สารพันคำถามในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในการรักษาข้อเข่าเสื่อม

dailynews140302_001โรคข้อเข่าเสื่อมนับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งในผู้สูงอายุ คนไทยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่า 6 ล้านคน ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดเข่า โดยเฉพาะเวลาเดิน ขาโก่งผิดรูป มักจะเกิดคำถามขึ้นมากมายเกี่ยวกับการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

เมื่อไหร่ที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม?

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมักจะพิจารณาในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเข่ามากโดยเฉพาะเวลาเดิน หลังจากที่แพทย์ให้การรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการต่าง ๆ ไปแล้วแต่อาการปวดเข่าของผู้ป่วยยังไม่ทุเลาลง ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมักมีอาการปวดเข่ามากเวลาเดิน โดยเฉพาะเวลาเดินขึ้นบันไดมักมีอาการปวดบริเวณ ด้านในของข้อเข่า อันเนื่องมาจากการที่มีกระดูกงอกออก มาเสียดสีกับเนื้อเยื่ออ่อนรอบ ๆ ข้อเข่า ร่วมกับมีการอักเสบของเยื่อบุข้อจึงทำให้เกิดอาการบวมของข้อเข่า อาการปวดมากเวลาเดินจึงทำให้ผู้ป่วยลดการใช้ชีวิตกิจวัตรประจำวัน และไม่อยากจะทำอะไร จึงมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีขาโก่งมาก ๆ แพทย์มักจะแนะนำให้ผู้ป่วยทำการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เนื่องจากว่าในผู้ป่วยที่ขาโก่งผิดรูปมาก ๆนั้นจะมีผลทำให้เดินลำบาก การทรงตัวของผู้ป่วยเสียไป เดินได้ไม่ดี มีโอกาสหกล้มได้ง่าย และอาจจะเกิดกระดูกหักตามมา นอกจากนั้นขาที่โก่งที่ทำให้เกิดการเดินที่ผิดปกติ ยังมีผลต่อสมดุลของร่างกาย ทำให้มีการกระจายนํ้าหนักของร่างกายผิดปกติไปโดยเฉพาะที่บริเวณกระดูกสันหลัง จึงมักจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้น และในบางครั้งผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดหลังและชาร้าวลงขา ร่วมกับอาการปวดเข่าเนื่องจากโรคข้อเข่าเสื่อมด้วย

 

วัตถุประสงค์และความคาดหวังของผู้ป่วยหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม?

มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่แพทย์ผู้ทำการรักษาต้องอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจและมีการกำหนดวัตถุประสงค์ และความคาดหวังของผู้ป่วยร่วมกันในการรักษาด้วยการผ่าตัด เพราะในบางครั้งถ้าผู้ป่วยมีความคาดหวังที่สูงมาก ๆ และผลที่ได้อาจจะไม่เป็นไปตามที่ผู้ป่วยคาดหวังก็อาจจะมีผลกระทบต่อความพึงพอใจของผู้ป่วย และคิดว่าการผ่าตัดนั้นไม่ประสบความสำเร็จ วัตถุประสงค์หลักในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมนั้นเพื่อ

ลดอาการปวดเข่า ทำให้ผู้ป่วยสามารถเดินได้สะดวกเพิ่มมากขึ้น อาการปวดจะลดน้อยลงเป็นลำดับหลังการผ่าตัด ซึ่งส่วนใหญ่อาการปวดมักจะหายเป็นปกติประมาณ 3 เดือนหลังการผ่าตัด หลังจากการผ่าตัดผู้ป่วยอาจจะมีความรู้สึกชาที่บริเวณแผลผ่าตัด หรืออาจจะมีอาการคัน หรือปวดที่บริเวณแผลผ่าตัดได้บ้าง เนื่องจากว่าในขณะที่แพทย์ผ่าตัดอาจจะตัดเส้นประสาทเล็ก ๆ ที่ไปเลี้ยงผิวหนังในบริเวณที่ผ่าตัด จึงทำให้ผู้ป่วยอาจจะมีความรู้สึกชา และความรู้สึกผิดปกติที่บริเวณแผลผ่าตัดได้ แต่ไม่มีผลอันตรายใด ๆ ต่อผู้ป่วยแก้ไขความผิดรูปของข้อเข่า ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะมีอาการเข่าโก่ง การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะช่วยแก้ไขแนวของเข่าและขาข้างนั้นให้ตรง สามารถรับนํ้าหนักได้ดี การเดิน และการทรงตัวของผู้ป่วยดีขึ้น ทำให้ช่วยเรื่องสมดุลของร่างกาย และป้องกันไม่ให้เกิดการหกล้มได้ง่ายซึ่งมีโอกาสทำให้เกิดกระดูกหักตามมา

ทำให้คุณภาพของชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น เมื่ออาการปวดและขาของผู้ป่วยอยู่ในแนวปกติ สามารถเดินได้ดีขึ้นกว่าก่อนการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เป็นปกติ

ช่วยทำให้อาการปวดหลังที่เกิดร่วมกับโรคข้อเข่าเสื่อมทุเลาลง ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมักจะมีปัญหาโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมและเกิดการกดทับเส้นประสาทร่วมกัน จึงทำให้นอกจากอาการปวดเข่าแล้ว อาจจะมีอาการปวดหลัง ปวดชาร้าวลงขาร่วมด้วย หลังจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะช่วยทำให้ข้อเข่าสามารถรับนํ้าหนักได้เป็นปกติ สมดุลของร่างกายดีขึ้น จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังที่ผู้ป่วยมีอยู่ด้วย

 

ถ้าผู้ป่วยอายุมากจะมีความเสี่ยงจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมหรือไม่?

ในเรื่องของอายุนั้นมักจะเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่นำมาพิจารณาเพื่อให้การรักษา อย่างไรก็ตามถ้าผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานจากโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นอย่างมากทำให้มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมาก และเมื่อแพทย์ตรวจร่างกายผู้ป่วยพบว่ามีความพร้อมที่สามารถผ่าตัดได้ แพทย์ก็สามารถให้การรักษาด้วยการผ่าตัดข้อเข่าเทียมให้ผู้ป่วยได้แม้จะมีอายุมากเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วย

ในปัจจุบันด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ทั้งในเรื่องของการผ่าตัดรักษา ประสบการณ์ของแพทย์ที่ทำการผ่าตัด การพัฒนาเทคโนโลยีของข้อเข่าเทียมที่นำมาใส่แทนผิวข้อเข่าเดิมของผู้ป่วย รวมทั้งเทคนิคการดูแลควบคุมอาการปวดหลังการผ่าตัด ทำให้การรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมให้ผลลัพธ์ที่ดี ผู้ป่วยมีความพึงพอใจกับผลการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นอย่างมาก และสามารถกลับไปใช้ชีวิตและท่องเที่ยวไปตามที่ต่าง ๆ ได้อย่างมีความสุข อย่ากลัวเลยครับกับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ท่านได้ประโยชน์จากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมากกว่าที่คิดครับ ความกลัวเรื่องการผ่าตัดอาจจะทำให้ท่านพลาดโอกาสที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นมากกว่าสภาพก่อนผ่าตัดครับในกรณีผู้ป่วยเข่าเสื่อมที่มีข้อบ่งชี้สำหรับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

สามารถรับชมการสัมภาษณ์ผู้ป่วยที่มีประสบการณ์ตรงที่รับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้ที่

http://taninnit-oaknee.blogspot.com/2012/12/total-knee-replacement.html

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com, http://www.taninnit.com,
Facebook: Dr.Keng หมอเก่ง,
line ID search : keng3407

ที่มา : เดลินิวส์ 2 มีนาคม 2557

Advertisements

สารพันปัญหาโรคข้อเข่าเสื่อม

dailynews140202_002aโรคข้อเข่าเสื่อมนับว่าเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในผู้สูงอายุทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเข่าเวลาเดิน ขาโก่ง การทรงตัวของร่างกายไม่ดี ร่างกายเสียสมดุล มีโอกาสเกิดการหกล้มได้ง่าย  มีผลทำให้เกิดกระดูกหักตามมาโดยเฉพาะกระดูกตะโพกหักในผู้สูงอายุ ในคนไทยมีผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมากถึง 6 ล้านคน

dailynews140202_002b

อาการปวดเข่าในโรคข้อเข่าเสื่อมเกิดจากสาเหตุใด?

1. มีการอักเสบของเยื่อบุข้อเข่า ทำให้ข้อเข่ามีอาการบวมตึง เนื่องจากเยื่อบุข้อที่อักเสบมีการสร้างน้ำไขข้อที่ไม่มีคุณภาพออกมาในปริมาณมากจึงทำให้เกิดอาการบวมตึงขึ้นภายในข้อเข่า คล้ายกับลูกโป่งที่ขยายตัวออกทำให้ข้อเข่าตึงมากขึ้นมีอาการปวดบริเวณหลังเข่าเหยียดข้อเข่าได้ไม่สุด

2. เกิดกระดูกงอกรอบ ๆ บริเวณข้อเข่าอันเนื่องมาจากเกิดความไม่มั่นคงของข้อเข่า ร่างกายตอบสนองด้วยการพยายามสร้างกระดูกรอบ ๆ ข้อเข่าขึ้นมาทดแทน กระดูกที่งอกขึ้นมาใหม่นั้นไปเบียดเนื้อเยื่ออ่อนรอบ ๆ บริเวณข้อเข่ามีผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเข่าเพิ่มมากขึ้นในอิริยาบถที่งอเข่านาน เช่นท่านั่งคุกเข่า นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ เวลาลุกขึ้นยืนจึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดรอบ ๆ บริเวณข้อเข่า

3. มีการฉีกขาดของเส้นเอ็น และหมอนรองกระดูก มีการทำลายกระดูกที่บริเวณกระดูกใต้ต่อผิวข้อ

4. กระดูกบริเวณข้อเข่าทั้ง 2 ด้านมาเสียดสีกันทำให้มีอาการปวดมากขึ้นในขณะที่ผู้ป่วยนั่งนาน ๆ แล้วจะลุกขึ้นผู้ป่วยจะมีความรู้สึกเหมือนกับต้องพยายามตั้งไข่ก่อนที่จะเดิน ไม่เหมือนกับช่วงที่เป็นหนุ่มสาว อันเนื่องมาจาก โรคข้อเข่าเสื่อมมีการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งกระดูกอ่อนผิวข้อจะทำหน้าที่ลดแรงกระแทกบริเวณข้อเข่าและทำให้การเคลื่อนไหวของข้อเข่าเป็นไปอย่างคล่องตัว ดังนั้นเมื่อกระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลายลงจึงทำให้การเคลื่อนไหวของข้อเข่าลำบาก

5. ในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมักจะมีหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมร่วมอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อมีอาการปวดเข่าจะทำให้ผู้ป่วยเสียสมดุลในการเดินทำให้เกิดอาการเดินกะเผลกซึ่งจะส่งผลต่อการรับน้ำหนักของกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อบริเวณสันหลัง มีผลทำให้ผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดหลังร่วมกับอาการปวดร้าวลงเข่าและน่องร่วมด้วย

6. มีการทำลายกระดูกบริเวณข้อเข่าเพิ่มมากขึ้น  เพิ่มความดันภายในโพรงกระดูกใต้ผิวข้อเข่า มีอาการปวดของกระดูกในตำแหน่งนั้น ๆ

dailynews140202_002d

มีแนวทางการรักษาอย่างไรบ้าง ควรรับประทานยาลดปวดอะไรบ้าง ยาที่ใช้มีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง? 

ยาส่วนใหญ่ที่แพทย์นิยมใช้ในการรักษาอาการปวดในโรคข้อเข่าเสื่อมชนิดรับประทานได้แก่

ยาแก้ปวดพาราเซตามอล เป็นยาที่มีประสิทธิภาพดี ผลข้างเคียงน้อย สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลเม็ดละ 500 มิลลิกรัม ได้ถึง 6 เม็ดต่อวัน  แต่กลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคตับแข็ง และโรคตับอักเสบควรระมัดระวังในการใช้ยาในกลุ่มนี้ เพราะอาจจะมีผลทำให้อาการโรคตับที่เป็นอยู่แย่ลงได้

ยาลดการอักเสบ (NSAIDs) ซึ่งเป็นยาที่แพทย์นิยมใช้ในการรักษาอาการปวดให้แก่ผู้ป่วย  เป็นกลุ่มยาที่มีประสิทธิภาพในการลดปวดได้ดี ปัญหาส่วนใหญ่ของยาในกลุ่มนี้มักจะมีผลข้างเคียงได้แก่ อาการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร หรืออาจทำให้เกิดอาการเลือดออกภายในระบบทางเดินอาหารได้ ถ้าใช้ในผู้สูงอายุ หรือใช้ยากลุ่มนี้ร่วมกับการใช้ยาในกลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือด ข้อห้ามสำหรับการใช้ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคไต หรือไตวาย และผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง และกลุ่มผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยการทำบอลลูนที่หลอดเลือดหัวใจ

dailynews140202_002c

การฉีดยาสเตียรอยด์มีประโยชน์และโทษอย่างไรบ้าง? 

ในกรณีที่ข้อเข่ามีการอักเสบมาก ร่วมกับตรวจร่างกายแล้วพบว่าข้อเข่าบวม ตึง มีน้ำในข้อเข่าซึ่งเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุข้อเข่า สามารถรักษาด้วยการดูดเอาน้ำในข้อเข่าที่มีการอักเสบออกมาได้ เพื่อลดความดันภายในข้อเข่า ร่วมกับการฉีดยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบได้โดยตรง จะช่วยลดอาการปวดให้ผู้ป่วยได้อย่างมาก ในมาตรฐานการรักษาทั่วไปแนะนำว่าไม่ควรฉีดยาเข้าข้อเข่ามากกว่า 3-5 ครั้งต่อปี อย่างไรก็ตาม การใช้ยาสเตียรอยด์ฉีดเข้าข้อเข่าได้บ่อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของยาสเตียรอยด์ที่ฉีดเข้าข้อเข่า และความรุนแรงของโรคข้อเข่าอักเสบ ซึ่งถ้าในกรณีที่มีการทำลายของข้อเข่าอย่างมาก ร่วมกับอาการขาโก่งมาก ๆ มักจะแนะนำผู้ป่วยรับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

dailynews140202_002e

การใช้ไม้เท้าในการช่วยเดินมีประโยชน์หรือไม่?  

แนะนำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อ เข่าเสื่อมใช้ไม้เท้าในการช่วยพยุงตัวในขณะเดิน ให้ถือไม้เท้าด้านตรงข้ามกับข้อเข่าข้างที่ปวด เพราะจะช่วยในการแบ่งรับน้ำหนักของข้อเข่าข้างที่มีการอักเสบ มีอาการปวด เพราะส่วนใหญ่คนทั่วไปจะมีความเข้าใจผิดคิดว่าถ้ามีอาการปวดเข่าข้างไหนก็จะถือไม้เท้าข้างนั้น

ในกรณีที่มีอาการปวดเข่ามาเป็นระยะเวลานาน ขาโก่งมาก ๆ โดยเฉพาะตอนที่เดิน  มีผลรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวันมาก ๆ แนะนำให้ปรึกษากับแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ซึ่งด้วยเทคโนโลยี และเทคนิคการผ่าตัดในปัจจุบัน ช่วยทำให้ผลลัพธ์ของการผ่าตัดได้ผลดีมาก และผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนปกติ และท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่าง ๆ ได้ตามใจหมาย.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ภาควิชาออร์โทปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com, http://www.taninnit.com,
Facebook: Dr.Keng หมอเก่ง,
line ID search : keng3407

ที่มา: เดลินิวส์ 2 กุมภาพันธ์ 2557

โรคข้อเข่าเสื่อม ผ่าตัดไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

dailynews130901_001ปัจจุบันโรคข้อเข่าเสื่อมนับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญของผู้สูงอายุในประเทศไทย จากสถิติพบว่าประชาชนคนไทยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมกว่า 6 ล้านคน ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของประเทศ ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมส่วนใหญ่ มักมีอาการปวดเข่าเวลาเดิน โดยเฉพาะตอนเดินขึ้นบันได อาการปวดส่วนมากมักเป็นบริเวณด้านในของข้อเข่า เวลานั่งอยู่เฉย ๆ มักไม่มีอาการปวด ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการเดิน สูญเสียความมั่นใจ มีผลทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง บางกรณีที่ผู้ป่วยมีข้อเข่าเสื่อมและขาโก่งมาก ๆ นั้นมีผลทำให้การเดินของผู้ป่วยผิดปกติไป มีโอกาสเกิดการหกล้มและทำให้เกิดการหักของกระดูกบริเวณตะโพก ทำให้ผู้ป่วยเกิดทุพพลภาพเพิ่มมากขึ้น

dailynews130901_001-1

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเริ่มต้นด้วยการบรรเทาอาการปวด การปรับเปลี่ยนพฤติ กรรมในชีวิตประจำวันมีความสำคัญมาก พยายามหลีกเลี่ยงการนั่งคุกเข่าขัดสมาธิ พับเพียบ โดยเฉพาะท่านทั้งหลายที่ชอบนั่งสมาธิ เพราะการนั่งในท่าที่งอเข่ามาก ๆ จะทำให้เพิ่มแรงดันภายในเข่า และกระดูกที่งอกจากโรคข้อเข่าเสื่อมไปกดทับกับเนื้อเยื่ออ่อนรอบ ๆ เข่า จะทำให้ท่านมีอาการปวดมากขึ้น ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักร่างกายมากจำเป็นต้องลดน้ำหนัก ซึ่งส่วนใหญ่ที่แนะนำให้ลดประมาณร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัว

การใช้ยาลดปวดเพื่อบรรเทาอาการก็ควรระมัดระวัง ยาที่ค่อนข้างจะปลอดภัยมากที่สุดคือยาพาราเซตามอล จะช่วยบรรเทาอาการปวดเข่าได้ ต้องระวังการใช้ยากลุ่ม NSAIDs ที่เวลาทานแพทย์มักจะแนะนำให้รับประทานหลังอาหารทันที เพราะจะมีผลต่อกระเพาะอาหาร นอกจากนั้นอาจมีผลต่อไตได้ หากจำเป็นต้องรับประทานยากลุ่มนี้ควรจะรับประทานหลังอาหารทันทีและดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อให้ร่างกายสามารถขับยานี้ออกไปได้ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องไตควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่ม NSAIDs โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้การทำงานของไตแย่ลง

dailynews130901_001-2

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเข่าเสื่อมมาก และขาโก่งผิดรูป มีผลต่อการใช้งานของข้อเข่าในชีวิตประจำวัน เดินลำบาก แนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ด้วยเทคโนโลยี ความรู้และทักษะของแพทย์ในปัจจุบันทำให้การรักษาข้อเข่าด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้ผลดีมาก ผู้ป่วยสามารถลุกเดินได้ภายใน  2 วันหลังการผ่าตัด สิ่งที่ผู้ป่วยกลัวการผ่าตัดรักษามี  2 ประการหลัก ๆ คือ 1. ผ่าแล้วกลัวเดินไม่ได้  และ 2. กลัวอาการปวดหลังผ่าตัด อย่างไรก็ตามด้วยความรู้ และความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันทำให้ผลการรักษาผ่าตัดได้ผลดีเยี่ยม หลังผ่าตัดผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดน้อยมาก และสามารถลุกเดินได้หลังผ่าตัด และสามารถเดินได้โดยไม่ใช้ไม้เท้าชนิดวอล์กเกอร์ ภายใน 3 เดือนหลังผ่าตัด วิธีการลดอาการปวดหลังการผ่าตัด มีการนำเทคนิคของการระงับความรู้สึกที่บริเวณสันหลัง หรือการระงับความรู้สึกที่เส้นประสาทโดยตรง จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดลดน้อยลงเป็นอย่างมาก รวมทั้งเทคนิคการผ่าตัดที่ดีขึ้น ทำให้ผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยการผ่าตัดมีความพึงพอใจเป็นอย่างมาก และสามารถกลับไปทำงาน และช่วยเหลือตนเองได้เร็วยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีเทคนิคการเย็บแผลชั้นใน และใช้กาวทาบริเวณแผลผ่าตัดซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องมาตัดไหมหลังผ่าตัด

dailynews130901_001-3

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดข้อเข่าเทียมมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ท่านต้องไปตรวจเช็กสุขภาพของฟันเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีฟันผุ เพราะฟันผุอาจทำให้มีเชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายไปตามกระแสเลือด และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่เข่าข้างที่ทำการผ่าตัด ก่อนผ่าตัดทุกครั้งแพทย์จำเป็นต้องตรวจเช็กสุขภาพของท่านเกี่ยวกับโรคที่ท่านเป็นอยู่ หรือป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนเสมอ เช่น การตรวจการทำงานของหัวใจ การถ่ายภาพรังสีทรวงอก การตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของไขกระดูก การทำงานของไตและตับ เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยสูงสุดและให้ผลการรักษาที่ดีเยี่ยม ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดได้จากการผ่าตัดได้แก่ การติดเชื้อที่บริเวณแผลผ่าตัดซึ่งสามารถเกิดได้ประมาณร้อยละ 1 ภาวะลิ่มเลือดที่ขาอุดตันก็มีโอกาสเกิดได้ แต่น้อยมาก

dailynews130901_001-4

ปัจจุบันการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นเป็นอย่างมาก สามารถใช้งานของข้อเข่าได้เป็นอย่างดี ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดน้อย ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมีความพึงพอใจต่อผลการรักษาสูง การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ภาควิชาออร์โธปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

ที่มา  : เดลินิวส์ 1 กันยายน 2556

เทคนิคใหม่ “เปลี่ยนข้อเข่า-ข้อสะโพก” ฟื้นตัวเร็ว

dailynews130509_001aอาการปวดเข่า ปวดสะโพก อันเนื่องมาจากความเสื่อมของข้อกระดูก คงเป็นปัญหาที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตนเองหรือคนในครอบครัว เพราะความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้น มักส่งผลให้ผู้ป่วยเดินไม่สะดวก บ้างก็ปวดจนหลับไม่ลง!

สำหรับปัญหาข้อเสื่อมนั้น ทางศูนย์ออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เผยข้อมูลว่า เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการใช้งานข้อต่อจนเกิดการสึกหรอของกระดูกอ่อนผิวข้อ พบมากในผู้สูงวัย อายุ 60 ปีขึ้นไป หรืออาจเกิดได้ในคนที่มีน้ำหนักตัวมาก ได้รับอุบัติเหตุบริเวณข้อต่อ มีการใช้ข้อต่อผิดลักษณะ ชอบสะพายกระเป๋าหนัก ใส่ส้นสูง สูบบุหรี่ หรือเป็นผลจากกรรมพันธุ์

ปัจจัยข้างต้น คือ สาเหตุของการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อที่มากขึ้นทุกวัน โดยร่างกายไม่สามารถสร้างทดแทนหรือซ่อมแซมได้ ผู้ป่วยจึงต้องเจ็บปวดทรมานจากอาการอักเสบและการทำงานของข้อต่อที่บกพร่อง ซึ่งส่งผลต่อการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

ทางเลือกในการรักษาอาการข้อเสื่อมทำได้หลายวิธี ตั้งแต่ การรักษาโดยการไม่ใช้ยา เช่น การลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย และการใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงข้อ หรือ การรักษาด้วยการใช้ยา และอีกวิธีซึ่งจะพิจารณาทำในผู้ป่วยที่มีปัญหาข้อเสื่อมจนไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ คือ การรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม ซึ่งจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและบริเวณของข้อที่เสื่อม

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม จะแบ่งออกเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม (Total Hip Replacement) และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Knee Replacement Surgery) เฉพาะการผ่าเปลี่ยนข้อเข่านั้น ทำได้ทั้งแบบเปลี่ยนผิวข้อเฉพาะบางส่วน และเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ

dailynews130509_001bและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ข้อสะโพกเทียม ให้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว นพ.สิริพงศ์ รัตนไชย ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ, ข้อเทียม รพ.บำรุงราษฎร์ เล่าว่า ทางบำรุงราษฎร์ได้ส่งทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ 15 คน ไปเรียนรู้การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ข้อสะโพกเทียม กับสถาบันดอร์ของสหรัฐ ซึ่งโด่งดังในการใช้เทคโนโลยีแขนกลหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดข้อเข่าเทียมและข้อสะโพกเทียม

dailynews130509_001cแขนกลหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดดังกล่าว มีชื่อว่า เมโก ควบคุมการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ แบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วน คือ แขนกลหุ่นยนต์ กล้องจับสัญญาณภาพ 3 มิติ และเครื่องประมวลผลที่คอยควบคุมการทำงานทั้งหมดให้สอดประสานกัน โดยสามารถวัดระยะเพื่อกำหนดตำแหน่งและคำนวณขนาดของข้อเทียมที่เหมาะสมกับปัญหาของผู้ป่วยแต่ละราย ก่อนแพทย์จะทำการเปิดข้อเข่าหรือข้อสะโพก และใช้แขนกลตัดเฉพาะส่วนของกระดูกที่เสื่อมออกผ่านมุมมองจากภาพ 3 มิติ

dailynews130509_001dที่สำคัญ แขนกลจะล็อกตำแหน่งตามการคำนวณเพื่อความเที่ยงตรง ป้องกันการผ่าตัดในตำแหน่งที่คลาดเคลื่อน แถมยังใช้วิธีการกรอแทนการตัด เพื่อไม่ให้เกิดความบอบช้ำกับเส้นเอ็น ลดการสูญเนื้อเยื่อโดยไม่จำเป็น ผู้ป่วยจึงฟื้นตัวได้เร็วและสามารถกลับมาเคลื่อนไหวข้อได้อย่างเป็นธรรมชาติ พักฟื้นไม่เกิน 3 วัน ส่วนใหญ่เริ่มหัดเดินได้ภายใน 24 ชั่วโมง และนับเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะเมื่อ 2 เมษายน 2556 บำรุงราษฎร์ ได้ทำการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ด้วยแขนกลหุ่นยนต์ เป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกของทวีปเอเชีย หลังจากนำเข้าแขนกลหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเมโกเข้ามา.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  9 พฤษภาคม 2556

แก้ไขเฉพาะหน้า”อาการปวดเข่า”

dailynews130416_001เข่า หนึ่งจุดสำคัญของท่อนขา ซึ่งต้องรับภาระแบกน้ำหนักตัว และการก้าวเดิน หากเกิดอาการปวดเข่าขึ้นมา เชื่อว่าเจ้าของเข่านั้น คงรู้สึกถึงความไม่สะดวกในการใช้ชีวิต และหลายคนก็มักรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาด้วย

ถ้าจู่ ๆ  เกิดรู้สึกปวดเข่าขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน อาจเพราะไปถูกกระทบกระแทก หรือเกิดจากการเคลื่อนไหวที่ไม่เหมาะสม แนะให้ใช้หลักการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่เรียกว่า PRICE คำนี้อ่านว่า ไพร้ส์ ซึ่งหมายถึง ราคา แต่การนำมาใช้ในหลักปฐมพยาบาลนี้ มิได้หมายความเช่นนั้น ทว่า PRICE เกิดจากการรวมกันของตัวอักษรที่บ่งบอกถึงการดูแลในแต่ละขั้น

เริ่มจาก P มาจาก Protection หรือ การปกป้อง หลักในข้อนี้ เตือนใจให้ผู้บาดเจ็บปกป้องบริเวณที่ปวด ไม่ให้ถูกกระทบกระเทือน จนบาดเจ็บหนักยิ่งขึ้น เช่น หาผ้ามาพัน และต่อมา R คือ Rest เป็นการหยุดพัก พักการใช้งานจุดที่ปวด หรือหยุดการเคลื่อนไหวบริเวณนั้น

ส่วนตัว I ก็คือ Ice น้ำแข็ง เป็นการใช้ความเย็นเข้ามาประคบบริเวณที่ปวด แต่ไม่ควรนานเกินครั้งละ 15 นาที เพราะจะกลับกลายเป็นปวดยิ่งขึ้น เนื่องจากเลือดไหลเวียนไม่สะดวก ขณะที่อักษร C หรือ Compression หมายถึงการบีบอัด ในที่นี้คือการใช้ผ้าพันจุดที่ปวดให้แน่นสักหน่อย จุดประสงค์เพื่อป้องกันอาการปวดและอักเสบ สุดท้าย E มาจาก Elevation คือ การยกบริเวณที่ปวดให้สูงกว่าหัวใจ เช่น นอนชันเข่าเพื่อให้เข่าอยู่ในระดับสูงกว่าหัวใจ จะดีกว่านอนยืดขาตรงธรรมดา เนื่องจากจะทำให้เลือดไหลเวียนไปที่เข่ามาก และเกิดอาการปวดมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลายคนยังมักจะสับสนว่า เมื่อเกิดอาการปวดเข่าเฉียบพลัน ควรนวดทันทีหรือไม่ ตอบคือ ไม่ควร เพราะอาจยิ่งทำให้กล้ามเนื้อและเส้นประสาทบริเวณรอบๆ เกิดฟกช้ำ เสี่ยงหลอดเลือดฉีกขาด และยิ่งรู้สึกปวดมากขึ้น กรณีปฐมพยาบาลเบื้องต้นตามหลักดังกล่าวนี้แล้ว ผ่านไป 2-3 อาการปวดไม่ทุเลาลงเลย แถมยังปวดมากขึ้น แนะอย่ารอช้า ไปปรึกษาแพทย์จะดีกว่า.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 16 เมษายน 2556

ชะลอ’ข้อเข่าเสื่อม’ ปัญหาโลกแตก…หนีอย่างไรก็ไม่พ้น

ข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะที่พบในผู้สูงอายุจำนวนมาก ปัจจุบันอัตราคนเป็นข้อเข่าเสื่อมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อันเนื่องมาจากประชากรมีอายุยืนมากขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมและท่าทางของคนไทย ที่ไม่ว่าจะเป็นการนั่งกับพื้น นั่งในท่าทางงอเข่าต่างๆ ส่งผลให้มีแนวโน้มต่อการเป็นข้อเข่าเสื่อมได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะที่ห้ามไม่ได้ เป็นแล้วไม่หายขาด แต่สามารถชะลออาการเสื่อมได้ ดังนั้นเราจึงควรเรียนรู้ข้อปฏิบัติ ท่าทาง พฤติกรรมต่าง ๆ ที่ถูกต้อง ที่จะช่วยชะลอการเป็นข้อเข่าเสื่อม เพื่อให้ชีวิตที่ยืนยาวเป็นไปอย่างมีคุณภาพที่สุด

ทีมแพทย์ รพ.นครธน ได้ให้ข้อมูลว่า ข้อเข่าเสื่อมจะเริ่มพบในผู้มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยร้อยละ 40 จะพบในผู้ที่มีอายุ 60 ปี ซึ่งโอกาสในการเป็นข้อเข่าเสื่อม ประมาณ 2-3 เท่า จะเกิดขึ้นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และเป็นผลจากกรรมพันธุ์ประมาณ 30% โดยผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป พบได้ร้อยละ 50 ว่าสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการที่มีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป นอกจากนี้พฤติกรรมแบบชาวเอเชีย อาทิ การนั่งกับพื้น นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ นั่งคุกเข่า การขึ้นลงบันไดบ่อยๆ หรืออยู่ในท่าทางที่งอเข่า ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญในการเกิดข้อเข่าเสื่อม

อาการที่พบเมื่อเป็นข้อเข่าเสื่อมในระยะแรกคือ จะมีอาการปวดบริเวณเข่าเวลาเคลื่อนไหว อาทิ เมื่อเดินขึ้นลงบันได นั่งพับเพียบหรืองอเข่า ไปจนถึงขั้นภาวะรุนแรงคือ จะมีอาการปวดที่รุนแรงมากขึ้น บางครั้งปวดเวลากลางคืน อาจคลำส่วนกระดูกงอกได้บริเวณด้านข้างข้อ ถ้ามีอาการเสื่อมมานานจะพบว่า เหยียดหรืองอเข่าได้ไม่สุด กล้ามเนื้อต้นขาลีบ ข้อเข่าโก่ง หลวม หรือบิดเบี้ยวผิดรูป ส่งผลให้เดินและใช้ชีวิตประจำวันลำบาก และมีอาการปวดเวลาเดินหรือขยับ

ข้อควรปฏิบัติเมื่อพบว่ามีอาการข้อเข่าเสื่อม ในเบื้องต้นจะแนะนำให้ผู้ป่วยดูแลตัวเองก่อน ปรับพฤติกรรมการใช้ข้อ ท่าทาง การเดิน การบริหารกล้ามเนื้อและออกกำลังเพื่อสุขภาพ การฝึกเหยียดขาค้างไว้ เพื่อช่วยชะลออาการเสื่อม การว่ายน้ำ เดินในน้ำ รวมไปถึงการควบคุมน้ำหนักตัว โดยถ้าน้ำหนักตัวลดลงไป 5 กก. ก็จะสามารถช่วยลดอาการปวดไปได้ถึง 50% แต่หากผู้ป่วยมีอาการจนถึงขั้นที่ปวดอย่างรุนแรง จึงจะเข้ารับการใช้ยา ไปจนถึงเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า

เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดข้อเข่าเรียบร้อยแล้ว หลังจากการผ่าตัดประมาณ 3-5 วัน ก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวหลายโรค อาทิ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไต ก่อนเข้ารับการผ่าตัดจะต้องผ่านการตรวจเช็กร่างกายอย่างละเอียด และเข้ารับการรักษาจากทีมแพทย์เฉพาะสาขาจนกระทั่งมีอาการคงที่ก่อน จึงจะสามารถเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าได้ โดยในปัจจุบันนี้ วิทยาการทางด้านการแพทย์ด้านผ่าตัดและระงับความเจ็บปวดขณะผ่าตัดมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก จึงทำให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยมากขึ้นกว่าในอดีตมาก

สำหรับขั้นตอนในการฟื้นฟูหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ทางทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกายเพิ่มกล้ามเนื้อ ฝึกท่าทางการเดินให้ถูกต้อง ฝึกงอและเหยียดเข่า ฝึกท่าเดิน หรือเข้ารับการฝังเข็มแบบตะวันออก เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถอยู่กับข้อเข่าเสื่อมได้อย่างเป็นมิตร และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

ข้อมูล/ภาพบางส่วน : โรงพยาบาลธนบุรี

ที่มา: ไทยรัฐ 26 ตุลาคม 2555

ฟื้นฟูกำลังกล้ามเนื้อข้อเข่า ลดเสี่ยงปวดเรื้อรัง…เลี่ยงผ่าตัด

อวัยวะทุกส่วนในร่างกายนั้นมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ข้อเข่า อวัยวะอีกส่วนที่มีความหมายส่งผลต่อการเดิน การเคลื่อนไหว  ดังนั้นหากเกิดการบาดเจ็บ ปวดบวม หรือมีความผิดปกติเกิดขึ้นจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ ปล่อยทิ้งไว้ให้เนิ่นนานเพราะอาจลุกลามนำสู่อาการปวดเข่าเรื้อรังได้


ผศ.นพ.ภาริส วงศ์แพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูจาก ดีบีซี  สไปน์คลินิกแอนด์ยิมให้ความรู้ว่า อาการปวดเข่าเรื้อรังไม่ได้เกิดขึ้นจากข้อเข่าเสื่อมอักเสบเพียงเท่านั้น สาเหตุของอาการที่สำคัญอาจไม่ได้นึกถึงกันอีกประการก็คือ อาการปวดเนื่องจากข้อเข่าขาดความมั่นคงซึ่งเป็นอาการที่เกิดได้บ่อยโดยเฉพาะหลังการบาดเจ็บเอ็นข้อเข่าซ้น  ยืดหรือฉีกขาดและในอาการบาดเจ็บดังกล่าวยังเกิดได้ทั้งในกลุ่มนักกีฬาและคนทั่วไป

กลุ่มนักกีฬาอาจเกิดการบาดเจ็บได้ขณะเปลี่ยนทิศทางการวิ่ง เคลื่อนตัวหลบหลีก อย่างเช่น การเล่นฟุตบอล แฮนด์บอล บาสเกตบอล ฯลฯ เกิดแรงบิดที่ข้อเข่าอย่างกะทันหันหรือเกิดขึ้นในขณะจังหวะลงสู่พื้นหลังการกระโดด อย่างการเล่นวอลเลย์บอล ฯลฯ ซึ่งการบาดเจ็บทั้งสองกรณีมีความเหมือนกันคือ เมื่อมีแรงกระแทกที่ข้อเข่าอย่างรุนแรงในเวลาอันสั้น   เมื่อกล้ามเนื้อไม่สามารถประคับประคองข้อเข่าไว้ให้อยู่ในแนวที่เหมาะสมได้จึงเกิดการบิดตัวทำให้เกิดการฉีกขาดของเอ็น

ส่วนกลุ่มคนทั่วไปก็อาจจะเกิดขึ้นได้เช่นกันในกิจกรรมชีวิตประจำวัน เช่น ลื่นเสียหลักขณะเดินขึ้น ลงบันได หรือขณะที่ขึ้น ลงจากฟุตบาท ฯลฯ  ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ได้รับการบาดเจ็บเอ็นข้อเข่าทั้งชนิดที่รุนแรง เอ็นขาดต้องรับการผ่าตัด  หรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บปานกลาง เดินไม่ถนัดเป็นเวลามากกว่าหนึ่งสัปดาห์  แต่ไม่ต้องการการผ่าตัดก็ควรต้องได้รับการฟื้นฟูกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าให้กลับมาทำงานได้สมบูรณ์ ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด ทั้งนี้เพื่อลดโอกาสการเกิดความสึกหรอและเสื่อมอักเสบของข้อเข่าในระยะยาว

อาการที่แสดงว่าข้อเข่าไม่มั่นคงอาจพิจารณาได้หลังจากการวิ่ง กระโดดหรือเล่นฟุตบอล หากพบว่าเข่าบวมอาจเป็นอาการที่แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติ ส่งสัญญาณบ่งบอกถึงความไม่มั่นคงโดยอนาคตอาจลุกลามต่อการทำกิจกรรมเหล่านั้น

ส่วนอีกอาการที่น่าสังเกตที่อาจเป็นสัญญาณแสดงให้เห็นถึงการเสื่อมสภาพในเข่า ก็คือ ขณะนั่งหรือลุกเดินหากมีอาการปวดเจ็บทันที เหยียด งอเข่าไม่ได้หรือในผู้ป่วยที่เข่าทรุดคือขณะกำลังเดิน หมุนตัว  เข่าทรุดอ่อนยวบลงก็เป็นอีกสัญญาณแสดงให้เห็นว่าภายในข้อมีการสึกหรออยู่มาก

ดังนั้นหากปรากฏอาการดังกล่าวไม่ควรรั้งรอควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาวินิจฉัยว่าจะรักษาในแนวทางใดซึ่งการรักษามีทั้งทางยา  การผ่าตัด  การออกกำลังกายฟื้นฟูกล้ามเนื้อ

ในการฟื้นฟูกำลังกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง  นพ.ภาริสให้คำแนะนำเพิ่มเติมอีกว่า ควรเริ่มทำเมื่ออาการปวดทุเลาลงซึ่งวิธีปฏิบัติท่าเกร็งกล้ามเนื้อเข่าอย่างง่ายให้นอนหงายใช้หมอนหรือม้วนผ้าขนหนูที่แน่นๆ รองใต้ข้อพับหลังเข่า หนุนให้เข่างออยู่ประมาณ 10-15 องศา

จากนั้นออกแรงขา  ออกแรงเกร็งเหยียดเข่า กดข้อพับหลังเข่าลงไปสู่หมอนหรือผ้าที่รองไว้โดยไม่ยกเท้าลอยออกจากเตียง  ส้นเท้ายังคงสัมผัสเตียงอยู่ตลอดเวลาซึ่งจะสังเกตเห็นกล้ามเนื้อหน้าขาเกร็งขึ้น และลูกสะบ้ามีการเลื่อนตัวสูงขึ้น  เกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้ 10-20 วินาทีแล้วพัก ควรทำซ้ำวันละ 30 ครั้ง

“ท่าดังกล่าวเมื่อทำได้คล่องโดยไม่มีอาการเจ็บปวดและทำได้ถูกต้อง  ค่อยๆเพิ่มความยากในการฝึกโดยพยายามบริหารในลักษณะให้เกิดการเกร็งกล้ามเนื้อแบบเดียวกัน  โดยไม่ต้องออกแรงกดลงไปกับหมอนหรือผ้าขนหนูที่รองไว้ใต้ขาพับ  การทำเช่นนี้จะทำให้กล้ามเนื้อหน้าขาและกล้ามเนื้อหลังขา ทำงานพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นจุดสำคัญเบื้องต้น ในการสร้างความมั่นคงของข้อเข่าโดยอาศัยแรงกล้ามเนื้อประคับประคอง “

ขั้นต่อไปให้ฝึกการเหยียบก้าวขึ้นและลง mini step แนะนำให้ใช้ไม้กระดานที่มีความหนา 1 นิ้ว และมีความกว้างเพียงพอที่จะไม่พลิกระหว่างเหยียบ วางแผ่นไม้กับพื้นแล้วก้าวขึ้นไปบนแผ่นไม้โดยใช้ขาข้างที่ไม่สบายเป็นขาที่ก้าวขึ้นไปและใช้ขาข้างที่สบายก้าวลงมา

ระหว่างการก้าวขึ้นและก้าวลงจะต้องควบคุมกล้ามเนื้อให้ทำงานในลักษณะเดียวกันกับที่ฝึกในท่านั่งและท่านอน  หากทำได้ถูกต้องกล้ามเนื้อจะช่วยกระชับข้อเข่าไว้ตลอดเวลา ทำให้ไม่มีอาการเจ็บปวดหรือไม่มีการหลวมคลอนแคลนระหว่างการก้าวซึ่งการฝึกก้าวเช่นนี้ควรทำโดยเน้นคุณภาพ เช่น อาจฝึกได้ถึงวันละ 30-50 ครั้งแต่ต้องมีการควบคุมที่สมบูรณ์ตลอด มิเช่นนั้นจะเสี่ยงต่อการเจ็บมากขึ้น

ส่วนผู้ที่ต้องการความมั่นคงในระดับที่สูงขึ้นไปกว่านี้ เช่นต้องการควบคุมความมั่นคงของข้อเข่าได้ในขณะการกระโดด การเลี้ยว การหมุนตัว การวิ่ง จะต้องทำการฝึกที่ยากขึ้นตามลำดับและอาจต้องมีผู้ควบคุมการฝึกอย่างใกล้ชิดสามารถปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและหรือนักกายภาพบำบัดได้ในโรงพยาบาลเกือบทุกแห่ง  ผู้ที่เป็นนักกีฬาอาจต้องใช้การฝึกฝนโดยใช้เครื่องมือช่วย เช่น ใช้เครื่อง Leg Press ที่สะดวกแก่การถีบในระดับต่ำและระดับสูง สามารถถีบได้ทีละขาเดียวหรือสามารถถีบได้ในท่าตะแคงข้าง และท่านอนหงาย เป็นต้น

ขณะที่ข้อเข่าเป็นข้อที่ต้องอาศัยกล้ามเนื้อช่วยประคับประคองความมั่นคง  เมื่อได้รับการบาดเจ็บจึงควรต้องสร้างเสริมกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรงและมีการทำงานที่ถูกต้องกับจังหวะเวลา  ทั้งนี้เพื่อประคับประคองข้อเข่าซึ่งจำเป็นต้องทำทั้งในผู้ที่เป็นนักกีฬาและไม่ใช่นักกีฬา  โดยจะมีความต่างกันก็เพียงระดับความเข้มข้นในการฝึก อีกทั้งผู้ที่ยังไม่มีอาการบาดเจ็บก็ควรพิจารณาการสร้างเสริมสมรรถนะกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าเพื่อป้องกันการบาดเจ็บด้วยเช่นเดียวกัน

 

 

ที่มา: เดลินิวส์  25 มีนาคม 2555

ป่วยเล็กๆ กลายเป็นป่วยเรื้อรัง ป่วยหนักได้ โดย ดร. สาทิส อินทรกำแหง

ต้องขอประทานโทษต่อท่านผู้อ่านคอลัมน์ “ปั้นชีวิตใหม่ด้วยชีวจิต” นี้อีกครั้งครับ เพราะตอน 2 ซึ่งท่านกำลังอ่านอยู่เดี๋ยวนี้นั้น ควรจะได้ลงพิมพ์ฉบับวันอาทิตย์ที่แล้ว แต่ฉบับวัน อาทิตย์ก่อนตรงกับวันขึ้นปีใหม่ “ไทยรัฐ” ของเราทำเป็นฉบับพิเศษ ตอน 2 ของคอลัมน์ “ปั้นชีวิต” จึงต้องเลื่อนมาเป็นอาทิตย์นี้

ขอทบทวนตอนท้ายของตอนที่ 1 ไว้นิดหนึ่งว่า เกี่ยวข้องอย่างมากกับเรื่องน้ำท่วมกรุงเทพฯ

ตอนนั้นผมอยู่คนเดียวเฝ้าบ้าน อาหารไม่มีกิน เรื่องส่วนตัวทุกอย่างไม่มีใครช่วย ทำให้ต้องทำเองทั้งสิ้น

โดยเฉพาะอาหารการกิน ค่อนข้างจะลำบาก ตอนต้นๆก็อาศัยไปซื้ออาหารสดๆจากซุปเปอร์มาร์เกตมาทำ แต่ตอนหลังๆ ปรากฏว่าไปซื้ออะไรก็ไม่ได้ เพราะถูกพ่อค้าแม่ค้ารับช่วงมาเหมาไปหมด

โดยเฉพาะอาหารพวกผักสดนั้นสำคัญสำหรับผมมาก เพราะตามสูตรอาหารชีวจิต ขาดผักสดไม่ได้ ผมอายุ 86 แล้วยังแข็งแรง ทำงานทำการได้ก็เพราะกินอาหารตามสูตรชีวจิตมาตลอดเวลา ปฏิบัติตัวอย่างชีวจิตมากว่า 50 ปีแล้ว

แต่ตลอดเวลาที่น้ำท่วมหนัก 1 เดือนนั้น หาผักสดกินไม่ได้เลย อุตส่าห์ไปซุปเปอร์มาร์เกตแต่เช้าเพื่อซื้อผักก็ไม่ทัน เพราะจะมีกลุ่มแม่ค้าบางคนมาเหมาไปหมดเสียก่อน ที่พอจะเหลือติดชั้นอาหารอยู่บ้างก็จะเป็นผักชนิดเป็นผล เช่น มะเขือ แตงกวา ถั่วฝักยาว มะเขือยาว เป็นต้น ผักสดอย่างชนิดเป็นใบๆ ไม่มีเหลือ ถูกแย่งเหมาไปหมด

ผลสุดท้าย ผมก็ต้องยอม ผักเป็นผล ผักเป็นหัวเป็นฝัก ได้กินก็ยังดีกว่าไม่กินผักเลย

ตกลงผักที่ผมกินเป็นประจำทุกวันกว่าหนึ่งเดือนก็คือ มะเขือเปราะ แตงกวา บวบ (บางครั้ง) มะเขือยาว ถั่วฝักยาว (บางครั้งอีกเหมือนกัน ถ้าแย่งเขาทัน) พริกหยวก (ทำหลน-ทำแกง) และบางครั้งโชคดีก็เจอมะเขือเทศและมันฝรั่ง

คงไม่ต้องรำพันนะครับว่า ชีวิตตอนนั้นค่อนข้างจะลำบาก แต่ผมทำใจไว้แล้วว่า มันถึงคราวจะต้องเกิดมันก็ต้องเกิด ถ้ายอมรับแล้วก็ทำใจได้

แต่ร่างกายนี่สิครับ เขาไม่ยอมรับ ตอนแรก ผมคงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อยู่ๆมันก็เกิดบวมขึ้นมา โดยเฉพาะข้อต่อต่างๆ นิ้ว เท้า ข้อเท้า ข้อศอก ข้อมือ และไหล่หลังปวดด้วย บวมด้วย โดยเฉพาะที่ส้นเท้าใกล้ๆกับจุดร้อยหวาย  หรือเรียกตามภาษากายภาพว่า ACHILLES บวมแดง เท้าทั้งเท้ากระดิกเกือบไม่ได้เลย

และต่อมาอีกไม่กี่วัน ก็มีอาการไข้อ่อนๆร้อนๆ หนาวๆ มาผสมด้วย แถมยังมีอาการตามัว ซึ่งตอนแรกผมก็คิดว่าคงจะถึงเวลาที่เราต้องไปเปลี่ยนแว่นหรือปรับเลนส์แว่นเสียแล้ว

แต่ก็ปรากฏว่าไม่เกี่ยวกับแว่น เพราะตาจะมัวเป็นพัก ๆ โดยเฉพาะตอนเช้า มัวสักครู่ ตอนสาย ๆ ก็หายมัว

แต่อาการที่มันร้อน ๆ หนาว ๆ แถมบางครั้งก็ยังมีคันตามตัวนี่ซิ มันเพราะอะไรแน่

ปกติแล้วผมจะคอยดูแลตัวเองค่อนข้างเข้มงวด มีอะไรนิดอะไรหน่อยก็รีบแก้ และโดยเหตุที่คิดว่าเรารู้จักตัวเองดีที่สุด เป็นอะไรตรงไหนก็แก้ตรงนั้น ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก

แต่คราวนี้จะเป็นเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันรวดเร็วและกะทันหันเกินไปกระมัง เราจึงแก้ไขสิ่งเล็กๆ น้อยๆอย่างเช่น อาการปวดหรือเจ็บขัดกล้ามเนื้อไม่ได้

เมื่อเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมเกิดอย่างกะทันหันเช่นนี้ ผมชอบใช้วิธีอยู่เงียบๆ นอนพัก แล้วใช้สมาธิพิจารณาดูเหตุการณ์ย้อนหลัง ว่ามีอะไรที่ผิดแปลกเกิดขึ้น

นึกออกขึ้นมาทันที เมื่อวันก่อนที่จะนอนสมาธิ ไปตลาดเจอมะเขือม่วงลูกกลมน่ารัก แถมมีมะเขือยาววางอยู่ใกล้ๆ มีพริกและใบโหระพาเหลืออยู่ด้วย

ผมมีวิธีผัดมะเขือซึ่งเป็นของชอบมาก จะเอามะเขือลวกน้ำร้อนเสียก่อน แล้วเอาออกแช่น้ำเย็น ต่อจากนั้นเอาสามเกลอ (รากผักชี-กระเทียม-พริกไทย) แถมด้วยพริกขี้หนูตำละเอียดลงผัดน้ำมัน ใส่เต้าเจี้ยวอย่างเม็ด 1 ช้อนโต๊ะผัดจนหอมและร้อน แล้วก็เอามะเขือลงผัดต่อ สุกดีแล้วก็ใส่ใบโหระพาลงไป

เท่านั้นแหละครับ กินกับข้าวสวยร้อนๆได้จานโตๆ

แต่รุ่งขึ้น ผมลุกจากเตียงนอนไม่ได้  นอกจากจะปวดทั้งตัวแล้ว หลังยังแข็งไปหมด ตาก็มัวมากกว่าเก่า ในคอและปากแห้งเหมือนทราย แถมยังมีอาการไอโขลก ๆ ตามมาด้วย

ตอนนั้นนอนสมาธิร่างกายกำลังผ่อนคลายดี มาก ผมนึกถึงเคสคนไข้คนหนึ่งซึ่งมีอาการประหลาดๆ อย่างนี้

ตามอาการ คือ ไขข้ออักเสบ และมีอาการพ่วงหลายอาการเกิดขึ้นพร้อมๆกัน เป็นอาการรวมซึ่งเรียกว่า SJOGREN’s SYNDROME (อ่านว่า โซเกร็นส์ ซินโดรม)

แต่เอ! นึกให้ดีๆ และละเอียดหน่อยนะ คนที่มีอาการรวมแบบซินโดรมชนิดนี้ มักจะมีอาการไขข้ออักเสบแบบลูมัสรวมอยู่ด้วย แต่เราไม่เคยเป็นลูมัสหรือ SLE เพราะคนที่เป็นแบบนี้ มักจะเป็นผู้ที่ I.S. หรือ IMMUNE SYSTEM ต่ำมานาน

ลองพิจารณาดูใหม่ ระยะเกือบปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดกับตัวผมเอง ทำให้ I.S. ต่ำ และในขณะเดียวกัน เหตุการณ์ตอนน้ำท่วมเป็นเหตุการณ์เสริม ทำให้ I.S. ยิ่งตกต่ำเลวมากขึ้น

และก็นึกถึงเหตุการณ์เสริมหรือจะเรียกว่าเป็นแฟ็กเตอร์เสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ อีก นั่นก็คือ ผัดมะเขือยาว-มะเขือม่วงจานใหญ่ที่คลุกข้าวกินจนพุงกางนั่นปะไร

จากมะเขือยาว-มะเขือม่วงก็มองย้อนไปถึงผักประเภทเป็นลูกเป็นผลที่กินประจำและกินมากตลอดเวลาเดือนกว่าที่ผ่านมานั่นไงล่ะ

ผักพวกเป็นผลเป็นลูกเหล่านั้น รวมทั้งพริกชนิดต่าง ๆ เป็นพืชอยู่ในตระกูลถั่ว ที่เราเรียกว่า ตระกูล NIGHT SHADE พืชตระกูลนี้มีสารที่ทำให้บางคนเกิดอาการแพ้ และอาการแพ้นั้น อาการโดยตรงก็คือ จะเกิดอาการปวดข้อ ปวดเข่า ปวดเท้าเหมือนกับที่ผมเป็นตอนน้ำท่วมไม่มีผิด

และถ้าช่วงเวลาที่เป็นมาตรงกับเวลาที่จิตใจค่อนข้างเครียด I.S. ก็จะตก อาการต่างๆก็จะรวม ทำให้รู้สึกว่าอาการป่วยเล็กน้อยนั้น กลายเป็นอาการป่วยหนักขึ้นมาได้

สารที่เกิดจากพืชตระกูล NIGHT SHADE นี้ มีสารเป็นพิษที่เรียกว่า SOLANINE ซึ่งอยู่ในตระกูลสารเป็นพิษใหญ่หรือกลุ่มใหญ่ SOLANACEAE (อ่านว่าโซลานาแซ)

สารกลุ่มนี้ บางตัวกลิ่นเหม็นมาก เขาเอาไปทำยาฆ่าปลวก ฆ่ามอด เวลามาทาบ้านจะเหม็นไปหมดทั้งบ้านเลย นึกออกไหมครับ เวลาเขาเอายาฆ่าปลวกมาทาหรือมาพ่น เราจะทนกลิ่นไม่ค่อยได้

แต่อย่าเพิ่งตกใจ บางท่านอาจจะนึกว่า ต่อไปนี้ ฉันก็คงจะกินผักพวกไนต์เชดนี่ไม่ได้แล้วกระมัง (น่าเสียดายเพราะกินจิ้มน้ำพริกแกล้มปลาทูอร่อยจะตาย)

ไม่ต้องตกใจนะครับ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะแพ้สารจากพืชผักเหล่านี้ เป็นบางคนเท่านั้นที่จะแพ้

แต่ผมอดเป็นห่วงพวกชาวบ้านของเราไม่ได้ บางท่านแถวอีสาน ชอบกินกันเหลือเกิน

ไม่เป็นไรครับ ฉบับหน้าบอกวิธีแก้และป้องกันได้.

***********

คราวนี้ขอคุยกันละเอียดเรื่องพืชประเภท NIGHTSHADES นะครับ

มีพืชประเภทเป็นหัวและเป็นฝักอีกมากมาย ซึ่งมีสาร SOLANINE อยู่ในตัว และถ้าศึกษากันจริง ๆ จะพบเรื่องน่าตกใจหลายอย่าง เพราะพืชประเภท NIGHTSHADES ที่เรากล่าวถึงขณะนี้ คนไทยเรากินกันเป็นประจำ โดยเฉพาะกลุ่มชาวอีสาน หรือกลุ่มชาวไร่ชาวนาที่ชอบปลูกผักกินกันเอง

แม้แต่ตัวผมเองซึ่งไม่ใช่ชาวไร่ชาวนา แต่ เพราะความจำเป็นตอนน้ำท่วม ไม่มีผักชนิดเป็นใบกิน ก็เลยต้องกินผักประเภท NIGHTSHADES ซึ่งเป็นลูกเป็นผล และเป็นฝักกันอย่างขนานใหญ่นี่แหละครับ

ผลก็คือเจ็บปวดไปหมดทั้งตัว ขณะเขียนต้นฉบับอยู่นี้ (ผมใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น) ยังมือแข็ง เขียนไปๆก็ต้องหยุดพักนวดมือตั้งหลายหน

ปวดกันจริง ๆ ขนาดนั้นเลยแหละครับ

มาดูตัวอย่างพวกมะเขือแตงกวา-ผักอย่างเป็นฝักดูก่อน

มะเขือเปราะลูกอ่อน ๆ ใช้นิ้วบีบแตกดังเป๊าะ อย่างนี้จิ้มน้ำพริก จิ้มหลน หรือปลาเจ่า อร่อยจริงๆครับ ยิ่งตอนน้ำท่วม ลงทุนซื้อจ่ายสตางค์แพงกว่าเดิมหลายเท่า เก็บตุนไว้ในตู้เย็น นอกจากจะจิ้มน้ำพริกต่างชนิดแล้ว วันไหนขยันขันแข็งขึ้นมา ทำแกงเผ็ด (น้ำเต้าหู้นะครับ อย่าใช้กะทิ) พอแกงเดือดก็เอามะเขือเปราะผ่าสี่ใส่ลงไป

แกงเผ็ดใส่ลูกชิ้นปลาและมะเขือ คลุกข้าวกินได้หลายวันครับ อร่อยแหงนดูฟ้า ขอบคุณเทวดาเป็นการใหญ่ที่บันดาลให้คิดทำของอร่อยๆกินได้

แต่สามวันเท่านั้น มันปวดน่องเป็นตะคริว ปวดส้นเท้าตรงเอ็นร้อยหวาย เดินไม่ได้ไป หลายวันเลยครับ

เพราะเจ้าโซลานินในมะเขือนี่แหละครับ มันสะสมกันหลายวัน ผสมกับอาหารประเภทคอเลสเทอรอลเลว ๆ  LDL เกาะกันเป็นก้อน ตรงไหนเป็นข้อต่อ มันก็รวมกลุ่มเกาะกันตรงนั้น ยิ่งตรงร้อยหวายแล้ว เจ็บปวดไปทั้งขา น้ำตาไหลก็ไม่ได้ ต้องทนไว้ มิฉะนั้นเสียฟอร์มพระเอกแก่ๆพุงพลุ้ยหมด

แล้วมะเขือเปราะอย่างเดียวหรือที่มีแต่สารโซลานินจากกลุ่มพืชไนท์เชดส์

ไม่ใช่มะเขือเปราะอย่างเดียวครับ มะเขือทุกชนิดแหละครับใช่ทั้งนั้นเลย

เวลาทำน้ำพริกกะปิ มันอร่อยตรงไหนรู้ไหมครับ อร่อยตรงใส่มะอึก ลูกเป็นขนๆนั่นแหละ ใส่มะอึกลงไปในน้ำพริก เอาสากตำเบาๆพอแหลก น้ำพริกจะหอมขึ้น เปลือกมะอึกก็กรอบ ๆ ออกหวานนิด ๆ อร่อยครับ

นั่นแหละ อาการของข้อต่ออักเสบถามหา จนตอบอะไรไม่ทัน ได้แต่ร้องโอย ๆ เพราะความปวดเนื่องมาจากความตะกละเท่านั้นเอง

แล้วมะเขืออื่น ๆ ที่มีเจ้าสารแบบน้ำยาทากันปลวกนี่มีอีกไหมครับ

มีอีกมากมายหลายตัว

มะเขือเทศก็ใช่ มะเขือยาวก็ใช่ มะเขือม่วงก็ใช่ แม้แต่แตงกวาหวานกรอบ เอามาจิ้มน้ำพริกก็อร่อย ยำกับกุ้งแห้งป่น ใส่พริกขี้หนู บีบมะนาวหน่อย อร่อยเหาะก็เถอะ เป็นกลุ่มไนท์เชดส์นี่เหมือนกัน

พูดถึงยำแตงกวาใส่พริกขี้หนู ก็ต้องรำพึงรำพันด้วยความเสียดาย (ไม่ต้องถึงกับตีอกชกตัวหรอกครับ เดี๋ยวจะระบมนมเกิดเจ็บปวดอีกแบบหนึ่งขึ้นมาอีก) แตงกวาก็อยู่ในกลุ่มไนท์เชดส์ พูดถึงพริกขี้หนู ซึ่งจริงๆแล้ว พริกทุกชนิดแหละครับ  พริกชี้ฟ้า  พริกหยวก  พริกตุ้ม  พริกหวาน (ไม่เห็นหวานสักหน่อย เหม็นเขียวจะตาย) นี่อยู่ในตระกูลไนท์เชดส์ทั้งนั้นเลย

นี่แหละครับ ผมถึงสงสารพี่น้องชาวอีสานของเราเหลือเกิน บางบ้านข้าวเหนียวปั้นเปล่าๆ จิ้มปลาร้า ใส่พริกป่นเต็มถ้วย กินได้กินดี

กินจนตาแฉะฝ้าฟาง กลายเป็นตามืดตามัว เป็นโรคประจำตัว มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย

มีพริก มีมะเขือเท่านั้นหรือครับ?

ยังครับ ยังมีอีกมากมาย บวบก็ใช่ บวบ เหลี่ยม บวบกลม บวบยาว บวบหัวงูเหล่านี้ใช่ทั้งนั้น

แถมอะไรอีกดี ก็นั่นไง พูดถึงแตงกวาหยกๆ พี่น้องกับแตงกวา ก็มีแตงไทย แตงร้าน แม้แต่แตงโมเหลือง แตงโมแดงก็ใช่ทั้งนั้น

แต่แตงโม แตงโมเหลืองเหล่านี้พิษสงค่อยยังชั่วกว่าพืชไนท์เชดส์อื่นๆ เพราะในเนื้อแตงโมมีน้ำมาก เจ้าสารโซลานินนี้ก็เลยเจือจางไป

เหนื่อยไหมครับ ที่ผมบรรยายมานี่ มีแต่อาหารหรือพืชที่คุณชอบแทบทั้งนั้น คำถาม ก็คือว่า แล้วจริง ๆ สารตัวที่ว่านี้คืออะไรแน่ และอะไรเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่ามันคือพืชจำพวกไนท์เชดส์

ตอบคำถามข้อหลังก่อน พืชจำพวกไนท์เชดส์นี่ให้ดูที่เปลือก ที่ก้าน และที่หัวจุกติดกับก้านของมัน

ที่ก้านตรงหัวจะมีขน ที่จุกก็จะมีขนเหมือนกัน ต่อจากก้านมาที่จุก จะมีหัวจุกแผ่นบาง ๆ เป็นแฉกเกาะอยู่ ตรงนี้ก็มีขนบาง ๆ เกาะอยู่เช่นกัน

ว่ากันว่าตรงขั้วแฉกที่เป็นของเหล่านี้แหละที่เป็นต้นตอขับสารโซลานิน ออกมา เมื่อขับออกมา แล้วมันก็จะหมุนเวียนไปทั่วลูกและผล หรือตามความยาว ความกว้างของตัวพืช

พี่น้องชาวบ้านของเราชอบกินดิบ ๆ เพราะมันทั้งกรอบและมีรสมัน บางทีก็มีหวานนิดๆ เข้าใจว่าถ้าเราไม่กินดิบ แต่ต้มหรือทำให้สุกเสียก่อน สารโซลานินจะลดลงบ้าง

แต่เรามีนิสัยติดความอร่อยครับ กินอะไรก็ได้ ขอให้อร่อยไว้ก่อน โทษของมันไม่ค่อยนึกถึงกันเลย เราจึงมักจะเจอสารโซลานินเข้าเต็มที่

เอาละครับ น่าจะมาถึงคำถามสุดท้ายว่า แล้วเจ้าพวกพืชที่ยกตัวอย่างมาเยอะแยะนี้หมดหรือยัง มีพืชอย่างอื่นอีกไหมที่จะต้องระวัง

ก็ต้องใช้วิธีอ้างตำราแล้วแหละครับ ตามตำราพฤกษศาสตร์กล่าวไว้ว่า พืชต่างๆที่จัดว่าเป็นพวกไนท์เชดส์นั้น มีอยู่ด้วยกันกว่า 1,700 ชนิด

กลุ่มกว่า 1,700 ชนิดนี้ มีทั้งพวกพืชสมุนไพร แถมยังต้นไม้อีกหลายชนิดที่มีขนที่ใบ ขนที่ก้าน และไม่ใช่แต่เป็นพืชบนดินอย่างเดียว ผลที่อยู่ใต้ดินก็ยังอุตส่าห์ไปเข้าพวกไนท์เชดส์กับเขาด้วย

อะไรเสียอีกเล่า ก็มันฝรั่งของโปรดของผมนั่นอย่างไรเล่า เข้าสูตรเกี่ยวกับน้ำท่วมที่ผมบ่นไว้แต่แรกนั่นไงละครับ

เพราะฉะนั้นก็เกี่ยวกับพืชชนิดหัว-ผล-ลูก และฝัก ทั้งบนดินและใต้ดินนี่แหละครับ ที่เขาเหลือไว้บนชั้นผักให้ผมกิน ชนิดใบ ๆ กรอบ ๆ หอม ๆ คุณพ่อค้า แม่ค้ามือไวท่านเหมาไปหมด เหลือแต่พวกไนท์เชดส์ไว้ให้ผมกินคนเดียว

ทีนี้มาพูดถึงโทษของมันเสียหน่อย กลุ่มแพทย์ของอเมริกา ซึ่งมีนายแพทย์เจย์สัน เทโอดอร์ช– เกิส แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์อริโซนา และกลุ่มนักโภชนาการได้ทำการทดลองกินอาหารพวกพืชจำพวกไนท์เชดส์นี้ และยืนยันกันอย่างหนักแน่นว่า การกินพืชประเภทไนท์เชดส์ไม่มีอันตรายตามคำร่ำลือ

ก็คงถูกต้องตามคำบอกเล่าของท่านเหล่านี้ แต่จากการติดตามศึกษาดูสภาพการกินแบบของไทยเรา ได้พบความจริงอย่างหนึ่งว่า การกินพืชพวกไนท์เชดส์ของคนไทยนั้นกินมากกว่าฝรั่งมากมาย และเราชอบกินกันดิบๆ เพราะรสชาติอร่อยกว่ากินสุก

ฉะนั้น ฉบับหน้าจะอธิบายให้ทราบว่า การกินพืชผักประเภทนี้ กินอย่างไรจึงจะไม่มีอันตราย และถ้ากินมากจนเกิดอาการข้อต่ออักเสบแล้ว จะแก้ไขหรือป้องกันอย่างไร

***********

ตอนนี้เป็นตอนสำคัญเกี่ยวกับอาหารพวกผักและพืชประเภทไนท์เชดส์ (NIGHT-SHADES) ที่ได้ทิ้งท้ายไว้เมื่ออาทิตย์ก่อนแล้วละครับ

การทิ้งท้ายไว้แบบอาทิตย์ก่อนทำให้เกิดปัญหาซึ่งจะต้องตอบและต้องแก้ว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้เรากินพวกผักประเภทมะเขือ– แตงกวา ฯลฯ แล้วจะเป็นโทษแก่ตัวเราจริงหรือเปล่า?”

ถ้าใช้สำนวนแบบเจ้าฉ่อยที่ถามตอบกับนายสาทิสเมื่อ 4-5 ฉบับที่แล้วมา ก็คงต้องถามกันแบบนักเลงว่า

“แล้วเอ็งจะให้ข้าเชื่อใคร (วะ)?”

ใจเย็น ๆ คุณพี่ ผมมีคำตอบอย่างสวย งามให้คุณพี่เลือกใช้ครับ

1.ถ้าจะตอบตามแบบการทดสอบของกลุ่มนายแพทย์ทีโอดอร์ซาดิส แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์อริโซนา ก็ต้องบอกว่า “อย่าไปเชื่อมันกิน เข้าไปเถอะ ผักพวกไนท์เชดส์นี้ไม่มีอันตรายอะไรเลย”

2.ถ้าเอาตามแบบอาจารย์นายแพทย์เจมส์ บัลช์ แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์อินเดียนา (อาจารย์ท่านนี้ผมรักและนับถือท่านมาก) ท่านก็จะบอกว่า “ระวังให้ดี ถ้าคุณเป็นคนที่แพ้สารโซลานินในพืชกลุ่มไนท์เชดส์ ต้องระวังว่าคุณจะป่วย มีอาการของข้อต่ออักเสบอย่างแรง (ACUTE ARTHRITIS)”

3.ถ้าตอบตามแบบฉบับของนายสาทิส ก็ ต้องตอบว่า “ต้องดูที่สภาพของร่างกายและวิธีที่คุณกินผักพวกนี้ด้วย ถ้าระวังตัวให้ดี กินเข้าไปเถอะครับ ไม่เป็นไร ถ้ากินผิดกาลเทศะ รับรองข้อต่อ อักเสบเล่นงานแน่ อย่างที่ผมกำลังเป็นจนเดินเกือบไม่ได้อยู่นี่แหละ”

เอาละครับ ทีนี้เรามาดูรายละเอียดและพื้นฐานของการทดสอบของแต่ละคนว่า ลักษณะของการตรวจสอบนั้นเป็นอย่างไร

การทดสอบของอาจารย์ทีโอดอร์ซาดิสนั้น เป็นการสอบถามจากคนไข้หลาย ๆ ท่านว่า กิน พวกพืชไนท์เชดส์เหล่านี้เข้าไปแล้ว มีอาการอย่างไร หรือเปล่า

การทดสอบแบบนี้ไม่ได้ทำกันอย่างจริงจัง และคนไข้หลายคนของท่านอาจจะเป็นคนไข้ประเภทที่ไม่ชอบกินผักหรือพืชประเภทไนท์เชดส์ พิษสงของเจ้าสารโซลานินยังไม่สะสมในร่างกายมากนัก โทษของมันจึงยังไม่ปรากฏให้เห็น

แต่จากการทดสอบของอาจารย์บัลช์นั้นทำกันอย่างจริงจังมากกว่านักโภชนาการตามแนวทางวิทยาศาสตร์ทางอาหาร ซึ่งอยู่ในกลุ่มของท่านไปศึกษาการบริโภคอาหารทางภาคใต้ของอเมริกา และเลยไปถึงอเมริกาใต้อย่างเม็กซิโกและเปรู ซึ่งบริโภคอาหารประเภทไนท์เชดส์กันมาก เช่น อาหารพวกมันฝรั่ง, มันเทศ, มันสำปะหลัง เป็นต้น

ได้พบว่าพวกที่ชอบบริโภคพืชกลุ่มไนท์เชดส์เหล่านี้ มีอาการข้อต่ออักเสบ เป็นปริมาณมากกว่า 50%

ข้อสังเกตที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่งก็คือ กลุ่มผู้บริโภคพืชประเภทไนท์เชดส์มากนี้ เป็นผู้ที่มีฐานะยากจน

(อาหารอะไรที่เสาะหาได้ง่ายและมีมวลหรือเนื้อมากๆ ผักจะมีราคาถูกกว่าอาหารประเภทเนื้อสัตว์)

ทีนี้ก็มาถึงข้อสังเกตของนายสาทิสแล้วแหละครับว่า จะว่ากันอย่างไร?

ผมคิดว่าถ้าเรารู้จักวิธีกินผักพวกไนท์-เชดส์จะไม่มีอันตรายอะไรเลย แต่ถ้ากินอย่างลวก ๆ หรือกินผิดกาลเทศะ จะเกิดโทษอย่างมากมาย ลองดูตามลักษณะและวิธีกินของผมตอนนั้นดูนะครับ

ผมเป็นคนชอบกินผัก แต่ตอนที่เกิดอาการข้อต่ออักเสบขึ้นมา เป็นช่วงเวลาที่ผมเพิ่งฟื้นไข้จากการผ่าตัดใหม่ๆ

นั่นคือแฟคเตอร์ข้อหนึ่งล่ะ แปลว่าตอนนั้นร่างกายผมอ่อนแอมาก ๆ  I.S. หรือ IMMUNE SYSTEM อยู่ในระดับต่ำเกือบถึงศูนย์

อีกข้อหนึ่งพอร่างกายเริ่มฟื้นกินอาหารได้ก็ถึงช่วงเวลาน้ำท่วมใหญ่พอดี ผมอยู่คนเดียวต้องทำอาหารกินเองอย่างที่เล่าให้ฟังแล้ว ไปตลาดหรือซุปเปอร์มาร์เกตหาซื้อผักใบ ๆ จะมาทำอาหารไม่มีเหลือเลย มีแต่พืชประเภทเป็นลูก ๆ เช่น มะเขือ แตงกวา บวบ พวกนี้เท่านั้น หมายความว่าต้องกินผักประเภทไนท์เชดส์เป็นหลักและเป็นเวลานานอยู่ทุกวันเลยแหละครับ

จากเหตุผลสองประการ รวมทั้งการที่ขาดการปฏิบัติตัวที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่ง คือ การออกกำลังกาย ผมชอบเล่นเทนนิสมากและต้องออกกำลังกายแบบหนัก ๆ แทบทุกวัน

เมื่อไม่ได้ออกกำลังกายเป็นเดือนๆ การหมุน เวียนของระบบต่างๆในร่างกาย (METABOLISM) ก็เลวลง เหมือนรถยนต์จอดทิ้งไว้นานๆ สนิมขึ้น สตาร์ตเครื่องเท่าไหร่ก็ไม่ติดนั่นแหละครับ

ข้อแนะนำของผมเกี่ยวกับพืชไนท์เชดส์จึงมีดังต่อไปนี้

1.พืชผักประเภทไนท์เชดส์ เป็นพืชผักที่ดีในด้านโภชนาการ มีทั้งวิตามิน-แร่ธาตุ และบางประเภทก็ยังมีโปรตีน แถมอยู่ในนั้นด้วย อย่างเช่น มันฝรั่ง มันไข่ มันเทศ เป็นต้น

ฉะนั้นเลือกกินพวกผักหลาย ๆ อย่างคละกันไป อย่ากินแต่ผักประเภทไนท์เชดส์อย่างเดียว (เพราะมันอร่อย)

2.อย่ากินชนิดสด ๆ แต่ให้สลับกันสด ๆ บ้าง สุก ๆ บ้าง (ต้ม-ผัด) บ้าง

3.ให้ดูสภาพของร่างกาย  ถ้ากำลังป่วย  หรือเพิ่งฟื้นไข้ หรือแน่ใจว่า IMMUNE SYSTEM กำลังตกต่ำ งดพวกอาหารไนท์เชดส์เสียเลยจะดีกว่า

4.ถ้าคิดว่าเริ่มมีอาการของข้อต่ออักเสบ นอกจากจะหยุดกินอาหารประเภทไนท์เชดส์แล้ว ให้ใช้วิธีกำจัดท็อกซินออกจากร่างกาย เช่น ทำดีทอกซ์ คุมอาหาร (ใช้สูตรอาหารชีวจิตนั่นแหละ) และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ

เราแนะนำให้กินวิตามินกลุ่มแอนตี้ออกซิแดนต์ (วิตามิน A, C, D, E อย่างละ 1 เม็ด ต่อวัน 2 อาทิตย์ แถมด้วย NIACIN (500 mg.) และ ZINC อย่างละ 1 เม็ดด้วย

เรื่องการรักษาและดูแลอาการข้อต่ออักเสบนี้อย่าทำเล่น ๆ นะครับ ต้องทำกันจริง ๆ เพราะเคยปรากฏรายงานจากกลุ่มของอาจารย์บัลช์ว่า บางคนมีอาการข้อต่ออักเสบอ่อนๆ แต่ปล่อยไว้นานไม่ดูแลตัวเองให้ดี  เลยกลายเป็นโรคลูปัส (SLE) ขึ้นมาก็ยังมีเลยครับ

ฉะนั้นอย่าทำเล่นๆ  ขอเตือนว่า โรคข้อต่ออักเสบไม่ใช่โรคร้ายแรง  แต่ปล่อยให้มันลุกลาม ในไม่ช้าชีวิตต่อไป โดย เฉพาะเมื่ออายุมากแล้ว จะทรมานมากเลยครับ

แก่อย่างยากจนแต่มีสง่าราศี ดีกว่าแก่อย่างเศรษฐีแต่เดินไม่ได้นะครับ

***********

ข้อสรุปเกี่ยวกับผักและพืชประเภทไนท์เชดส์ขณะนี้ก็คือ ถ้าคุณกินผักประเภทนี้แต่อย่างเดียวโดยไม่กินผักหรือพืชอย่างอื่นด้วย คุณก็มีโอกาสที่สารโซลานินจะสะสมอยู่ในร่างกายมากๆ และเมื่อถึงระยะหนึ่งที่ร่างกายของคุณอ่อนแอ (I.S. ในร่างกายต่ำ) อาการข้อต่ออักเสบหรือ ARTHRITIS ก็จะลุกลามกำเริบทันที

ที่ผมเป็นห่วงมากๆอย่างที่ได้พูดไว้ในไทยรัฐของเราฉบับก่อนๆ ก็คือ ชาวไร่หรือชาวบ้านทั่วๆไปที่ท่านชอบปลูกสวนครัวในบ้าน หรือปลูกผักริมรั้ว เช่น บวบ มะเขือต่างๆ เหล่านี้ ท่านมักจะไม่มีโอกาสได้กินผักแพง ๆ เช่น บรอกโคลี ดอกกะหล่ำ ผักกาดแก้ว ฯลฯ เหล่านี้ ท่านก็จะกินแต่ผักปลูกง่าย ๆ ในสวนครัว หรือผักริมรั้วเป็นประจำเท่านั้น

นอกจากจะปลูกง่าย เก็บง่ายแล้ว ผักพวกไนท์เชดส์เหล่านี้ กินสด ๆ รสหวานกรอบ อร่อยมาก มีน้ำพริกถ้วยเดียว ท่านก็กินข้าวทุกมื้อได้เต็มอิ่ม

และก็คงจะเห็นนะครับ คุณน้า คุณป้า คุณยายเหล่านี้ ท่านจะบ่นปวดข้อ ปวดเข่า ปวดหลัง ปวดเอวเป็นประจำ ถ้าท่านเกิดมีอาการข้อต่ออักเสบชนิดอื่น ๆ เช่น กรดยูริกสูง คอเลสเทอรอลสูง แคลเซียมเกาะตามข้อต่อเป็นก้อน เป็นแผ่น อย่างที่ชาวบ้านชอบเรียกกันว่า กระดูกงอก อาการปวดทั้งตัวก็จะเพิ่มมากขึ้น

ถ้าไปถามท่านว่า ท่านทราบไหมว่า เป็นอย่างนี้เพราะอะไร ท่านก็จะตอบว่า อายุมากแล้ว แก่แล้ว มันก็ต้องเป็นไปตามอายุอย่างนี้แหละ

ฉะนั้น ถ้าใครมีญาติหรือคนรู้จักที่ทำท่าว่าจะมีอาการอย่างนี้ ช่วยบอกท่านให้ท่านป้องกันและแก้ไขไว้ก่อน โดยแนะนำเรื่องอาหารให้กินให้ถูกส่วน และให้รู้จักผักประเภทไนท์เชดส์ว่า มีประโยชน์และมีโทษอย่างไร

อย่างนี้จะเป็นการป้องกันและแก้ไขง่าย ๆ ช่วยให้คนปวดหลัง ปวดเอวลดลงได้ไม่น้อยเลย

ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งซึ่งอยากจะเตือนก็คือ คุณน้า คุณป้าเหล่านี้ เมื่อมีอาการปวดขึ้นมา ท่านมักจะชอบไปซื้อยาแก้ปวดมากินเอง

ยาแก้ปวดรักษาโรคข้อต่ออักเสบ หรือ ARTHRITIS ไม่ได้หรอกครับ เมื่อกินยาแก้ปวด อาการปวดจะทุเลาไปได้สัก 2-3 วัน แล้วก็ปวดอีก ปวดแล้วปวดอีกอย่างนี้จะทำอย่างไรดี

ท่านก็มักจะไปซื้อยาแก้ปวดมากินเป็นประจำ ไม่ช้าก็เกิด “โรคตาม” คือ ปวดท้อง ปวดกระเพาะ ลำไส้ เป็นโรคกระเพาะเพิ่มขึ้นมาอีก

ถ้าเป็นอย่างนี้ชีวิตบั้นปลายจะไม่กลายเป็นชีวิตที่ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างน่าสังเวชเหลือเกิน หรือครับ?

ถึงตอนนี้ผมก็อยากจะคุยถึงเรื่องโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ สักนิด เคยไปบรรยายตามที่ต่างๆหลายสิบครั้งแล้ว แต่ยังไม่เคยเอามาเขียนให้แฟนๆ ชีวจิตท่านอ่านเป็นเรื่องเป็นราวสักทีเลย

จากการที่ได้ก่อตั้ง “ชีวจิต” ในเมืองไทยมาถึง 27 ปี ได้แนะนำและช่วยดูแลคนป่วยประเภทต่างๆมามากมายพอสมควร ผมพอจะสรุปความรู้สึกของคนไทยเกี่ยวกับการเจ็บป่วยได้ดังนี้

ผมคิดว่าคนไทยแทบทั้งหมดเชื่อว่า เมื่อเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา จะหายจากการเจ็บป่วยได้ ก็ต้องใช้ยารักษาเท่านั้น เมื่อป่วยก็ต้องมียา คนไทยเชื่อกันอย่างนั้น

ตอนนี้ผมอยากจะสร้างคติใหม่ขึ้นมา “โรคทุกโรค ไม่ได้รักษาได้ด้วยยา เพราะโรคบางโรคไม่มียารักษา”

ผมเคยให้ความรู้แก่พวกเพื่อนๆ ชีวจิต โดยแบ่งโรคภัยไข้เจ็บออกเป็นสองกลุ่ม ใช้ภาษาง่ายๆว่า “โรคซึ่งเป็นโรค” กับ “โรคซึ่งไม่ใช่โรค”

โรคซึ่งเป็นโรค” หมายความว่า เป็นโรคซึ่งมีเชื้อโรคเข้ามาอยู่ในตัวเรา เราจึงป่วย

โรคซึ่งไม่ใช่โรค” หมายถึง โรคซึ่งไม่มีเชื้อโรคเข้ามาในตัวเรา แต่ทั้งๆ ที่ไม่มีเชื้อโรคนี่แหละ เราก็ป่วยได้

ขอสรุปสั้นๆตรงนี้ก่อนว่า “โรคซึ่งเป็นโรคนี้ มียารักษา”

แต่ “โรคซึ่งไม่ใช่โรค ไม่มียารักษา”

หลังจากสรุปสั้นๆแล้ว เราก็จะพูดถึงรายละเอียดของโรคสองกลุ่มนี้ต่อไป

ต้องพูดกันยาวเลยทีเดียวแหละครับ

ผมจึงขอให้แฟนๆชีวจิต (แฟนแท้) กรุณาย้อนไปอ่านคติใหม่ที่ผมเสนอไว้ข้างต้นนี้อีกที เพราะคติใหม่ที่ว่านี้ฟังดูง่ายเกินไป หลายท่านอ่านเพียงพอผ่านสายตาแล้วก็ไม่ได้คิดตาม จึงขอให้กลับไปอ่านย้อนต้นอีกครั้ง

ต่อไปนี้ผมขออนุญาตอธิบายถึง “โรคซึ่งเป็นโรค” เสียก่อน ขอโทษล่วงหน้าว่า ต้องเอาภาษาวิชาการมาใช้อธิบายด้วย

โรคซึ่งเป็นโรค” นี้ หมายความว่า เป็นโรคซึ่งมีเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในตัวเรา เราจึงป่วย

เชื้อโรคมีหลายพันหลายหมื่นตัว ต่อไปอาจจะมีเป็นแสนๆล้านๆก็ได้ เพราะเชื้อเหล่านี้ เกิดใหม่ได้ ผสมพันธุ์ใหม่ขึ้นมาอีกมากมาย

ในด้านการแพทย์เราศึกษาค้นพบเชื้อโรคเหล่านี้ แล้วเราก็เอาเชื้อไปเพาะในห้องทดลอง ทดสอบดูชีวิตของมัน เกิดอย่างไร โตและขยายต่อไปอย่างไร

แล้วเราก็คิดค้นคว้าหายามาฆ่าเชื้อแต่ละชนิดนั้น เราก็จัดยาฆ่าเชื้อแต่ละชนิดไว้เป็นหมวดหมู่ เมื่อพบว่าเราป่วยเพราะเชื้อชนิดใด เราก็เอายามาฆ่าเชื้อโรคชนิดนั้น

โรคซึ่งเป็นโรคนี้” จึงรักษาได้ด้วยยา

เพื่อความเข้าใจง่ายๆ ผมจะขอลองยกตัวอย่างกลุ่มของ “โรคซึ่งเป็นโรค” นี้ มาสัก 6 กลุ่ม เป็นตัวอย่างซึ่งจะทำให้คุณรู้จัก “โรคซึ่งเป็นโรค” นี้ได้ดีขึ้น

1. กลุ่มเชื้อโรคแบคทีเรีย (BACTERIA) กลุ่มนี้มีเชื้อโรคมากมายหลายร้อยหลายพันตัวทีเดียวครับ

2. กลุ่มเชื้อโรคไวรัส (VIRUS)

3. กลุ่มเชื้อโรคโปรโตซัว (PROTOZOA) กลุ่มนี้ เราไม่ค่อยจะได้ยินและไม่รู้จักดีนัก แต่มันคือ เชื้อโรคประเภทเซลส์เดี่ยว อย่างเชื้อมาลาเรียหรือไข้จับสั่น เป็นต้น

4. กลุ่มพวกพยาธิ (PARASITE) พวกพยาธินี้ มีตัวมีตนเห็นชัด เข้ามาอาศัยอยู่ในตัวเรา เช่น พยาธิตัวกลม พยาธิเส้นด้าย พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ เหล่านี้ เป็นต้น

5. กลุ่มพวกเชื้อรา (FUNGUS) กลุ่มนี้พวกเรารู้จักกันดี เช่น กลาก เกลื้อน หรือเชื้อราในร่มผ้า ที่เรียกกันว่า เม็นส์ขาว เป็นต้น

6. กลุ่มพวกเชื้อผสมพันธุ์ (CHLAMYDIA) พวกนี้เป็นเชื้อพันธุ์ใหม่ซึ่งทำให้พวกแพทย์ปวดหัวกันมาก เพราะมันเป็นพวกเชื้อโรคต่างพันธุ์มาผสมกันเอง อย่างเชื้อแบคทีเรียผสมกับไวรัส เกิดเป็นเชื้อพันธุ์ใหม่ เช่น หวัดนก หวัดหมู เป็นต้น

เอาละครับ เพิ่งเริ่มต้นเพียงเท่านี้ ปรากฏว่าเพื่อนๆชีวจิตหลายท่านเริ่มมึนหัว ตาหูลายกันขึ้นมาแล้ว ฉะนั้นเอาเบาๆไว้แค่นี้ก่อน

เรื่อง “โรคซึ่งเป็นโรค” กับ “โรคซึ่งไม่ใช่โรค” นี้สำคัญมากสำหรับท่านที่อยากจะเข้าใจว่า “เอ! ก็กินยาตั้งมากมายแล้ว แล้วทำไมมันจึงไม่หายสักที”

ขอให้ใจเย็นๆ อ่านเรื่องใหม่ที่ผมเขียนถึงวันนี้ช้าๆ แล้วค่อยๆติดตามที่ผมแนะนำไว้ ตอนต่อไปจะสำคัญมากครับ สำหรับเพื่อนๆที่อยาก

จะดูแลตัวเองให้สุขภาพดีขึ้น เป็นหนุ่มเป็นสาวมากขึ้น และอายุยืนมีความสุขทั้งกายและใจมากขึ้น

อย่าลืม เรื่องคอร์สสปาร์ตันนะครับ เราจัดคอร์สมาทุกปีจนเป็นประเพณีไปแล้ว ปีที่แล้ว

จัดไม่ได้เพราะน้ำท่วม แต่เดือนหน้านี้เราจัดใหม่แน่นอนแล้ว และมีสูตรใหม่ BMU

เกี่ยวกับการสร้างชีวิตใหม่  ท่านอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก ได้กรุณาให้คติทางธรรมะแก่พวกเราด้วย ได้ครบทั้งเรื่องกายและใจครับ

“เริ่มชีวิตใหม่ด้วย BMU” 16–19 กุมภาพันธ์ 2555 โทร. 0 –2422–9111 ต่อ 2108 หรือ 08–1376–8657.

*************

สาทิส อินทรกำแหง

ที่มา: ที่มา: ไทยรัฐ 15, 22, 29 มกราคม 2555

.

Related link:

.

LIST OF NIGHTSHADE VEGETABLES & FRUITS

Nightshade Vegetables: Should People With Arthritis Avoid Nightshade Foods?

เผย “นวดกดจุด” ช่วยคนป่วยไมเกรนอาการดีขึ้น 97%

เผย “นวดกดจุด” ช่วยคนป่วยไมเกรนอาการดีขึ้น 97%  

สธ.เปิดอบรมนวดกดจุด 90 คน เพื่อขยายบริการผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดไมเกรน ปวดคอ ปวดไหล่ ไม่ต้องใช้ยา เผยหลังติดตามผลการนวดกดจุดทางคลินิกในปี 2552 ในกลุ่มผู้ป่วย 1,086 คน เผยผู้ป่วยไมเกรน อาการดีขึ้นร้อยละ 97

ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)เปิดเผยว่า ในปี 2554 นี้ สธ.จะเพิ่มบริการประชาชนด้วยการแพทย์ทางเลือกให้หลากหลายยิ่งขึ้น โดยจะขยายการให้บริการนวดกดจุด (Acupressure) ซึ่งเป็นองค์ความรู้การแพทย์แผนจีน มีหลักการเช่นเดียวกับการฝังเข็มที่มีมานานกว่า 4,000 ปี เพื่อใช้ในการดูแลผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดศีรษะ ปวดไมเกรน ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดบ่า ปวดแขน ปวดเข่า ปวดหลัง เป็นต้น ซึ่งวิธีนี้ไม่ต้องใช้ยา แต่มีประสิทธิภาพสูง จะทำให้สามารถลดการใช้ยาในกลุ่มแก้ปวดลงได้ โดยได้มอบหมายให้สำนักการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดหลักสูตรอบรมให้กับบุคลากรทางการแพทย์ทั้งรัฐและเอกชนที่สนใจ โควตาปีนี้จำนวน 90 คน อบรมทั้งหมด 3 รุ่น จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2554 เป็นต้นไป ใช้เวลาอบรมเพียง 5 วันต่อรุ่น

ทางด้าน นพ.เทวัญ ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯกล่าวว่า ตั้งแต่ พ.ศ.2545-2553 สำนักการแพทย์ทางเลือกได้จัดอบรมการนวดกดจุดแก่บุคลากรทางการแพทย์ อาทิ แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด เภสัชกร แพทย์แผนไทย นักวิชาการสาธารณสุขมาแล้ว 6 รุ่น รวม 239 คน ใช้เวลาเรียน 40 ชั่วโมง ประกอบด้วย ภาคทฤษฎี 15 ชั่วโมง และฝึกปฏิบัติ 25 ชั่วโมง และได้ติดตามหลังอบรม พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำความรู้ไปให้บริการประชาชนในสถานพยาบาลต่างๆ ได้อย่างดี

นพ.เทวัญ กล่าวต่อว่า ผลการศึกษาทางคลินิกของบริการการนวดกดจุดในโรงพยาบาล 13 แห่ง ใน 7 กลุ่มอาการ ได้แก่ กลุ่มปวดศีรษะไมเกรน กลุ่มปวดคอ ปวดบ่า กลุ่มปวดแขน ปวดไหล่ กลุ่มอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก กลุ่มปวดหลัง กลุ่มปวดเข่า ปวดตึงเส้นขา และกลุ่มเส้นท้องตึง ระหว่างเดือนมกราคม- กรกฎาคม 2552 มีประชาชนใช้บริการรวม 1,086 คน โดยได้รับการนวดบำบัดรวม 1,982 ครั้ง เฉลี่ยคนละ 1.78 ครั้ง ปรากฏว่า อาการดีขึ้น 983 คน คิดเป็นร้อยละ 91 กลุ่มอาการที่เห็นผลดีขึ้นมากที่สุดได้แก่ อาการปวดศีรษะไมเกรน ดีขึ้นร้อยละ 97 โดยมีผู้ป่วยเข้ารับการนวดทั้งหมด 130 ราย อาการดีขึ้น 126 ราย รองลงมา คือ ผู้ป่วยอาการปวดคอ ปวดบ่า รับบริการจำนวน 254 ราย อาการดีขึ้น 235 ราย คิดเป็นร้อยละ 93 ผู้ที่มีอาการปวดไหล่จำนวน 224 ราย หลังนวดอาการดีขึ้น 192 ราย คิดเป็นร้อยละ 86 ผู้ที่มีอาการปวดหลังจำนวน 262 ราย หลังนวดมีอาการดีขึ้น 240 ราย คิดเป็นร้อยละ 92

นพ.เทวัญ กล่าวต่ออีกว่า การนวดกดจุดเป็นการบำบัดรักษาที่เกี่ยวข้องกับจุดต่างๆ ในร่างกาย เป็นวิธีการที่ใช้ง่าย ไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก สามารถทำได้ทุกวัน โดยใช้นิ้วหัวแม่มือของผู้บำบัดกดลงไปตรงจุดสำคัญที่เป็นจุดเดียวกับจุดฝังเข็ม วงการแพทย์ตะวันตกเริ่มให้การยอมรับว่า เป็นการเยียวยารักษาร่างกายที่มีความสำคัญแขนงหนึ่ง และเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ซึ่งวิธีการนี้สามารถนำไปใช้บริการผสมผสานแก่ประชาชนอย่างปลอดภัย สามารถลดการใช้ยาแก้ปวด ซึ่งมูลค่าการใช้ยากลุ่มนี้สูงปีละหลายพันล้านบาทได้

ข้อมูลจาก : ผู้จัดการ วันจันทร์ที่ 3 มกราคม 2553

นวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก แบบไทย

นวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก แบบไทย  

ในระหว่างวันที่ 6-7 ก.ค.ที่ผ่านมามีการประชุมวิชาการไทย- เซี่ยงไฮ้ (ประเทศไทย) ครั้งที่ 5 และการประชุมวิชาการการแพทย์แผนจีน ครั้งที่ 2 เรื่องการแพทย์ไทย-จีน บังเอิญมีโอกาสพูดคุยกับ อ.ประสพสุข อิงคะวะระ ผู้เชี่ยวชาญแพทย์ทางเลือก  ซึ่งมาร่วมงานดังกล่าวเกี่ยวกับการนวดสัมผัสปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายแบบสืบสานภูมิปัญญาไทย หรือ “ปรับ จัด กระดูก แบบไทย” จึงนำมาถ่ายทอดให้ทุกท่านได้รับทราบกัน

อ.ประสพสุข บอกว่า การนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก แบบไทย เป็นศาสตร์และศิลป์ที่สืบทอดกันมานาน ศาสตร์นี้ ไม่ใช่การรักษาให้หายจากอาการที่เป็นอยู่ แต่เป็นการปรับสมดุลร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติ หลังจากนั้นอวัยวะต่างๆ จะรักษาตัวเองตามธรรมชาติ  ซึ่งภูมิปัญญาไทยจะมีหลัก 3 อย่าง คือ “ตาดู หูฟัง มือสัมผัส”

เมื่อมีคนเดินเข้ามารับบริการจะเริ่มตรวจด้วยสายตาก่อน  ตั้งแต่ปลายเท้ายันศีรษะ ดูการไหว้ทักทาย การเดิน ปลายเท้าแบะหรือไม่ แบะซ้ายหรือขวา หัวเข่าโก่งหรือไม่ ตัวบิดหรือไม่ ตะโพกโย้ซ้ายหรือโย้ขวา สูงหรือต่ำ ดูบริเวณหลังไปจนถึงสะบัก สูงต่ำเท่ากันหรือไม่ คอคดเอียงซ้ายเอียงขวาหรือไม่  เมื่อดูโครงสร้างเรียบร้อยแล้วจากนั้นจะตรวจวัดความดันโลหิตด้วยการสัมผัสหน้ามือ ถ้ามือมีลักษณะเย็นชื้นแสดงว่าความดันโลหิตต่ำก่อนการนวดจะต้องให้ดื่มน้ำอุ่นก่อน ถ้าความดันโลหิตสูงมือจะร้อน ส่วนคนเป็นความดันโลหิตสูงแล้วกินยาคุมความดันเอาไว้มือจะเย็นแห้ง แต่ถ้าความดันโลหิตปกติมือจะอุ่นแห้ง

ก่อนเข้าสู่กระบวนการ ปรับ จัด กระดูก จะมีการนวดคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นก่อน เพราะกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นจะเป็นตัวยึดกระดูก ถ้าไม่คลาย แล้วมันเกร็ง รัด อยู่ การไปปรับ จัด กระดูก อาจทำให้เกิดอันตรายตามมาได้จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการปรับ จัด กระดูก บริเวณที่ปวด หรือผิดปกติ  โดยโครงกระดูกทั่วไปของร่างกายมีทั้งหมด 206 ท่อน  ภายหลังการนวดสัมผัส ปรับ จัด กระดูก ขา แขน หลัง คอ บ่า ศีรษะ แล้ว จะต้องให้ผู้มารับบริการเดินให้ดูอีกครั้ง ส่วนไหนยังไม่สมดุลก็มาปรับ จัด ให้สมดุล

การนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก จะช่วยบรรเทาอาการปวดที่เกี่ยวกับกระดูกเคลื่อนทั้งหมด 206 ท่อน หลักการ คือ ทำให้ร่างกายไม่เกิดการบีบ เบียด กด ทับ โดยใช้นิ้ว มือ เท้า เข่า ศอก ร่างกายก็จะไม่ปวด โดยอาการเบื้องต้นที่เปิดสอนให้ลูกศิษย์เรียนรู้ คือ เจ็บหน้าแข้งร้อนหลังเท้า ข้อเท้าแพลง เจ็บตาตุ่มส้นเท้าด้านนอก ปวดหัวเข่า ขาไม่มีแรง แขนไม่มีแรง เจ็บขาด้านหลังร้าวขึ้นตะโพก  เจ็บน่องมัดนอก-มัดใน อาการเจ็บส้นเท้าหรือรอยช้ำ งอขาไม่ได้ พับขาไม่ได้ เจ็บหน้าเท้า เจ็บขาด้านใน ตะคริวน่องมัดใน เอี้ยวตัวไม่ได้ เสียดเสียวซี่โครงหายใจไม่ออก ยกแขนไม่ขึ้น ปวดศีรษะไมเกรน ก้มเงยไม่ได้ เส้นเลือดหัวใจตีบโตหายใจไม่เข้า เจ็บขาชามือ เจ็บแขนท่อนบน-ด้านหน้า-หลัง-กลาง เจ็บคอ-ไอ  เจ็บแขนด้านในชาลงนิ้วมือ เจ็บสันมือเจ็บไปถึงนิ้วก้อยด้านนอก และอัมพฤกษ์ใบหน้า

สำหรับอาการปวดที่เป็นกันเยอะ คือ ปวดหลัง ปวดบ่า ปวดเข่า โดยเฉพาะอาการปวดหลัง มีทั้งที่เกิดจากกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น หมอนรองกระดูกอักเสบ กระดูกทับเส้นประสาทหรือกระดูกผิดรูป ข้อตะโพกเคลื่อน โดยต้นเหตุของอาการปวดเกิดจากอิริยาบถการลุกนั่งลุกนอนไม่เหมาะสม เช่น ลุกนั่งจากเก้าอี้ปลายเท้าไม่ตรง ปลายเท้าแบะ ทำให้ปวดเข่าด้านใน ถ้าปวดข้อเท้าจะปวดใต้ตาตุ่มด้านนอกลามมาถึงข้อตะโพก เพราะกระดูก 30 ท่อนส่วนนี้จะสัมพันธ์กัน ลองขยับปลายเท้าดูจะมาถึงข้อตะโพก

ภายหลังการนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูกแล้ว สิ่งสำคัญ คือ จะต้องปรับอิริยาบถ พฤติกรรมต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดด้วย โดยเวลาลุกนั่งลุกนอนจะต้องไม่ตะแคง เพราะถ้าตะแคง ด้านใดด้านหนึ่งด้านที่อยู่ข้างล่างกล้ามเนื้อส่วนนั้นจะนูน ด้านไหนอยู่ด้านบนจะเล็ก ร่างกายจะไม่เท่ากัน ทั้งนี้ในการนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก บางคนอาจนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก แค่ครั้งเดียว แต่บางคนอาจนวดประมาณ 3-5 ครั้ง

ท้ายนี้แนะนำว่าท่านั่งที่ดี คือ นั่งขัดสมาธิท่าเทพบุตร ท่าเทพธิดา ไม่ควรนั่งพับเพียบ เพราะการนั่งพับเพียบจะทำให้ข้อตะโพกมีปัญหา ถ้านั่งบนเก้าอี้ปลายเท้าต้องตรงก่อนลุก สำหรับพนักงานออฟฟิศที่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ ควรจะมีการลุกจากเก้าอี้เพื่อปรับเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ส่วนการนอนนั้น ก่อนจะลุกต้องหันให้ตัวตรงก่อน ถ้านอนหงายควรลุกแบบกุ้งดีดหรือตุ๊กตาล้มลุก ไม่ควรลุกท่าตะแคง.

ข้อมูลจาก : เดลินิวส์ วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม 2554

 

Related Link: