ภัยเงียบจากการใช้คอมพิวเตอร์

thairath140131_001โรคที่มากับคอมพิวเตอร์ในที่นี้ไม่ใช่ “ไวรัสคอมพิวเตอร์” หรือ “โปรแกรมตัวหนอน” ซึ่งเป็นบ่อนทำลายข้อมูลในคอมพิวเตอร์ แต่หมายถึงความเจ็บป่วยที่อาจเกิดจากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ทำงานเกือบทุกอย่าง รวมทั้งใช้เพื่อความเพลิดเพลิน การศึกษาและการติดต่อสื่อสารต่างๆ ในอนาคตคอมพิวเตอร์จะยิ่งมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวันจนแทบขาดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งใดที่มีประโยชน์มากก็อาจมีโทษมหันต์ ในแง่สุขภาพของเราการใช้คอมพิวเตอร์อาจมีพิษภัยต่อสุขภาพได้ถ้าใช้ไม่ถูกวิธี ซึ่งความเจ็บป่วยที่ว่าอาจเกิดจากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์นานเกินไป โดยเกิดขึ้นได้กับอวัยวะต่างๆ และทำให้เกิดโรคได้

ตา ในขณะที่จ้องดูจอคอมพิวเตอร์จะมีส่วนของนัยน์ตาอย่างน้อย 2 ส่วนที่ต้องทำงานส่วนแรกคือ กล้ามเนื้อตาที่จะต้องคอยหดเกร็งตัวเพื่อปรับเลนส์ตาให้มีความหนาเหมาะสมให้แสงจากจอไปตกบนฉากรับภาพด้านหลังตาหรือที่เรียกว่า เรตินา (retina) เพื่อให้ได้ภาพคมชัด ดังนั้น ถ้าดูจอคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องกันนานๆ กล้ามเนื้อตาจะต้องทำงานหนักจนกล้ามเนื้ออาจเกิดอาการล้าได้นานวันก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของสายตา เช่น สายตาสั้นหรือสายตายาว อีกส่วนที่ต้องทำงานหนักคือ จอรับภาพด้านหลังตาหรือเรตินา ซึ่งประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2 ชนิด ชนิดหนึ่งเป็นแท่ง ทำหน้าที่รับแสงไม่สว่างมากเช่น ภาพดำขาว อีกชนิดหนึ่งเป็นรูปโคนรับแสงที่สว่าง เช่น ภาพสีต่างๆ แล้วส่งสัญญาณไปยังสมอง สองส่วนนี้ หากใช้งานหนักหรือจ้องจอนานเกิน 2 ชั่วโมงบ่อยๆ อาจทำให้การทำงานของเรตินาเสื่อมก่อนเวลาอันควร ดังนั้น การใช้คอมพิวเตอร์ที่ถูกต้องจึงไม่ควรใช้สายตาดูหน้าจอนานเกินไป และควรมีการพักสายตา โดยการเปลี่ยนไปมองระยะไกลๆ บ้างสัก 10-15 นาที จึงค่อยกลับมาใช้คอมพิวเตอร์ใหม่

สมอง ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์นานๆ อาจเกิดอาการมึนหรือปวดศีรษะได้ แต่บางครั้งอาจไม่รู้ตัวเนื่องจากทำงานเพลิน ทำให้อาการเตือนของสมองไม่ว่าจะเป็นอาการมึนหรือปวดศีรษะไม่ได้รับการรับรู้และอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสมองในภายหลัง ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้น จึงไม่ควรใช้สมองทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเกินไป

คอ การใช้งานคอมพิวเตอร์โดยการนั่งมองจอต่อเนื่องกันนานๆ ศีรษะจะอยู่ในตำแหน่งและมุมเดิมเป็นเวลานาน คอซึ่งเป็นอวัยวะที่ตั้งของศีรษะก็จะอยู่นิ่งๆ กล้ามเนื้อของคอต้องเกร็งตัวเพื่อรักษาท่าและตำแหน่งของศีรษะเป็นเวลานานโดยที่เราไม่รู้ตัว และจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อมีอาการปวดเมื่อยคอ คอตึงจากอาการเกร็งของกล้ามเนื้อคอ หากมีการใช้งานลักษณะนี้หลายปีโดยไม่มีการบริหารคอที่เหมาะสม อาจทำให้กระดูกคอเสื่อมก่อนเวลาอันควร ดังนั้น จึงควรขยับศีรษะและคอไปมา ขยับกล้ามเนื้อคอหรือหมุนศีรษะไปมาขณะทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์จะช่วยให้อาการปวดเมื่อยคอหรือโอกาสเกิดกระดูกคอเสื่อมน้อยลง

ปวดไหล่ สำหรับท่านที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือคอมพิวเตอร์ชนิดพกพา โดยส่วนมากจะใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ในกระเป๋าที่สามารถถือหรือสะพายไหล่ได้ ซึ่งแต่ละเครื่องก็มีขนาดและน้ำหนักต่างกัน ตั้งแต่เครื่องเล็กน้ำหนักเบาประมาณ 1 กิโลกรัม จนถึงเครื่องค่อนข้างใหญ่น้ำหนักมากถึง 4 กิโลกรัม ซึ่งถ้าพกพาโดยการสะพายไหล่เป็นเวลานานอาจทำให้ปวดไหล่เพราะกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นบริเวณไหล่อักเสบ รวมถึงกล้ามเนื้อหลังที่ต้องเกร็งตัวตลอดเวลาด้วย วิธีที่ช่วยได้คือการเปลี่ยนมาเป็นใส่ในกระเป๋าที่มีล้อลากหรือพยายามลดให้น้ำหนักเบาลงด้วยใช้เครื่องที่มีน้ำหนักเบาหรือนำของไปด้วยเท่าที่จำเป็นก็อาจช่วยหลีกเลี่ยงการอักเสบของไหล่ได้ระดับหนึ่ง

ปวดหลัง หลายท่านที่นั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์นานๆ จะรู้สึกปวดหลัง ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทั้งนี้ เนื่องจากการนั่งในท่าเดิมเป็นเวลานานโดยไม่ได้ขยับเปลี่ยนท่า กล้ามเนื้อหลังตั้งแต่บ่า สะบักและกล้ามเนื้อ 2 ข้างของกระดูกสันหลังจะมีการหดเกร็งตัวเพื่อรักษาร่างกายให้อยู่ท่าเดิมตลอดเวลา โดยปกติเวลาเรานั่งท่าเดิมระยะหนึ่งจะรู้สึกปวดเมื่อย แล้วเราก็มักจะขยับเปลี่ยนท่าเอง แต่ระหว่างการใช้คอมพิวเตอร์ เรามักจะให้ความสนใจหรือมีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ในจอจนละเลยความรู้สึกปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อหลังจนลืมเปลี่ยนอิริยาบถของร่างกาย กว่าจะรู้ตัว กล้ามเนื้อหลังซึ่งมีการเกร็งตัวเป็นเวลานานจะรู้สึกปวดมาก การแก้ไขคือพยายามเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ในระหว่างการทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์

อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าแม้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สมัยใหม่ที่ประกอบไปด้วยหน้าจอจะมีประโยชน์มากและกำลังกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน แต่โทษของการใช้งานมากเกินไปโดยไม่ระมัดระวังก็อาจก่อให้เกิดโทษมหันต์ในสัปดาห์หน้าเราจะกลับมาว่ากันต่อว่ามีอวัยวะส่วนใดอีกที่จะได้รับผลกระทบจากการใช้อุปกรณ์สารพัดประโยชน์นี้นานๆ

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มชัยการ
อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา: ไทยรัฐ 31 มกราคม 2557

thairath140207_001a

ภัยเงียบจากการใช้คอมพิวเตอร์ (2) 

สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้พูดถึงโรคที่มากับการใช้งานคอมพิวเตอร์กันไปแล้ว สัปดาห์นี้ เราจะมาว่ากันต่อเรื่องโทษของการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ว่าจะส่งผลกระทบต่ออวัยวะส่วนไหนบ้าง โดยในวันนี้ จะลงลึกไปที่โรคต่างๆ ซึ่งเป็นผลจากการใช้งานหน้าจอหนักๆ

แต่ก่อนอื่นเรามาดูผลกระทบที่อาจเกิดกับมือของเราบ้าง หากใช้งานคอมพิวเตอร์นานๆ อย่างแรกคืออาการเมื่อยนิ้วเมื่อยมือจากการใช้พิมพ์งานมากเกินไป อีกลักษณะคือ การใช้ mouse มาก หรือใช้ติดต่อกันหลายชั่วโมง ซึ่งต้องขยับข้อมือมากจนอาจเกิดการอักเสบของพังผืดบริเวณข้อมือ ทําให้มีการบวมไปกดเส้นประสาทที่วิ่งผ่านใต้พังผืดบริเวณข้อจนเกิดอาการชานิ้วหรือฝ่ามือ (Carpal Tunnel Syndrome) การรักษาภาวะนี้ เริ่มต้นด้วยการลดการใช้งานข้อมือลงเพื่อลดการอักเสบและยุบบวม หากไม่ดีขึ้นอาจต้องรักษาด้วยการฉีดยาหรือผ่าตัด นอกจากนี้ อาจมีอาการอีกอย่างจากการใช้งาน mouse มากเกินไป ได้แก่ การอักเสบของเส้นเอ็นนิ้วชี้ที่ใช้คลิก mouse การรักษาคือต้องพักหรือลดการใช้งาน ซึ่งอาการนี้อาจเกิดได้กับคนที่ใช้ Joystick สําหรับเล่นเกมด้วย

thairath140207_001b

โรคกระเพาะอาหาร ในปัจจุบันมีการใช้อินเทอร์เน็ตกันอย่างแพร่หลาย เพื่อรับข้อมูลข่าวสารและติดต่อสื่อสารกันอย่างรวดเร็วเสมือนกับการย่อโลกลงมาและประโยชน์ข้อนี้ก็อาจทําให้ผู้ใช้งานเพลิดเพลินกับหน้าจอจนเลยเวลารับประทานอาหารหรือรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ซึ่งอาจทําให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือมีอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารได้

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดกับผู้นั่งทํางานกับเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหลายชั่วโมงจนไม่ได้ไปปัสสาวะหรือกลั้นปัสสาวะไว้นานเกินไป โดยเฉพาะผู้หญิง การกลั้นปัสสาวะไว้นานอาจทําให้มีโอกาสที่เชื้อโรคบริเวณปากช่องคลอดจะเข้าไปในท่อปัสสาวะทําให้เกิดการอักเสบติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะทําให้ปัสสาวะบ่อย หรือเวลาปัสสาวะจะมีอาการแสบขัด บางรายถึงกับลุกลามเป็นกรวยไตอักเสบ มีอาการมีไข้หรือปวดหลังได้ ดังนั้น ในระหว่างที่ใช้คอมพิวเตอร์ ถ้ารู้สึกปวดปัสสาวะควรไปห้องน้ําทันที ไม่ควรรอ

thairath140207_001c

โรคขาดอาหาร การเล่นเครื่องคอมพิวเตอร์นานๆ โดยเฉพาะในเด็กอาจถึงกับทําให้เกิดภาวะขาดอาหารได้ เนื่องจากไม่สนใจรับประทานอาหาร หรือทานอาหารที่หาง่ายทําง่าย เช่น บะหมี่กึ่งสําเร็จรูปที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และทําให้ร่างกายขาดสารอาหารจําเป็น ซึ่งจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกายได้

การอดนอน การเพลิดเพลินกับคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตหรือการเล่นเกมทําให้นอนดึก อดนอน ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ทําให้สมองไม่แจ่มใส หากทําติดต่อกันหลายวันอาจส่งผลให้การเรียนหรือการทํางานขาดประสิทธิภาพ เสียการเรียนหรือเสียการเสียงานได้

การขาดการออกกําลังกาย การติดการใช้คอมพิวเตอร์ หรือใช้เวลาแต่ละวันนั่งหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมงจนบางครั้งไม่มีเวลา หรือไม่มีความคิดจะออกกําลังกาย ทําให้ร่างกายไม่แข็งแรงกล้ามเนื้อในร่างกายขาดการฝึกฝนใช้งาน ทําให้กล้ามเนื้อหดลีบขาดความคล่องตัว ภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะอ่อนแอลงทําให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย เป็นหวัด เจ็บคอบ่อยๆ จากการติดเชื้อทางเดินหายใจ เพราะนั่งใช้คอมพิวเตอร์อยู่แต่ในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศเกือบตลอดเวลาไม่ค่อยออกไปสัมผัสกับแสงแดดและอากาศบริสุทธิ์

ที่กล่าวมาแล้วเป็นเพียงตัวอย่างของโรคหรืออันตรายที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นตามกระแสหรือความเจริญทางเทคโนโลยีที่ทําให้เราใช้เวลากับธุรกรรมต่างๆ หน้าจอมากขึ้น แต่เราทุกคนสามารถป้องกัน หลีกเลี่ยง หรือบรรเทาให้เบาลงได้เมื่อทราบวิธีและปฏิบัติตามอย่างสม่ําเสมอ

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มชัยการ
อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

 

ที่มา: ไทยรัฐ 7 กุมภาพันธ์ 2557

คอมพิวเตอร์ทำให้กลายเป็นคนขี้โรค ป่วยโรคหัวใจ เบาหวาน และอ้วนง่าย

นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยซิดนีย์ เมืองจิงโจ้ แสดงความเป็นห่วงใยผู้ที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ วันหนึ่งเป็นเวลานานๆ จะพากันกลายเป็นคนขี้โรคกันหมด เพราะเหตุว่าจะเจ็บไข้เป็นโรคหัวใจ เบาหวาน และอ้วนได้ง่าย

พวกเขาพบในการศึกษาว่า แม้ว่าพนักงานตามสำนักงานหลายแห่ง จะพยายามป้องกันไว้แล้ว ด้วยการใช้เก้าอี้ที่ออกแบบพิเศษ คำนึงถึงสภาพและประสิทธิภาพในการทำงานของคนงาน หรือแม้แต่ยืนทำงาน ก็ยังไม่วายที่จะเกิดอาการปวดหลัง ปวดคอ ข้อมือและไหล่ อยู่ดี

หัวหน้านักวิจัยอ้างว่า เพราะมีการใช้คอมพิวเตอร์กันมากขึ้น จึงทำให้แทบจะลบล้างความพยายามในการออกแบบเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป ตั้งแต่สมัยยุคทศวรรษก่อนๆ ให้ดีขึ้นและใช้สะดวกขึ้นไปจนหมดสิ้น ยังคงมีเสียงร้องเรียนอาการปวดหลัง ปวดไหล่มากขึ้นอยู่ดี.

ที่มา: ไทยรัฐ 5 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

Corporate high flyers: the unintended victims of the paperless office

29 August 2012

Office workers from all professions are experiencing unprecedented levels of neck, back, shoulder and arm pain as an unintended consequence of the paperless office, according to new University of Sydney research.

The study, published in this month’s edition of WORK: a Journal of Prevention, Assessment and Rehabilitation, found that moves since the 1980s to improve occupational health and safety and workstation design may have been completely reversed by changing work practices, including longer duration of computer work and less task variability.

The survey of more than 900 office workers found a direct correlation between the amount of time spent at a computer and the likelihood of experiencing musculoskeletal pain over a 12 month period.

Eighty-five percent of people who spent more than eight hours a day working with a computer experienced neck pain, 74 percent reported shoulder pain and 70 percent reported lower back pain.

“Since I started assessing offices for computer workstation safety in the early 1980s, I’ve noticed massive changes with the amount of computer work now performed by office workers, particularly professional and executive workers,” says Karin Griffiths, lead author of the research and doctoral candidate in the University’s Faculty of Health Sciences.

“Better workstation design, seating and health education has not resulted in any observable decrease in the number of office workers reporting pain over the last 20 to 30 years. In fact, recent research shows that prolonged sitting and the lack of physical activity associated with computer work is the main problem, and may be contributing to cardiovascular disease, diabetes and obesity along with musculoskeletal pain,” she says.

As part of her research, Griffiths, who also works as an occupational health and rehabilitation physiotherapist, compared office workers in different occupations, the number of hours of computer-based work they reported, and whether they experienced pain or other health problems.

While musculoskeletal symptoms affect all office workers, those who spent more time at their computers, including professionals and senior executives, were the hardest hit.

“Though traditionally it was predominantly non-professional employees such as secretaries, data entry and call centre workers who were subjected to long hours of computer-based work, now all office workers, including more highly skilled or senior employees such as architects and engineers, tend to spend a longer day in front of the computer and so are more likely than ever before to experience musculoskeletal pain,” Griffiths says.

“Non-professional groups have generally been the focus of research in this area, so I felt that the literature was neglecting managers and higher level employees. Anyone who works in an office knows that whatever your occupation and level of seniority, you’re likely to be spending long hours every day at a computer.”

According to Griffiths, with long computer-based work here to stay, the key to preventing musculoskeletal pain among office workers lies in changing workstation design and how we do our jobs so that we are obliged to stand and walk more often during work hours.

Activity-based workplaces, in which computer and non-computer work tasks can be completed at a variety of seated and standing workstations, are an example of an encouraging movement towards more mindful office design.

Other ways of reducing the risk of musculoskeletal symptoms at work could include discouraging internal emails on the same floor to encourage employees to walk to their colleagues instead, ‘kitchen table’ type meetings that encourage people to stand and walk, or work systems that require frequent standing breaks, such as placement of telephones on a standing bench.

“Offices need to be designed to stimulate physical activity among employees. We need to start including standing workstations and encourage more standing and walking within offices as a matter of course for everyone who uses a computer for most of their day,” Griffiths says.

SOURCES: sydney.edu.au

‘ข้อไหล่’ อย่าให้ปวดขัด

นักกีฬาประเภทใช้งานข้อไหล่อย่าง ขว้างจักร ทุ่มน้ำหนัก ตีกอล์ฟ ยิมนาสติกห่วงคู่ ย่อมเสี่ยงเกิดอาการบาดเจ็บหรือข้อไหล่เสื่อมสูงจากการใช้งานซ้ำๆ และหนักเกินตัว เช่นเดียวกรรมการแบกหาม กลุ่มคนที่ ยก หิ้ว ดึง ดัน รวมทั้งผู้ที่มีโรคประจำตัวในกลุ่มโรคข้ออักเสบ เช่น เกาต์ รูมาตอยด์ และผู้มีประวัติการแตก ยุบ หักเข้าไปในกระดูก หรือมีอาการเอ็นรอบข้อไหล่ฉีกต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ไหล่คนเราจะมีกระดูกและเอ็นรอบข้อไหล่ หากเจ็บปวดทั่วไป เช่น เอ็นเคล็ดขัดยอกหรือข้อเคล็ด อาการก็จะหายไปได้เองภายใน 2 สัปดาห์ ถึงแม้ไม่กินยาก็หายได้ แต่กรณีเป็นโรคข้อไหล่เสื่อม อาการจะปวดจะค่อยๆ เพิ่มทีละนิดๆ เป็นอาการปวดเรื้อรัง อีกทั้งเมื่อมีกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหว องศาการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ก็ยิ่งจะทำได้แคบลง

นอกจากนี้ยังมีอาการติดขัดเวลายกแขน ทำให้ยกได้ไม่เหมือนเดิม รวมถึงการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นจากการใช้กล้ามเนื้อได้น้อย ซึ่งผู้ป่วยอาจรู้สึกเหมือนมีอะไรเสียดสีอยู่ในข้อดังกุกกักติดขัดเวลาขยับตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อต้องเคลื่อนไหวจะเกิดอาการปวดต่อเนื่อง นั่งก็ปวด นอนก็ปวด เคลื่อนไหวไปทางไหนก็ปวด

นอ.นพ.ประชัน บัญชาศึก ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อ ไหล่ เข่า โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายว่า โรคข้อไหล่เสื่อมพบมากเป็นอันดับ 3 ของการบาดเจ็บในกลุ่มโรคข้อ รองจากข้อสะโพกและข้อเข่าเสื่อม

อาการข้อไหล่เสื่อมจะคล้ายกับข้อเข่าและข้อสะโพกเสื่อมคือ มีอาการปวดสะสมเป็นเวลานาน และต่างจากอาการปวดจากออฟฟิศซินโดรมอย่างชัดเจน เพราะอาการข้อไหล่เสื่อมเป็นความผิดปกติที่กระดูกหรือข้อ แต่การปวดจากออฟฟิศซินโดรมเป็นการเจ็บปวดที่กล้ามเนื้อ ซึ่งสามารถเยียวยาให้หายได้ด้วยการกินยา ใช้ยานวด หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ถูกสุขลักษณะ

“การเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่ง่ายไม่ต้องเอื้อมแขนมากนัก การยกของไม่ให้หนักเกินกำลังมากเกินความจำเป็น แต่ค่อยๆ ยกในปริมาณที่ร่างกายรับได้ไม่ฝืน วางของใช้ในตำแหน่งที่หยิบจับง่ายไม่ต้องเอื้อมหยิบ เพื่อลดความเสี่ยงในการใช้งานข้อไหล่โดยไม่จำเป็น เช่น จากที่ต้องถือไดร์เป่าผมเป็นเวลานานก็ต้องปรับวิธีการใช้งานให้น้อยลง เป็นต้น” คุณหมอแนะนำ

การรักษาข้อไหล่ก็ขึ้นอยู่กับอาการของแต่ละคนว่า มีความรุนแรงมากแค่ไหน มีทั้งการรักษาแบบการใช้ความร้อน ความเย็นในการลดอาการปวดและการตึงของกล้ามเนื้อ ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการลดการเจ็บปวดได้ ความเย็นจะช่วยในเรื่องการลดความปวดและการอักเสบ ส่วนความร้อนจะช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อ

หากลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ประคบร้อน ประคบเย็นเข้าช่วยแล้วยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจเลือกใช้ยากินหรือยาฉีดเข้ามารักษาร่วมด้วย หรือถ้ามีอาการรุนแรงมากอาจต้องผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนข้อเทียม หรือทำกายบริหารเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทาง หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อความปลอดภัย

นอ.นพ.ประชัน กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ที่มีความเจ็บปวดด้วยโรคข้อไหล่เสื่อม หากรับการรักษาเบื้องต้นในเวลา 6-12 เดือนแล้วยังไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาให้รักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งขึ้นอยู่กับอายุอีกเช่นกัน เพราะข้อเทียมที่ผ่าตัดทดแทนเองก็มีอายุการใช้งานที่จำกัด หรือจะอยู่ได้นานกรณีที่ใช้งานไม่หักโหม

บรรเทาปวดไหล่ : หยุดพักการใช้ข้อไหล่, ภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังจากมีอาการปวด ประคบด้วยความเย็น 10-15 นาที จากนั้นประคบด้วยถุงน้ำร้อนหรือผ้าชุบน้ำอุ่น 15-20 นาที, แกว่งแขนเบาๆ จะช่วยลดอาการปวดได้ โดยแขนข้างที่ไม่เจ็บจับพนักเก้าอี้ ก้มตัวให้ขนานกับพื้น ค่อยๆ ห้อยแขนข้างที่เจ็บลง แกว่งแขนไปข้างหน้า-หลัง หรือข้างใน-นอก หรือแกว่งเป็นวงกลม ตามเข็มและทวนเข็มนาฬิกา ทำครั้งละ 1-2 นาที วันละ 2-3 ครั้ง (ข้อมูลโดย วิรดาคลินิกกายภาพบำบัด)

โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนลร่วมกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. เชิญชวนผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมสมัครเข้าร่วมโครงการผ่าตัดเปลี่ยนข้อไหล่เทียม เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร รับจำกัด 60 คนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ดูรายละเอียดเพิ่มได้ที่ http://www.bangpakokhospital.com

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 15 สิงหาคม 2555

“ปวดคอ ปวดหลังเรื้อรังต้องรักษาอย่างไร”

อาการปวดคอ ปวดหลัง และปวดเอวเรื้อรังมักมีสาเหตุมาจากโรคกระดูกสันหลังเสื่อมซึ่งนับเป็นปัญหาสำคัญที่พบได้บ่อยเป็นอันดับต้น ๆ ของโรคกระดูกและข้อ อันเนื่องมาจากกระดูกอ่อนบริเวณผิวข้อกระดูกสันหลังสึกกร่อนลงไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการแสดงอันได้แก่ ปวดคอ ปวดสะบัก ปวดไหล่ ปวดศีรษะคล้ายกับอาการไมเกรน เมื่อทำการเอกซเรย์แบบปกติรวมถึงการเอกซเรย์แบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ : MRI) จะพบว่ามีความเสื่อมสภาพเกิดขึ้น ณ บริเวณกระดูกสันหลังที่เรียกว่า ข้อต่อฟาเซต ซึ่งเป็นส่วนของกระดูก มีหน้าที่เชื่อมกระดูกสันหลังเข้าด้วยกันอยู่ในตำแหน่งด้านหลังหรือก้านคอ และส่วนสันหลังระดับเอว ทำหน้าที่ช่วยในการเคลื่อนไหว เราจึงสามารถก้มคอ เงยคอ ก้มหลัง แอ่นหลังได้ (ตามภาพประกอบที่แสดงตำแหน่งลูกศร)

การใช้คลื่นความถี่พิเศษ (Radio frequency หรือ RF) เป็นทางเลือกในการรักษาอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดคอ ปวดหลัง ถือได้ว่าเป็นการรักษาอีกทางหนึ่งสำหรับผู้มีปัญหาอาการปวดที่เกิดจากข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมซึ่งได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น กายภาพบำบัด รับประทานยามาระยะหนึ่ง เป็นต้นแล้ว

อาการไม่ดีขึ้น การรักษาด้วยวิธีนี้จะใช้คลื่นความถี่พิเศษก่อให้เกิดความร้อนระดับหนึ่ง ซึ่งไม่ทำอันตรายต่ออวัยวะที่สำคัญ จะมีผลเฉพาะในบริเวณรอบ ๆ ที่ต้องการเท่านั้น นั่นคือ เส้นประสาทเส้นเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่รับความรู้สึกเจ็บปวด คลื่นความถี่พิเศษ (อาร์เอฟ : RF) นี้จะไปรบกวนการทำงานของเส้นประสาทที่สื่อสัญญาณนำความเจ็บปวดไปยังสมอง ทำให้คลายความเจ็บปวดบริเวณนั้น ๆ เส้นประสาทเล็ก ๆ เส้นนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อของแขนขา หรือ ความรู้สึกใด ๆ ที่แขนขา หรือ ผิวหนัง แต่จะรับความรู้สึกเจ็บปวดเฉพาะที่ข้อต่อสันหลัง หรือ ข้อต่อฟาเซต จากนั้นจะส่งสัญญาณความเจ็บปวดต่อไปยังสมองส่วนกลาง ดังนั้น การไปยับยั้งการทำงานของเส้นประสาทเส้นนี้จึงปลอดภัย ไม่มีอันตราย เพราะทำหน้าที่รับรู้ความเจ็บปวดเพียงอย่างเดียว

วิธีการทำงานของ RF นี้ ไม่ใช่วิธีการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้หลังทำการรักษา โดยวิธีนี้มีรายละเอียดคร่าว ๆ ดังนี้

1. ผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอ ปวดหลังเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกิดขึ้นจากข้อต่อ
ฟาเซตเสื่อมหรืออักเสบ อาจสังเกตได้จากมีอาการเจ็บปวดเวลาเปลี่ยนท่าทางร่างกายจากนั่งเป็นลุกขึ้นยืน จากท่านอนเป็นนั่ง มีอาการขัด ๆ ที่บริเวณคอ หรือหลัง หลังจากขยับคอหรือเอว สักพักอาการปวดจะทุเลาลงระดับหนึ่ง มักมีอาการปวดขัดมากตอนเช้า

2. ทำการรักษาโดยใช้อุปกรณ์สื่อสัญญาณพิเศษ (RF) คล้ายเข็มขนาดเล็ก โดยจะส่งสัญญาณไปยังตำแหน่งเส้นประสาทที่แม่นยำได้ โดยต้องอาศัยเครื่องเอกซเรย์แบบต่อเนื่องและประสบการณ์ที่ชำนาญของแพทย์ ใช้เวลาในการรักษาประมาณ 15–20 นาที

3. หลังการทำการรักษา ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บระบมบริเวณรอยเจาะประมาณ 1–2 วันเป็นเรื่องปกติ ให้หลีกเลี่ยงการทำงานหนักในช่วง 1–2 วันแรก อาการปวดคอ ปวดหลังจะทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ไปแล้ว 1 สัปดาห์ หรือ โดยประมาณ 7 วัน เมื่อเส้นประสาทขนาดเล็กที่เป็นปัญหาเริ่มมีการสูญเสียสภาพ หน้าที่ในการส่งสัญญาณประสาท แต่เส้นประสาทนี้จะไม่ถูกทำลาย จะมีการงอกหรือกลับมาทำหน้าที่ตามปกติในอีก 8–12 เดือน

4. ข้อควรระวังหรือข้อแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้น้อย ได้แก่ ปัญหาการติดเชื้อ เลือดออก โดยทั่วไปป้องกันได้ เนื่องจากการรักษาจะทำในห้องผ่าตัดซึ่งเป็นห้องปลอดเชื้อ และสำหรับผู้ป่วยที่ทานยาละลายลิ่มเลือด แนะนำให้หยุดยาก่อนทำการรักษาอย่างน้อย 7 วัน

กล่าวโดยสรุป การรักษาโดยการใช้คลื่นชนิดพิเศษแบบ RF นี้ จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาอาการปวดคอ และปวดหลังเรื้อรังได้

ข้อมูลจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอก นายแพทย์จิระเดช ตุงคะเศรณี ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

………………………………..

ด้วยทีมงานคุณภาพของคอลัมน์นี้ ร่วมกับทีมงานรายการทีวี “ชีวิตและสุขภาพ” 32 ปีดั้งเดิม ขอนำเสนอ รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศประจำทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 15.00-16.00 น. สำหรับวันจันทร์ที่ 6 ส.ค. 55 เวลา 15.00-16.00 น. เสนอเรื่อง “การออกกำลังกายวิถีไทยแบบโยคะ” ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ฟรี ที่โทร.0-2940-9030-31 เฉพาะเวลา 15.00-16.00 น. ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ท่านสามารถรับชมได้ทาง PSI ช่อง 26 (จานดำ), DYNASAT ช่อง 101, IDEASAT ช่อง 12, INFOSAT ช่อง 12, LEOTECH ช่อง 12, THAISAT ช่อง 12, GMM Z ช่อง 119

 

ที่มา: เดลินิวส์  5 สิงหาคม 2555

เตือนหญิง 50 อัพ เสี่ยงข้อไหล่ติด – หลุด เป็นแล้วแก้ได้ผ่าตัดผ่านกล้อง

ข้อไหล่ติด หัวไหล่หลุด เอ็นข้อไหล่ฉีกขาดจากการออกกำลังกาย หรือเสื่อมไปตามสภาพร่างกาย เป็นโรคข้ออย่างหนึ่ง หากปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรังจะสร้างความเจ็บปวดทรมานให้อย่างมาก เดิมทีแพทย์ทางกระดูกและข้อทั่วไปรักษาไปตามอาการเบื้องต้นคือ ให้ยาเพื่อระงับอาการปวด ทำกายภาพบำบัด ถ้าอาการไม่ดีขึ้นแพทย์แนะนำให้ใช้วิธีการทำผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อทั่วโลกยืนยันว่าให้ผลทางด้านการรักษาดี บาดแผลเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยเพราะแพทย์ใช้วิธีการเจาะรูทำให้เนื้อเยื่อข้างเกิดการบอบช้ำน้อย และที่สำคัญคือคนไข้ฟื้นตัวเร็วมาก

ภายหลังจากการประชุมวิชาการ หัวข้อ “สปอร์ต ออร์โธปิดิค คอนเฟอเรนซ์ บาย สมิติเวช ครั้งที่ 1” จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้  เพื่อเปิดโอกาสให้แพทย์ที่สนใจเข้าร่วมสัมมนาและชมการทำผ่าตัดข้อไหล่ผ่านกล้องจากทีมแพทย์ของสมิติเวช  สุขุมวิท และได้ร่วมอัพเดทวิวัฒนาการความก้าวหน้ากับเทคนิควิธีการผ่าตัดแนวใหม่ในการผ่าตัดส่องกล้องเพื่อการรักษาจาก ศ.แอนเดรส บี. อิมฮอฟฟ์ ศัลยแพทย์กระดูกที่มีชื่อเสียงระดับต้น ๆ ของโลก จากประเทศเยอรมนี โดย นพ.วิเชียร จิระบุญศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ-เวชศาสตร์การกีฬา รพ.สมิติเวช สุขุมวิท กล่าวว่า การประชุมทางวิชาการครั้งนี้มีการทำผ่าตัดไลฟ์ เซอร์เจอรี่  (live surgery) ควบคู่ไปกับการบรรยายภาคทฤษฎี ซึ่งเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อแพทย์ที่เข้าร่วมประชุม  เพราะการทำผ่าตัดข้อไหล่ผ่านกล้องกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เป็นวิทยาการทางด้านการแพทย์เฉพาะทางที่แพทย์กระดูกและข้อทั่วไปให้ความสนใจและยังมีความรู้ความชำนาญที่จำกัด

“โรคที่เกิดขึ้นกับข้อไหล่มีหลายโรค แต่ที่พบบ่อยในคนไทยคือ เส้นเอ็นฉีกขาดหรือเปื่อยไปตามสภาพร่างกาย เกิดอุบัติเหตุจากการใช้ชีวิตประจำวัน ข้อไหล่ติดมักพบในผู้ป่วยโรคเบาหวานอายุ 50 ปีขึ้นไปมีอัตราเสี่ยงมากกว่าคนปกติ และเกิดในผู้หญิงเนื่องจากสรีระของผู้หญิงบอบบางกว่า  การยกของหนักมากเกินไป การเล่นกีฬาบางชนิด เช่น เทนนิส แบดมินตัน ตีกอล์ฟ อาจนำพาไปสู่การบาดเจ็บของข้อไหล่ได้ง่าย สำหรับผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง การบาดเจ็บข้อไหล่แบบเล็กน้อย ร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ตามธรรมชาติ แต่คนไข้ที่ปล่อยละเลยทิ้งไว้จนกลายเป็นภาวะเรื้อรังในที่สุด  อาการเบื้องต้นที่เตือนว่าควรจะรีบไปพบแพทย์คือ เริ่มมีอาการปวดข้อไหล่เวลานอน  ยกแขนไม่ขึ้น ปวดไหล่เวลานอนตะแคง  จากประสบการณ์ที่ผ่านมามีคนไข้สูงอายุจำนวนมากเมื่อมีอาการมักปล่อยทิ้งไว้ จนร่างกายปรับสภาพและไม่มีอาการปวด และต้องสูญเสียการใช้งานของแขนข้างนั้นไป  เพราะสังคมบ้านเราเล่นกีฬาน้อยพึ่งพาครอบครัวเสียมาก การที่เส้นเอ็นเส้นใดเส้นหนึ่งเสื่อมหรือฉีกขาด และไม่ทำการรักษาหัวไหล่จะเสียสมดุล อาการข้อเสื่อมขั้นรุนแรงก็จะตามมา” นพ.วิเชียรกล่าวถึงสาเหตุโรคข้อไหล่ติด

ส่วนการป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บที่ข้อไหล่ นพ.วิเชียร แนะนำว่า  หลีกเลี่ยงการมีพฤติกรรมเสี่ยงเล่นกีฬาโดยขาดความรู้ความชำนาญ ทำร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพียงแต่ว่าคนไข้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีกิจกรรมหนัก ๆ เป็นประจำ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากโรคนี้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากรู้เท่าทัน หมั่นดูแลสุขภาพ ไม่ประมาทกับการใช้ชีวิตจะห่างไกลจากอาการเจ็บป่วย เมื่อเกิดการบาดเจ็บที่ข้อไหล่ เพื่อผลการรักษาที่ดีและแม่นยำ ควรเลือกรักษากับทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านข้อไหล่ ซึ่งรพ.สมิติเวช สุขุมวิท มีศูนย์กระดูก-ข้อ และแพทย์กีฬา ไว้คอยดูแลคนไข้ และให้คำปรึกษาพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการปั้นลูกให้เป็นนักกีฬามืออาชีพ.

ที่มา: เดลินิวส์ 3 สิงหาคม 2555

เผย “นวดกดจุด” ช่วยคนป่วยไมเกรนอาการดีขึ้น 97%

เผย “นวดกดจุด” ช่วยคนป่วยไมเกรนอาการดีขึ้น 97%  

สธ.เปิดอบรมนวดกดจุด 90 คน เพื่อขยายบริการผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดไมเกรน ปวดคอ ปวดไหล่ ไม่ต้องใช้ยา เผยหลังติดตามผลการนวดกดจุดทางคลินิกในปี 2552 ในกลุ่มผู้ป่วย 1,086 คน เผยผู้ป่วยไมเกรน อาการดีขึ้นร้อยละ 97

ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)เปิดเผยว่า ในปี 2554 นี้ สธ.จะเพิ่มบริการประชาชนด้วยการแพทย์ทางเลือกให้หลากหลายยิ่งขึ้น โดยจะขยายการให้บริการนวดกดจุด (Acupressure) ซึ่งเป็นองค์ความรู้การแพทย์แผนจีน มีหลักการเช่นเดียวกับการฝังเข็มที่มีมานานกว่า 4,000 ปี เพื่อใช้ในการดูแลผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดศีรษะ ปวดไมเกรน ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดบ่า ปวดแขน ปวดเข่า ปวดหลัง เป็นต้น ซึ่งวิธีนี้ไม่ต้องใช้ยา แต่มีประสิทธิภาพสูง จะทำให้สามารถลดการใช้ยาในกลุ่มแก้ปวดลงได้ โดยได้มอบหมายให้สำนักการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดหลักสูตรอบรมให้กับบุคลากรทางการแพทย์ทั้งรัฐและเอกชนที่สนใจ โควตาปีนี้จำนวน 90 คน อบรมทั้งหมด 3 รุ่น จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2554 เป็นต้นไป ใช้เวลาอบรมเพียง 5 วันต่อรุ่น

ทางด้าน นพ.เทวัญ ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯกล่าวว่า ตั้งแต่ พ.ศ.2545-2553 สำนักการแพทย์ทางเลือกได้จัดอบรมการนวดกดจุดแก่บุคลากรทางการแพทย์ อาทิ แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด เภสัชกร แพทย์แผนไทย นักวิชาการสาธารณสุขมาแล้ว 6 รุ่น รวม 239 คน ใช้เวลาเรียน 40 ชั่วโมง ประกอบด้วย ภาคทฤษฎี 15 ชั่วโมง และฝึกปฏิบัติ 25 ชั่วโมง และได้ติดตามหลังอบรม พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำความรู้ไปให้บริการประชาชนในสถานพยาบาลต่างๆ ได้อย่างดี

นพ.เทวัญ กล่าวต่อว่า ผลการศึกษาทางคลินิกของบริการการนวดกดจุดในโรงพยาบาล 13 แห่ง ใน 7 กลุ่มอาการ ได้แก่ กลุ่มปวดศีรษะไมเกรน กลุ่มปวดคอ ปวดบ่า กลุ่มปวดแขน ปวดไหล่ กลุ่มอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก กลุ่มปวดหลัง กลุ่มปวดเข่า ปวดตึงเส้นขา และกลุ่มเส้นท้องตึง ระหว่างเดือนมกราคม- กรกฎาคม 2552 มีประชาชนใช้บริการรวม 1,086 คน โดยได้รับการนวดบำบัดรวม 1,982 ครั้ง เฉลี่ยคนละ 1.78 ครั้ง ปรากฏว่า อาการดีขึ้น 983 คน คิดเป็นร้อยละ 91 กลุ่มอาการที่เห็นผลดีขึ้นมากที่สุดได้แก่ อาการปวดศีรษะไมเกรน ดีขึ้นร้อยละ 97 โดยมีผู้ป่วยเข้ารับการนวดทั้งหมด 130 ราย อาการดีขึ้น 126 ราย รองลงมา คือ ผู้ป่วยอาการปวดคอ ปวดบ่า รับบริการจำนวน 254 ราย อาการดีขึ้น 235 ราย คิดเป็นร้อยละ 93 ผู้ที่มีอาการปวดไหล่จำนวน 224 ราย หลังนวดอาการดีขึ้น 192 ราย คิดเป็นร้อยละ 86 ผู้ที่มีอาการปวดหลังจำนวน 262 ราย หลังนวดมีอาการดีขึ้น 240 ราย คิดเป็นร้อยละ 92

นพ.เทวัญ กล่าวต่ออีกว่า การนวดกดจุดเป็นการบำบัดรักษาที่เกี่ยวข้องกับจุดต่างๆ ในร่างกาย เป็นวิธีการที่ใช้ง่าย ไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก สามารถทำได้ทุกวัน โดยใช้นิ้วหัวแม่มือของผู้บำบัดกดลงไปตรงจุดสำคัญที่เป็นจุดเดียวกับจุดฝังเข็ม วงการแพทย์ตะวันตกเริ่มให้การยอมรับว่า เป็นการเยียวยารักษาร่างกายที่มีความสำคัญแขนงหนึ่ง และเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ซึ่งวิธีการนี้สามารถนำไปใช้บริการผสมผสานแก่ประชาชนอย่างปลอดภัย สามารถลดการใช้ยาแก้ปวด ซึ่งมูลค่าการใช้ยากลุ่มนี้สูงปีละหลายพันล้านบาทได้

ข้อมูลจาก : ผู้จัดการ วันจันทร์ที่ 3 มกราคม 2553

วิธีดูแลกระดูกสันหลังให้แข็งแรง มีอายุยืนยาว

วิธีดูแลกระดูกสันหลังให้แข็งแรง มีอายุยืนยาว 

โรคกระดูก นับเป็นสาเหตุหนึ่งที่บั่นทอนสุขภาพ โดยเฉพาะในส่วนของกระดูกสันหลังเพราะมีความสำคัญต่อระบบโครงสร้างร่างกาย หากมีความผิดปกติจะทำให้เกิดการเจ็บปวด เช่น ปวดหลัง ปวดคอ สร้างความทุกข์ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้
ดร.โจเซฟ ซูเร็ตต์ ไคโรแพรคเตอร์ ชาวสหรัฐอเมริกา ประจำสถาบันพัฒนาโครงสร้างดีสปายน์ ให้ความรู้ว่า กระดูกสันหลังของคนเราจะมีจำนวน 33 ชิ้น แบ่งเป็น 5 ส่วน หากการทำงานของกระดูกสันหลังส่วนใดส่วนหนึ่งคลาดเคลื่อน บิดตัว จะเกิดอาการปวดต่าง ๆ ได้ เช่น ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเอว ปวดไหล่ จึงต้องได้รับการรักษา แต่การป้องกันดูแลกระดูกสันหลังให้แข็งแรงจะเป็นวิธีที่ดีกว่า

โดยวิธีดูแลรักษาทำได้โดย

1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอน ท่านอนที่ดีที่สุดคือ นอนหงาย เพราะเป็นการรองรับกระดูกสันหลังได้เป็นอย่างดี ไม่ควรนอนคว่ำ เพราะเราต้องบิดลำคอไปด้านใดด้านหนึ่งทำให้กระดูกสันหลังบริเวณคอเกิดความตึง อาจทำให้เกิดอาการล็อกหรือเรียกว่า คอตกหมอน หากเป็นเช่นนี้เวลานานจะทำให้ข้อกระดูกกดทับเส้นประสาทจะมีอาการปวดคอ ปวดศีรษะ และข้อต่อกระดูกเสื่อมเร็ว

2. การนั่งควรนั่งบนเก้าอี้ที่มีส่วนพนักพิงข้างหลัง หลังตรง ข้อศอกตั้งฉาก 90 องศา เท้าสัมผัสกับพื้น ลุกขึ้นและผ่อนคลายบ่อย ๆ

3. การยกของแต่ละครั้งควรพยายามให้หลังโค้งตามธรรมชาติอยู่เสมอ โดยวิธีการที่ดีและช่วยป้องกันไม่ให้ปวดหลังคือ การยกตะโพกและงอเข่าช่วยทุกครั้งเมื่อยกของหนัก

4. ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีผงชูรส ยาฆ่าแมลง
ควรรับประทานอาหารที่มี Probiotics และ Prebiotics จะช่วยทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมแร่ธาตุบางชนิดที่จำเป็นและมีความสำคัญต่อกระดูก แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียมและสังกะสี
โดยอาหารที่มี Prebiotics พบมากในหัวหอม กล้วย กระเทียมหน่อไม้ฝรั่ง มะเขือเทศ ข้าวสาลี น้ำผึ้งส่วน Prebiotics ได้แก่ ผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยว โยเกิร์ต
นอกจากนี้ควรสัมผัสกับแสงแดดในตอนเช้าประมาณ 20นาทีต่อวันเพราะวิตามินดีจากแสงอาทิตย์จะช่วยเสริมสร้างกระดูก
ควรดื่มน้ำสะอาดเป็นประจำทุกวันโดยเฉพาะช่วงเช้าเวลาตื่นนอนจะช่วยทำให้เซลล์ในร่างกายคงรูปทำงานได้ดีสามารถนำอาหารไปเลี้ยงกล้ามเนื้อต่าง ๆ ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของกล้ามเนื้อ กระดูก และช่วยหล่อไขข้อต่าง ๆ ของร่างกาย
ที่สำคัญควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยบริหารกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นก่อนเล่นเพื่อป้องกันการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ.

ข้อมูลจาก :: เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม 2554

ปวดไหล่…อันตรายที่อาจเรื้อรัง

เมื่อพูดถึงหัวไหล่ หลายคนคงสงสัยว่า มีอันตรายที่เกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนนี้ได้อย่างไร ก่อนอื่นขออธิบายก่อนว่า หัวไหล่เป็นอวัยวะหนึ่งที่เป็นส่วนของข้อที่มีประโยชน์มากใช้ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย แต่เนื่องจากข้อหัวไหล่มีการเคลื่อนไหวได้มากที่สุดของร่างกาย จึงมักใช้หัวไหล่ในกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ เป็นอย่างมาก เช่น การแต่งกาย การทำความสะอาดร่างกาย การทำงาน รวมทั้งการเล่นกีฬา ซึ่งหากมีความผิดปกติเกิดขึ้นที่หัวไหล่ จะทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปได้ด้วยความยากลำบากมากขึ้น

อาการปวดไหล่ เป็นปัญหาที่พบได้มากและบ่อยขึ้น โดยอาการปวดอาจจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว หรือเป็นเรื้อรังได้ อาการปวดหัวไหล่อาจมีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละโรค อาจมีอาการปวดได้ในบางช่วงเวลา หรือมีอาการปวดตลอดเวลา หลายคนคิดว่าอาการปวดหัวไหล่อาจเกิดขึ้นและหายได้เอง แต่ในบางครั้งอาการปวดไหล่ก็เป็นอาการนำของภาวะที่เป็นอันตราย เช่น ภาวะหมอนรองกระดูกคอกดทับเส้นประสาท ภาวะมะเร็งกระจายมาที่กระดูก รวมทั้งอาจเป็นอาการนำของภาวะโรคที่รุนแรงต้องเข้ารับการผ่าตัด เช่น ภาวะเส้นเอ็นใต้กระดูกสะบักฉีกขาด ข้อไหล่ไม่มั่นคง

นอกจากนี้ อาการปวดไหล่ยังทำให้มีอาการปวดเรื้อรัง ดังเช่น ภาวะไหล่ติด ข้อเสื่อม ภาวะแคลเซียมเกาะเส้นเอ็นหัวไหล่ โดยทั่วไปอาการปวดไหล่สามารถเกิดได้หลายสาเหตุ โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ อาการปวดหัวไหล่ที่เกิดจากความผิดปกติของข้อหัวไหล่เอง หรือความผิดปกติที่เกิดจากอวัยวะข้างเคียงที่มีลักษณะอาการปวดร้าวมาที่หัวไหล่หรือบริเวณใกล้เคียงหัวไหล่ เช่น ภาวะหัวใจขาดเลือด วัณโรคปอด กระดูกต้นคอเสื่อม เป็นต้น

อาการปวดหัวไหล่ที่พบได้บ่อยในคนวัยทำงาน มักเกิดจากภาวะการอักเสบและเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ กระดูกสะบักด้านหลัง และต้นคอ โดยมีอาการปวดตื้น อาการปวดอาจร้าวไปที่คอ หลัง หรือต้นแขนได้ และอาการที่เกิดขึ้นมักมีความสัมพันธ์กับการใช้งาน เช่น การพิมพ์งานเป็นเวลานาน ๆ การสะพายกระเป๋าหนักเป็น เวลานาน ความเครียด การขาดการออกกำลังกาย ภาวะนี้มักจะมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ แต่ไม่เป็นอันตรายร้ายแรงใด ๆ จึงแนะนำให้สำรวจอาการปวดว่าเกิดจากปัจจัยเสี่ยงใด เช่น สะพายกระเป๋านานเกินไป โต๊ะที่ทำงานสูงเกินไป เวลาพิมพ์งานต้องเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณคอ และหัวไหล่มากและนานเกินไป การแก้ไขที่สำคัญคือควรลดหรือแก้ไขสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ แต่ในกรณีที่ไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน การยืดกล้ามเนื้อและออกกำลังกายบริเวณกล้ามเนื้อรอบกระดูกสะบักและหัวไหล่ จะช่วยลดอาการปวดและตึงตัวของกล้ามเนื้อและช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อได้เช่นกัน

ส่วน อาการปวดหัวไหล่ที่เกิดจากอุบัติเหตุ หัวไหล่มักจะได้รับบาดเจ็บที่รุนแรง ได้แก่ ข้อหัวไหล่เคลื่อน โดยจะมีอาการปวดหัวไหล่ทันทีหลังจากเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งจะไม่สามารถขยับหัวไหล่ได้ ทำให้หัวไหล่มีลักษณะผิดรูป ภาวะนี้ควรไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะหากรักษาไม่ถูกต้องอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ข้อหัวไหล่ไม่เข้าที่ กระดูกหักร่วมกับภาวะข้อเคลื่อน ภาวะหัวไหล่ไม่มั่นคง ภาวะเส้นเอ็น เส้นเลือด หรือเส้นประสาทบริเวณหัวไหล่ได้รับบาดเจ็บ

นอกจากนี้ อาการปวดหัวไหล่เรื้อรังที่พบมากในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยทั่วไปคนสูงอายุมักจะมาพบแพทย์ค่อนข้างช้า และมาพบเมื่อมีอาการมาแล้วหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ทำให้อาการปวดหัวไหล่ส่วนใหญ่มักจะมีอาการปวดเรื้อรัง และในบางครั้งทำให้โรคมีความรุนแรงมากขึ้น ภาวะที่พบบ่อยดังกล่าว ได้แก่ ภาวะหัวไหล่ติด ภาวะการอักเสบของเส้นเอ็นใต้กระดูกสะบัก โดยทั้งสองภาวะนี้ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการปวดหัวไหล่ที่คล้ายคลึงกัน คือมีลักษณะปวดหัวไหล่    ปวดร้าวลงมาบริเวณต้นแขน จะยิ่งปวดมากขึ้นในช่วงเวลานอน อาการที่เกิดจะทำให้นอนตะแคงทับหัวไหล่ข้างที่ปวดไม่ได้ พลิกตัวไม่ได้ การเคลื่อนไหวของหัวไหล่จะทำได้น้อยลง ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ลำบาก โดยเฉพาะการหมุนหรือบิดแขนไปด้านหลัง เช่น ติดตะขอชุดชั้นใน หรือถูสบู่ด้านหลัง

สิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเติมก็คือ ภาวะหัวไหล่ติด สามารถเกิดขึ้นได้เอง หรือเกิดได้จากการบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การถูกกระแทก มักเกิดได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน ไทรอยด์ และความผิดปกติที่ปอด เช่น วัณโรคหรือจุดที่ปอด ลักษณะจะมีการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อหัวไหล่ในช่วงแรก ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหัวไหล่ แต่ไม่มีจุดกดเจ็บที่ชัดเจน เมื่อเวลาผ่านไปอาการจะเป็นมากขึ้น ทำให้ทำการเคลื่อนไหวข้อหัวไหล่ได้ลำบากมากขึ้น การเคลื่อนไหวที่ลดลงจะเป็นเกือบทุกทิศทาง ยกแขนได้ไม่สุด โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวในทิศทางบิดหมุนหัวไหล่จะมีการเคลื่อนไหวได้น้อย ทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างยากลำบาก เช่น การถอดหรือใส่เสื้อยืด การถูสบู่ การหยิบของในที่สูง ภาวะนี้สามารถหายเอง มักใช้เวลานานนับปี ทำให้ผู้ป่วยที่มีภาวะนี้ค่อนข้างลำบากพอสมควรในช่วงเวลาที่มีอาการไหล่ติด การรักษานอกเหนือจากการใช้ยาแก้อักเสบและยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการแล้ว การบริหารยืดข้อหัวไหล่จะช่วยทำให้ภาวะนี้หายเร็วขึ้น ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ที่บ้าน เช่นการใช้มือไต่ผนัง การรำกระบอง เป็นต้น  ในช่วงแรกที่มีอาการปวด และยังมีหัวไหล่ติดไม่มากนัก การใช้ยาต้านการอักเสบร่วมกับการบริหารข้อหัวไหล่จะได้ผลค่อนข้างดี แต่ถ้าปล่อยให้มีอาการมานาน หัวไหล่เคลื่อนไหวได้น้อยลงอย่างมาก จนการเคลื่อนไหวลดลงทุกทิศทาง การรักษาอาจจะต้องใช้ระยะเวลานาน หรือไม่ประสบความสำเร็จในการรักษา ต้องใช้วิธีอื่น ๆ ในการรักษา เช่น การดมยาสลบดัดข้อหัวไหล่ หรือผ่าตัดส่องกล้องข้อหัวไหล่เพื่อตัด และยืดเยื่อหุ้มข้อหัวไหล่ที่หดรัดตัวอยู่

ภาวะเส้นเอ็นใต้สะบักอักเสบ ก็เป็นอีกภาวะหนึ่งที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ เป็นภาวะที่ควรแยกออกจากภาวะข้อไหล่ติดเพราะการดำเนินโรค และการรักษามีความแตกต่างกัน ถึงแม้ว่าจะมีอาการปวดหัวไหล่ที่คล้ายคลึงกับภาวะข้อไหล่ติด มีอาการปวดในเวลากลางคืน แต่อาการปวดของภาวะนี้เกิดจากการอักเสบของเส้นเอ็นกล้ามเนื้อใต้สะบัก และถุงที่อยู่ระหว่างเส้นเอ็นและกระดูก ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหัวไหล่ จนปวดร้าวลงมาที่แขนได้ อาการปวดมักจะเป็นขึ้นในขณะที่มีกิจกรรมที่ต้องใช้แขนยกเหนือศีรษะ เช่น หยิบกระเป๋าจากชั้นวางของ นอนยกแขนวางบนหน้าผาก และการเคลื่อนไหวอาจจะลดลงในบางทิศทาง แต่ไม่มากเท่ากับภาวะข้อหัวไหล่ติด ภาวะนี้เกิดจากหลายปัจจัย เช่น การเสื่อมสภาพของเส้นเอ็นหัวไหล่ในผู้สูงอายุ กระดูกสะบักด้านหน้าที่มีลักษณะโค้งมากผิดปกติ หรือกระดูกงอกบริเวณกระดูกสะบักด้านหน้า รวมไปถึงการได้รับอุบัติเหตุข้อไหล่เคลื่อน เป็นต้น

อาการปวดไหล่สามารถแก้ไขได้ โดยเริ่มต้นที่การสังเกตอาการ ท่าทางของตนเองว่ามีความผิดปกติอย่างไร น่าจะมีสาเหตุเกิดขึ้นจากอะไร ซึ่งแน่นอนว่า จะทำให้ง่ายต่อการวินิจฉัยของแพทย์เมื่อต้องทำการรักษาในระยะแรก.

นพ.ชูศักดิ์  กิจคุณเสถียร
ภาควิชาออร์โปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี  มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์   28 พฤศจิกายน 2552