‘ปวดหลัง’ สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์

dailynews150104_1โรคปวดหลังนับว่าเป็นปัญหาสำคัญและพบบ่อยที่สุดอย่างหนึ่งของโรคกระดูกและข้อ และนับวันยิ่งจะพบเพิ่มมากขึ้นในทุกเพศ ทุกวัยอันเนื่องมาจากลักษณะของกิจวัตรประจำวัน การปฏิบัติตนที่ไม่ถูกต้อง แต่ถ้ามีอาการปวดหลังร่วมกับกลุ่มอาการบางอย่างที่สำคัญดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยจำเป็นต้องพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัย และให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป กลุ่มอาการดังกล่าวได้แก่

1. ไข้ สาเหตุส่วนใหญ่อาจเกิดเนื่องมาจากการติดเชื้อในร่างกาย บางครั้งอาจจะมีการติดเชื้อที่บริเวณกระดูกสันหลัง สาเหตุส่วนใหญ่นั้นอาจจะมีการติดเชื้อในบริเวณอื่นของร่างกายก่อน เช่น ระบบทางเดินปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะอักเสบโดยเฉพาะในเพศหญิงวัยหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว ทำให้มีการแพร่กระจายของเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด และเกิดการติดเชื้อที่บริเวณกระดูกสันหลัง มีการทำลายกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนในบริเวณรอบ ๆ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังอย่างรุนแรงร่วมกับอาการไข้ สาเหตุของเชื้อที่พบส่วนใหญ่มักเป็นเชื้อแบคทีเรีย และในบางครั้งอาจจะพบมีการติดเชื้อวัณโรคของกระดูกสันหลังได้เช่นเดียวกัน

2.มีประวัติเคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อน มีโอกาสเกิดการแพร่กระจายของมะเร็งมาที่บริเวณกระดูกสันหลังได้ มะเร็งที่มักจะแพร่กระจายมาที่บริเวณกระดูกสันหลังได้แก่ มะเร็งเต้านม ต่อมลูกหมาก ปอด ระบบทางเดินอาหาร ต่อมไทรอยด์ เมื่อมีการแพร่กระจายของมะเร็งมาตามกระแสเลือดและมาที่บริเวณกระดูกสันหลังจะกระตุ้นให้เกิดการทำลายกระดูกเป็นอย่างมาก ทำให้โครงสร้างกระดูกปกติถูกทำลายลง เกิดกระดูกสันหลังยุบตัวลง ก่อให้เกิดอาการปวดหลังมาก ในบางครั้งถ้ามะเร็งแพร่กระจายไปกดทับเส้นประสาทและไขสันหลังก็จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการชา อาการอ่อนแรงของขา ไม่สามารถเคลื่อน ไหวได้ รวมทั้งอาจจะไม่สามารถกลั้นอุจจาระและปัสสาวะได้ ทำให้เป็นอัมพาต

3. ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ หรือมีปัสสาวะเล็ด สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากมีการกดทับเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของลำไส้ และกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งสาเหตุของการกดทับเส้นประสาทมีได้หลายสาเหตุเช่น หมอนรองกระดูกที่มีขนาดใหญ่มากเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาท โรคมะเร็งแพร่กระจายมาที่กระดูกและมีการกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง รวมทั้งภาวะของการติดเชื้อของกระดูกสันหลังที่อาจจะมีหนองไปกดทับเส้นประสาท ทำให้ระบบการขับถ่ายผิดปกติ

4. มีอาการอ่อนแรงของขา หรือสูญเสียสมดุลของร่างกาย สาเหตุส่วนใหญ่เกิดมาจากเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของอวัยวะนั้น ๆ ถูกกดทับ ทำให้ไม่สามารถควบคุมการทำงาน การเคลื่อนไหวของระยางค์นั้น ๆ ได้

5.มีอาการปวดตอนกลางคืนหรือปวดขณะพัก อาจจะมีหรือไม่มีเหงื่อออกตอนกลางคืน ซึ่งเป็นสัญญาณหนึ่งของภาวะการติดเชื้อของกระดูกสันหลัง หรือมะเร็งที่แพร่กระจายมาส่งผลทำให้มีอาการปวดมากแม้ขณะนอนพัก

6.อาการชารอบ ๆ ทวารหนัก หรือสูญเสียความรู้สึกรอบ ๆ ทวารหนัก เกิด เนื่องมาจากมีการกดทับของเส้นประสาทที่ควบคุม และรับความรู้สึกในบริเวณรอบ ๆทวารหนัก

7.มีการใช้ยาสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน เช่น ในกลุ่มผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เอสแอลอี (โรคพุ่มพวง) หรือผู้ป่วยที่ชอบซื้อยาสเตียรอยด์รับประทานเองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน เกิดการติดเชื้อในร่างกายได้ง่ายกว่าคนปกติเพราะภูมิต้านทานของร่างกายอ่อนแอ ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีโอกาสเกิดกระดูกสันหลังยุบจากโรคกระดูกพรุน และมีโอกาสเกิดการติดเชื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น

8.ได้รับอุบัติเหตุ ในผู้ป่วยที่มีประวัติได้รับอุบัติเหตุอย่างรุนแรง ร่วมกับมีอาการปวดหลังแบบเฉียบพลันนั้นอาจจะทำให้เกิดกระดูกสันหลังหัก ยุบ ทำให้มีอาการปวดหลังเป็นอย่างมาก

9.น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจมีสาเหตุที่เกิดจากภาวะมะเร็งแพร่กระจายมาที่กระดูก เพราะการติดเชื้อของกระดูกสันหลัง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเบื่ออาหาร ไม่สามารถรับประทานอาหารได้อย่างเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายและน้ำหนักลด

10.ปวดหลังร่วมกับส่วนสูงที่ลดลง อาจเกิดเนื่องมาจากการที่มีโรคกระดูกพรุนร่วมกับการเกิดกระดูกสันหลังยุบตัวลง ทำให้เกิดหลังโก่งค่อม และส่วนสูงลดลง จึงทำให้เกิดมีอาการปวดมาก ส่วนใหญ่มักจะเกิดในผู้สูงอายุ

ดังนั้นในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังร่วมกับอาการดังกล่าวข้างต้นควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ และให้การรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com และ http://www.taninnit.com

ที่มา: เดลินิวส์ 4 มกราคม 2558

Advertisements

ไขปัญหาปวดหลัง

bangkokbiznews140917_01คำถามยอดนิยมอันดับ 1 ของผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังคงจะหนีไม่พ้น “อาการปวดหลังที่กำลังเป็นอยู่เกิดจากอะไร และอันตรายหรือไม่” หากคุณเป็นหนึ่งที่เคยมีอาการปวดหลังและเกิดคำถามดังกล่าวขึ้นในใจ

นพ.ภัทร โฆสานันท์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ-โรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า อาการปวดหลังเกิดได้หลายสาเหตุ และเกิดได้จากอวัยวะหลายส่วน ซึ่งความอันตรายของการปวดหลังในผู้ป่วยแต่ละรายนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุและตำแหน่งที่เกิดอาการ โดยอวัยวะที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ เช่น กล้ามเนื้อและเอ็นบริเวณหลัง , กระดูกสันหลังและข้อต่อหลัง , หมอนรองกระดูกสันหลัง , ไขสันหลังและรากประสาทหลัง

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังนั้น นพ.ภัทร กล่าวว่า เกิดจาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ , การเสื่อมสภาพตามอายุและการใช้งาน , ความผิดปกติแต่กำเนิด , มะเร็งและเนื้องอกต่างๆ การติดเชื้อ ซึ่งหากอยากทราบว่าอาการปวดหลังที่เป็นอยู่นั้นเกิดจากสาเหตุอะไร คนไข้ต้องสังเกตเวลาปวดว่ารู้สึกปวดแบบใด เนื่องจากอาการปวดแต่ละอย่างก็เป็นตัวช่วยในการวินิจฉัยโรคได้เช่นกัน หากปวดล้าๆ เมื่อยๆ มีจุดที่กดแล้วปวดมากขึ้น สาเหตุอาจเกิดจากกล้ามเนื้อ หรือหากปวดร้าวเหมือนไฟฟ้าช็อต เช่น ร้าวจากคอไปปลายนิ้วมือ สาเหตุเหล่านี้อาจเกิดจากเส้นประสาทที่ถูกกดเบียดได้

บริเวณที่ปวดหรือตำแหน่งที่ปวดก็มีส่วนช่วยได้มากครับในการหาสาเหตุที่ทำให้เราปวดหลัง เช่น หากปวดตรงแนวกระดูกกลางหลังพอดีก็มักจะเกิดจากตัวกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกสันหลัง หรือเอ็นยึดระหว่างกระดูกสันหลัง หากเยื้องออกมาด้านข้างอาจจะเป็นจากกล้ามเนื้อหลัง นอกเหนือจากนั้น อาการปวดที่ตำแหน่งจำเพาะบางตำแหน่งก็สามารถบอกได้ถึงบริเวณที่เส้นประสาทแต่ละเส้นวิ่งไปเลี้ยงได้”

นพ.ภัทร กล่าวว่า หากมีอาการอื่นนอกเหนือจากการปวดแล้ว เช่น อาการชาหรืออาการอ่อนแรงร่วมด้วย ก็ต้องส่งสัยไปที่ความผิดปกติของระบบประสาทหรือเส้นประสาท ยิ่งหากคนไข้สังเกตุอาการตนเองว่าอยู่ในท่าไหนแล้วรู้สึกปวดมากขึ้นหรือน้อยลงก็จะช่วยได้มาก เช่น หากก้มหรือแอ่นตัวแล้วปวดมากขึ้นก็มีแนวโน้มจะเป็นโรคจากหมอนรองกระดูกสันหลังหรือข้อต่อหลังและหากยิ่งนึกได้ว่าก่อนที่จะมีอาการปวดหลังนั้นไปทำอะไรมาหรือไม่ เช่น เล่นกีฬา ยกของหนัก นั่งนานๆ หรือไปเกิดอุบัติเหตุมา ประวัติส่วนนี้ก็มีประโยชน์สำหรับแพทย์ในการวินิจฉัยสาเหตุของโรคปวดหลัง

สำหรับอาการปวดหลังที่มีอันตรายและต้องรีบพบแพทย์เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ทันท่วงทีนั้น ประกอบด้วยอาการดังต่อไปนี้
1. มีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมกับอาการปวดหลัง
2. อาการปวดหลังในคนที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปีหรือมากกว่า 55 ปี
3. อาการปวดในขณะพักหรือไม่มีกิจกรรม
4. อาการปวดที่หลังบริเวณทรวงอก
5. น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว
6. มีไข้ร่วมกับการปวดหลังไม่ว่าจะสูงหรือต่ำ
7. ประสบอุบัติเหตุก่อนจะปวดหลัง
8. มีประวัติของการเจ็บป่วยเป็นมะเร็งของคนในครอบครัว
9. สังเกตุพบความคดผิดรูปของหลัง

อาการต่างๆที่แพทย์กล่าวมาแล้วนั้นเป็นอาการของโรคปวดหลังที่เกิดจากสาเหตุที่รุนแรง เช่น มะเร็ง กระดูกหลังหักหรือเคลื่อน และโรคติดเชื้อ ซึ่งสาเหตุเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรจะได้รับการรักษาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อป้องกันและลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 17 กันยายน 2557

รู้ทันอาการปวดหลัง

posttoday140715_01โรงพยาบาลเซนต์ แอนนา แห่งเยอรมนี ร่วมกับสถาบันกระดูกสันหลังบำรุงราษฎร์ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อฝึกอบรมการผ่าตัดกระดูกคอและกระดูกสันหลังผ่านกล้องเอ็นโดสโคปทุกปี ซึ่งการจัดประชุมดังกล่าว ได้จัดขึ้นในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยมีศัลยแพทย์ผู้สนใจเข้าร่วมจากทั่วโลก บ่งชี้ให้เห็นถึงปัญหาของโรคนี้ที่ยังมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น นั่นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ระวังตัวในการป้องกันตัวเองจากโรค และรักษาอาการไม่ถูกวิธี

อาการปวดคอและปวดหลัง นับเป็นภาวะที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดทุกข์ทรมานต่อผู้ป่วยในระยะยาว และบั่นทอนศักยภาพในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยทั่วไปพบมากในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนหนุ่มสาววัยทำงานที่ส่วนใหญ่นั่งทำงานด้วยอิริยาบถที่ไม่ถูกลักษณะต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือจากการดำเนินชีวิตประจำวันซึ่งข้องเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ไอทีต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต เพราะโดยมากผู้ใช้จะไม่ได้ใส่ใจกับการจัดวางท่านั่งให้ถูกต้อง จึงมักนั่งด้วยท่าทางหลังงอ ไหล่ห่อ หรือก้มคอเข้าหาจอ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น เช่น การยกของหนักด้วยการก้มหลัง ในทุกกรณีที่กล่าวล้วนทำให้น้ำหนักทั้งหมดส่งผ่านไปยังกระดูกสันหลังส่วนที่กำลังโค้งมากที่สุด

ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการปวดหลังโดยตรง ได้แก่ การบาดเจ็บบริเวณหลังจากอุบัติเหตุหรือการเล่นกีฬา โดยเฉพาะกีฬาที่มีการกระแทกหรือปะทะอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้น ทั้งนี้ยังมีโรคอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดอาการปวดร้าวไปที่หลังได้ เช่น โรคไต โรคเกี่ยวกับรังไข่และมดลูก โรคหลอดเลือดโป่งพองในช่องท้อง หรือมะเร็งที่กระจายมายังกระดูกสันหลัง

อาการที่บ่งชี้ว่ามีการปวดหลังจากการกดทับเส้นประสาท คือ การปวดร้าวที่ขาหรือสะโพก โดยอาการปวดขาจะปวดไปตามบริเวณซึ่งถูกเลี้ยงด้วยเส้นประสาทเส้นที่ถูกกดทับนั้น ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีลักษณะการปวดแตกต่างกันไป บางรายอธิบายว่าอาการปวดมีลักษณะแหลมเหมือนโดนมีดแทง บางรายว่าปวดหน่วงและหนักที่ขา หรือบางรายอาจรู้สึกเพียงเหน็บชาคล้ายเมื่อนั่งทับขานานๆ

การดูแลรักษาตนเองที่ดีที่สุดสำหรับผู้มีอาการปวดหลัง คือ หลีกเลี่ยงกิจกรรมซึ่งอาจส่งผลให้อาการปวดหลังเกิดขึ้น เช่น จัดท่านั่งทำงานให้ถูกสุขลักษณะ คือ นั่งหลังตรง ไม่ก้มหรือเงยคอมากเกินไป ไม่ยกของที่ทำให้หลังต้องแบกรับน้ำหนักมากๆ และต้องหมั่นตรวจสอบสัญญาณเตือนของร่างกายว่าควรพบแพทย์หรือไม่ เพราะแม้ว่าอาการปวดหลังบางชนิดจะสามารถใช้เวลาเพื่อให้ทุเลาลงได้ แต่ก็มีอาการบางอย่างที่ผู้ป่วยไม่อาจมองข้าม และเป็นข้อบ่งชี้ว่าควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ได้แก่ อาการปวดหลังที่เรื้อรังต่อเนื่องนานกว่า 3 เดือน ปวดร้าวลงสะโพก ขา จนถึงบริเวณน่องหรือเท้า อาการปวดเฉียบพลันที่ไม่ทุเลาลงแม้ว่าได้พัก หรือปวดรุนแรงจนเคลื่อนไหวไม่ได้ อาการปวดหลังจากการได้รับบาดเจ็บหรือหกล้ม และอาการปวดหลังที่เกิดร่วมกับภาวะควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ขาอ่อนแรง ชาบริเวณขา เท้า หรือรอบทวารหนัก คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ หรือน้ำหนักลดผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ

สิ่งสำคัญที่จะสามารถช่วยให้ห่างไกลจากอาการปวดหลัง หรือช่วยให้ผู้มีอาการปวดหลังซึ่งได้รับการรักษาแล้วไม่กลับมาเป็นอีก คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตที่จะไม่สร้างความกระทบกระเทือนต่อบริเวณหลัง รวมถึงมีการบริหารร่างกายเพื่อลดอาการเจ็บปวดและฟื้นฟูการเคลื่อนไหว โดยต้องคำนึงถึงหลักการที่ถูกต้องและข้อควรระวังต่างๆ อันเป็นสิ่งซึ่งควรได้รับการแนะนำจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ 15 กรกฎาคม 2557

ผ่าตัดแผลเล็กรักษาโรคกระดูกสันหลัง

bangkokbiznews140326_001aสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพเผย 5 ปีแห่งความสำเร็จของการเลือกใช้เทคนิคผ่าตัดแผลเล็กสำหรับรักษาโรคกระดูกสันหลัง ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา สู่การสร้างเครือข่ายของการรักษากระดูกสันหลัง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย

นายแพทย์พุทธิพร เธียรประสิทธิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า สถานการณ์ของโรคกระดูกสันหลังในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มสูงขึ้น แม้จะไม่มีการเก็บสถิติไว้อย่างชัดเจน ด้วยวิถีชีวิตของคนโดยเฉพาะวัยทำงานที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ รวมถึงการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้อง

สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ เราเลือกสรรวิธีที่เหมาะสมและดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย พร้อมให้การรักษาผู้ป่วยแบบองค์รวม คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่ผู้ป่วยจะได้รับ ซึ่งเป็นการรักษาที่ได้มาตรฐานตามหลักสากล จนได้รับรองมาตรฐานการรักษาเฉพาะทางด้านโรคปวดหลังจาก JCI สหรัฐอเมริกา ทำงานร่วมกันเป็นทีมภายใต้ทีมแพทย์สหสาขา อันได้แก่ ประสาทศัลยแพทย์ แพทย์ศัลยกรรมกระดูก แพทย์ประสาทวิทยา จิตแพทย์ วิสัญญีแพทย์ แพทย์ เวชศาสตร์ ฟื้นฟู พยาบาลวิชาชีพ และเจ้าหน้าที่เทคนิค ที่จะร่วมกันให้การดูแลผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางด้านกระดูกสันหลัง อย่างเป็นระบบ เครื่องมือที่ทันสมัย อาทิ Microscope, Minimal access surgeries, O-ARM and Navigation, Intraopertative monitoring (IOM) เครื่องมือติดตามการทำงานของระบบประสาทขณะผ่าตัดเพื่อให้เกิดประสิทธิผล และประสิทธิภาพของการรักษา

“สิ่งสำคัญคือ การป้องกันและรักษากระดูกสันหลังของคนไทย โดยโรงพยาบาลกรุงเทพเองจะเข้ามามีบทบาทผ่านการสร้างเครือข่ายของโรงพยาบาลในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ร่วมกับโรงพยาบาลพันธมิตร ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคนิคการรักษาแบบใหม่ และเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ เพิ่มคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น” ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพเผย

bangkokbiznews140326_001b

นายแพทย์ทายาท บูรณกาล ผู้อำนวยการสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ กล่าวว่า ครบรอบ 5 ปีสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ เริ่มเปิดทำการมาตั้งแต่ พศ. 2552 โดยทำการรักษาผู้ป่วยอย่างครบครัน พร้อมทั้งเป็นสถานที่ฝึกอบรมดูงานของแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะแพทย์จากภูมิภาคเอเชีย ได้แวะเวียนมาเพื่อศึกษาการผ่าตัดด้วยวิธีที่ทันสมัย จนได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในการผ่าตัดด้านแผลเล็ก อาทิเช่น การผ่าตัดแบบ OLIF โอ-ลิฟ หรือ การผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังข้างลำตัวแบบแผลเล็ก (Olique lumbar Interbody Fusion)

หนึ่งในเทคนิคที่ทางสถาบันได้นำมาใช้ในการรักษาโรคทางกระดูกสันหลัง คือ การผ่าตัดแผลเล็กข้างลำตัว DLIF (Direct Lateral Interbody Fusion) หรือ OLIF (Olique Lumbar Interbody Fusion) เป็นการผ่าตัดวิธีใหม่เสริมหมอนรองกระดูกสันหลังข้างลำตัวแบบแผลเล็ก โดยไม่จำเป็นต้องผ่าเลาะกล้ามเนื้อหลัง ด้วยการใส่อุปกรณ์หนุนหมอนรองกระดูกแทนที่หมอนรองกระดูกที่เป็นปัญหาเดิม ทำให้กระดูกสันหลังข้อนั้นแข็งแรงขึ้น รับน้ำหนักร่างกายได้ดีขึ้น การปวดหลังจึงลดลง ซึ่งปัจจุบันได้ปรับปรุงวิธีการให้ดีขึ้น และเปลี่ยนชื่อจาก DLIF เป็น OLIF เน้นการผ่าตัดแผลเล็ก กล้ามเนื้อบอบช้ำน้อย เสียเลือดน้อย (เฉลี่ย 50 ซีซี.) ให้ผลสำเร็จในการเชื่อมข้อมากกว่าการผ่าตัดแบบทั่วไป ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ลดปัญหาปวดหลังเรื้อรังและภาวะพังผืดเกาะเส้นประสาท และที่สำคัญคือ มีโรคแทรกซ้อนต่ำ ปัจจุบันสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ ได้รักษาผู้ป่วยด้วยวิธีนี้มากกว่า 150 ราย ได้ผลสำเร็จอยู่ในระดับดีมาก

ในขณะที่เทคนิคการผ่าตัดแบบ Anterior Lumbar Interbody Fusion (ALIF) นายแพทย์สาริจฉ์ ศรีสุภาพ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ อธิบายว่า ALIF เป็นการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลัง โดยที่แผลผ่าตัดอยู่ด้านหน้าท้อง เป็นวิธีผ่าตัดที่ทำมานาน มีประสิทธิภาพและให้ผลการรักษาที่ดีมาก โดยเฉพาะการผ่าตัดที่เรียกว่า Minimal Invasive ALIF ซึ่งมีข้อดี คือ เป็นการผ่าตัดที่ทำลาย หรือ รบกวน กล้ามเนื้อน้อยมาก ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวหลังผ่าตัดอย่างรวดเร็ว ผลข้างเคียงน้อย (โดยที่ในปัจจุบันมีวัสดุที่ใส่ในช่องหมอนรองกระดูก และยึดให้มั่นคงที่ในผู้ป่วยจำนวนมากไม่จำเป็นต้องผ่าตัดยึดโลหะจากด้านหลัง) แต่การผ่าตัดดังกล่าวมีโอกาสเกิดการฉีกขาดของเส้นเลือด ซึ่งผู้ป่วยอาจมีผลแทรกซ้อนที่ร้ายแรงได้ ดังนั้นศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง และศัลยแพทย์ด้านหลอดเลือด จะร่วมกันผ่าตัด Minimal Invasive ALIF เพื่อลดอัตราเสี่ยงดังกล่าวลง ทางสถาบันได้รับความร่วมมือจากศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง และศัลยแพทย์ด้านหลอดเลือด (ที่ผ่านการฝึกอบรม spine access surgery) ในการเข้าทำผ่าตัดร่วมกัน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้ป่วย ลดระยะเวลาการผ่าตัด ลดอัตราการเสียเลือด ผู้ป่วยจะฟื้นตัวเร็วขึ้น ตลอดจน ทำให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจถึงมาตรฐานการรักษาที่ดี

“จุดประสงค์ของการผ่าตัดนี้ คือการรักษาเสถียรภาพของกระดูกสันหลังและบรรเทาอาการปวดขาหรือหลัง อาการเหน็บชา อ่อนเพลียหรือการทรงตัวที่ผิดปกติจากความดันในเส้นประสาท”

นอกจากวิธีข้างต้นแล้ว ทางสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ ใช้ BMP (Bone Morphogenetic Protein) ในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลัง คือ โปรตีนสังเคราะห์ที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างกระดูก (rhBMP-2) เริ่มทดลองใช้ในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังตั้งแต่ ปลายปี 2001 ต่อมามีการผลิตและใช้อย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบันโดยเฉพาะในการผ่าตัดกระดูกสันหลัง ในสหรัฐอเมริกา FDA ระบุถึงข้อบ่งชี้ ให้ใช้ในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังส่วนเอวทางด้านหน้า (Anterior Lumbar Interbody Fusion) โดยร่วมกับ Interbody device

ข้อดี คือ มีประสิทธิภาพในการเชื่อมข้อสูงมาก ใช้ระยะเวลาสั้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกถึงความปวดที่ลดลงเมื่อกระดูกเชื่อมสมบูรณ์เร็วขึ้น และเทคนิคนี้ไม่จำเป็นต้องตัดกระดูกของผู้ป่วยเองเพื่อใช้เชื่อมข้อกระดูกสันหลัง ดังนั้นจะเกิดประโยชน์สูงสุด และผลข้างเคียงน้อยที่สุด คือ การใช้ตามข้อบ่งชี้ที่ระบุให้ใช้ในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังทางด้านหน้า และให้อยู่ใน Interbody device แต่ผลข้างเคียงของ BMP อาจทำให้เกิดการอักเสบในเนื้อเยื่อรอบกระดูกสันหลัง (ไม่แนะนำให้ใช้ในการเชื่อมกระดูกคอทางด้านหน้า) และ อาจทำให้เกิดกระดูกงอกในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งอาจจะไปกดทับเส้นประสาทหรืออวัยวะอื่นได้

bangkokbiznews140326_001c

 

อุปกรณ์ในการผ่าตัดแบบแผลเล็กข้างลำตัว DLIF

 

แพทย์หญิงนันท์ชญาน์ ฉายะโอภาส แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู กล่าวว่า รูปแบบการกายภาพบำบัดเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังมีทั้งแบบสำหรับผู้ป่วยไม่ต้องผ่าตัด และต้องผ่าตัด ซึ่งแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะเป็นผู้กำหนดวิธีการกายภาพให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละราย จุดเด่นของวิธีรักษาด้วยการทำกายภาพระยะสั้น คือ สามารถบรรเทาการเจ็บปวด ลดการใช้ยา ให้ความรู้การจัดท่าทางของแผ่นหลังและการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันการเกิดโรคในแต่ละบุคคล และกายภาพระยะยาว คือ ดูแลตัวเองได้ถูกต้อง ออกกำลังให้ถูกกับตัวโรค และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การกายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ต้องผ่าตัด จะใช้วิธีกายภาพด้วยเครื่องมือต่างๆ อาทิ การประคบร้อน กระตุ้นไฟฟ้า ฝังเข็ม ธาราบำบัด ฯลฯ เพื่อการลดปวด และควรหาสาเหตุ เฝ้าระวังป้องกันโรคก่อนที่จะรุนแรงขึ้น เช่น สังเกตพฤติกรรมออกกำลังกายผิดวิธี คงค้างอยู่ในท่าที่ผิดลักษณะเป็นเวลานานๆ ฯลฯ เพื่อหาวิธีการแก้ไขด้วยการให้ความรู้ในแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการเกิดโรคในแต่ละบุคคล

แต่สำหรับผู้ป่วยที่ต้องรับการผ่าตัด แพทย์ต้องดูแลความพร้อมของผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดและหลังจากผ่าตัด เพื่อลดอาการแทรกซ้อน ฟื้นฟูสุขภาพให้ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านแล้วดูแลตนเองได้อย่างถูกวิธี โดยเฉพาะส่วนหลังและสุขภาพองค์รวมไปถึงหัวใจและปอดให้แข็งแรง พร้อมทั้งเรียนรู้การออกกำลังกาย เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ เช่น มีโรคประจำตัวต่างๆ ที่มีความเสี่ยงสูง แพทย์ต้องดูแลประคับประคอง เพื่อลดโอกาสเกิดการดำเนินโรคที่รุนแรงมากขึ้น รวมไปถึงฟื้นฟูทั้งสภาพร่างกายและจิตใจให้ได้สูงสุดเท่าที่สภาพร่างกายอำนวย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกันอีกโรคที่น่าจับตามองคือ โรคเนื้องอก หรือมะเร็งบริเวณกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโรคที่ปัจจุบันเราสามารถรักษาได้ นายแพทย์ยอดรัก ประเสริฐ ศัลยแพทย์ระบบประสาทและกระดูกสันหลัง อธิบายว่า มะเร็งเป็นโรคที่เกิดจากการเพิ่มจำนวนของเซลล์ที่ผิดปกติของอวัยวะในส่วนต่างๆ มีโอกาสแพร่กระจายได้ถึง 70% และในจำนวนนี้ มีโอกาสที่จะแพร่กระจายมายังกระดูกสันหลังถึง 40% แม้ว่าอาจเกิดอาการเพียง 10-20% แต่ผู้ป่วยเหล่านั้นจะต้องทุกข์ทรมานจากอาการปวดและอาการอ่อนแรง บางรายอาจเป็นอัมพาตได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว การวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็วจะมีโอกาสช่วยผู้ป่วยได้มากทั้งในการลดอาการปวดและลดความพิการจากอาการกดทับของไขสันหลัง

“วิธีการรักษามะเร็งแพร่กระจายมากระดูกสันหลังในปัจจุบันมีพัฒนาการไปมากทั้งวิธีการผ่าตัดและอุปกรณ์สำหรับใส่เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก ตลอดจนการรักษาเสริมภายหลังจากการผ่าตัด ทั้งการฉายรังสีและเคมีบำบัด”

สถาบันกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ มีความพร้อมในการให้การรักษาผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลัง รวมถึงเนื้องอกของกระดูกสันหลังทุกชนิด ทุกขั้นระยะของโรค ตั้งแต่การวินิจฉัยไปจนการรักษาซึ่งจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างดีระหว่างทีมแพทย์ ซึ่งประกอบด้วยประสาทศัลยแพทย์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง แพทย์รังสีรักษา และวิสัญญีแพทย์ เพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โทร. 1719 ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 26 มีนาคม 2557

สารพันคำถามในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในการรักษาข้อเข่าเสื่อม

dailynews140302_001โรคข้อเข่าเสื่อมนับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งในผู้สูงอายุ คนไทยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่า 6 ล้านคน ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดเข่า โดยเฉพาะเวลาเดิน ขาโก่งผิดรูป มักจะเกิดคำถามขึ้นมากมายเกี่ยวกับการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

เมื่อไหร่ที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม?

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมักจะพิจารณาในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเข่ามากโดยเฉพาะเวลาเดิน หลังจากที่แพทย์ให้การรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการต่าง ๆ ไปแล้วแต่อาการปวดเข่าของผู้ป่วยยังไม่ทุเลาลง ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมักมีอาการปวดเข่ามากเวลาเดิน โดยเฉพาะเวลาเดินขึ้นบันไดมักมีอาการปวดบริเวณ ด้านในของข้อเข่า อันเนื่องมาจากการที่มีกระดูกงอกออก มาเสียดสีกับเนื้อเยื่ออ่อนรอบ ๆ ข้อเข่า ร่วมกับมีการอักเสบของเยื่อบุข้อจึงทำให้เกิดอาการบวมของข้อเข่า อาการปวดมากเวลาเดินจึงทำให้ผู้ป่วยลดการใช้ชีวิตกิจวัตรประจำวัน และไม่อยากจะทำอะไร จึงมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีขาโก่งมาก ๆ แพทย์มักจะแนะนำให้ผู้ป่วยทำการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เนื่องจากว่าในผู้ป่วยที่ขาโก่งผิดรูปมาก ๆนั้นจะมีผลทำให้เดินลำบาก การทรงตัวของผู้ป่วยเสียไป เดินได้ไม่ดี มีโอกาสหกล้มได้ง่าย และอาจจะเกิดกระดูกหักตามมา นอกจากนั้นขาที่โก่งที่ทำให้เกิดการเดินที่ผิดปกติ ยังมีผลต่อสมดุลของร่างกาย ทำให้มีการกระจายนํ้าหนักของร่างกายผิดปกติไปโดยเฉพาะที่บริเวณกระดูกสันหลัง จึงมักจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้น และในบางครั้งผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดหลังและชาร้าวลงขา ร่วมกับอาการปวดเข่าเนื่องจากโรคข้อเข่าเสื่อมด้วย

 

วัตถุประสงค์และความคาดหวังของผู้ป่วยหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม?

มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่แพทย์ผู้ทำการรักษาต้องอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจและมีการกำหนดวัตถุประสงค์ และความคาดหวังของผู้ป่วยร่วมกันในการรักษาด้วยการผ่าตัด เพราะในบางครั้งถ้าผู้ป่วยมีความคาดหวังที่สูงมาก ๆ และผลที่ได้อาจจะไม่เป็นไปตามที่ผู้ป่วยคาดหวังก็อาจจะมีผลกระทบต่อความพึงพอใจของผู้ป่วย และคิดว่าการผ่าตัดนั้นไม่ประสบความสำเร็จ วัตถุประสงค์หลักในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมนั้นเพื่อ

ลดอาการปวดเข่า ทำให้ผู้ป่วยสามารถเดินได้สะดวกเพิ่มมากขึ้น อาการปวดจะลดน้อยลงเป็นลำดับหลังการผ่าตัด ซึ่งส่วนใหญ่อาการปวดมักจะหายเป็นปกติประมาณ 3 เดือนหลังการผ่าตัด หลังจากการผ่าตัดผู้ป่วยอาจจะมีความรู้สึกชาที่บริเวณแผลผ่าตัด หรืออาจจะมีอาการคัน หรือปวดที่บริเวณแผลผ่าตัดได้บ้าง เนื่องจากว่าในขณะที่แพทย์ผ่าตัดอาจจะตัดเส้นประสาทเล็ก ๆ ที่ไปเลี้ยงผิวหนังในบริเวณที่ผ่าตัด จึงทำให้ผู้ป่วยอาจจะมีความรู้สึกชา และความรู้สึกผิดปกติที่บริเวณแผลผ่าตัดได้ แต่ไม่มีผลอันตรายใด ๆ ต่อผู้ป่วยแก้ไขความผิดรูปของข้อเข่า ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะมีอาการเข่าโก่ง การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะช่วยแก้ไขแนวของเข่าและขาข้างนั้นให้ตรง สามารถรับนํ้าหนักได้ดี การเดิน และการทรงตัวของผู้ป่วยดีขึ้น ทำให้ช่วยเรื่องสมดุลของร่างกาย และป้องกันไม่ให้เกิดการหกล้มได้ง่ายซึ่งมีโอกาสทำให้เกิดกระดูกหักตามมา

ทำให้คุณภาพของชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น เมื่ออาการปวดและขาของผู้ป่วยอยู่ในแนวปกติ สามารถเดินได้ดีขึ้นกว่าก่อนการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เป็นปกติ

ช่วยทำให้อาการปวดหลังที่เกิดร่วมกับโรคข้อเข่าเสื่อมทุเลาลง ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมักจะมีปัญหาโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมและเกิดการกดทับเส้นประสาทร่วมกัน จึงทำให้นอกจากอาการปวดเข่าแล้ว อาจจะมีอาการปวดหลัง ปวดชาร้าวลงขาร่วมด้วย หลังจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะช่วยทำให้ข้อเข่าสามารถรับนํ้าหนักได้เป็นปกติ สมดุลของร่างกายดีขึ้น จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังที่ผู้ป่วยมีอยู่ด้วย

 

ถ้าผู้ป่วยอายุมากจะมีความเสี่ยงจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมหรือไม่?

ในเรื่องของอายุนั้นมักจะเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่นำมาพิจารณาเพื่อให้การรักษา อย่างไรก็ตามถ้าผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานจากโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นอย่างมากทำให้มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมาก และเมื่อแพทย์ตรวจร่างกายผู้ป่วยพบว่ามีความพร้อมที่สามารถผ่าตัดได้ แพทย์ก็สามารถให้การรักษาด้วยการผ่าตัดข้อเข่าเทียมให้ผู้ป่วยได้แม้จะมีอายุมากเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วย

ในปัจจุบันด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ทั้งในเรื่องของการผ่าตัดรักษา ประสบการณ์ของแพทย์ที่ทำการผ่าตัด การพัฒนาเทคโนโลยีของข้อเข่าเทียมที่นำมาใส่แทนผิวข้อเข่าเดิมของผู้ป่วย รวมทั้งเทคนิคการดูแลควบคุมอาการปวดหลังการผ่าตัด ทำให้การรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมให้ผลลัพธ์ที่ดี ผู้ป่วยมีความพึงพอใจกับผลการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นอย่างมาก และสามารถกลับไปใช้ชีวิตและท่องเที่ยวไปตามที่ต่าง ๆ ได้อย่างมีความสุข อย่ากลัวเลยครับกับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ท่านได้ประโยชน์จากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมากกว่าที่คิดครับ ความกลัวเรื่องการผ่าตัดอาจจะทำให้ท่านพลาดโอกาสที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นมากกว่าสภาพก่อนผ่าตัดครับในกรณีผู้ป่วยเข่าเสื่อมที่มีข้อบ่งชี้สำหรับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

สามารถรับชมการสัมภาษณ์ผู้ป่วยที่มีประสบการณ์ตรงที่รับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้ที่

http://taninnit-oaknee.blogspot.com/2012/12/total-knee-replacement.html

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com, http://www.taninnit.com,
Facebook: Dr.Keng หมอเก่ง,
line ID search : keng3407

ที่มา : เดลินิวส์ 2 มีนาคม 2557

ภัยเงียบจากการใช้คอมพิวเตอร์

thairath140131_001โรคที่มากับคอมพิวเตอร์ในที่นี้ไม่ใช่ “ไวรัสคอมพิวเตอร์” หรือ “โปรแกรมตัวหนอน” ซึ่งเป็นบ่อนทำลายข้อมูลในคอมพิวเตอร์ แต่หมายถึงความเจ็บป่วยที่อาจเกิดจากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ทำงานเกือบทุกอย่าง รวมทั้งใช้เพื่อความเพลิดเพลิน การศึกษาและการติดต่อสื่อสารต่างๆ ในอนาคตคอมพิวเตอร์จะยิ่งมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวันจนแทบขาดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งใดที่มีประโยชน์มากก็อาจมีโทษมหันต์ ในแง่สุขภาพของเราการใช้คอมพิวเตอร์อาจมีพิษภัยต่อสุขภาพได้ถ้าใช้ไม่ถูกวิธี ซึ่งความเจ็บป่วยที่ว่าอาจเกิดจากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์นานเกินไป โดยเกิดขึ้นได้กับอวัยวะต่างๆ และทำให้เกิดโรคได้

ตา ในขณะที่จ้องดูจอคอมพิวเตอร์จะมีส่วนของนัยน์ตาอย่างน้อย 2 ส่วนที่ต้องทำงานส่วนแรกคือ กล้ามเนื้อตาที่จะต้องคอยหดเกร็งตัวเพื่อปรับเลนส์ตาให้มีความหนาเหมาะสมให้แสงจากจอไปตกบนฉากรับภาพด้านหลังตาหรือที่เรียกว่า เรตินา (retina) เพื่อให้ได้ภาพคมชัด ดังนั้น ถ้าดูจอคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องกันนานๆ กล้ามเนื้อตาจะต้องทำงานหนักจนกล้ามเนื้ออาจเกิดอาการล้าได้นานวันก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของสายตา เช่น สายตาสั้นหรือสายตายาว อีกส่วนที่ต้องทำงานหนักคือ จอรับภาพด้านหลังตาหรือเรตินา ซึ่งประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2 ชนิด ชนิดหนึ่งเป็นแท่ง ทำหน้าที่รับแสงไม่สว่างมากเช่น ภาพดำขาว อีกชนิดหนึ่งเป็นรูปโคนรับแสงที่สว่าง เช่น ภาพสีต่างๆ แล้วส่งสัญญาณไปยังสมอง สองส่วนนี้ หากใช้งานหนักหรือจ้องจอนานเกิน 2 ชั่วโมงบ่อยๆ อาจทำให้การทำงานของเรตินาเสื่อมก่อนเวลาอันควร ดังนั้น การใช้คอมพิวเตอร์ที่ถูกต้องจึงไม่ควรใช้สายตาดูหน้าจอนานเกินไป และควรมีการพักสายตา โดยการเปลี่ยนไปมองระยะไกลๆ บ้างสัก 10-15 นาที จึงค่อยกลับมาใช้คอมพิวเตอร์ใหม่

สมอง ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์นานๆ อาจเกิดอาการมึนหรือปวดศีรษะได้ แต่บางครั้งอาจไม่รู้ตัวเนื่องจากทำงานเพลิน ทำให้อาการเตือนของสมองไม่ว่าจะเป็นอาการมึนหรือปวดศีรษะไม่ได้รับการรับรู้และอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสมองในภายหลัง ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้น จึงไม่ควรใช้สมองทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเกินไป

คอ การใช้งานคอมพิวเตอร์โดยการนั่งมองจอต่อเนื่องกันนานๆ ศีรษะจะอยู่ในตำแหน่งและมุมเดิมเป็นเวลานาน คอซึ่งเป็นอวัยวะที่ตั้งของศีรษะก็จะอยู่นิ่งๆ กล้ามเนื้อของคอต้องเกร็งตัวเพื่อรักษาท่าและตำแหน่งของศีรษะเป็นเวลานานโดยที่เราไม่รู้ตัว และจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อมีอาการปวดเมื่อยคอ คอตึงจากอาการเกร็งของกล้ามเนื้อคอ หากมีการใช้งานลักษณะนี้หลายปีโดยไม่มีการบริหารคอที่เหมาะสม อาจทำให้กระดูกคอเสื่อมก่อนเวลาอันควร ดังนั้น จึงควรขยับศีรษะและคอไปมา ขยับกล้ามเนื้อคอหรือหมุนศีรษะไปมาขณะทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์จะช่วยให้อาการปวดเมื่อยคอหรือโอกาสเกิดกระดูกคอเสื่อมน้อยลง

ปวดไหล่ สำหรับท่านที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือคอมพิวเตอร์ชนิดพกพา โดยส่วนมากจะใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ในกระเป๋าที่สามารถถือหรือสะพายไหล่ได้ ซึ่งแต่ละเครื่องก็มีขนาดและน้ำหนักต่างกัน ตั้งแต่เครื่องเล็กน้ำหนักเบาประมาณ 1 กิโลกรัม จนถึงเครื่องค่อนข้างใหญ่น้ำหนักมากถึง 4 กิโลกรัม ซึ่งถ้าพกพาโดยการสะพายไหล่เป็นเวลานานอาจทำให้ปวดไหล่เพราะกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นบริเวณไหล่อักเสบ รวมถึงกล้ามเนื้อหลังที่ต้องเกร็งตัวตลอดเวลาด้วย วิธีที่ช่วยได้คือการเปลี่ยนมาเป็นใส่ในกระเป๋าที่มีล้อลากหรือพยายามลดให้น้ำหนักเบาลงด้วยใช้เครื่องที่มีน้ำหนักเบาหรือนำของไปด้วยเท่าที่จำเป็นก็อาจช่วยหลีกเลี่ยงการอักเสบของไหล่ได้ระดับหนึ่ง

ปวดหลัง หลายท่านที่นั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์นานๆ จะรู้สึกปวดหลัง ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทั้งนี้ เนื่องจากการนั่งในท่าเดิมเป็นเวลานานโดยไม่ได้ขยับเปลี่ยนท่า กล้ามเนื้อหลังตั้งแต่บ่า สะบักและกล้ามเนื้อ 2 ข้างของกระดูกสันหลังจะมีการหดเกร็งตัวเพื่อรักษาร่างกายให้อยู่ท่าเดิมตลอดเวลา โดยปกติเวลาเรานั่งท่าเดิมระยะหนึ่งจะรู้สึกปวดเมื่อย แล้วเราก็มักจะขยับเปลี่ยนท่าเอง แต่ระหว่างการใช้คอมพิวเตอร์ เรามักจะให้ความสนใจหรือมีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ในจอจนละเลยความรู้สึกปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อหลังจนลืมเปลี่ยนอิริยาบถของร่างกาย กว่าจะรู้ตัว กล้ามเนื้อหลังซึ่งมีการเกร็งตัวเป็นเวลานานจะรู้สึกปวดมาก การแก้ไขคือพยายามเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ในระหว่างการทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์

อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าแม้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สมัยใหม่ที่ประกอบไปด้วยหน้าจอจะมีประโยชน์มากและกำลังกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน แต่โทษของการใช้งานมากเกินไปโดยไม่ระมัดระวังก็อาจก่อให้เกิดโทษมหันต์ในสัปดาห์หน้าเราจะกลับมาว่ากันต่อว่ามีอวัยวะส่วนใดอีกที่จะได้รับผลกระทบจากการใช้อุปกรณ์สารพัดประโยชน์นี้นานๆ

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มชัยการ
อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา: ไทยรัฐ 31 มกราคม 2557

thairath140207_001a

ภัยเงียบจากการใช้คอมพิวเตอร์ (2) 

สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้พูดถึงโรคที่มากับการใช้งานคอมพิวเตอร์กันไปแล้ว สัปดาห์นี้ เราจะมาว่ากันต่อเรื่องโทษของการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ว่าจะส่งผลกระทบต่ออวัยวะส่วนไหนบ้าง โดยในวันนี้ จะลงลึกไปที่โรคต่างๆ ซึ่งเป็นผลจากการใช้งานหน้าจอหนักๆ

แต่ก่อนอื่นเรามาดูผลกระทบที่อาจเกิดกับมือของเราบ้าง หากใช้งานคอมพิวเตอร์นานๆ อย่างแรกคืออาการเมื่อยนิ้วเมื่อยมือจากการใช้พิมพ์งานมากเกินไป อีกลักษณะคือ การใช้ mouse มาก หรือใช้ติดต่อกันหลายชั่วโมง ซึ่งต้องขยับข้อมือมากจนอาจเกิดการอักเสบของพังผืดบริเวณข้อมือ ทําให้มีการบวมไปกดเส้นประสาทที่วิ่งผ่านใต้พังผืดบริเวณข้อจนเกิดอาการชานิ้วหรือฝ่ามือ (Carpal Tunnel Syndrome) การรักษาภาวะนี้ เริ่มต้นด้วยการลดการใช้งานข้อมือลงเพื่อลดการอักเสบและยุบบวม หากไม่ดีขึ้นอาจต้องรักษาด้วยการฉีดยาหรือผ่าตัด นอกจากนี้ อาจมีอาการอีกอย่างจากการใช้งาน mouse มากเกินไป ได้แก่ การอักเสบของเส้นเอ็นนิ้วชี้ที่ใช้คลิก mouse การรักษาคือต้องพักหรือลดการใช้งาน ซึ่งอาการนี้อาจเกิดได้กับคนที่ใช้ Joystick สําหรับเล่นเกมด้วย

thairath140207_001b

โรคกระเพาะอาหาร ในปัจจุบันมีการใช้อินเทอร์เน็ตกันอย่างแพร่หลาย เพื่อรับข้อมูลข่าวสารและติดต่อสื่อสารกันอย่างรวดเร็วเสมือนกับการย่อโลกลงมาและประโยชน์ข้อนี้ก็อาจทําให้ผู้ใช้งานเพลิดเพลินกับหน้าจอจนเลยเวลารับประทานอาหารหรือรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ซึ่งอาจทําให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือมีอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารได้

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดกับผู้นั่งทํางานกับเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหลายชั่วโมงจนไม่ได้ไปปัสสาวะหรือกลั้นปัสสาวะไว้นานเกินไป โดยเฉพาะผู้หญิง การกลั้นปัสสาวะไว้นานอาจทําให้มีโอกาสที่เชื้อโรคบริเวณปากช่องคลอดจะเข้าไปในท่อปัสสาวะทําให้เกิดการอักเสบติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะทําให้ปัสสาวะบ่อย หรือเวลาปัสสาวะจะมีอาการแสบขัด บางรายถึงกับลุกลามเป็นกรวยไตอักเสบ มีอาการมีไข้หรือปวดหลังได้ ดังนั้น ในระหว่างที่ใช้คอมพิวเตอร์ ถ้ารู้สึกปวดปัสสาวะควรไปห้องน้ําทันที ไม่ควรรอ

thairath140207_001c

โรคขาดอาหาร การเล่นเครื่องคอมพิวเตอร์นานๆ โดยเฉพาะในเด็กอาจถึงกับทําให้เกิดภาวะขาดอาหารได้ เนื่องจากไม่สนใจรับประทานอาหาร หรือทานอาหารที่หาง่ายทําง่าย เช่น บะหมี่กึ่งสําเร็จรูปที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และทําให้ร่างกายขาดสารอาหารจําเป็น ซึ่งจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกายได้

การอดนอน การเพลิดเพลินกับคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตหรือการเล่นเกมทําให้นอนดึก อดนอน ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ทําให้สมองไม่แจ่มใส หากทําติดต่อกันหลายวันอาจส่งผลให้การเรียนหรือการทํางานขาดประสิทธิภาพ เสียการเรียนหรือเสียการเสียงานได้

การขาดการออกกําลังกาย การติดการใช้คอมพิวเตอร์ หรือใช้เวลาแต่ละวันนั่งหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมงจนบางครั้งไม่มีเวลา หรือไม่มีความคิดจะออกกําลังกาย ทําให้ร่างกายไม่แข็งแรงกล้ามเนื้อในร่างกายขาดการฝึกฝนใช้งาน ทําให้กล้ามเนื้อหดลีบขาดความคล่องตัว ภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะอ่อนแอลงทําให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย เป็นหวัด เจ็บคอบ่อยๆ จากการติดเชื้อทางเดินหายใจ เพราะนั่งใช้คอมพิวเตอร์อยู่แต่ในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศเกือบตลอดเวลาไม่ค่อยออกไปสัมผัสกับแสงแดดและอากาศบริสุทธิ์

ที่กล่าวมาแล้วเป็นเพียงตัวอย่างของโรคหรืออันตรายที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นตามกระแสหรือความเจริญทางเทคโนโลยีที่ทําให้เราใช้เวลากับธุรกรรมต่างๆ หน้าจอมากขึ้น แต่เราทุกคนสามารถป้องกัน หลีกเลี่ยง หรือบรรเทาให้เบาลงได้เมื่อทราบวิธีและปฏิบัติตามอย่างสม่ําเสมอ

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มชัยการ
อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

 

ที่มา: ไทยรัฐ 7 กุมภาพันธ์ 2557

โรคกระดูกพรุนและอาการปวดหลัง

dailynews131110_001ปัญหาโรคกระดูกพรุนคือ ภาวะที่ผู้ป่วยมีปริมาณความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง โครงสร้างภายในของกระดูกมีการเสื่อมสลายทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด กระดูกหักได้ง่ายมากขึ้นกว่าคนปกติโดยทั่วไปอาการแสดงของผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมักจะมี 2 ระยะคือ

1. ในระยะเริ่มต้นที่มวลกระดูกเริ่มลดลงเรื่อยๆ ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการอะไรเลย ส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นในผู้หญิงที่เริ่มหมดประจำเดือน และมีปัจจัยเสี่ยง ช่วงนี้สามารถตรวจสอบได้จากการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกเท่านั้น

2. ในระยะที่กระดูกพรุนชนิดรุนแรง คือ มีกระดูกโปร่งบางมาก ร่วมกับมีกระดูกสันหลังหักยุบ หรือการเกิดกระดูกตะโพกหัก ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหลัง หลังโก่งค่อม และสังเกตได้ว่าส่วนสูงของผู้ป่วยลดลง ในบางครั้งอาการปวดหลังอาจจะร้าวมาที่บริเวณหน้าอก หลังโก่ง ทานข้าวได้น้อยลง อืดท้องแน่นท้อง มักจะพบได้ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป บางครั้งอาจเกิดกระดูกหักที่ตำแหน่งบริเวณข้อมือ กระดูกหักง่าย ปวดเมื่อยตามร่างกาย เช่นในผู้ป่วยรายที่ผมจะยกตัวอย่างต่อไปนี้ครับ

 

ภาพของผู้ป่วยที่มีหลังโก่งเนื่องจากมีการยุบตัวของกระดูกสันหลัง นอกจากหลังโก่ง ผู้ป่วยยังมีอาการปวดหลัง ร่วมกับอาการปวดร้าวลงขา ลงน่องและชาบริเวณหลังเท้าร่วมด้วย

 

ภาพรังสี แสดงการยุบของกระดูกสันหลังหลายระดับ วิธีการดูคือจะสังเกตจากความสูงของกระดูกสันหลังเทียบกันในแต่ละระดับจะพบว่าส่วนของกระดูกสันหลังที่ยุบลงนั้นจะมีความสูงของกระดูกสันหลังลดลงเมื่อเทียบกับกระดูกสันหลังที่อยู่ติดกัน

 

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดโรคกระดูกพรุนได้แก่

– ประจำเดือนหมดไวกว่าปกติโดยเฉพาะก่อนอายุ 45 ปี

– มีโรคประจำตัวเช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคไทรอยด์เป็นพิษ

– ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นประจำในปริมาณมาก และต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทั้งในการรักษาโรค หรือรับประทานเอง

– มีประวัติครอบครัวทางแม่เคยเป็นโรคกระดูกพรุน หรือเคยมีกระดูกตะโพกหักในครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวฝั่งของมารดา

– สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

– กระดูกหักง่ายหลังจากอายุ 40 ปี

 

สำหรับการป้องกันโรคกระดูกพรุนได้แก่

– ในวัยเด็ก วัยรุ่น ให้ดื่มนม ออกกำลังกายให้เหมาะสม

– หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเช่น การดื่มสุรา และการสูบบุหรี่

– ในวัยที่อายุมากกว่า 40 ปี ให้ได้รับปริมาณของแคลเซียมให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งอาจรับประทานแคลเซียมชนิดเม็ดเช่น caltrate 600 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 1 เม็ด ก็จะเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เนื่องจากมีการวิจัยพบว่าโดยเฉลี่ย คนไทยได้ปริมาณแคลเซียมจากอาหารประมาณ 300 – 400 มิลลิกรัม ซึ่งถ้าได้รับแคลเซียมเสริมเข้าไปก็จะทำให้เท่ากับปริมาณพอเพียงที่ร่างกายต้องการ

– ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 65 ปีแนะนำให้ไปตรวจวัดมวลกระดูกจากเครื่องใหญ่ที่เรียกว่า DEXA (Dual Energy absorptiometry) ซึ่งจะตรวจวัดมวลกระดูก 2 ตำแหน่งคือ ที่บริิเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว และกระดูกตะโพก

– ในผู้หญิงที่หมดประจำเดือนร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงแนะนำให้ตรวจวัดมวลกระดูกได้เลย เพื่อประเมินสภาพของมวลกระดูกในขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร

 

หลังจากที่เราตรวจวัดมวลกระดูกมาแล้ว ไม่ใช่ว่าเมื่อมวลกระดูกติดลบน้อยกว่า -2.5 จะมีความจำเป็นต้องทานยาป้องกันกระดูกพรุนทุกครั้ง ซึ่งมักจะทำให้เกิดการรักษาโรคกระดูกพรุนมากเกินความจำเป็น วัตถุประสงค์ของการให้ยารักษาโรคกระดูกพรุนคือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระดูกหักในอนาคต หรือลดความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักในอนาคต ซึ่งเราจำเป็นต้องมีการคำนวณความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักในอนาคตของผู้ป่วยในแต่ละราย ซึ่งเราสามารถเข้าไปประเมินความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักในแต่ละบุคคลได้ใน http://www.shef.ac.uk/FRAX/tool.aspx?country=57 ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักจากองค์การอนามัยโลก ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานของคนไทย ซึ่งจะช่วยทำให้ท่านสามารถประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักในแต่ละบุคคลได้ ดังนั้นการตัดสินใจพิจารณาในการให้ยารักษาโรคกระดูกพรุน เราจะพิจารณาจากความเสี่ยงในการที่จะเกิดกระดูกหักภายใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งถ้าคำนวณออกมาแล้วพบว่า

1. กระดูกตำแหน่งที่สำคัญหัก มีโอกาสหักมากกว่าร้อยละ 20 หรือ

2. กระดูกตะโพก มีโอกาสหักมากกว่าร้อยละ 3

จึงจะพิจารณาในการให้ยาในการรักษาโรคกระดูกพรุน ซึ่งถ้ามีค่าน้อยกว่านี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานยารักษาโรคกระดูกพรุน

ในกรณีที่ผู้ป่วยเกิดกระดูกตะโพกหัก หรือกระดูกสันหลังยุบแล้ว ผู้ป่วยเหล่านี้มีความจำเป็นต้องรับการรักษาโรคกระดูกพรุน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระดูกหักเพิ่มขึ้นอีก เช่น ในผู้ป่วยที่มีกระดูกสันหลังยุบจากโรคกระดูกพรุน พบว่าถ้าไม่ได้ให้การรักษาที่เหมาะสมจะพบว่าผู้ป่วยมีโอกาสเกิดกระดูกหักเพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 20

 

สำหรับปัจจุบัน ยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนจะมีอยู่ 2 ประเภทคือ

1. ยาที่ยับยั้งการทำลายกระดูก เช่น ยาในกลุ่ม Bisphosphonates ที่มีหลากหลายชนิด เช่น ชนิดที่รับประทานอาทิตย์ละ 1 เม็ดเช่น Alendronate (Fosamax plus), Risedronate(Actonel), หรือชนิดที่ฉีดปีละ 1 ครั้งเช่น Zoledronic acid (Aclasta) ยา Strontium (Protaxos) มีฤทธิ์ในการยับยั้งการทำลายกระดูก ยาในกลุ่มที่เป็นแอนติบอดี้ มีผลยับยั้งการทำลายกระดูกที่ระดับเซลล์ และไม่มีผลต่อไต ได้แก่ Denosumab (Prolia) ซึ่งใช้ฉีดใต้ผิวหนังทุก ๆ 6 เดือน

สำหรับระยะเวลาในการรักษาโรคกระดูกพรุน แพทย์มักจะแนะนำให้ยาแก่ผู้ป่วยนานประมาณ 3 – 5 ปี

2. ยาที่กระตุ้นการสร้างกระดูก ซึ่งมีผลในการสร้างกระดูกโดยตรง ได้แก่ teriparatide (Forteo) มีข้อบ่งชี้ในผู้ป่วยที่มีกระดูกหักหลายตำแหน่ง เช่น กระดูกสันหลังยุบมากกว่า 2 ตำแหน่ง กระดูกตะโพกหัก หรือเช่นในผู้ป่วยรายที่ยกตัวอย่างข้างต้น ที่มีกระดูกสันหลังยุบมากกว่า 2 ตำแหน่ง ยานี้ใช้ฉีดใต้ผิวหนังทุกวัน นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ในการลดปวดหลังได้ด้วย

การพิจารณาให้ยาแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมแต่ละราย และดุลพินิจของแพทย์ ซึ่งต้องมีการพูดคุยและอธิบายประโยชน์ ข้อดี ข้อเสียของยาแต่ละประเภทให้ผู้ป่วยฟังอีกครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันคือการป้องกันการเกิดกระดูกหักในอนาคต รวมทั้งช่วยลดอุบัติการณ์ของอัตราการเจ็บป่วย และอัตราการตายของผู้ป่วย ดังนั้นเมื่อพบผู้ป่วยที่มาด้วยอาการปวดหลัง มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ร่วมกับมีหลังโก่ง ส่วนสูงลดลง ต้องคำนึงถึงเรื่องโรคกระดูกพรุนร่วมด้วย เพื่อให้การรักษาแก่ผู้ป่วยได้ดีที่สุด.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ภาควิชาออร์โทปิดิกส์

คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

tleerapun@gmail.com, http://www.taninnit.com

Facebook : Dr.Keng หมอเก่ง

ที่มา : เดลินิวส์ 10 พฤศจิกายน 2556

การรักษาด้วยสเตียรอยด์ คุณประโยชน์ VS ผลข้างเคียง

dailynews131020_001aจากการเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันอาทิตย์ที่  29 กันยายน 2556 เรื่อง ปวดหลัง : ทางเลือก รักษาได้ไม่ผ่าตัด พบว่ามีท่านผู้อ่านได้ติดต่อสอบถามเข้ามาเป็นจำนวนมาก จึงได้รวบรวมคำถามที่มากมายที่น่าสนใจ และเป็นคำถามที่คนส่วนใหญ่มักจะเกิดข้อสงสัยในการใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาอาการปวดหลัง จึงนำประเด็นต่าง ๆ มาตอบข้อสงสัยเหล่านี้ครับ

dailynews131020_001b

ฉีดยาสเตียรอยด์แล้ว มีผลนานเท่าไหร่ ฉีดได้บ่อยเท่าไร  ฉีดยาสเตียรอยด์มีปัญหา หรือภาวะแทรกซ้อนอย่างไรบ้าง อันตรายหรือไม่

การใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาอาการปวดหลัง หรืออาการปวดหลังร้าวลงขานั้น สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาพยาบาลนั้นคือการวินิจฉัยโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่อย่างถูกต้องแม่นยำก่อน จึงนำมาสู่การรักษาพยาบาลที่ถูกต้อง  การรักษาด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์นั้นได้ผลดีมากในการลดอาการปวดในระยะประมาณ 1-3 เดือนในผู้ป่วยที่เป็นหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมและมีการกดทับเส้นประสาท  นอกจากนี้  การตอบสนองต่อการรักษาด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทนั้นขึ้นอยู่กับ

1. ระดับความรุนแรงของการกดทับเส้นประสาทจากภาวะเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง

2. ลักษณะการทำงานของผู้ป่วย และพฤติกรรมของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยยังคงกลับไปทำงาน ยกของหนัก และนั่งกับพื้น ซักผ้า ปลูกต้นไม้ หรือยกของไม่ถูกวิธี ก็จะทำให้อาการปวดหลังไม่สามารถหายได้ อาการอาจจะดีขึ้นเฉพาะในช่วงที่ฉีดยา หรือรับประทานยาเท่านั้น

3. ในกรณีที่ผู้ป่วยมีน้ำหนักมาก ๆ มีความจำเป็นที่ต้องลดน้ำหนักด้วย

มีผู้ป่วยจำนวนมากก็จะบอกว่า ห้ามทำไปหมดทุกอย่างเลยเหรอ  อันที่จริงแล้วร่างกายของเราเมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้น ก็เกิดการเสื่อมไปตามกาลเวลา บางครั้งเราเคยก้มยกของหนัก ทำงานหนัก นั่งกับพื้นได้ในวัยเด็ก และวัยรุ่นก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย แต่เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น เรายังทำพฤติกรรมแบบเดิมมักจะมีอาการปวดหลังก็เนื่องมากจากกระบวนการเสื่อมของร่างกาย การยืดหยุ่น รองรับน้ำหนักของหมอนรองกระดูกลดลง กระดูกอ่อนที่บริเวณกระดูกข้อต่อมีการสึกหรอทำให้เกิดการเสียดสีของกระดูกเพิ่มมากขึ้น เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อได้ง่ายขึ้น ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเส้นประสาท จึงส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร่วมกับอาการชาร้าวลงขาด้วย และชาบริเวณหลังเท้าและส้นเท้า เปรียบเสมือนกับอายุ 60 ปี เราก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปที่อายุ 30 ปีได้ เฉกเช่นเดียวกับร่างกายของคนเรา เมื่อเกิดการเสื่อมของกระดูกและข้อ ก็ไม่สามารถที่จะย้อนกลับไปให้แข็งแรงเหมือนกับวัยหนุ่มสาวได้ แต่เราสามารถชะลอป้องกันได้ไม่ให้เกิดการเสื่อมไปมากกว่าเดิม ซึ่งก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และปรับการทำงานของผู้ป่วยนั่นเอง

คนส่วนใหญ่มักจะกังวลถึงผลเสียของการใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาพยาบาล หรือฉีดเฉพาะที่ เพราะได้ยินมานานเกี่ยวกับผลเสียของการใช้ยาสเตียรอยด์ อันที่จริงแล้วการใช้ยาทุกชนิดเปรียบเสมือนกับเหรียญที่มี 2 ด้าน ยาทุกชนิดก็เหมือนกันที่มีทั้งคุณประโยชน์ และผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยา ขึ้นอยู่กับความรู้และความชำนาญของผู้ใช้ โดยปกติแล้ว ในทางการแพทย์ ยาสเตียรอยด์นั้นมีประโยชน์เป็นอย่างมากที่นำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยในโรคต่าง ๆ มากมาย ยาสเตียรอยด์เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการลดอาการปวด ลดอาการอักเสบได้เป็นอย่างดี ถ้าใช้อย่างถูกต้องและไม่เกินปริมาณที่ร่างกายสามารถรับได้ก็ไม่ได้เกิดผลข้างเคียงตามมาอย่างที่คนกลัว

dailynews131020_001c

ในการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดฉีดเฉพาะที่ โดยปกติมักจะฉีดไม่เกิน 3-5 ครั้ง อันเนื่องมาจากว่าถ้าฉีดรักษามากกว่านี้แสดงว่า การฉีดยาอาจจะไม่ได้ผล และโรคที่เป็นนั้นมีระดับรุนแรงมาก อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด และอีกประการหนึ่งคือการฉีดยาเฉพาะที่ ในบางครั้งทำการฉีดเข้าไปโดยตรงที่ตำแหน่งที่ปวด โดยไม่ทราบว่าตำแหน่งที่ฉีดนั้นถูกต้องหรือไม่ เช่น บางครั้งอาจมีการฉีดยาเข้าไปในเส้นเอ็นหรือเส้นประสาทของผู้ป่วย จึงมีผลทำให้เส้นเอ็นฉีกขาดได้ง่าย  ดังนั้นในปัจจุบันที่มีการนำเครื่องเสียงความถี่สูงมาช่วยในการระบุตำแหน่งของการฉีดยาจะช่วยทำให้แพทย์ผู้รักษาสามารถระบุถึงตำแหน่งที่จะฉีดยาได้แม่นยำมากขึ้น จึงลดผลข้างเคียงของการฉีดยาลงได้ และใช้ปริมาณยาชาในปริมาณที่ลดลง

โดยส่วนใหญ่ผลเสียของการใช้ยาสเตียรอยด์มักเกิดจากผู้ป่วยไปซื้อยามารับประทานเอง ซึ่งยาสเตียรอยด์นี้ มักจะผสมอยู่ในรูปของยาสมุนไพรพื้นบ้าน ยาจีน ซึ่งมักจะระบุว่าเป็นยารักษาสารพัดโรค ส่วนใหญ่เวลารับประทานยากลุ่มนี้แล้ว อาการปวดมักจะหายไปทันที ผู้ป่วยจึงมักไปซื้อยามารับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจึงเกิดผลเสียต่าง ๆ มากมายตามมา เช่น การเกิดโรคกระดูกพรุน ต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติ เกิดอาการบวมตามร่างกาย บางครั้งอาจเกิดกระดูกหัวตะโพกตายอันเนื่องมาจากการใช้ยาสเตียรอยด์มาเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคพุ่มพวง (SLE) ซึ่งบางครั้งแพทย์จำเป็นต้องใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาเป็นระยะเวลานาน เพื่อควบคุมอาการโรค

การใช้ยาสเตียรอยด์อาจจะมีผลต่อผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานอาจจะทำให้ระดับน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้นได้ และอาจมีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ซึ่งมักจะเป็นชั่วคราวประมาณ  2 สัปดาห์ นอกจากนี้การฉีดยาสเตียรอยด์อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการสะอึกได้แต่พบไม่มาก และมักจะเป็นประมาณ 3 วันหลังฉีดยา

dailynews131020_001d

สิ่งสำคัญในการรักษาและป้องกันอาการปวดหลัง คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้น ซึ่งได้แก่ การนั่งกับพื้น การก้มยกของที่ไม่ถูกวิธี การนอนคว่ำ การนั่งเก้าอี้ต่ำ ๆ เช่น การนั่งซักผ้า การนั่งทำอาหาร หรือการนั่งเก้าอี้ที่ไม่มีพนักพิง จะทำให้น้ำหนักของร่างกายส่วนใหญ่กระทำต่อกระดูกสันหลังบริเวณเอว ทำให้เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อ มีผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้น.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com, http://www.taninnit.com,
เฟซบุ๊ก : Dr.Keng หมอเก่ง

ที่มา : เดลินิวส์ 20 ตุลาคม 2556

ปวดหลัง : ทางเลือก รักษาได้ไม่ผ่าตัด

dailynews130929_002_1อาการปวดหลัง นับว่าเป็นปัญหาสำคัญพบได้บ่อยที่สุดของโรคกระดูกและข้อ สามารถเกิดขึ้นกับคนทุกวัย ตั้งแต่วัยหนุ่มสาว วัยทำงานจนถึงวัยผู้สูงอายุ สาเหตุของอาการปวดหลังในวัยหนุ่มสาวและวัยทำงานส่วนใหญ่มักเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท และพฤติกรรมการจัดท่าในการทำงานที่ไม่ถูกต้อง การยกของไม่ถูกวิธี ส่วนในวัยผู้สูงอายุสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม กระดูกข้อต่อระหว่างกระดูกสันหลังมีการอักเสบ เกิดกระดูกงอกเนื่องจากการเสื่อมมากดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดหลังร้าวลงไปที่บริเวณสะโพก บริเวณด้านหลังของต้นขา และบางครั้งอาจมีการปวดร้าวลงบริเวณน่อง ร่วมกับมีอาการชาบริเวณหลังเท้า และส้นเท้าร่วมด้วย ทำให้ผู้ป่วยทนทุกข์ทรมานจากอาการปวด มีผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย เมื่อท่านมีอาการและอาการแสดงเกี่ยวกับอาการปวดหลัง มีสัญญาณเตือนบางอย่างที่ทำให้ท่านต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย หรืออาจจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยพิเศษเพิ่มเติม ได้แก่ มีอาการไข้ เมื่อรักษาด้วยการรับประทานยาแก้ปวดแล้วอาการไม่ดีขึ้น ผู้ที่มีประวัติเคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อน มีอาการปวดหลังร่วมกับมีปัสสาวะเล็ดหรือไม่สามารถกลั้นอุจจาระและปัสสาวะได้ มีอาการอ่อนแรงของขา หรือเสียสมดุลของร่างกาย มีอาการปวดหลังมากตอนกลางคืนหรือมีอาการปวดมากแม้ไม่ได้ทำงาน หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นต้น

การรักษาอาการปวดหลัง ทำได้โดย

1. การปฏิบัติตัว ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะทำให้มีอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การนั่งกับพื้น การก้มยกของหนัก เพราะน้ำหนักของร่างการส่วนใหญ่จะลงตรงบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว ทำให้เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อบริเวณกระดูกสันหลัง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้น การใช้เก้าอี้นั่งควรใช้ชนิดที่มีพนักพิงหลัง เพราะจะช่วยลดแรงที่กระทำต่อกระดูกข้อต่อบริเวณสันหลังส่วนเอว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการแก้ที่สาเหตุของอาการปวด เพราะถ้าผู้ป่วยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมทั้งการลดน้ำหนักตัว อาการปวดของผู้ป่วยก็มักจะไม่ทุเลาลง และถึงแม้ว่าจะรับการรักษาด้วยการผ่าตัด ในที่สุดผู้ป่วยก็จะกลับมามีอาการปวดอีกครั้งหนึ่ง

2. การใช้ยาลดอาการปวด และยาต้านการอักเสบ ชนิดรับประทาน เพื่อบรรเทาอาการปวด

3. การใช้ยาสเตียรอยด์ร่วมกับยาชาเฉพาะที่ฉีดเข้าไปยังช่องว่างโพรงประสาทบริเวณกระดูกก้นกบ จากการศึกษาวิจัยของ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า มากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดยาสเตียรอยด์ร่วมกับยาชาเฉพาะที่เข้าไปยังช่องว่างของโพรงประสาท โดยการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยในการระบุตำแหน่งที่ฉีดสามารถลดอาการปวดหลังภายหลังการติดตามผลการรักษาเป็นระยะเวลา 3 เดือนในผู้ป่วยที่มีหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาทได้ นอกจากนี้ยังทำให้การทำงานกิจวัตรประจำวัน และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวดทำให้ผู้ป่วยทำกายภาพบำบัดได้สะดวกมากขึ้น สามารถลดอุบัติการณ์การผ่าตัดกระดูกสันหลังให้ผู้ป่วยได้ กลไกในการลดอาการปวดจากการฉีดยาสเตียรอยด์จะช่วยลดการบวม การอักเสบของเส้นประสาทที่ถูกกดทับ ทำให้การไหลเวียนของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงที่บริเวณเส้นประสาทบริเวณกระดูกสันหลังดีขึ้น เส้นประสาทยุบบวมจากการอักเสบ จึงทำให้อาการปวดหลังของผู้ป่วยดีขึ้น

วิธีการนี้เหมาะสมเป็นอย่างมากสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ต้องการรักษาด้วยการ ผ่าตัดกระดูกสันหลังหรือมีความเสี่ยงสูงจากการผ่าตัด นอกจากนี้ยังใช้ได้ผลดีในกรณีที่ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดแล้ว ยังมีอาการปวดหลังและอาการปวดชาร้าวลงขา ซึ่งพยาธิสภาพที่เกิดหลังผ่าตัดคือ การมีพังผืดไปกดรัดเส้นประสาทหลังจากการผ่าตัด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร่วมกับอาการปวดร้าวลงขาอยู่ การฉีดยานี้จะช่วยแยกสลายพังผืดที่กดรัดรอบ ๆ เส้นประสาท และลดการอักเสบของเส้นประสาท และเนื้อเยื่ออ่อน ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ทำให้ลดอาการปวดให้ผู้ป่วย อีกทางหนึ่งด้วย ยิ่งในปัจจุบันด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า จึงมีการนำคลื่นเสียงความถี่สูงหรือเครื่องอัลตราซาวด์มาช่วยเป็นเครื่องชี้นำ บ่งบอกถึงตำแหน่งของบริเวณที่จะฉีดยา ทำให้การฉีดยาเข้าโพรงประสาทมีความแม่นยำมากขึ้น และสามารถทำได้โดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

4.การทำกายบริหารและการยืดกล้ามเนื้อ จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้นอาการปวดหลังเป็นปัญหาที่สำคัญดังนั้นการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทั้งในเรื่องของการนั่งทำงานที่ไม่ถูกต้อง การยกของที่ไม่ถูกวิธี การรักษาด้วยการใช้ยารับประทานในผู้สูงอายุควรระวังการใช้ยาในกลุ่มต้านการอักเสบเพื่อลดอาการปวด เพราะจะทำให้มีผลต่อกระเพาะอาหาร ทำให้ปวดท้องและบางครั้งอาจทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหารได้ การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทโดยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงบอกตำแหน่ง นับว่าเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาแบบประคับประคอง เพื่อหลีกเลี่ยงการผ่าตัดที่ไม่จำเป็น

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com , http://www.taninnit.com ,Facebook: Dr.Keng หมอเก่ง

ที่มา: เดลินิวส์ 29 กันยายน 2556

dailynews130929_002_2

ปรับท่าทางร่างกาย ก่อนปวดคอ-ปวดหลังเรื้อรัง

dailynews130514_001aถ้าถามว่า ใครบ้างไม่เคยปวดคอ ปวดหลัง คงเป็นการยากหากจะหาผู้ที่ไม่เคยประสบปัญหาดังกล่าวเลย เมื่อเป็นเรื่องใกล้ตัวเช่นนี้ ‘นพ.เตมีย์ เสถียรราษฎร์’ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลัง ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เล่าถึงปัญหาปวดคอ ปวดหลังว่า ในความเป็นจริงแล้ว คนทุกเพศทุกวัยสามารถมีอาการปวดต้นคอและปวดหลังได้จากกล้ามเนื้ออักเสบเกร็ง ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้งานกล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ ในท่าเดิมๆ ร่วมกับปัจจัยร่วมอื่นๆ เช่น ความเครียด อายุ น้ำหนัก และกรรมพันธุ์ สำหรับผู้ที่มีอาการข้างต้นเป็นประจำ อาจถือเป็นสัญญาณเตือนว่าให้ปรับพฤติกรรมการใช้ร่างกาย ไม่ควรนั่งหลังงอ หรือนั่งทำงานติดต่อกันนานเกินไป และไม่ควรยกของหนัก

ปัญหาที่ว่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร คุณหมอเตมีย์ จึงอธิบายถึง “กระดูกคอ” จุดเกิดเหตุ ว่า มีหน้าที่ในการเคลื่อนไหวคอในทิศทางต่างๆ เช่น ก้ม เงย หันซ้ายหันขวา หรือเอียงคอไปมา แต่เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีการใช้งานซ้ำๆ ของกระดูกคอ จะทำให้น้ำในหมอนรองที่อยู่ระหว่างกระดูกค่อยๆ ลดลง ส่งผลให้หมอนรองกระดูกเหี่ยวแฟบและยุบตัว รับการกระแทกได้น้อยลง จากนั้นร่างกายก็จะค่อยๆ สร้างหินปูนขึ้นมาบริเวณใกล้ๆ กับหมอนรองกระดูก เพื่อช่วยในการกระจายน้ำหนักในบริเวณกระดูกคอ

สำหรับหินปูนที่เกิดขึ้นนี้พบได้ในผู้สูงอายุเกือบทุกคน เพราะเป็นกลไกของการเสื่อมที่เกิดขึ้นตามอายุ ซึ่งอาจจะไม่มีอาการใดๆ เลย ทว่ากรณีที่ปวดมาก หินปูนอาจไปกดเบียดเส้นประสาทและไขสันหลังบริเวณคอ และยังจะทำให้เกิดอาการผิดปกติทางระบบประสาทได้

และเพื่อรู้ให้ชัดๆ คุณหมอเตมีย์ แจกแจงอาการกระดูกคอเสื่อม แบ่งได้สองกลุ่ม โดยกลุ่มแรก คือ มีอาการปวดคอจากหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือข้อต่อหลวม ส่วนกลุ่มสอง คือ มีอาการจากการกดไขสันหลังหรือเส้นประสาทซึ่งจะมีอาการปวดร้าวจากบริเวณคอลงไปที่แขน มือ อาจพบอาการชาและอ่อนแรงของกล้ามเนื้อในบริเวณแขนด้วย

อย่างไรก็ตาม อาการปวดที่เกิดขึ้นมักจะเป็นมากเวลามีการเคลื่อนไหว หันคอ เอี้ยวคอ ในรายที่มีการกดทับไขสันหลังจะมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อแขนและขาส่งผลให้การเดินผิดปกติ และอาจมีมือเกร็งหยิบจับสิ่งของลำบากหรือเขียนหนังสือไม่ได้ ผู้ที่มีอาการเหล่านี้ควรไปพบแพทย์เพื่อซักประวัติและตรวจร่างกาย รวมถึงตรวจเอ็กซเรย์ และการตรวจพิเศษ เช่น การตรวจภาพถ่ายรังสีคลื่นแม่เหล็ก(MRI) และการตรวจคลื่นไฟฟ้าของกล้ามเนื้อ (EMG)

dailynews130514_001b

แม้ว่าภาวะกระดูกคอเสื่อมจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปวดคอ แต่ในความเป็นจริง คุณหมอเตมีย์ ชี้ว่าคนส่วนใหญ่มักปวดคอเพราะปัญหากล้ามเนื้อมากกว่า ดังนั้นการดูแลตัวเองในเบื้องต้นเพื่อบรรเทาอาการปวดจึงทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน เช่น ปรับท่าทางในการนั่งทำงาน ไม่นอนหมอนสูงเกินไป หลีกเลี่ยงการยกของหนัก ไม่นั่งก้มคอ หลังงอทำงาน หรือแหงนคอบ่อยๆ ไม่นั่งหลับสัปปะหงก

ท่านั่งที่ถูกต้องต้องนั่งตัวตรงโดยมองจากทางด้านข้างแนวหูจะตรงกับกระดูกสะโพก ไม่ควรนั่งทำงานติดต่อกันนานเกินไป (ควรลุกยืนหรือเดิน 5-10 นาที ทุกๆ 1 ชั่วโมง) ปรับสิ่งแวดล้อมในที่ทำงานหรืองานให้เหมาะสม เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ควรปรับระดับให้ได้ความสูงที่พอดีและไม่เอนพนักมากเกินไป เก้าอี้ที่นั่งทำงานควรจะมีพนักพิงสูงถึงท้ายทอยเพื่อที่เวลานั่งทำงานจะสามารถพิงได้ถึงศีรษะ จะช่วยลดการเกร็งของกล้ามเนื้อหลังและคอ นอกจากนั้นควรหาเวลาไปออกกำลังกาย เช่น เต้นแอโรบิค เดิน ขี่จักรยาน  รำมวยจีน ลีลาศ(ยกเว้นท่าที่สะบัดคอ) ว่ายน้ำ(หลีกเลี่ยงท่ากบ)

นอกจากปรับท่าทางแล้ว อย่าลืมหากิจกรรมเพื่อลดความเครียดของจิตใจ เพราะความเครียดก็ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งได้บ่อย และควรจัดสรรเวลากายภาพบำบัดร่วมด้วย เช่น การประคบร้อน อัลตราซาวด์  การบีบนวดก็ช่วยได้ แต่ถ้ารักษาในเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สุดท้าย คุณหมอเตมีย์ แนะท่าบริหารที่ควรทำเป็นประจำคือ การยืดกล้ามเนื้อเพื่อลดอาการปวดเกร็ง ถ้าต้องการยืดกล้ามเนื้อคอด้านขวา ให้นั่งทับมือขวาแล้วใช้มือซ้ายวางที่บริเวณหูขวา จากนั้นใช้มือซ้ายกดศีรษะให้เข้ามาชิดไหล่ซ้ายให้มากที่สุดค้างไว้ 20 วินาทีแล้วทำซ้ำข้างละ 10-20 ครั้ง โดยควรทำวันละ 2 รอบเช้าเย็นหรือก่อนนอน

ส่วนการยืดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างให้นอนหงายแล้วทำท่ากอดเข่าให้เข่าชิดอกให้มากที่สุดค้างไว้ 20 วินาทีโดยทำทีละข้างสลับกันวันละ 20 รอบก่อนนอน ท่าทางเหล่านี้ ถ้าฝึกเป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อบริเวณคอและหลังให้ยืดหยุ่น แข็งแรง

ไม่อยากปวดคอ ปวดหลัง อย่าลืมปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมอเตมีย์กันล่ะ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์  14 พฤษภาคม 2556