั่งหลังค่อม และ ไม่นั่งนานเกิน 15 นาทีก่อนสลับไขว้ขา
       ทั้งนี้หมายถึงผู้ที่ยังไม่มีอาการปวดหลัง แต่สำหรับผู้ที่เคยมีอาการปวดหลังส่วนล่างที่รุนแรงหรือเรื้อรังมาก่อน ควรได้รับการรักษาฟื้นฟูความแข็งแรงของโครงสร้าง จึงจะสามารถนั่งไขว่ห้างได้อย่างปลอดภัยเช่นกัน

        เพราะสันหลังเคลื่อน หมอนรองเสื่อม
 
        อาการปวดหลังส่วนล่างนั้น แท้ที่จริงแล้วอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ต้องตรวจวินิจฉัย หาที่มาของความปวดให้ชัดเจน เช่น หมอนรองกระดูก เอ็นข้างกระดูกสันหลังในด้านต่างๆ กล้ามเนื้อหลัง กล้ามเนื้อสะโพก และ กล้ามเนื้อหว่างเอว เส้นประสาทเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดความปวด เมื่อเกิดการบาดเจ็บ อักเสบ ฉีกขาด เกร็ง หรือมีภาวะโรคเกิดขึ้นกับเนื้อเยื่อเหล่านี้
       อีกทั้งการเสื่อมสภาพของหมอนรองกระดูกและข้อต่อกระดูกสันหลังนั้น อาจพบได้ในผู้ที่มีอาการปวดหลังและผู้ที่ไม่มีอาการปวด ในอัตราเท่าๆ กัน ดังนั้น ไม่ควรด่วนปักใจว่า อาการปวดมาจากหมอนรองกระดูกเสื่อม หรือข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อม จึงควรให้แพทย์ตรวจและอาศัยการตรวจร่างกายควบคู่กับซักประวัติการเจ็บปวด อย่างละเอียด จะช่วยบ่งชี้สาเหตุอาการปวดได้ดีกว่าการวิเคราะห์ภาพทางรังสีแต่อย่างเดียว
 
 
 
 
ข้อมูลจาก : กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม 2554

อย่าละเลย…เมื่อปวดหลัง

อย่าละเลย…เมื่อปวดหลัง  

 
              “อาการปวดกล้ามเนื้อหลัง” เป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อยที่สุดในโรคปวดหลัง สาเหตุเกิดจากเส้นใยกล้ามเนื้อหลัง หรือเอ็นที่ยึดระหว่างข้อกระดูกสันหลังถูกยืดออกมากเกินไป หรือมีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อเส้นใย ทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อ และนำไปสู่อาการปวดหลัง กล้ามเนื้อหลังหดเกร็ง มีการเคลื่อนไหวลำบาก และจะปวดมากเมื่อพยายามขยับตัว อาการปวดมักจะรุนแรงและทรมานมาก ผู้ที่เคยเป็นมักจะจดจำประสบการณ์นั้นได้เป็นอย่างดียากที่จะลืมเลือน

 
           มีคำกล่าวกันว่าคนเราทุกคนจะต้องเคยปวดกล้ามเนื้อหลังอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต คนที่ไม่เคยปวดหลังเลยถือได้ว่าเป็นคนที่โชคดีมาก ๆ จากสถิติพบว่าโรคปวดหลังถูกระบุเป็นสาเหตุของการลาหยุดงานมากที่สุด การที่กล้ามเนื้อหลังเกิดการอักเสบได้บ่อย เนื่องจากกระดูกสันหลังส่วนเอวเป็นตำแหน่งที่มีการเคลื่อนไหวมากในกิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่การก้มหลัง แอ่นหลัง เอี้ยวตัว หมุนตัว ดังนั้นร่างกายจึงต้องมีมัดกล้ามเนื้อขนาดใหญ่อยู่ข้าง ๆ กระดูกสันหลัง และมีเอ็นยึดระหว่างปล้องกระดูกสันหลังจำนวนมาก การเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ในแต่ละวัน จึงมีโอกาสสูงที่จะเกิดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อหลังและเอ็นรอบกระดูกสันหลังได้

           สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้งานในท่าที่ไม่ถูกต้อง หรือใช้งานมากเกินกำลัง มีบางส่วนเกิดจากอุบัติเหตุโดยตรง เช่น บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ส่วนในกรณีของหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนหรือเสื่อม ก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดหลังได้เช่นกัน และบางครั้งจะแยกจากกันได้ยาก ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง อย่างไรก็ตามการรักษาเบื้องต้นในทั้งสองกรณีจะเหมือนกัน และสามารถทำได้ด้วยตนเอง
       
                 ลักษณะอาการคือ จะปวดหลังอย่างรุนแรงบริเวณบั้นเอว กระเบนเหน็บ อาจจะร้าวมาที่ตะโพกทั้งสองข้างก็ได้ ถ้ามีอาการปวดมาก ๆ จะมีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลัง แข็งเป็นลำสองข้างของกระดูกสันหลัง ทำให้ขยับเคลื่อนไหวได้ลำบาก เวลาลุกยืน ไม่สามารถเหยียดหลังให้ตรงได้ หรือที่เรียกว่าหลังยอก หลังแข็ง
       
                  วิธีการรักษาอาการปวดหลังจากกล้ามเนื้ออักเสบ สามารถทำได้เอง โดยให้นอนพักบนเตียงนอนในท่านอนหงาย ใช้หมอนข้างสอดใต้ขาพับทั้ง 2 ข้าง หรือวางขาบนม้าเตี้ย ๆ เพื่อให้เอวเหยียดตรง ราบไปบนที่นอน ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นภายใน 1-2 วัน ซึ่งแนะนำไม่ให้นอนพักเกิน 2 วัน ควรรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ด้วยจะช่วยให้หายปวดได้เร็วขึ้น ส่วนยาต้านอักเสบสามารถลดอาการปวดได้อย่างรวดเร็ว มีหลายชนิด ผู้ที่เป็นโรคไต ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ และยาต้านอักเสบเกือบทุกตัวจะกัดกระเพาะ ยาคลายกล้ามเนื้อสามารถใช้ได้แต่มักจะมีผลข้างเคียง ทำให้มึนงงหรือง่วง หากจะเลือกใช้ต้องระมัดระวังการขับขี่รถยนต์และการทำงานกับเครื่องจักรด้วย
       
                  การทำกายภาพบำบัด สามารถช่วยให้อาการปวดหายเร็วขึ้น ลดระยะเวลาการพักฟื้นให้น้อยลง เช่น การประคบร้อนด้วยเครื่องมือเฉพาะต่าง ๆ การนวดอย่างถูกวิธี รวมทั้งการฉีดยาเฉพาะที่ การฝังเข็ม แต่ต้องมีค่าใช้จ่าย และต้องรักษากับผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาล
       
                 ภายหลังจากอาการปวดเฉียบพลันลดลงแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่เกิน 1-2 วัน ผู้ป่วยควรจะทำกายบริหาร เพื่อเหยียดกล้ามเนื้อและเพิ่มความแข็งแรง ให้กล้ามเนื้อทุกส่วนอยู่ในสภาพสมดุล ซึ่งรวมทั้งกล้ามเนื้อที่ควบคุมการทำงานของข้อตะโพกและเชิงกรานด้วย นั่นคือนอกจากจะทำกายบริหารกล้ามเนื้อหลังแล้ว ยังต้องทำกายบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อตะโพก และกล้ามเนื้อต้นขาด้วย ควรจะทำกายบริหารสม่ำเสมอ ต่อเนื่องตลอดไป เพื่อป้องกันการปวดเรื้อรัง หรือการเกิดเป็นซ้ำบ่อย ๆ ส่วนการนอนพักนานเกินไปจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ส่วนการหยุดเคลื่อนไหวนาน ๆ กล้ามเนื้อจะไม่ยืดหยุ่น อ่อนกำลังลง กล้ามเนื้อจะลีบเล็กลงและกลายเป็นเนื้อเยื่อพังผืดในที่สุด
       
                 เหตุใดบางคนจึงปวดหลังบ่อยหรือปวดประจำจนกลายเป็นปวดเรื้อรัง จากการศึกษาวิจัย แพทย์พบว่ามีปัจจัยบางอย่างที่เป็นสาเหตุร่วมของอาการปวดหลังบ่อย ๆ เช่น ภาวะอ้วนลงพุง การสูบบุหรี่จัด และการไม่ออกกำลังกาย ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้ออยู่ในสภาพไม่สมดุล นอกจากนั้นยังรวมถึงการใช้งานไม่ถูกต้อง ทั้งจากความประมาท ไม่ระมัดระวัง หรือไม่มีความรู้มาก่อน เช่น การก้มยกของหนัก การนั่งกับพื้น เป็นต้น
       
                 วิธีป้องกันจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว หากไม่อยากเกิดอาการปวดหลังอีก ต้องกำจัดปัจจัยดังกล่าว เช่น งดสูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนักตัว และที่สำคัญคือการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และปรับสภาพกล้ามเนื้อให้สู่สภาพสมดุล กีฬาที่แนะนำ คือว่ายน้ำ จะเหมาะสำหรับผู้ป่วยปวดหลังเรื้อรัง หรือปวดบ่อย ๆ มากที่สุด
       
                ส่วนวิธีบริหารร่างกาย เมื่อมีอาการปวดกล้ามเนื้อหลัง ส่วนใหญ่จะเป็นการเหยียดกล้ามเนื้อ และเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อรอบ ๆ กระดูกส่วนหลัง รวมถึงกล้ามเนื้อท้อง และกล้ามเนื้อต้นขา
       
                ดังนั้น อาการปวดหลังเมื่อเกิดขึ้นแล้ว อย่าปล่อยทิ้งไว้ อย่าละเลยคิดว่าเดี๋ยวก็หาย เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาเรื้อรัง ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ.  
 
 
ข้อมูลจาก : เดลินิวส์ วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน 255