ต้นตอปัญหาไตเริ่มที่ฉี่

หลายคนกลั้นปัสสาวะเพราะกำลังติดพลันหน้าที่การงาน หรือกำลังเดินทาง จึงไม่สามารถปลดทุกข์เบาที่รู้สึกปวดขึ้นมาได้ แต่รู้กันหรือไม่ว่า การกลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ ทุกข์เบาอาจก่อปัญหาสุขภาพบานปลายกลายเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบติดเชื้อ นำเชื้อโรคเข้าไปในร่างกาย หากรุนแรงก็จะทำให้ป่วยเป็นกรวยไตอักเสบ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาโรคไต

เรื่องนี้ แผนกควบคุมและป้องกันการติดเชื้อของโรงพยาบาลพญาไท ย้ำว่า กรวยไตอักเสบ เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือกรวยไต ซึ่งเป็นท่อที่รวบรวมน้ำและของเสียที่ไตกรองออกมา แล้วส่งต่อไปยังท่อไตและไปถึงกระเพาะปัสสาวะ โรคนี้มักพบในผู้หญิงมากกว่าชายถึง 4 เท่า ส่วนใหญ่พบในเด็กผู้หญิง หญิงตั้งครรภ์ มีประวัติป่วยกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นผู้ป่วยเบาหวาน กินยาสเตียรอยด์นาน ๆ เคยสวนปัสสาวะมาก่อน เป็นเนื้องอกหรือมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ หรือผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต

สำหรับเชื้อโรคที่เข้าไปติดเชื้อมักเป็นแบคทีเรียกลุ่มแกรมลบ ได้แก่ อีโคไล, เคลบซิลลา, สูโดโมแนส ซึ่งสามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายไปตามกระแสเลือด

หากกรวยไตอักเสบ อาจมีอาการไข้สูง หนาวสั่น แต่การจับไข้จะไม่เป็นเวลาและรู้สึกหนาวสั่นได้วันละหลายครั้ง ทั้งยังรู้สึกปวดสีข้างหรือเอวด้านใดด้านหนึ่ง บางรายปวดท้องน้อยหรือหัวหน่าว ปัสสาวะลำบากแถมยังบ่อย มีสีขุ่น และรู้สึกแสบขัด บ้างก็ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และอ่อนเพลียร่วมด้วย

การวินิจฉัยโรคนี้ ต้องเพาะเชื้อจากตัวอย่างปัสสาวะเพื่อหาเชื้อแบคทีเรียสาเหตุ และอาจต้องเอ็กซเรย์ ตรวจเลือด หรือตรวจพิเศษอื่นๆ กรณีที่แพทย์ชี้ว่าป่วยกรวยไตอักเสบ เบื้องต้นจะให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อโรคชนิดที่พบ ถ้ามีไข้ก็จะได้รับยาแก้ปวดลดไข้กินรักษาอาการด้วย ขณะที่กำลังใช้ยารักษา อาการจะดีขึ้นภายใน 2-3 วัน แต่ถ้านานกว่านั้นแล้วยังไม่ทุเลา ร่วมกับมีอาการแทรกซ้อน เช่น ปัสสาวะออกน้อย ซีด เหลือง หมดสติ ความดันสูง ควรกลับไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

ถ้าสงสัยว่าเข้าข่ายป่วยกรวยไตอักเสบแล้วไม่เข้ารับการตรวจรักษา การปล่อยโรคทิ้งไว้จะนำเชื้อโรคเข้ากระแสเลือดเกิดภาวะโลหิตเป็นพิษ เป็นกรวยไตอักเสบเรื้อรังซึ่งมักอักเสบแบบไม่ปรากฏอาการ นานวันเข้าจะเป็นไตวายหรือไตพิการได้

ชนวนเหตุของกรวยไตอักเสบอาจไม่ไกลตัว แต่ก็มีหลักการง่าย ๆ ช่วยป้องกันโรคนี้ได้ เพียงดื่มน้ำอย่าให้ขาด หรือดื่มเฉลี่ยชั่วโมงละแก้ว แนะจิบทีละนิด จะช่วยขับเชื้อโรคออกมาจากกระเพาะปัสสาวะ ที่สำคัญพยายามอย่ากลั้นปัสสาวะ  ฝึกถ่ายปัสสาวะทุกครั้งที่ปวดจนเป็นนิสัย และเวลาเดินทางไกลต้องฝึกเข้าห้องน้ำนอกบ้านให้ชิน

นอกจากนี้หลังขับถ่ายอุจจาระ ต้องชำระล้างให้สะอาดหมดจด การใช้กระดาษชำระซับน้ำควรเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง เพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคจากปากทวารหนักไปติดที่ท่อปัสสาวะ และแม้จะมีอาการเพียงแค่ปัสสาวะแสบขัดแต่ไม่มีไข้ก็ควรปรึกษาแพทย์ เพราะนั่นเป็นอาการเบื้องต้นที่สามารถพัฒนากลายเป็นกรวยไตอักเสบได้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 9 ตุลาคม 2555

Advertisements

นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

โรคนิ่วเป็นอีกโรคหนึ่งที่ไม่เฉพาะแค่ผู้ที่มีความเสี่ยงจะต้องหันมาใส่ใจเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงข้อควรระวัง รวมไปถึงการรักษาของแพทย์ประจำตัวท่านด้วย

ในฉบับนี้จะขอกล่าวถึง อาการ การตรวจวินิจฉัย การรักษา รวมไปถึงการป้องกันของโรคนิ่ว 2 ประเภทคือ นิ่วในไตหรือท่อไต และนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

อาการของโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ

นิ่วในทางเดินปัสสาวะ เป็นภาพใหญ่ที่ทุกท่านสามารถทำความเข้าใจได้ อาการจะขึ้นอยู่กับขนาดของนิ่ว ตำแหน่งที่นิ่วนั้นอุดอยู่ นิ่วนั้นจะไปอุดทางเดินปัสสาวะมากน้อยแค่ไหน หากเป็นในระยะแรกร่างกายอาจขับก้อนนิ่วออกมาได้เองทางปัสสาวะ ซึ่งจะพบตะกอนเหมือนก้อนกรวดเล็ก ๆ ปนออกมาพร้อมกับปัสสาวะ แต่ถ้าก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่ขึ้นจะมีการอุดตันมากขึ้น จึงมีการเสียดสีและทำให้เกิดการบาดเจ็บ จนมีเลือดออก และส่งผลให้ปัสสาวะมีสีแดงขึ้นจากเลือด หรือบางกรณีมีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อ

อาการของนิ่วในไตหรือท่อไต

มักมีอาการปวดบริเวณเอวด้านหลังที่เป็นตำแหน่งของไต เวลาที่ก้อนนิ่วหลุดมาอยู่ในท่อไต จะมีอาการปวดชนิดรุนแรงมาก เหงื่อตก และมักเกิดเป็นพัก ๆ ปัสสาวะอาจมีเลือดหรือเป็นสีน้ำล้างเนื้อร่วมด้วยได้ เรื่องปวดหลังต้องเข้าใจว่า ถ้าปวดเพราะทำงานหนักหรือนั่งทำงานมานาน ๆ กล้ามเนื้อหลังอาจล้าหรือปวดได้ อันนี้เป็นเรื่องของการปวดเมื่อยซึ่งเป็นกันมาก จนอาจสับสนว่าเป็นนิ่วได้ ถ้านิ่วลงมาอุดตันบริเวณท่อไตต่อกับกระเพาะปัสสาวะ ผู้ป่วยจะมีอาการระคายเคืองเวลาปัสสาวะ อยากปัสสาวะ แต่ปัสสาวะขัด และกะปริดกะปรอย ในกรณีที่มีการติดเชื้อแทรกซ้อนจะมีอาการไข้ร่วมด้วย หากปล่อยให้เป็นนิ่วไปนาน ๆ โดยไม่ได้รับการรักษาจะทำให้ไตบาดเจ็บเรื้อรัง ส่งผลให้ไตมีรูปร่างและทำงานผิดปกติมากขึ้น นำไปสู่ภาวะไตวายได้ในที่สุด

อาการของนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

มีอาการปัสสาวะขัด สะดุด ถ่ายเจ็บ ไม่สะดวก บางทีออกกะปริดกะปรอยหรือออกเป็นหยดขุ่นหรือขาวเหมือนมีผงแป้งอยู่ บางครั้งมีเลือดหรือเป็นสีน้ำล้างเนื้อ อาจมีสิ่งที่คล้ายกรวดทรายปนออกมากับปัสสาวะ ถ้านิ่วไปอุดท่อทางเดินปัสสาวะ ก็จะทำให้เกิดการอยากถ่ายปัสสาวะอยู่เสมอ แต่ก็ถ่ายไม่ออก

เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาความผิดปกติจากปัสสาวะ โดยแพทย์จะตรวจหาเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ และหากพบว่ามีเม็ดเลือดขาว อาจแสดงให้เห็นถึงภาวการณ์ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และตรวจการทำงานของไตโดยการดูค่า เครตินิน จากการเจาะเลือด

นอกจากนี้ แพทย์ยังอาจใช้วิธีการตรวจทางรังสีร่วมด้วย ซึ่งการตรวจทางรังสี มีดังนี้

1. เอกซเรย์ หากพบว่ามีเงาไต ซึ่งเป็นนิ่วที่ทึบแสงก็สามารถเห็นนิ่วได้ หากเป็นนิ่วที่ไม่ทึบแสงก็ไม่สามารถเห็น

2. ไอวีพี (IVP) เป็นการฉีดสีเข้าเส้นเลือดดำ ซึ่งสีจะถูกขับออกทางไต หลังจากฉีดสีแล้วจะทำการเอกซเรย์เงาไตที่เวลาต่าง ๆ หลังฉีดสี เพื่อดูรูปร่างและลักษณะของไตว่ามีการอุดตันจากนิ่วหรือไม่ รวมถึงการทำงานของไตว่าดีมากน้อยแค่ไหน

3. อัลตราซาวด์ เพื่อดูลักษณะรูปร่างของไต ดูนิ่วในไต ซึ่งบางชนิดไม่สามารถเห็นได้จากการเอกซเรย์ปกติ เนื่องจากนิ่วไม่ทึบแสง อาจพบว่าไตมีการบวมจากการอุดตันของนิ่ว ข้อดีคือ สามารถตรวจในคนท้องได้ ไม่ต้องเจอรังสี ทำในคนสูงอายุได้อย่างปลอดภัย ข้อเสียคือ มักจะไม่พบนิ่วที่ท่อไตและความไวในการตรวจต่ำ

ด้านการรักษาทางการแพทย์มีหลายวิธี โดยแพทย์จะพิจารณาอาศัยข้อมูลเรื่องขนาดของนิ่ว ตำแหน่งของนิ่ว ความแข็งของนิ่ว ไตบวมมากหรือน้อย รวมทั้งการอักเสบของไต เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อพิจารณาเลือกวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละราย บางรายอาจเหมาะสมที่จะรักษาด้วยการสลายนิ่ว แต่บางรายก็ไม่เหมาะสมที่จะสลายนิ่ว แต่อาจรักษาได้ด้วยวิธีอื่น ๆ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อจะได้เข้าใจถึงเหตุผลที่แพทย์เลือกวิธีนั้น ๆ ในการรักษา

การรักษาทางยา เป็นวิธีการรักษาที่เหมาะสำหรับในรายที่เป็นนิ่วขนาดเล็กในไตหรือท่อไต ลักษณะกลม เรียบ มีอาการปวดไตน้อย และไม่อักเสบรุนแรง

การรักษาด้วยการสลายนิ่วด้วยเครื่องช็อคเวฟ (SHOCKWAVE) เหมาะสำหรับนิ่วในไต หรือ ท่อไตขนาดปานกลาง โตประมาณ 2-3 เซนติเมตร

การรักษาด้วยการใช้กล้องส่องเข้าไปคีบ ขบ กรอนิ่ว เหมาะสำหรับนิ่วในกระเพาะปัสสาวะและท่อไต ผู้ป่วยไม่มีแผลผ่าตัดสามารถสอดกล้องเข้าไปตามท่อปัสสาวะได้

การรักษาด้วยการเจาะสีข้างเข้าไปในไตเพื่อส่องกล้องและกรอนิ่ว เหมาะสำหรับนิ่วขนาดปานกลาง และโตแบบไม่แตกแขนง

การรักษาด้วยการผ่าตัด เหมาะสำหรับนิ่วขนาดใหญ่ เช่น นิ่วเขากวางในไต นิ่วในท่อไตที่ติดแน่น ผู้ป่วยที่มีอาการอักเสบรุนแรงซึ่งต้องรีบขจัดนิ่วออก ผู้ป่วยที่มีไตเสื่อมมากแล้ว เป็นต้น

สำหรับการป้องกันการเกิดโรคนิ่ว แพทย์มีคำแนะนำดังต่อไปนี้

– ให้ดื่มน้ำมากกว่าวันละ 8 แก้ว หรือให้ได้ปริมาตรของปัสสาวะมากกว่า 2 ลิตรต่อวัน เพื่อลดความอิ่มตัวของสารก่อนิ่วในปัสสาวะและลดโอกาสการก่อผลึกนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

– บริโภคอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วนและสัดส่วนที่เหมาะสม ให้ลดอาหารที่มีเนื้อสัตว์ ไขมันสัตว์ อาหารหวานมาก-เค็มมาก และอาหารที่มีกรดยูริกสูง ได้แก่ หนังสัตว์ปีก ตับ ไต ปลาซาร์ดีน เป็นต้น

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีออกซาเลตสูง เช่น งา ผักโขม ช็อกโกแลต สตรอเบอรี่ ชา ถั่ว แอปเปิ้ล หน่อไม้ฝรั่ง บรอคโคลี ชีส เบียร์ น้ำอัดลม กาแฟ โกโก้ ไอศกรีม นม ส้ม สับปะรด วิตามินซี โยเกิร์ต ฯ

– ผู้ที่มีนิ่วควรรับประทานอาหารที่มีใยมาก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

สำหรับผู้ที่มีอาการผิดปกติและสงสัยว่ามีนิ่วในไตควรปรึกษาแพทย์
ส่วนคำถามสำคัญก็คือ ผู้ที่เคยเป็นนิ่วแล้วมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นโรคนิ่วอีกครั้งได้หรือไม่ ต้องตอบว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้อีก ดังนั้น การป้องกันรักษาตัวไม่ให้เกิดโรคนิ่วจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด และควรพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอหลังการรักษานิ่ว

เรื่องราวเกี่ยวโรคนิ่วยังมีอีก สามารถติดตามต่อได้ แต่หากมีข้อสงสัย หรือกังวลว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วหรือไม่ สามารถมาฟังการบรรยายได้ในงาน “ความรู้เรื่องนิ่วในทางเดินปัสสาวะ เพื่อประชาชน ครั้งที่ 2 : จะป้องกันนิ่วได้อย่างไร” ในวันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม 2555 ตั้งแต่เวลา 07.00-12.00 น. ณ ชั้น 9 อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมด้านการแพทย์และโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ คุณนงลักษณ์ โทร. 08-5669-9325 ในวันและเวลาราชการ ด่วน!!..รับจำนวนจำกัดเพียง 200 ท่านเท่านั้น..

ผศ.นพ.วิทย์ วิเศษสิทธุ์
หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา:  เดลินิวส์ 29 กันยายน 2555

หมั่นตรวจการทำงานของไตลดภาวะเสี่ยง “โรคไตเรื้อรัง”

ปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังตกอยู่ในภาวะโรคไตเรื้อรังที่อาจพัฒนาไปเป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายได้ แถมยังมีบางโรคที่เอื้อต่อการนำพาไปสู่โรคไตอีกด้วย!!

จากการสำรวจของสมาคมโรคไตพบว่า ประเทศไทยมีประชากรที่มีปัญหาโรคไตสูงถึง 5 ล้านคน และพบว่า 17 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศเป็นผู้ป่วยโรคไตในระยะต้นๆ โดยไม่รู้ตัว ก่อนที่จะต้องได้รับการรักษาโดยวิธีทดแทนไต อันได้แก่ การฟอกเลือด ล้างช่องท้อง หรือเปลี่ยนไต ในเวลาต่อมา โรคไตจึงนับเป็นปัญหาหนึ่งที่ทางสาธารณสุขของประเทศกำลังหาแนวทางแก้ไข

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มิถุนายน พ.ศ. 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อมูลนิธิที่จะจัดตั้งโรงพยาบาลสำหรับดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไต ตลอดจนทำการวิจัยเพื่อหาแนวทางเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคไตว่า “สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์” โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานมูลนิธิสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์  ซึ่งมีสร้อยพระนามของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์รวมอยู่ด้วย ทั้งนี้นายเจริญ – คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี และครอบครัวสิริวัฒนภักดี ได้บริจาคเงินเพื่อใช้ในการก่อสร้าง

โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ตั้งอยู่บนถนนพญาไท ซึ่งกองทัพบกได้มอบที่ดินราชพัสดุ กรมธนารักษ์ จำนวน 13 ไร่ ของกรมแพทย์ทหารบก บริเวณโรงเรียนเสนารักษ์ ถนนพญาไท เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้ โดยตัวอาคารโรงพยาบาลมีลักษณะเป็นอาคาร  9  ชั้น มีเจ้าหน้าที่ให้บริการผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตทางเส้นเลือดด้วยเครื่องไตเทียม  50 เครื่อง เปิดบริการทุกวันยกเว้นวันจันทร์  มีห้องฉุกเฉินเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งในอนาคตจะเปิดให้บริการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ตลอดจน การผ่าตัดทำเส้นเลือดเทียม หรือแก้ปัญหาเส้นเลือดอุดตันในผู้ป่วยที่เคยล้างไตทางเส้นเลือดมาแล้วร่วมด้วย

ทั้งนี้ โรงพยาบาลมีการเตรียมความพร้อมด้วยการจัดซื้อเครื่องอุปกรณ์การแพทย์ ตลอดจน ส่งพยาบาลไปศึกษาโรคเฉพาะทาง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  โรงพยาบาลศิริราช  และโรงพยาบาลรามาธิบดี พร้อมทั้งส่งเสริมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์โรคไตเพื่อเตรียมการปฏิบัติงาน อีกทั้ง ยังมีการวิจัยหาวิธีป้องกันและรักษาผู้ป่วยโรคไต เพื่อมิให้กลายเป็นโรคไตเรื้อรังอีกด้วย

โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ มีเตียงผู้ป่วย 128 เตียง แบ่งเป็น ห้องพิเศษ ห้องเดี่ยว ห้องคู่ และห้องไอซียู สำหรับผู้ป่วยนอกมีทั้งหมด 12 เตียง หากผู้ป่วยที่เข้ารับบริการเป็นข้าราชการสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามระเบียบของกรมบัญชีกลาง ขณะนี้ได้เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคไตแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555 ที่ผ่านมา

ศ.เกียรติคุณ นพ.ธีรชัย ฉันทโรจน์ศิริ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไตว่า ปัจจุบันพบผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเพิ่มมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ทำให้การอุบัติของโรคไตเพิ่มขึ้นไม่ได้เกิดจากโรคไตเอง แต่เป็นผลที่เกิดมาจากโรคชนิดอื่นๆ เช่น พบผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกลุ่มโรคเหล่านี้ส่งผลให้เกิดปัญหาขึ้นที่ไตตามมาได้ทั้งสิ้น

เนื่องจากผู้ป่วยโรคไตในระยะแรกโดยส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการแสดง มีเพียงบางรายเท่านั้นที่อาจมีอาการบวมหรือมีความดันโลหิตสูงขึ้น ผู้ป่วยจึงมักไม่รู้ตัวว่ามีอาการผิดปกติ แต่เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง ร่างกายจะเริ่มไม่สามารถที่จะปรับตัวได้ทำให้มีของเสียค้างอยู่ในร่างกาย ส่งผลให้มีภาวะไตวายเฉียบพลัน  น้ำท่วมปอด  หรือหัวใจทำงานไม่เป็นปกติได้ เมื่อมาพบแพทย์ก็พบว่าอยู่ในสภาวะไตเรื้อรังระยะที่ 3 – 4 แล้ว สำหรับอาการของโรคไตเรื้อรังที่สังเกตได้ คือ จะมีอาการแขนขาบวม ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะเป็นสีแดงหรือขุ่น ปัสสาวะแสบขัด ปวดเอว ซีด และอ่อนเพลีย

นพ.ธีรชัย  กล่าวต่อว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตถ้าอยู่ในระยะ 1 -2  หากควบคุมโรคได้ดีก็จะสามารถกลับเข้าสู่สภาวะร่างกายปกติได้ ส่วนผู้ป่วยที่อยู่ในระยะที่ 3 ถ้ารู้ตัวแล้วต้องหาทางชะลอควบคุมโรคไม่ให้กลายเป็นระยะที่ 4 – 5 เพราะมีผู้ป่วยหลายรายที่อยู่ในระยะนี้ได้ไปตลอดชีวิต ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นอยู่ในภาวะไตเรื้อรังระยะใดก็ตามสามารถชะลออาการของโรคได้ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับวิธีการดำเนินชีวิต หากมีการดูแลตัวเองที่ดี มีการตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะชลออาการของโรคได้

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเรื้อรัง คือ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคแพ้ภูมิตนเองที่อาจก่อให้เกิดไตผิดปกติ เช่น โรค เอส แอล อี โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเกาต์ โรคติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะซ้ำหลายครั้ง ผู้ที่ได้รับสารพิษหรือยาที่ทำลายไต ผู้ที่มีอายุมากว่า 60 ปีขึ้นไป รวมทั้ง ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคไตเรื้อรังในครอบครัว  ผู้ที่กินยาบางชนิด เช่น เฟนาซิติน เฟนิลบิวทาโซน ลิเทียมไซโคสปอรีน หรือได้รับการสัมผัสสารเคมีบางชนิด เช่น สารตะกั่ว แคดเมียม ติดต่อกันเป็นเวลานาน รวมถึง ผู้ที่ตรวจพบนิ่วในไต และผู้มีมวลเนื้อไตลดลงทั้งที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิดหรือเป็นภายหลัง โดยผู้ที่มีข้อบ่งชี้ข้อใดข้อหนึ่งจากที่กล่าวมาควรได้รับการตรวจการทำงานของไต โดยการตรวจเลือดและปัสสาวะ เพื่อตรวจวินิจฉัยและติดตามโรคที่เกี่ยวข้องกับไต

ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังซึ่งจำเป็นต้องรักษาโดยวิธีทดแทนไตอยู่ด้วยกันประมาณ 32,000 ราย ซึ่งในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยรายใหม่อีกกว่า 10,000 ราย ซึ่งคนไข้เหล่านี้จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงถึงประมาณ 200,000 บาทต่อคนต่อปี ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคอวัยวะและทุนทรัพย์ เพื่อสร้างชีวิตใหม่ให้กับผู้ป่วยโรคไตได้ สอบถามรายละเอียดได้ที่โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ โทร. 0-2684-5000

การดูแลตนเองทำได้โดยการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่เหมาะสม ระวังอย่าให้น้ำหนักมากจนเกิดภาวะอ้วน โดยผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปควรตรวจคัดกรองโรคไตประจำปี โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือคนในบ้านมีประวัติเป็นโรคไต  เพราะถ้ารู้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้รักษาได้ทันท่วงที โอกาสที่จะเป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายจะได้น้อยลง ในผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงจำต้องควบคุมระดับน้ำตาลและระดับความดันโลหิตให้ดี ลดอาหารเค็ม งดบุหรี่ และหากมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ควรไปพบแพทย์ตรวจการทำงานของไตเป็นระยะๆ เพื่อความปลอดภัยจากโรคไตนั่นเอง.

.

สรรหามาบอก

-คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ขอเชิญผู้สนใจฟังบรรยายเรื่อง“โรคเลือดของคนไทย : เลือดจางธาลัสซีเมีย” ในวันพุธที่ 26 กันยายน 2555 เวลา 08.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมอรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ ศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ ชั้น 5 โรงพยาบาลรามาธิบดี สำรองที่นั่งโทร.0-2201-2521 และ 0-2201-1091-3 (ฟรีตลอดงาน)

-โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ขอเชิญผู้สนใจร่วมงาน Workshop ผลิตสารแห่งความสุขผ่านกระบวนการหัวเราะบำบัดพร้อมคำแนะนำดีๆ ในการดูแลสุขภาพ หัวข้อ“อารมณ์ดี สุขภาพใจกายดี” ในวันเสาร์ 29 กันยายน 2555 เวลา 09.30 – 12.00 น. ณ ห้องบัญชาล่ำซำ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท สำรองที่นั่งโทร. 0-2711-8181

-ไลฟ์เซ็นเตอร์ ขอเชิญชวนผู้สนใจดูแลสุขภาพสวยจากภายในสู่ภายนอก ร่วมงานสัมมนาหัวข้อ “อาหารสุขภาพ…อาหารแบบ Raw Food” และ “โบราณทำไมถึงสวย ตอนครบสูตรความสวยเรื่องผิวหน้า” พร้อมแนะนำเคล็ดลับในการทานอาหารเจให้อิ่มบุญ อิ่มสุขภาพแบบไม่อ้วน ในวันเสาร์ที่ 29 กันยายน 2555 เวลา 10.30-15.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี (LH Bank) สนใจสำรองที่นั่งได้ฟรีที่โทร.08-9228-8766 (จำนวนจำกัด)

-นิตยสารรักลูกและบริษัท เรกคิทท์ เบนคีเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อรักษาโรคกรดไหลย้อนร่วมกับโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ขอเชิญ Smart Parents ทุกท่านร่วมงาน “รักลูก@hospitals 2012” ในวันเสาร์ที่ 29 กันยายน 2555 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุม D 1 อาคาร D โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ลงทะเบียนพร้อมรับของที่ระลึกหน้างานฟรี สนใจสำรองที่นั่งได้ที่โทร.1719 หรือนิตยสารรักลูก โทร.0-2913-7555 ต่อ 3531(ไม่เสียค่าใช้จ่าย)

ทีมวาไรตี้

 

ที่มา: เดลินิวส์ 23 กันยายน 2555

“ปวดคอ ปวดหลังเรื้อรังต้องรักษาอย่างไร”

อาการปวดคอ ปวดหลัง และปวดเอวเรื้อรังมักมีสาเหตุมาจากโรคกระดูกสันหลังเสื่อมซึ่งนับเป็นปัญหาสำคัญที่พบได้บ่อยเป็นอันดับต้น ๆ ของโรคกระดูกและข้อ อันเนื่องมาจากกระดูกอ่อนบริเวณผิวข้อกระดูกสันหลังสึกกร่อนลงไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการแสดงอันได้แก่ ปวดคอ ปวดสะบัก ปวดไหล่ ปวดศีรษะคล้ายกับอาการไมเกรน เมื่อทำการเอกซเรย์แบบปกติรวมถึงการเอกซเรย์แบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ : MRI) จะพบว่ามีความเสื่อมสภาพเกิดขึ้น ณ บริเวณกระดูกสันหลังที่เรียกว่า ข้อต่อฟาเซต ซึ่งเป็นส่วนของกระดูก มีหน้าที่เชื่อมกระดูกสันหลังเข้าด้วยกันอยู่ในตำแหน่งด้านหลังหรือก้านคอ และส่วนสันหลังระดับเอว ทำหน้าที่ช่วยในการเคลื่อนไหว เราจึงสามารถก้มคอ เงยคอ ก้มหลัง แอ่นหลังได้ (ตามภาพประกอบที่แสดงตำแหน่งลูกศร)

การใช้คลื่นความถี่พิเศษ (Radio frequency หรือ RF) เป็นทางเลือกในการรักษาอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดคอ ปวดหลัง ถือได้ว่าเป็นการรักษาอีกทางหนึ่งสำหรับผู้มีปัญหาอาการปวดที่เกิดจากข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมซึ่งได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น กายภาพบำบัด รับประทานยามาระยะหนึ่ง เป็นต้นแล้ว

อาการไม่ดีขึ้น การรักษาด้วยวิธีนี้จะใช้คลื่นความถี่พิเศษก่อให้เกิดความร้อนระดับหนึ่ง ซึ่งไม่ทำอันตรายต่ออวัยวะที่สำคัญ จะมีผลเฉพาะในบริเวณรอบ ๆ ที่ต้องการเท่านั้น นั่นคือ เส้นประสาทเส้นเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่รับความรู้สึกเจ็บปวด คลื่นความถี่พิเศษ (อาร์เอฟ : RF) นี้จะไปรบกวนการทำงานของเส้นประสาทที่สื่อสัญญาณนำความเจ็บปวดไปยังสมอง ทำให้คลายความเจ็บปวดบริเวณนั้น ๆ เส้นประสาทเล็ก ๆ เส้นนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อของแขนขา หรือ ความรู้สึกใด ๆ ที่แขนขา หรือ ผิวหนัง แต่จะรับความรู้สึกเจ็บปวดเฉพาะที่ข้อต่อสันหลัง หรือ ข้อต่อฟาเซต จากนั้นจะส่งสัญญาณความเจ็บปวดต่อไปยังสมองส่วนกลาง ดังนั้น การไปยับยั้งการทำงานของเส้นประสาทเส้นนี้จึงปลอดภัย ไม่มีอันตราย เพราะทำหน้าที่รับรู้ความเจ็บปวดเพียงอย่างเดียว

วิธีการทำงานของ RF นี้ ไม่ใช่วิธีการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้หลังทำการรักษา โดยวิธีนี้มีรายละเอียดคร่าว ๆ ดังนี้

1. ผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอ ปวดหลังเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกิดขึ้นจากข้อต่อ
ฟาเซตเสื่อมหรืออักเสบ อาจสังเกตได้จากมีอาการเจ็บปวดเวลาเปลี่ยนท่าทางร่างกายจากนั่งเป็นลุกขึ้นยืน จากท่านอนเป็นนั่ง มีอาการขัด ๆ ที่บริเวณคอ หรือหลัง หลังจากขยับคอหรือเอว สักพักอาการปวดจะทุเลาลงระดับหนึ่ง มักมีอาการปวดขัดมากตอนเช้า

2. ทำการรักษาโดยใช้อุปกรณ์สื่อสัญญาณพิเศษ (RF) คล้ายเข็มขนาดเล็ก โดยจะส่งสัญญาณไปยังตำแหน่งเส้นประสาทที่แม่นยำได้ โดยต้องอาศัยเครื่องเอกซเรย์แบบต่อเนื่องและประสบการณ์ที่ชำนาญของแพทย์ ใช้เวลาในการรักษาประมาณ 15–20 นาที

3. หลังการทำการรักษา ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บระบมบริเวณรอยเจาะประมาณ 1–2 วันเป็นเรื่องปกติ ให้หลีกเลี่ยงการทำงานหนักในช่วง 1–2 วันแรก อาการปวดคอ ปวดหลังจะทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ไปแล้ว 1 สัปดาห์ หรือ โดยประมาณ 7 วัน เมื่อเส้นประสาทขนาดเล็กที่เป็นปัญหาเริ่มมีการสูญเสียสภาพ หน้าที่ในการส่งสัญญาณประสาท แต่เส้นประสาทนี้จะไม่ถูกทำลาย จะมีการงอกหรือกลับมาทำหน้าที่ตามปกติในอีก 8–12 เดือน

4. ข้อควรระวังหรือข้อแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้น้อย ได้แก่ ปัญหาการติดเชื้อ เลือดออก โดยทั่วไปป้องกันได้ เนื่องจากการรักษาจะทำในห้องผ่าตัดซึ่งเป็นห้องปลอดเชื้อ และสำหรับผู้ป่วยที่ทานยาละลายลิ่มเลือด แนะนำให้หยุดยาก่อนทำการรักษาอย่างน้อย 7 วัน

กล่าวโดยสรุป การรักษาโดยการใช้คลื่นชนิดพิเศษแบบ RF นี้ จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาอาการปวดคอ และปวดหลังเรื้อรังได้

ข้อมูลจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอก นายแพทย์จิระเดช ตุงคะเศรณี ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

………………………………..

ด้วยทีมงานคุณภาพของคอลัมน์นี้ ร่วมกับทีมงานรายการทีวี “ชีวิตและสุขภาพ” 32 ปีดั้งเดิม ขอนำเสนอ รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศประจำทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 15.00-16.00 น. สำหรับวันจันทร์ที่ 6 ส.ค. 55 เวลา 15.00-16.00 น. เสนอเรื่อง “การออกกำลังกายวิถีไทยแบบโยคะ” ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ฟรี ที่โทร.0-2940-9030-31 เฉพาะเวลา 15.00-16.00 น. ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ท่านสามารถรับชมได้ทาง PSI ช่อง 26 (จานดำ), DYNASAT ช่อง 101, IDEASAT ช่อง 12, INFOSAT ช่อง 12, LEOTECH ช่อง 12, THAISAT ช่อง 12, GMM Z ช่อง 119

 

ที่มา: เดลินิวส์  5 สิงหาคม 2555

แนะวิธีดูแลปวดเมื่อยด้วยตนเอง ไม่ควรใช้ยาทาสูตรร้อนจะกระตุ้นอักเสบ

อาการปวดหลัง ปวดเอว หรือต้นขา นับเป็นอีกหนึ่งโรคภัยที่ทำให้การทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันของคนเรากลายเป็นเรื่องยาก บริษัท เรกคิทท์ เบนคีเซอร์ เฮลธ์แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ ‘นูโรเฟน เจล’ จึงจัดกิจกรรมเสวนาในหัวข้อ “การทำงานและการออกกำลังกาย เป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดของคุณ” ขึ้น ณ ศูนย์การค้า Digital Gateway ชั้น  G  เพื่อให้ความรู้  และแนะนำทริกที่จะช่วยป้องกัน และรักษาอาการปวดเมื่อยเบื้องต้นแก่ผู้ที่มีปัญหาได้ด้วยตัวเอง

นพ.พันธศักดิ์ ตันสกุล แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู  โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ เผยว่า กลุ่มคนทำงานและออกกำลังกายน่าจะเป็นกลุ่มหลักๆ ที่ต้องเจอกับอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ  เคล็ดขัดยอกของกล้ามเนื้อ  หรือข้อและเส้นเอ็น ไม่ว่าจะเป็นที่มือและข้อมือ กล้ามเนื้อหลัง คอ ไหล่ เอว ดังนั้น การออกแรงกล้ามเนื้อเกินกำลัง  หรือออกแรงกล้ามเนื้อบริเวณเดิมติดต่อกันมากเกินไป หรือการยืดกล้ามเนื้อหรือเอ็นไปในทิศทางหรือระยะทางที่มากเกินไป ก็จะทำให้เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเอ็นได้เช่นเดียวกัน

เมื่อมีอาการปวดหรืออักเสบกล้ามเนื้ออย่างเฉียบพลัน ควรหยุดการออกแรงกล้ามเนื้อบริเวณนั้นๆ และให้ใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นประคบบริเวณที่บาดเจ็บหรืออักเสบภายใน 24 ชั่วโมงหลังบาดเจ็บ รวมถึงอาจจะใช้ ยาทาชนิดที่มีส่วนประกอบของยาลดการอักเสบ เพื่อบรรเทาอาการปวดและอักเสบ แต่สิ่งหนึ่งที่พึงระวังคือไม่ควรใช้ยาทาชนิดสูตรร้อน  เพราะจะยิ่งกระตุ้นอาการอักเสบให้รุนแรงขึ้น

สำหรับความแตกต่างในการดูแลอาการอักเสบจากกล้ามเนื้อและเอ็นคือ การบาดเจ็บจากกล้ามเนื้อ อาจเลือกใช้ยาทานวดชนิดที่มียาแก้อักเสบจะช่วยลดการอักเสบที่ต้นเหตุได้ดีกว่า ส่วนการบาดเจ็บจากเอ็น เช่น เอ็นข้อศอกที่พบในนักเทนนิสนั้น  จำเป็นต้องใช้ยาทาชนิดที่มียาต้านการอักเสบซึ่งจะได้ผลมากกว่า ซึ่งยาต้านการอักเสบนั้นมีทั้งรูปแบบยาทาและยารับประทาน ในกรณีที่มีอาการอักเสบกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง สามารถเลือกใช้ทั้งยาในรูปแบบยารับประทานและยาทาต้านอาการอักเสบควบคู่กัน เพื่อเสริมการรักษาให้เร็วขึ้นได้ หรือควรพบแพทย์ผู้รักษาเฉพาะทาง.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 24 มกราคม 2555

วิธีดูแลกระดูกสันหลังให้แข็งแรง มีอายุยืนยาว

วิธีดูแลกระดูกสันหลังให้แข็งแรง มีอายุยืนยาว 

โรคกระดูก นับเป็นสาเหตุหนึ่งที่บั่นทอนสุขภาพ โดยเฉพาะในส่วนของกระดูกสันหลังเพราะมีความสำคัญต่อระบบโครงสร้างร่างกาย หากมีความผิดปกติจะทำให้เกิดการเจ็บปวด เช่น ปวดหลัง ปวดคอ สร้างความทุกข์ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้
ดร.โจเซฟ ซูเร็ตต์ ไคโรแพรคเตอร์ ชาวสหรัฐอเมริกา ประจำสถาบันพัฒนาโครงสร้างดีสปายน์ ให้ความรู้ว่า กระดูกสันหลังของคนเราจะมีจำนวน 33 ชิ้น แบ่งเป็น 5 ส่วน หากการทำงานของกระดูกสันหลังส่วนใดส่วนหนึ่งคลาดเคลื่อน บิดตัว จะเกิดอาการปวดต่าง ๆ ได้ เช่น ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเอว ปวดไหล่ จึงต้องได้รับการรักษา แต่การป้องกันดูแลกระดูกสันหลังให้แข็งแรงจะเป็นวิธีที่ดีกว่า

โดยวิธีดูแลรักษาทำได้โดย

1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอน ท่านอนที่ดีที่สุดคือ นอนหงาย เพราะเป็นการรองรับกระดูกสันหลังได้เป็นอย่างดี ไม่ควรนอนคว่ำ เพราะเราต้องบิดลำคอไปด้านใดด้านหนึ่งทำให้กระดูกสันหลังบริเวณคอเกิดความตึง อาจทำให้เกิดอาการล็อกหรือเรียกว่า คอตกหมอน หากเป็นเช่นนี้เวลานานจะทำให้ข้อกระดูกกดทับเส้นประสาทจะมีอาการปวดคอ ปวดศีรษะ และข้อต่อกระดูกเสื่อมเร็ว

2. การนั่งควรนั่งบนเก้าอี้ที่มีส่วนพนักพิงข้างหลัง หลังตรง ข้อศอกตั้งฉาก 90 องศา เท้าสัมผัสกับพื้น ลุกขึ้นและผ่อนคลายบ่อย ๆ

3. การยกของแต่ละครั้งควรพยายามให้หลังโค้งตามธรรมชาติอยู่เสมอ โดยวิธีการที่ดีและช่วยป้องกันไม่ให้ปวดหลังคือ การยกตะโพกและงอเข่าช่วยทุกครั้งเมื่อยกของหนัก

4. ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีผงชูรส ยาฆ่าแมลง
ควรรับประทานอาหารที่มี Probiotics และ Prebiotics จะช่วยทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมแร่ธาตุบางชนิดที่จำเป็นและมีความสำคัญต่อกระดูก แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียมและสังกะสี
โดยอาหารที่มี Prebiotics พบมากในหัวหอม กล้วย กระเทียมหน่อไม้ฝรั่ง มะเขือเทศ ข้าวสาลี น้ำผึ้งส่วน Prebiotics ได้แก่ ผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยว โยเกิร์ต
นอกจากนี้ควรสัมผัสกับแสงแดดในตอนเช้าประมาณ 20นาทีต่อวันเพราะวิตามินดีจากแสงอาทิตย์จะช่วยเสริมสร้างกระดูก
ควรดื่มน้ำสะอาดเป็นประจำทุกวันโดยเฉพาะช่วงเช้าเวลาตื่นนอนจะช่วยทำให้เซลล์ในร่างกายคงรูปทำงานได้ดีสามารถนำอาหารไปเลี้ยงกล้ามเนื้อต่าง ๆ ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของกล้ามเนื้อ กระดูก และช่วยหล่อไขข้อต่าง ๆ ของร่างกาย
ที่สำคัญควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยบริหารกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นก่อนเล่นเพื่อป้องกันการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ.

ข้อมูลจาก :: เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม 2554