หยุดปวดเรื้อรัง…ด้วยแพทย์แผนจีน

หยุดปวดเรื้อรัง…ด้วยแพทย์แผนจีน  

วันนี้แพทย์แผนจีนได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยเฉพาะการรักษาอาการปวดหลังที่เป็น ๆ หาย ๆ
พ.ญ.ศรันยา กตัญญูวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญแพทย์แผนจีน สถาบันการแพทย์ผสมผสานตรัยยา เปิดเผยว่า แนวคิดของแพทย์แผนจีนจะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นแล้วต้านโรคเอง หากป่วยแล้วก็ทำให้เขาแข็งแรงขึ้น และต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บได้ดีขึ้น โดยการรักษาด้วยการนวด ฝังเข็ม และออกกำลังกายควบคู่กัน

โรคของคนไทยที่เหมาะกับแพทย์แผนจีนโรคหนึ่ง นั่นคือปวดเรื้อรัง เช่น พวกปวดเมื่อย ปวดหลัง และปวดไมเกรนที่รักษายาก

พ.ญ.ศรันยาชี้ว่า ปวดหลังมาจากกระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นอักเสบ เหตุก็มาจากท่านั่งไม่ถูกวิธี ยกของไม่ถูกวิธี ทำให้ด้านหนึ่งหย่อนด้านหนึ่งตึง หรือกล้ามเนื้อตึง ไม่ขยับ เช่น ขับรถนาน ๆ และโรคออฟฟิศซินโดรม

ถ้าเป็นที่กระดูก เช่น กระดูกคด ก็จะส่งไปจัดกระดูกกับหมอกระดูกก่อน

ถ้าเป็นที่กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นจะฝังเข็มได้เลย

เมื่อมาถึง หมอจะกดเส้นเอ็น กดกล้ามเนื้อว่ารู้สึกเจ็บหรือไม่ กล้ามเนื้อที่เจ็บจะตึงขึ้นมาเป็นขด เป็นเส้น ๆ แข็ง ๆ ถ้ามีประวัติเป็นเรื้อรัง หรือถ้าปวดหลังข้างเดียว กระดูกอาจจะบิด ต้องให้หมอกระดูกดูก่อน

ที่นี่จะฝังแบบแผนจีนโบราณ จะมีการฝังจุดที่มือ ที่เท้า ที่ศีรษะ และที่หลังส่วนบน เพื่อเป็นการเปิดจุด เปิดเส้นลมปราณให้เดินดี

“แพทย์แผนจีนบอกว่าถ้าปวด นั่นแสดงว่าการเดินของเลือดลมติดขัด ฉะนั้นต้องทำให้ที่ติดขัดหาย นั่นคือต้องเปิดทั้งเส้น เมื่อเปิดจุดแล้วก็ฝังรักษา” จะทำให้อาการปวดค่อย ๆ ลดลงทีละครึ่ง…ครึ่ง…ครึ่ง…

โดยกระบวนการรักษาครั้งหนึ่งจะใช้เวลาประมาณ 40 นาที-1 ชั่วโมง โดยจะฝังเข็มไว้ 15-20 นาที

การรักษาแบบฝังเข็มนั้นจะขึ้นอยู่กับว่าเป็นมานานแค่ไหน ถ้าเป็นไม่นานไม่เกิน 3 เดือน จะมีการฝังเข็มประมาณ 5 ครั้งก็จะหาย โดยมาฝังเข็มอาทิตย์ละครั้ง หากนอนผิดท่าสักอาทิตย์สองอาทิตย์แล้วมารักษาเลยครั้งสองครั้งก็หาย แต่ถ้าเป็นนานก็จะประมาณ 10 ครั้ง

รวมทั้งจะสอนเรื่องท่านั่ง ท่านอน การยกของ และให้ไปออกกำลังกายเพิ่ม เพราะจะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อใหญ่ขึ้น การรับน้ำหนัก รับท่านั่งยืนต่าง ๆ จะดีขึ้น

ข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจ วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554

Advertisements

รู้ทันยาแก้ปวด ใช้ถูกอาการ ลดยาเหลือใช้

รู้ทันยาแก้ปวด ใช้ถูกอาการ ลดยาเหลือใช้  

บางคนปวดหัว ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดประจำเดือน ก็นึกถึงแต่ยาแก้ปวด   “พาราเซตามอล” แต่รู้หรือไม่ว่ายาสามัญประจำบ้านนี้ไม่ใช่ยาสามัญประจำวันที่กินติดต่อกันเป็นเวลานานได้ และไม่ใช่ยาครอบจักรวาลที่รักษาอาการปวดได้ทุกรูปแบบ

“พาราเซตามอล ยาสามัญประจำบ้าน ไม่ใช่ยาสามัญประจำวัน” ข้อความส่วนหนึ่งบนกระดานของนิทรรศการให้ความรู้เรื่องยาเนื่องในสัปดาห์เภสัช 53 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มิ.ย.-2 ก.ค. 2553 ณ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ยาอย่างถูกต้อง เหมาะสม และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา เพื่อความปลอดภัยของตัวคนไข้เอง และลดปริมาณยาเหลือใช้ให้น้อยลง

“ยาแก้ปวด เป็นยาที่ใช้กันแพร่หลายและคนไข้ส่วนมากมักจะได้รับยาชนิดนี้จากแพทย์และเภสัชกร ทำให้มียาแก้ปวดเหลือใช้มากที่สุดสำหรับประเทศไทย ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเกือบ 60 ล้านบาท หรือประมาณ 10% ของมูลค่ายาชนิดนี้ที่โรงพยาบาลต้องจ่ายไป จากที่ได้มีการสำรวจเมื่อปี 2549” ภก.อ.ธนรัตน์ สรวลเสน่ห์ ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยในระหว่างการสัมมนาเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชนในเรื่อง “รู้ทันยาแก้ปวด ใช้อย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัย” ในงานสัปดาห์เภสัช 53

ภก.อ.ธนรัตน์ อธิบายว่า อาการปวดแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ตามตำแหน่งที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้เกิดอาการปวด ซึ่งทุกประเภทสามารถเป็นได้ทั้งแบบปวดเฉียบพลันและปวดเรื้อรัง ได้แก่

1. ปวดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อร่างกายบาดเจ็บ เช่น ปวดจากการบาดเจ็บภายนอก ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดศีรษะ
2. ปวดจากอวัยวะภายในบาดเจ็บ เช่น ปวดประจำเดือน ปวดไส้ติ่งอักเสบ เจ็บหน้าอกเนื่องจากหัวใจขาดเลือด
3. ปวดจากระบบประสาทบาดเจ็บ เช่น ปวดหลังเนื่องจากการบาดเจ็บของกระดูกและไขสันหลัง งูสวัด ปวดแผลเบาหวานที่เท้า ซึ่งอาการปวดประเภทนี้ยังมีลักษณะอาการจำเพาะที่แยกย่อยได้อีก 5 แบบ ได้แก่ อาการปวดเหมือนถูกไฟจี้ (Burning), เหมือนมีแมลงไต่ (Crawling), เหมือนถูกเข็มทิ่ม (Stabbing), เหมือนถูกไฟช็อต (Shocking) และเหมือนยืนอยู่บนน้ำแข็ง (Freezing)

“ถ้าเรารู้สึกมีอาการปวด สิ่งแรกต้องเข้าใจก่อนว่าอาการปวดไม่เหมือนกันทั้งหมด และยาแก้ปวดชนิดเดียวก็ไม่ได้รักษาอาการปวดได้ทั้งหมดเช่นกัน ฉะนั้นยาที่ใช้รักษาอาการปวดแต่ละประเภทก็จะไม่เหมือนกัน และต้องเข้าใจด้วยว่าแต่ละคนมีความปวดไม่เหมือนกัน และไม่เท่ากัน หรือแม้แต่ในคนคนเดียวกัน ปวดแต่ละครั้งก็ยังไม่เท่ากัน ดังนั้นไม่ควรนำยาแก้ปวดของผู้อื่นมากิน เพราะอาจไม่มีประสิทธิภาพในการรักษา และยังอาจก่อให้เกิดการแพ้ยาด้วย” ภก.อ.ธนรัตน์ ชี้แจง

อ.ธนรัตน์ ให้ข้อมูลว่า ยาแก้ปวดโดยทั่วไปแล้วจะไปออกฤทธิ์ที่บริเวณกล้ามเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บ ที่ไขสันหลัง หรือที่สมอง โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ยาแก้ปวดหลัก และยาแก้ปวดเสริม ซึ่งเป็นยาที่ไม่ได้มีข้อบ่งใช้ในการรักษาอาการปวดโดยตรง แต่สามารถนำมาใช้รักษาหรือควบคุมความปวดได้ เช่น ยากันชัก ยาคลายกล้ามเนื้อ ยานอนหลับ และยาลดความดันโลหิตบางชนิด เป็นต้น

สำหรับยาแก้ปวดหลักที่ใช้รักษาอาการปวดโดยตรง ยังแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่ 1) ยาที่เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น เช่น มอร์ฟีน และ 2) ยาที่ไม่ใช่อนุพันธ์ของฝิ่น เช่น พาราเซตามอล และยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ อาทิ เอ็นเซด (NSAID) และ ค็อกซิบ (Coxib) ซึ่งยาแก้ปวดกลุ่มหลังนี้ออกฤทธิ์ที่แผลหรือบริเวณที่ปวด

“การเลือกชนิดของยาแก้ปวดเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพ ต้องดูว่ามีอาการปวดจัดอยู่ในประเภทใด สภาวะร่างกายของผู้ป่วย การทำงานของตับและไต ยาอื่นที่รับประทานร่วมด้วย การแพ้ยา รวมทั้งรูปแบบของยาที่ใช้และขนาดยา” ภก.อ.ธนรัตน์ อธิบาย

เภสัชกรให้ความรู้เพิ่มเติมว่า พาราเซตามอล เป็นยาแก้ปวดที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง และค่อนข้างมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้สูงกว่ายาแก้ปวดอื่นๆ โดยให้ผลดีในการรักษาอาการปวดประเภทที่ 1 และใช้รักษาอาการปวดประเภทที่ 2 ได้บ้าง แต่ใช้ไม่ได้ผลในการรักษาการปวดระบบประสาท แต่อย่างไรก็ตาม หากใช้ยานี้มากเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็นพิษต่อตับและไตได้ ทำให้ตับหรือไตวายและเสียชีวิตได้ และควรระวังอย่างยิ่งเมื่อใช้ยานี้ในเด็กเล็ก เพราะหากเด็กได้รับยาเกินขนาดอาจเกิดอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้

ส่วนยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ใช้ได้ผลดีต่อการรักษาอาการปวดทั้งประเภทที่ 1 และ 2 และใช้ได้ผลบ้างในการปวดของระบบประสาท ซึ่งยาประเภทนี้มีหลายรูปแบบ และมักมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา โดยอาจก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก และข้อควรระวังมากที่สุดในการใช้ยานี้คือ การแพ้ยา

ยาแก้ปวดที่เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น เช่น มอร์ฟีน ใช้รักษาอาการปวดได้ดีทุกประเภท เพราะออกฤทธิ์ที่สมอง มักใช้กับผู้ป่วยมะเร็ง ใช้รักษาอาการปวดหลังหรือปวดเข่านานๆ ที่ยังผ่าตัดรักษาไม่ได้ ส่วนอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้คือ การกดการหายใจ แต่ยาประเภทนี้จะใช้ได้เมื่อแพทย์สั่งเท่านั้น และอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์ตลอด ฉะนั้นคนไข้จึงไม่ต้องห่วงกังวลว่าจะติดยาชนิดนี้

“ประชาชนควรมีความรู้เกี่ยวกับยาที่ใช้ในระดับหนึ่ง และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรเพื่อความแน่ใจ เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ป่วยเอง และช่วยลดปริมาณยาเหลือใช้ได้” ภก.อ.ธนรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลจาก : ผู้จัดการ วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม 2553

ปวดเมื่อยร่างกายเรื้อรัง เตือนระวัง ‘วัณโรคกระดูก’

ปวดเมื่อยร่างกายเรื้อรัง เตือนระวัง ‘วัณโรคกระดูก’  

 
       เอ่ยถึงโรคภัยไข้เจ็บในยุคปัจจุบันอาจเรียกได้ว่า มีอยู่ด้วยกันหลายโรคหลายอาการทั้งที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ และโรคเก่าเกิดการกลายพันธุ์ รวมถึงโรคอันตรายที่มีเปอร์เซ็นต์การพบไม่มากนัก เฉกเช่นเดียวกับ วัณโรคกระดูก ซึ่งอาจเป็นโรคที่ใครหลายคนยังไม่รู้จัก?
 
       นพ.อาทิตย์  หงส์วานิช ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลบี เอ็น เอช ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ว่า วัณโรคกระดูก เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกส่วนของร่างกาย แต่ส่วนใหญ่จะพบ   ผู้ป่วยวัณโรคปอดเสียมากกว่าประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ อีก 10-15 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะเป็นวัณโรคกระดูก ซึ่งการติดเชื้อพบได้ทุกอายุ เพศหญิงและชายมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้เท่า ๆ กัน
   
        “วัณโรคกระดูกสามารถตรวจพบได้ทางกระแสเลือดและในระบบน้ำเหลือง ซึ่งเชื้อโรคจะเข้าไปเกาะตามกระดูก และข้อต่อต่าง ๆ จึงทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณนั้น โดย ร่างกายจะได้รับเชื้อโรคจาก 2 ทางด้วยกัน คือ จากการหายใจ เข้าไป เมื่อเข้าไปอยู่ที่ปอดแล้วไม่ติดอยู่ที่ปอดแต่วิ่งไปในกระแสเลือดแล้ววิ่งมาเกาะที่กระดูก อีกทางหนึ่ง คือ การทานอาหารที่มีเชื้อวัณโรคปนเปื้อน แทนที่เชื้อโรคจะไปติดอยู่ในส่วนของกระเพาะสำไส้กลับไม่ติด แต่เข้าไปในกระแสเลือดแล้วเข้าไปติดที่กระดูกแทน”
   
       เมื่อเชื้อโรคเข้าไปเกาะอยู่ตามกระดูก ตามเส้นเอ็นต่าง ๆ แล้วจะปล่อยเอ็นไซม์บางอย่างออกมา ซึ่งเอ็นไซม์เหล่านี้จะเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ ทำลายกระดูก เส้นเอ็น ข้อต่าง ๆ รวมทั้งยังก่อตัวเป็นหนองด้วย จึงทำให้คนไข้มีอาการปวด โดยอาการปวดนั้น เกิดจาก 3 สาเหตุด้วยกัน 
   
      สาเหตุแรก เกิดจาก หนอง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกจุดไม่ว่าจะเป็นจุดใดก็ตามที่เชื้อโรคเข้าไปเกาะ ต่อมา เกิดจากการที่เชื้อโรคเข้าไปทำลายกระดูกและข้อ จึงจะทำให้มีอาการปวด สุดท้าย เมื่อเชื้อโรคเข้าไปทำลายข้อจนเกิดความเสียหายทำให้อวัยวะส่วนนั้นใช้งานได้ไม่เป็นปกติ จะมีการขัดกันแทนที่จะเป็นข้อต่อปกติ มีเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนที่ปกติ เมื่อถูกทำลายไปแล้วเวลาขยับก็จะเจ็บ เกิดอาการปวดขึ้นมา
   
      อาการแสดงเมื่อได้รับเชื้อไปแล้ว ในช่วง 1-2 อาทิตย์แรกจะไม่ค่อยปวด แต่เมื่อผ่านไปประมาณ 1 เดือน ถึงจะเริ่มมีอาการปวดแบบชัดเจนขึ้น โดยจะค่อย ๆ ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ   

      “เวลาที่มีปัญหาปวดแล้วไปพบหมอ ถ้าบอกอาการว่าปวดมาอาทิตย์หนึ่ง หมออาจ จะยังไม่สงสัยโรคที่อันตราย แต่พอรักษาแล้วผ่านไป 2 อาทิตย์ อาการไม่ดีขึ้น ตรงนี้เมื่อกลับมาหาหมออีกครั้ง หมอจะเริ่มสงสัยแล้วว่าอาจจะเป็นอาการของโรคอื่นซ่อนเร้นอยู่ ไม่ใช่อาการปวดของกล้ามเนื้อธรรมดา
   
    โรคอื่นที่ซ่อนเร้นนี้ อาจจะเกิดจากเอ็นกล้ามเนื้อฉีกขาดมากกว่าที่หมอคิด หรือเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม กระดูกสันหลังเคลื่อน หรืออาจจะเป็นการติดเชื้อก็ได้ ซึ่งอาจจะไม่ใช่วัณโรคแต่เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียตัวอื่น”
   
       เมื่อหมอสงสัย สิ่งที่หมอจะทำ คือ การหาสาเหตุ อาจจะตรวจเอกซเรย์ธรรมดาไว้ก่อน ถ้าดูฟิล์มเอกซเรย์แล้วปกติ ไม่สามารถอธิบายอาการปวดได้ หมอจะตรวจเพิ่ม เช่น ส่งไปสแกนด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า หรือตรวจเลือด จะช่วยให้ทราบสาเหตุได้ง่ายขึ้น เพราะผลเลือดจะบอกทันทีว่า คนไข้มีการติดเชื้อในร่างกายหรือไม่ จะได้ตรวจหาต่อไปว่าเป็นเชื้อชนิดใดเพื่อจะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง
    
      วัณโรคกระดูกส่วนใหญ่จะเป็นที่กระดูกสันหลังส่วนเอวประมาณ 30-50 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ 2 ใน 3 จะกระจายไปในส่วนต่าง ๆ ของกระดูก ซึ่งจะเป็นจุดใดก็ได้ โดย คนไข้ที่เป็นวัณโรคปอดจะไม่มีวัณโรคกระดูกซ่อนอยู่ ทำให้หมอมุ่งรักษาที่ปอดอย่างเดียว แต่สำหรับคนไข้ที่เป็นวัณโรคกระดูก ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดก็ตาม หมอจะต้องส่งไปตรวจปอดด้วย เพราะมีโอกาสเป็นวัณโรคปอดร่วมด้วยประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ เพื่อจะได้ทำการรักษาทั้ง 2 จุด ไปพร้อม ๆ กัน
   
      ที่สำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ เมื่อมีคนในบ้านเป็นวัณโรคไม่ว่าจะเป็นที่ปอดหรือกระดูก นอกจากรักษาคนไข้แล้ว ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือสมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วย ควรพบแพทย์เป็นระยะเพื่อตรวจสุขภาพ ป้องกันการติดเชื้อจากผู้ป่วยด้วย
   
      “เนื่องจากวัณโรคกระดูกเป็นโรคติดเชื้อที่สามารถถ่ายทอดไปยังผู้อื่นได้ ฉะนั้น คนที่มีโอกาสติดเชื้อนี้ได้ คือ คนที่มีร่างกายอ่อนแอ ไม่ว่าจะเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีลงไป กลุ่มผู้สูงอายุ 60-65 ปีขึ้นไป เพราะร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำสามารถติดเชื้อได้ง่ายขึ้น บุคคลทั่วไปก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อได้เช่นเดียวกัน จากสิ่งแวดล้อม การหายใจ การอยู่ในที่ชุมชนที่มีคนแออัดมาก ๆ หรือว่าสกปรก รวมทั้ง การทานอาหารที่ไม่สะอาด”
    
      วัณโรคกระดูกสามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยผู้ป่วยต้องทานยาติดต่อกันอย่างน้อย 6-12 เดือน ใน บางรายอาจจะต้องทำการ ผ่าตัดร่วมด้วย เช่น มีหนองจำนวนมาก หรือเชื้อโรคกินกระดูกไปมาก การผ่าตัดก็จะเข้าไปเอาหนองออก รวมทั้งขูดเอาเนื้อที่ตายแล้วออกด้วยขึ้นอยู่กับว่าเป็นที่ตำแหน่งใด ถ้าเป็นข้อต่ออาจจะเชื่อมข้อให้ ถ้าเป็นในส่วนของกระดูกสันหลัง อาจจะต้องใส่เหล็กเข้าไปเพื่อไปดามกระดูกควบคู่ไปด้วย
   
     นพ.อาทิตย์ กล่าวว่า คนทั่วไปไม่มีทางรู้ว่าตนเองเป็นวัณโรคกระดูกอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่ทุกคนรู้ได้ก็คือ ความผิดปกติ เมื่อเกิดอาการปวดขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จะต้องสังเกตอาการปวดของตัวเองว่า เป็นอาการปวดแบบใด ถ้าเป็นการปวดไม่มีอย่างอื่นแทรกซ้อน คือ ไม่มีไข้ ไม่เพลีย มีแต่อาการปวดอย่างเดียว ถ้ากินยาแก้ปวด ได้พักผ่อน ขยับตัวน้อยลง เมื่อผ่านไป 2-3 วัน อาการจะต้องดีขึ้น หรืออย่างมากสุด เมื่อมาหาหมอ ได้รับการรักษา เช่น กินยาลดการอักเสบ ลดอาการปวด ผ่านไป 1-2 อาทิตย์ จะต้องหายปวดกลับมาเป็นปกติ แต่ถ้ายังปวดเรื้อรังอยู่ ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุต่อไปอย่าปล่อยทิ้งไว้นาน มิฉะนั้นอาจสายเกินแก้.
 
 
ข้อมูลจาก : เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน 2553 ฉบับที่ 22305

อย่าละเลย…เมื่อปวดหลัง

อย่าละเลย…เมื่อปวดหลัง  

 
              “อาการปวดกล้ามเนื้อหลัง” เป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อยที่สุดในโรคปวดหลัง สาเหตุเกิดจากเส้นใยกล้ามเนื้อหลัง หรือเอ็นที่ยึดระหว่างข้อกระดูกสันหลังถูกยืดออกมากเกินไป หรือมีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อเส้นใย ทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อ และนำไปสู่อาการปวดหลัง กล้ามเนื้อหลังหดเกร็ง มีการเคลื่อนไหวลำบาก และจะปวดมากเมื่อพยายามขยับตัว อาการปวดมักจะรุนแรงและทรมานมาก ผู้ที่เคยเป็นมักจะจดจำประสบการณ์นั้นได้เป็นอย่างดียากที่จะลืมเลือน

 
           มีคำกล่าวกันว่าคนเราทุกคนจะต้องเคยปวดกล้ามเนื้อหลังอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต คนที่ไม่เคยปวดหลังเลยถือได้ว่าเป็นคนที่โชคดีมาก ๆ จากสถิติพบว่าโรคปวดหลังถูกระบุเป็นสาเหตุของการลาหยุดงานมากที่สุด การที่กล้ามเนื้อหลังเกิดการอักเสบได้บ่อย เนื่องจากกระดูกสันหลังส่วนเอวเป็นตำแหน่งที่มีการเคลื่อนไหวมากในกิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่การก้มหลัง แอ่นหลัง เอี้ยวตัว หมุนตัว ดังนั้นร่างกายจึงต้องมีมัดกล้ามเนื้อขนาดใหญ่อยู่ข้าง ๆ กระดูกสันหลัง และมีเอ็นยึดระหว่างปล้องกระดูกสันหลังจำนวนมาก การเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ในแต่ละวัน จึงมีโอกาสสูงที่จะเกิดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อหลังและเอ็นรอบกระดูกสันหลังได้

           สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้งานในท่าที่ไม่ถูกต้อง หรือใช้งานมากเกินกำลัง มีบางส่วนเกิดจากอุบัติเหตุโดยตรง เช่น บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ส่วนในกรณีของหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนหรือเสื่อม ก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดหลังได้เช่นกัน และบางครั้งจะแยกจากกันได้ยาก ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง อย่างไรก็ตามการรักษาเบื้องต้นในทั้งสองกรณีจะเหมือนกัน และสามารถทำได้ด้วยตนเอง
       
                 ลักษณะอาการคือ จะปวดหลังอย่างรุนแรงบริเวณบั้นเอว กระเบนเหน็บ อาจจะร้าวมาที่ตะโพกทั้งสองข้างก็ได้ ถ้ามีอาการปวดมาก ๆ จะมีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลัง แข็งเป็นลำสองข้างของกระดูกสันหลัง ทำให้ขยับเคลื่อนไหวได้ลำบาก เวลาลุกยืน ไม่สามารถเหยียดหลังให้ตรงได้ หรือที่เรียกว่าหลังยอก หลังแข็ง
       
                  วิธีการรักษาอาการปวดหลังจากกล้ามเนื้ออักเสบ สามารถทำได้เอง โดยให้นอนพักบนเตียงนอนในท่านอนหงาย ใช้หมอนข้างสอดใต้ขาพับทั้ง 2 ข้าง หรือวางขาบนม้าเตี้ย ๆ เพื่อให้เอวเหยียดตรง ราบไปบนที่นอน ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นภายใน 1-2 วัน ซึ่งแนะนำไม่ให้นอนพักเกิน 2 วัน ควรรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ด้วยจะช่วยให้หายปวดได้เร็วขึ้น ส่วนยาต้านอักเสบสามารถลดอาการปวดได้อย่างรวดเร็ว มีหลายชนิด ผู้ที่เป็นโรคไต ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ และยาต้านอักเสบเกือบทุกตัวจะกัดกระเพาะ ยาคลายกล้ามเนื้อสามารถใช้ได้แต่มักจะมีผลข้างเคียง ทำให้มึนงงหรือง่วง หากจะเลือกใช้ต้องระมัดระวังการขับขี่รถยนต์และการทำงานกับเครื่องจักรด้วย
       
                  การทำกายภาพบำบัด สามารถช่วยให้อาการปวดหายเร็วขึ้น ลดระยะเวลาการพักฟื้นให้น้อยลง เช่น การประคบร้อนด้วยเครื่องมือเฉพาะต่าง ๆ การนวดอย่างถูกวิธี รวมทั้งการฉีดยาเฉพาะที่ การฝังเข็ม แต่ต้องมีค่าใช้จ่าย และต้องรักษากับผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาล
       
                 ภายหลังจากอาการปวดเฉียบพลันลดลงแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่เกิน 1-2 วัน ผู้ป่วยควรจะทำกายบริหาร เพื่อเหยียดกล้ามเนื้อและเพิ่มความแข็งแรง ให้กล้ามเนื้อทุกส่วนอยู่ในสภาพสมดุล ซึ่งรวมทั้งกล้ามเนื้อที่ควบคุมการทำงานของข้อตะโพกและเชิงกรานด้วย นั่นคือนอกจากจะทำกายบริหารกล้ามเนื้อหลังแล้ว ยังต้องทำกายบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อตะโพก และกล้ามเนื้อต้นขาด้วย ควรจะทำกายบริหารสม่ำเสมอ ต่อเนื่องตลอดไป เพื่อป้องกันการปวดเรื้อรัง หรือการเกิดเป็นซ้ำบ่อย ๆ ส่วนการนอนพักนานเกินไปจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ส่วนการหยุดเคลื่อนไหวนาน ๆ กล้ามเนื้อจะไม่ยืดหยุ่น อ่อนกำลังลง กล้ามเนื้อจะลีบเล็กลงและกลายเป็นเนื้อเยื่อพังผืดในที่สุด
       
                 เหตุใดบางคนจึงปวดหลังบ่อยหรือปวดประจำจนกลายเป็นปวดเรื้อรัง จากการศึกษาวิจัย แพทย์พบว่ามีปัจจัยบางอย่างที่เป็นสาเหตุร่วมของอาการปวดหลังบ่อย ๆ เช่น ภาวะอ้วนลงพุง การสูบบุหรี่จัด และการไม่ออกกำลังกาย ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้ออยู่ในสภาพไม่สมดุล นอกจากนั้นยังรวมถึงการใช้งานไม่ถูกต้อง ทั้งจากความประมาท ไม่ระมัดระวัง หรือไม่มีความรู้มาก่อน เช่น การก้มยกของหนัก การนั่งกับพื้น เป็นต้น
       
                 วิธีป้องกันจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว หากไม่อยากเกิดอาการปวดหลังอีก ต้องกำจัดปัจจัยดังกล่าว เช่น งดสูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนักตัว และที่สำคัญคือการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และปรับสภาพกล้ามเนื้อให้สู่สภาพสมดุล กีฬาที่แนะนำ คือว่ายน้ำ จะเหมาะสำหรับผู้ป่วยปวดหลังเรื้อรัง หรือปวดบ่อย ๆ มากที่สุด
       
                ส่วนวิธีบริหารร่างกาย เมื่อมีอาการปวดกล้ามเนื้อหลัง ส่วนใหญ่จะเป็นการเหยียดกล้ามเนื้อ และเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อรอบ ๆ กระดูกส่วนหลัง รวมถึงกล้ามเนื้อท้อง และกล้ามเนื้อต้นขา
       
                ดังนั้น อาการปวดหลังเมื่อเกิดขึ้นแล้ว อย่าปล่อยทิ้งไว้ อย่าละเลยคิดว่าเดี๋ยวก็หาย เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาเรื้อรัง ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ.  
 
 
ข้อมูลจาก : เดลินิวส์ วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน 255