สารพันคำถามในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในการรักษาข้อเข่าเสื่อม

dailynews140302_001โรคข้อเข่าเสื่อมนับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งในผู้สูงอายุ คนไทยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่า 6 ล้านคน ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดเข่า โดยเฉพาะเวลาเดิน ขาโก่งผิดรูป มักจะเกิดคำถามขึ้นมากมายเกี่ยวกับการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

เมื่อไหร่ที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม?

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมักจะพิจารณาในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเข่ามากโดยเฉพาะเวลาเดิน หลังจากที่แพทย์ให้การรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการต่าง ๆ ไปแล้วแต่อาการปวดเข่าของผู้ป่วยยังไม่ทุเลาลง ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมักมีอาการปวดเข่ามากเวลาเดิน โดยเฉพาะเวลาเดินขึ้นบันไดมักมีอาการปวดบริเวณ ด้านในของข้อเข่า อันเนื่องมาจากการที่มีกระดูกงอกออก มาเสียดสีกับเนื้อเยื่ออ่อนรอบ ๆ ข้อเข่า ร่วมกับมีการอักเสบของเยื่อบุข้อจึงทำให้เกิดอาการบวมของข้อเข่า อาการปวดมากเวลาเดินจึงทำให้ผู้ป่วยลดการใช้ชีวิตกิจวัตรประจำวัน และไม่อยากจะทำอะไร จึงมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีขาโก่งมาก ๆ แพทย์มักจะแนะนำให้ผู้ป่วยทำการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เนื่องจากว่าในผู้ป่วยที่ขาโก่งผิดรูปมาก ๆนั้นจะมีผลทำให้เดินลำบาก การทรงตัวของผู้ป่วยเสียไป เดินได้ไม่ดี มีโอกาสหกล้มได้ง่าย และอาจจะเกิดกระดูกหักตามมา นอกจากนั้นขาที่โก่งที่ทำให้เกิดการเดินที่ผิดปกติ ยังมีผลต่อสมดุลของร่างกาย ทำให้มีการกระจายนํ้าหนักของร่างกายผิดปกติไปโดยเฉพาะที่บริเวณกระดูกสันหลัง จึงมักจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้น และในบางครั้งผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดหลังและชาร้าวลงขา ร่วมกับอาการปวดเข่าเนื่องจากโรคข้อเข่าเสื่อมด้วย

 

วัตถุประสงค์และความคาดหวังของผู้ป่วยหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม?

มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่แพทย์ผู้ทำการรักษาต้องอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจและมีการกำหนดวัตถุประสงค์ และความคาดหวังของผู้ป่วยร่วมกันในการรักษาด้วยการผ่าตัด เพราะในบางครั้งถ้าผู้ป่วยมีความคาดหวังที่สูงมาก ๆ และผลที่ได้อาจจะไม่เป็นไปตามที่ผู้ป่วยคาดหวังก็อาจจะมีผลกระทบต่อความพึงพอใจของผู้ป่วย และคิดว่าการผ่าตัดนั้นไม่ประสบความสำเร็จ วัตถุประสงค์หลักในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมนั้นเพื่อ

ลดอาการปวดเข่า ทำให้ผู้ป่วยสามารถเดินได้สะดวกเพิ่มมากขึ้น อาการปวดจะลดน้อยลงเป็นลำดับหลังการผ่าตัด ซึ่งส่วนใหญ่อาการปวดมักจะหายเป็นปกติประมาณ 3 เดือนหลังการผ่าตัด หลังจากการผ่าตัดผู้ป่วยอาจจะมีความรู้สึกชาที่บริเวณแผลผ่าตัด หรืออาจจะมีอาการคัน หรือปวดที่บริเวณแผลผ่าตัดได้บ้าง เนื่องจากว่าในขณะที่แพทย์ผ่าตัดอาจจะตัดเส้นประสาทเล็ก ๆ ที่ไปเลี้ยงผิวหนังในบริเวณที่ผ่าตัด จึงทำให้ผู้ป่วยอาจจะมีความรู้สึกชา และความรู้สึกผิดปกติที่บริเวณแผลผ่าตัดได้ แต่ไม่มีผลอันตรายใด ๆ ต่อผู้ป่วยแก้ไขความผิดรูปของข้อเข่า ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะมีอาการเข่าโก่ง การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะช่วยแก้ไขแนวของเข่าและขาข้างนั้นให้ตรง สามารถรับนํ้าหนักได้ดี การเดิน และการทรงตัวของผู้ป่วยดีขึ้น ทำให้ช่วยเรื่องสมดุลของร่างกาย และป้องกันไม่ให้เกิดการหกล้มได้ง่ายซึ่งมีโอกาสทำให้เกิดกระดูกหักตามมา

ทำให้คุณภาพของชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น เมื่ออาการปวดและขาของผู้ป่วยอยู่ในแนวปกติ สามารถเดินได้ดีขึ้นกว่าก่อนการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เป็นปกติ

ช่วยทำให้อาการปวดหลังที่เกิดร่วมกับโรคข้อเข่าเสื่อมทุเลาลง ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมักจะมีปัญหาโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมและเกิดการกดทับเส้นประสาทร่วมกัน จึงทำให้นอกจากอาการปวดเข่าแล้ว อาจจะมีอาการปวดหลัง ปวดชาร้าวลงขาร่วมด้วย หลังจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะช่วยทำให้ข้อเข่าสามารถรับนํ้าหนักได้เป็นปกติ สมดุลของร่างกายดีขึ้น จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังที่ผู้ป่วยมีอยู่ด้วย

 

ถ้าผู้ป่วยอายุมากจะมีความเสี่ยงจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมหรือไม่?

ในเรื่องของอายุนั้นมักจะเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่นำมาพิจารณาเพื่อให้การรักษา อย่างไรก็ตามถ้าผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานจากโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นอย่างมากทำให้มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมาก และเมื่อแพทย์ตรวจร่างกายผู้ป่วยพบว่ามีความพร้อมที่สามารถผ่าตัดได้ แพทย์ก็สามารถให้การรักษาด้วยการผ่าตัดข้อเข่าเทียมให้ผู้ป่วยได้แม้จะมีอายุมากเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วย

ในปัจจุบันด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ทั้งในเรื่องของการผ่าตัดรักษา ประสบการณ์ของแพทย์ที่ทำการผ่าตัด การพัฒนาเทคโนโลยีของข้อเข่าเทียมที่นำมาใส่แทนผิวข้อเข่าเดิมของผู้ป่วย รวมทั้งเทคนิคการดูแลควบคุมอาการปวดหลังการผ่าตัด ทำให้การรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมให้ผลลัพธ์ที่ดี ผู้ป่วยมีความพึงพอใจกับผลการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นอย่างมาก และสามารถกลับไปใช้ชีวิตและท่องเที่ยวไปตามที่ต่าง ๆ ได้อย่างมีความสุข อย่ากลัวเลยครับกับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ท่านได้ประโยชน์จากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมากกว่าที่คิดครับ ความกลัวเรื่องการผ่าตัดอาจจะทำให้ท่านพลาดโอกาสที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นมากกว่าสภาพก่อนผ่าตัดครับในกรณีผู้ป่วยเข่าเสื่อมที่มีข้อบ่งชี้สำหรับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

สามารถรับชมการสัมภาษณ์ผู้ป่วยที่มีประสบการณ์ตรงที่รับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้ที่

http://taninnit-oaknee.blogspot.com/2012/12/total-knee-replacement.html

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com, http://www.taninnit.com,
Facebook: Dr.Keng หมอเก่ง,
line ID search : keng3407

ที่มา : เดลินิวส์ 2 มีนาคม 2557

Advertisements

ชะลอ’ข้อเข่าเสื่อม’ ปัญหาโลกแตก…หนีอย่างไรก็ไม่พ้น

ข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะที่พบในผู้สูงอายุจำนวนมาก ปัจจุบันอัตราคนเป็นข้อเข่าเสื่อมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อันเนื่องมาจากประชากรมีอายุยืนมากขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมและท่าทางของคนไทย ที่ไม่ว่าจะเป็นการนั่งกับพื้น นั่งในท่าทางงอเข่าต่างๆ ส่งผลให้มีแนวโน้มต่อการเป็นข้อเข่าเสื่อมได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะที่ห้ามไม่ได้ เป็นแล้วไม่หายขาด แต่สามารถชะลออาการเสื่อมได้ ดังนั้นเราจึงควรเรียนรู้ข้อปฏิบัติ ท่าทาง พฤติกรรมต่าง ๆ ที่ถูกต้อง ที่จะช่วยชะลอการเป็นข้อเข่าเสื่อม เพื่อให้ชีวิตที่ยืนยาวเป็นไปอย่างมีคุณภาพที่สุด

ทีมแพทย์ รพ.นครธน ได้ให้ข้อมูลว่า ข้อเข่าเสื่อมจะเริ่มพบในผู้มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยร้อยละ 40 จะพบในผู้ที่มีอายุ 60 ปี ซึ่งโอกาสในการเป็นข้อเข่าเสื่อม ประมาณ 2-3 เท่า จะเกิดขึ้นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และเป็นผลจากกรรมพันธุ์ประมาณ 30% โดยผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป พบได้ร้อยละ 50 ว่าสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการที่มีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป นอกจากนี้พฤติกรรมแบบชาวเอเชีย อาทิ การนั่งกับพื้น นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ นั่งคุกเข่า การขึ้นลงบันไดบ่อยๆ หรืออยู่ในท่าทางที่งอเข่า ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญในการเกิดข้อเข่าเสื่อม

อาการที่พบเมื่อเป็นข้อเข่าเสื่อมในระยะแรกคือ จะมีอาการปวดบริเวณเข่าเวลาเคลื่อนไหว อาทิ เมื่อเดินขึ้นลงบันได นั่งพับเพียบหรืองอเข่า ไปจนถึงขั้นภาวะรุนแรงคือ จะมีอาการปวดที่รุนแรงมากขึ้น บางครั้งปวดเวลากลางคืน อาจคลำส่วนกระดูกงอกได้บริเวณด้านข้างข้อ ถ้ามีอาการเสื่อมมานานจะพบว่า เหยียดหรืองอเข่าได้ไม่สุด กล้ามเนื้อต้นขาลีบ ข้อเข่าโก่ง หลวม หรือบิดเบี้ยวผิดรูป ส่งผลให้เดินและใช้ชีวิตประจำวันลำบาก และมีอาการปวดเวลาเดินหรือขยับ

ข้อควรปฏิบัติเมื่อพบว่ามีอาการข้อเข่าเสื่อม ในเบื้องต้นจะแนะนำให้ผู้ป่วยดูแลตัวเองก่อน ปรับพฤติกรรมการใช้ข้อ ท่าทาง การเดิน การบริหารกล้ามเนื้อและออกกำลังเพื่อสุขภาพ การฝึกเหยียดขาค้างไว้ เพื่อช่วยชะลออาการเสื่อม การว่ายน้ำ เดินในน้ำ รวมไปถึงการควบคุมน้ำหนักตัว โดยถ้าน้ำหนักตัวลดลงไป 5 กก. ก็จะสามารถช่วยลดอาการปวดไปได้ถึง 50% แต่หากผู้ป่วยมีอาการจนถึงขั้นที่ปวดอย่างรุนแรง จึงจะเข้ารับการใช้ยา ไปจนถึงเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า

เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดข้อเข่าเรียบร้อยแล้ว หลังจากการผ่าตัดประมาณ 3-5 วัน ก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวหลายโรค อาทิ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไต ก่อนเข้ารับการผ่าตัดจะต้องผ่านการตรวจเช็กร่างกายอย่างละเอียด และเข้ารับการรักษาจากทีมแพทย์เฉพาะสาขาจนกระทั่งมีอาการคงที่ก่อน จึงจะสามารถเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าได้ โดยในปัจจุบันนี้ วิทยาการทางด้านการแพทย์ด้านผ่าตัดและระงับความเจ็บปวดขณะผ่าตัดมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก จึงทำให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยมากขึ้นกว่าในอดีตมาก

สำหรับขั้นตอนในการฟื้นฟูหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ทางทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกายเพิ่มกล้ามเนื้อ ฝึกท่าทางการเดินให้ถูกต้อง ฝึกงอและเหยียดเข่า ฝึกท่าเดิน หรือเข้ารับการฝังเข็มแบบตะวันออก เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถอยู่กับข้อเข่าเสื่อมได้อย่างเป็นมิตร และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

ข้อมูล/ภาพบางส่วน : โรงพยาบาลธนบุรี

ที่มา: ไทยรัฐ 26 ตุลาคม 2555