เตือนภัยหญิงปวดท้องน้อยเรื้อรัง

thairath140228_001เมื่อพูดถึงอาการปวด ไม่ว่าจะปวดอวัยวะใดคงไม่มีใครอยากประสบอย่างแน่นอน อาการปวดท้องน้อย เรื้อรังเป็นปัญหาที่หลายคนเข็ดขยาด เนื่องจากผู้ป่วยมักต้องทนทุกข์ทรมานเป็นเวลานาน อีกทั้งยังเป็นโรครักษายาก ทําให้แพทย์ผู้รักษาปวดศีรษะไปด้วย

อาการปวดท้องน้อยเรื้อรังพบมากในเพศหญิงมากกว่าเพศชายมาก ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะโครงสร้างทางร่างกายเอื้อต่อการเกิดความผิดปกติที่ทําให้เกิดอาการปวด และมีอวัยวะกับระบบการทํางานของร่างกายที่เอื้อให้เกิดอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังได้ โดยทั่วไปการปวดท้องน้อยเรื้อรังเป็นอาการปวดบริเวณเชิงกราน ท้องน้อยหรือ บริเวณใกล้เคียงเป็นระเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ผู้ป่วยจํานวนมากไม่สามารถประกอบภารกิจได้ตามปกติจากอาการปวด หลายคนต้องลาออกจากงาน เพราะเมื่อมีอาการปวดไม่สามารถบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวดทั่วไป ทําให้คนป่วยบางรายมีความผิดปกติทางจิตติดตามมา เช่นมีอาการซึมเศร้าหรืออารมณ์แปรปรวน

อาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง มีลักษณะแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ คือ พยาธิสภาพ ของอวัยวะที่ทําให้เกิดอาการปวด เช่น หากเป็นอวัยวะระบบสืบพันธุ์สตรี เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อาจมีอาการปวดมากหรือ น้อยตามวงรอบของฮอร์โมนเหมือนการปวดประจําเดือน แต่จะปวดรุนแรงกว่า หากอาการปวดเกี่ยวข้องกับกระเพาะปัสสาวะจะเกี่ยวข้องกับการถ่ายปัสสาวะหรืออั้นปัสสาวะ ผู้ป่วยจะถ่ายปัสสาวะบ่อย และปวดมาก ในบางรายถ่ายปัสสาวะวันละ 40-50 ครั้ง หากอาการปวดจากลําไส้ก็อาจมีความผิดปกติในการขับถ่ายอุจจาระ หรือหากปวดจากกล้ามเนื้อก็อาจปวดตามแนวกล้ามเนื้อนั้นๆ

จะเห็นได้ว่าอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากหลายสาเหตุ อาการที่พบบ่อย คือ กระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบรุนแรง ซึ่งการอักเสบนี้ ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเหมือนการอักเสบทั่วไป แต่เกิดจากการที่น้ําปัสสาวะซึมผ่านสู่ชั้นกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ โดยปกติกระเพาะปัสสาวะจะมีเยื่อบางๆ หุ้มอยู่เพื่อป้องกันไม่ให้ปัสสาวะซึมสู่ผนังกระเพาะปัสสาวะ เพราะเกลือแร่ต่างๆ ในปัสสาวะจะก่อให้เกิดปฏิกิริยารุนแรงมาก ทําให้เกิดอาการปวด อาการปวดจากสาเหตุนี้มักจะมีอาการปัสสาวะบ่อยร่วมด้วย โดยจะปวดมากเมื่ออั้นปัสสาวะ และทุเลาลงมื่อถ่ายปัสสาวะเสร็จ

อาการปวดท้องน้อยเรื้อรังยังเกิดได้จากสาเหตุอื่นอีก เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือมีเยื่อบุโพรงมดลูกมาเกาะนอกมดลูกบริเวณเชิงกราน ทําให้มีอาการปวด เพราะมีการคั่งของเยื่อบุ ซึ่งเกี่ยวข้องกับวงรอบของฮอร์โมน นอกจากนี้ อาการปวดยังเกิดได้จากสาเหตุอื่นๆ เช่น การอักเสบของลําไส้ใหญ่ กล้ามเนื้อเชิงกราน อักเสบ ข้อต่อต่างๆ บริเวณเชิงกรานอักเสบ หรือแม้แต่ก้อนนิ่วบริเวณท่อไตส่วนล่างก็ทําให้มีอาการปวดร้าวลงมา ที่เชิงกรานและท้องน้อยได้

วิธีการวินิจฉัยภาวะปวดท้องน้อยเรื้อรัง แพทย์จะวินิจฉัยจากประวัติของผู้ป่วยตั้งแต่เริ่มมีอาการและผล จากการรักษาก่อนหน้า เพราะอาจมีผลข้างเคียงหรือเกี่ยวข้องกับอาการในปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยให้แพทย์วินิจฉัยง่ายขึ้นและช่วยให้รักษาอาการได้จริง ผู้ป่วยจึงควรให้ความสําคัญกับคําถามของแพทย์ซึ่งผู้ป่วย ควรจะทบทวนและลําดับเหตุการณ์ให้ดีก่อน อาทิ อาการปวดเริ่มจากบริเวณใด ร้าวไปทางไหน มีกิจกรรม หรือเหตุการณ์อะไรทําให้ปวดมาก อาการปวดเกี่ยวข้องกับรอบเดือนหรือไม่ การเดินการก้าวขาทําให้ปวดมากขึ้นหรือไม่ ที่ผ่านมามีอะไรช่วยบรรเทาปวดบ้างหรือไม่ รับประทานอาหาร อะไรแล้วทําให้ปวดมากขึ้น

แพทย์จะทําการตรวจร่างกายโดยละเอียด โดยตรวจทางทวารหนักเพื่อสํารวจหาจุดปวด ตรวจเอกซเรย์อัลตราซาวด์ ตรวจปัสสาวะและส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ หลังจากนั้นจะรวบรวมผลต่างๆ แล้ววินิจฉัย เพื่อให้การรักษาให้ถูกจุด เช่น หากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ก็จะให้การรักษาทางฮอร์โมน หากพบว่ากระเพาะปัสสาวะมีการอักเสบรุนแรงก็จะให้ยาระงับอาการปวดร่วมกับการใส่ยาในกระเพาะปัสสาวะ

สิ่งที่ผู้ป่วยสามารถช่วยแพทย์ได้ คือต้องสังเกตว่ามีเหตุใดกระตุ้นให้มีอาการปวดรุนแรง โดยเฉพาะกรณีที่ปวดจากความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งต้องหลีกเลี่ยงอาหารหลายชนิดที่ทําให้ปัสสาวะมีความเป็นกรดสูง เช่น เนย สารปรุงรส อาหารรสจัด สุดท้าย อย่าเปลี่ยนแพทย์ผู้รักษาเร็วเกินไป เพราะหลายโรคไม่สามารถ รักษาหายในเร็ววัน โรคบางชนิดอาจจะไม่มียารักษาโดยเฉพาะ แต่สามารถแก้ปัญหาจนอาการปวดลุล่วงได้ และในบางรายอาจต้องใช้การผ่าตัด ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังและยังไม่ได้พบแพทย์เฉพาะด้าน จึงควรมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษาที่ถูกต้องอย่าทนจนเกิดอาการแทรกซ้อนที่ยากต่อการรักษา

ศ.นพ.วชิร คชการ
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

 

ที่มา : ไทยรัฐ 28 กุมภาพันธ์ 2557

Advertisements

การรักษาด้วยสเตียรอยด์ คุณประโยชน์ VS ผลข้างเคียง

dailynews131020_001aจากการเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันอาทิตย์ที่  29 กันยายน 2556 เรื่อง ปวดหลัง : ทางเลือก รักษาได้ไม่ผ่าตัด พบว่ามีท่านผู้อ่านได้ติดต่อสอบถามเข้ามาเป็นจำนวนมาก จึงได้รวบรวมคำถามที่มากมายที่น่าสนใจ และเป็นคำถามที่คนส่วนใหญ่มักจะเกิดข้อสงสัยในการใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาอาการปวดหลัง จึงนำประเด็นต่าง ๆ มาตอบข้อสงสัยเหล่านี้ครับ

dailynews131020_001b

ฉีดยาสเตียรอยด์แล้ว มีผลนานเท่าไหร่ ฉีดได้บ่อยเท่าไร  ฉีดยาสเตียรอยด์มีปัญหา หรือภาวะแทรกซ้อนอย่างไรบ้าง อันตรายหรือไม่

การใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาอาการปวดหลัง หรืออาการปวดหลังร้าวลงขานั้น สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาพยาบาลนั้นคือการวินิจฉัยโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่อย่างถูกต้องแม่นยำก่อน จึงนำมาสู่การรักษาพยาบาลที่ถูกต้อง  การรักษาด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์นั้นได้ผลดีมากในการลดอาการปวดในระยะประมาณ 1-3 เดือนในผู้ป่วยที่เป็นหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมและมีการกดทับเส้นประสาท  นอกจากนี้  การตอบสนองต่อการรักษาด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทนั้นขึ้นอยู่กับ

1. ระดับความรุนแรงของการกดทับเส้นประสาทจากภาวะเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง

2. ลักษณะการทำงานของผู้ป่วย และพฤติกรรมของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยยังคงกลับไปทำงาน ยกของหนัก และนั่งกับพื้น ซักผ้า ปลูกต้นไม้ หรือยกของไม่ถูกวิธี ก็จะทำให้อาการปวดหลังไม่สามารถหายได้ อาการอาจจะดีขึ้นเฉพาะในช่วงที่ฉีดยา หรือรับประทานยาเท่านั้น

3. ในกรณีที่ผู้ป่วยมีน้ำหนักมาก ๆ มีความจำเป็นที่ต้องลดน้ำหนักด้วย

มีผู้ป่วยจำนวนมากก็จะบอกว่า ห้ามทำไปหมดทุกอย่างเลยเหรอ  อันที่จริงแล้วร่างกายของเราเมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้น ก็เกิดการเสื่อมไปตามกาลเวลา บางครั้งเราเคยก้มยกของหนัก ทำงานหนัก นั่งกับพื้นได้ในวัยเด็ก และวัยรุ่นก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย แต่เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น เรายังทำพฤติกรรมแบบเดิมมักจะมีอาการปวดหลังก็เนื่องมากจากกระบวนการเสื่อมของร่างกาย การยืดหยุ่น รองรับน้ำหนักของหมอนรองกระดูกลดลง กระดูกอ่อนที่บริเวณกระดูกข้อต่อมีการสึกหรอทำให้เกิดการเสียดสีของกระดูกเพิ่มมากขึ้น เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อได้ง่ายขึ้น ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเส้นประสาท จึงส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร่วมกับอาการชาร้าวลงขาด้วย และชาบริเวณหลังเท้าและส้นเท้า เปรียบเสมือนกับอายุ 60 ปี เราก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปที่อายุ 30 ปีได้ เฉกเช่นเดียวกับร่างกายของคนเรา เมื่อเกิดการเสื่อมของกระดูกและข้อ ก็ไม่สามารถที่จะย้อนกลับไปให้แข็งแรงเหมือนกับวัยหนุ่มสาวได้ แต่เราสามารถชะลอป้องกันได้ไม่ให้เกิดการเสื่อมไปมากกว่าเดิม ซึ่งก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และปรับการทำงานของผู้ป่วยนั่นเอง

คนส่วนใหญ่มักจะกังวลถึงผลเสียของการใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาพยาบาล หรือฉีดเฉพาะที่ เพราะได้ยินมานานเกี่ยวกับผลเสียของการใช้ยาสเตียรอยด์ อันที่จริงแล้วการใช้ยาทุกชนิดเปรียบเสมือนกับเหรียญที่มี 2 ด้าน ยาทุกชนิดก็เหมือนกันที่มีทั้งคุณประโยชน์ และผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยา ขึ้นอยู่กับความรู้และความชำนาญของผู้ใช้ โดยปกติแล้ว ในทางการแพทย์ ยาสเตียรอยด์นั้นมีประโยชน์เป็นอย่างมากที่นำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยในโรคต่าง ๆ มากมาย ยาสเตียรอยด์เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการลดอาการปวด ลดอาการอักเสบได้เป็นอย่างดี ถ้าใช้อย่างถูกต้องและไม่เกินปริมาณที่ร่างกายสามารถรับได้ก็ไม่ได้เกิดผลข้างเคียงตามมาอย่างที่คนกลัว

dailynews131020_001c

ในการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดฉีดเฉพาะที่ โดยปกติมักจะฉีดไม่เกิน 3-5 ครั้ง อันเนื่องมาจากว่าถ้าฉีดรักษามากกว่านี้แสดงว่า การฉีดยาอาจจะไม่ได้ผล และโรคที่เป็นนั้นมีระดับรุนแรงมาก อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด และอีกประการหนึ่งคือการฉีดยาเฉพาะที่ ในบางครั้งทำการฉีดเข้าไปโดยตรงที่ตำแหน่งที่ปวด โดยไม่ทราบว่าตำแหน่งที่ฉีดนั้นถูกต้องหรือไม่ เช่น บางครั้งอาจมีการฉีดยาเข้าไปในเส้นเอ็นหรือเส้นประสาทของผู้ป่วย จึงมีผลทำให้เส้นเอ็นฉีกขาดได้ง่าย  ดังนั้นในปัจจุบันที่มีการนำเครื่องเสียงความถี่สูงมาช่วยในการระบุตำแหน่งของการฉีดยาจะช่วยทำให้แพทย์ผู้รักษาสามารถระบุถึงตำแหน่งที่จะฉีดยาได้แม่นยำมากขึ้น จึงลดผลข้างเคียงของการฉีดยาลงได้ และใช้ปริมาณยาชาในปริมาณที่ลดลง

โดยส่วนใหญ่ผลเสียของการใช้ยาสเตียรอยด์มักเกิดจากผู้ป่วยไปซื้อยามารับประทานเอง ซึ่งยาสเตียรอยด์นี้ มักจะผสมอยู่ในรูปของยาสมุนไพรพื้นบ้าน ยาจีน ซึ่งมักจะระบุว่าเป็นยารักษาสารพัดโรค ส่วนใหญ่เวลารับประทานยากลุ่มนี้แล้ว อาการปวดมักจะหายไปทันที ผู้ป่วยจึงมักไปซื้อยามารับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจึงเกิดผลเสียต่าง ๆ มากมายตามมา เช่น การเกิดโรคกระดูกพรุน ต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติ เกิดอาการบวมตามร่างกาย บางครั้งอาจเกิดกระดูกหัวตะโพกตายอันเนื่องมาจากการใช้ยาสเตียรอยด์มาเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคพุ่มพวง (SLE) ซึ่งบางครั้งแพทย์จำเป็นต้องใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาเป็นระยะเวลานาน เพื่อควบคุมอาการโรค

การใช้ยาสเตียรอยด์อาจจะมีผลต่อผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานอาจจะทำให้ระดับน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้นได้ และอาจมีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ซึ่งมักจะเป็นชั่วคราวประมาณ  2 สัปดาห์ นอกจากนี้การฉีดยาสเตียรอยด์อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการสะอึกได้แต่พบไม่มาก และมักจะเป็นประมาณ 3 วันหลังฉีดยา

dailynews131020_001d

สิ่งสำคัญในการรักษาและป้องกันอาการปวดหลัง คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้น ซึ่งได้แก่ การนั่งกับพื้น การก้มยกของที่ไม่ถูกวิธี การนอนคว่ำ การนั่งเก้าอี้ต่ำ ๆ เช่น การนั่งซักผ้า การนั่งทำอาหาร หรือการนั่งเก้าอี้ที่ไม่มีพนักพิง จะทำให้น้ำหนักของร่างกายส่วนใหญ่กระทำต่อกระดูกสันหลังบริเวณเอว ทำให้เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อ มีผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้น.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com, http://www.taninnit.com,
เฟซบุ๊ก : Dr.Keng หมอเก่ง

ที่มา : เดลินิวส์ 20 ตุลาคม 2556

น้ำตาลหนึ่งเข็มสามารถบรรเทาอาการปวดเข่าจากข้อเสื่อม

New solution: A sugar solution injected into the knee may be a new method of treating osteo-arthritis

New solution: A sugar solution injected into the knee may be a new method of treating osteo-arthritis

น้ำตาลหนึ่งเข็มสามารถบรรเทาอาการปวดหัวเข่าจากการปล่อยเซลล์ซ่อมแซมเอ็นที่เสียหาย

  • การบำบัดแบบ Prolotherapy เกี่ยวข้องกับการฉีดสารละลายน้ำตาลที่หัวเข่า
  • การกระตุ้นนี้ปล่อยเซลล์ที่สามารถช่วยให้เกิดกระบวนการเยียวยาข้อเสื่อม

การใช้สารละลายน้ำตาลเดกซ์โทรส 10 -25 % ฉีดเข้าไปในข้อเข่าอาจเป็นวิธีใหม่ในการรักษาโรคข้อเสื่อม โดยน้ำตาลและน้ำจะช่วยลดอาการปวดและตึงโดยการกระตุ้นกลไกการซ่อมแซมร่างกายตามธรรมชาติ

โซลูชั่นหวานทำงานโดยทำหน้าที่เป็นระคายเคืองอ่อนภายในข้อต่อวิกฤติการอักเสบในระดับต่ำ

การอักเสบนี้ไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ที่รุนแรง แต่เพียงจะกระตุ้นการปล่อยเซลล์ที่สามารถช่วยในการรักษาความเสียหายบางส่วนที่เกิดจากโรค

มีการศึกษาล่าสุดที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินในสหรัฐอเมริกา

อ่านเพิ่มเติม

.

Sweet release: The treatment, known as prolotherapy, is thought to work by triggering the release of cells that repair damaged ligaments in the knee

Sweet release: The treatment, known as prolotherapy, is thought to work by triggering the release of cells that repair damaged ligaments in the knee

A dose of sugar can ease the pain of creaky knees by releasing cells that repair damaged ligaments

  • Prolotherapy involves injecting a sugar solution into the knee
  • This stimulates the release of cells that can help the healing process

By PAT HAGAN

PUBLISHED: 21:11 GMT, 8 July 2013

A sugar solution injected into the knee could be a new way to treat osteo-arthritis. Research suggests the sugar and water mixture reduces pain and stiffness by stimulating the body’s natural repair mechanisms.

The sweet solution works by acting as a mild irritant inside the joint, triggering low-level inflammation.

This inflammation is not enough to cause any severe harm, but is sufficient to stimulate the release of cells that can help to heal some of the damage caused by the disease.

Doctors use a solution containing water and between 10 and 25 per cent dextrose, a type of sugar.

They use dextrose because it is cheap, readily available and safe – causing only mild irritation inside the knee joint. The treatment, known as prolotherapy, is thought to work by triggering the release of fibroblasts, cells that build and maintain connective tissue such as ligaments.

The fibroblasts repair damaged ligaments in the knee, making it more stable and relieving discomfort.

In a recent study at the University of Wisconsin in the U.S., researchers recruited 90 men and women with painful knee osteoarthritis and split them into three groups.

One group received three separate sugar jabs, each one four weeks apart, and another had injections of a salt water solution.

The last group did not have any injections but instead followed an at-home exercise regimen designed to alleviate some of the pain and discomfort.

Each volunteer was monitored using a scoring  system, called the Western Ontario McMaster University Osteo-arthritis Index, to measure the severity of the condition. The 12-minute test uses a 100-point scale  and includes questions on how easy it is to use the stairs, get in and out of a car or put on a pair of socks.

The results, published in the Annals of Family Medicine, showed that one year after the treatment began, the sugar jab group had the biggest improvement in symptoms and were better able to carry out everyday activities.

On average, the sugar group improved by a total of 16 points, compared with five points for salt water jabs and seven for the exercise group. The team are unsure why salt water was not as effective as sugar.

This technique is also being tried in other conditions such as chronic back pain and tennis elbow.

Commenting on the approach, Professor Alan Silman, medical director of Arthritis Research UK, said: ‘Though some “irritant” treatments can be effective, much more work is needed before a treatment based on sugar solution could be recommended to patients.’

Meanwhile, scientists have designed a special glove that may ease the pain of hand arthritis.

Around 130 people who suffer from rheumatoid and osteoarthritis are being treated with the compression glove in a new clinical trial.

The gloves are made from a special fabric that when stretched (when it is worn) puts pressure on the hand and joints.

It’s thought that the pressure might trigger mild inflammation, which, unlike severe inflammation, eases pain although it is not clear why.

In the year-long trial, due to start in September and being  co-ordinated by the University of Salford, patients will be given the compression gloves as part of their usual care.

They will be assessed before and after for pain and stiffness.

SOURCE: www.dailymail.co.uk

โรคปวดจากมะเร็งฝึกทำสมาธิช่วยทุเลาลงได้

dailynews130616_002aมะเร็งระยะสุดท้ายคนไข้มักจะพบกับอาการปวดเสมอ ปวดจนทรมานมาก กินไม่ได้ นอนไม่หลับ พลิกไปพลิกมาด้วยความไม่สบายใจ มีความรู้สึกว่าถ้าไม่ปวดไม่เจ็บ อยู่ ๆ จะวืดไม่รู้สึกตัวไปเลยก็ยังยอม เพราะผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะรู้และยอมแล้วว่าสุดท้ายของโรคจะเป็นอย่างไร ทำใจกันมาแล้วเป็นเดือนเป็นปี แต่ที่ยังคิดกังวลตลอดคือความทรมานเรื่องปวด เบาปวดคราใดจะค่อยสบายใจทันที

ความเจ็บปวดมีการบำบัดรักษากันมามากมายหลายแบบตั้งแต่ยากิน ยาทา ยานวด ฉีดยาเข้าที่ประสาท ไปจนถึงต้องใช้ยาแรงสุดเป็นพวกฝิ่น อาจกิน ฉีด ผสมในน้ำเกลือ แล้วให้เป็นระยะตามต้องการ ประเภทฉีดก็ฉีดเมื่อปวดมากหรือเป็นระยะเช่นเดียวกัน บางคนมีความอดทนมาก นาน ๆ พอไม่ไหวจะค่อยเอ่ยปากขอสักครั้ง บางคนที่อดทนมากไม่ขอเลยก็มี หรือเปลี่ยนเป็นยาง่วง ๆ หลับแทน ผมเคยไปตามชนบท ตามป่าเขา มีการอมฝิ่นดิบระงับปวดทำให้ทุเลาไปได้เช่นกัน

dailynews130616_002b

โดยสรุปแล้วเรื่องมะเร็ง ถ้าไม่ปวดคงเป็นบุญไม่มีปัญหาอะไร แต่มักจะพบมีอาการปวดเข้ามาร่วมด้วยเสมอ เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีโอกาสคุยกับ พระภิกษุ ดร.ปพนพัชร์ จิรธัมโม เจ้าอาวาสวัดคำประมง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เป็นวัดที่มีชื่อเสียงการบำบัดดูแลมะเร็งระยะสุดท้าย โดยใช้สมุนไพรและทำสมาธิบำบัดเรื่องปวด ไม่ยอมให้ยาช่วยเลย และกำลังถูกเชิญไปพูดแก่ผู้สนใจที่โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี จ.ราชบุรี ฟังเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 56 เลยถือโอกาสตามไปฟังด้วย

วัดคำประมง จ.สกลนคร รักษาคนไข้มะเร็งระยะสุดท้ายมาร่วมสิบปีแล้ว มีเตียงรับคนไข้กินอยู่เสร็จ คนไข้ที่มารวมแล้วราว 3,500 คน เป็นมะเร็งทุกรูปแบบหลากหลายชนิด ส่วนใหญ่จะไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่นมาก่อน มักผ่านการตรวจชิ้นเนื้อ เอกซเรย์ ผ่าตัด ฉายรังสีและเคมีบำบัดมาแล้ว ทางวัดคำประมงมีแพทย์อาสาหลายท่านมาช่วย หนึ่งในนั้นคือ นพ.ศิริโรจน์ กิตติสารพงษ์ คอยช่วยกลั่นกรอง ตรวจ วินิจฉัยโรคให้รู้ประวัติรายละเอียดเพื่อจะได้พิจารณาดำเนินการรักษาต่อไป

คุณวิไลลักษณ์ ตันติตระกูล เป็นหนึ่งในจิตอาสาที่มาช่วยงานที่นี่ พร้อมศึกษาปริญญาโทจนสำเร็จ ขณะนี้กำลังทำปริญญาเอกอยู่ ได้ช่วยประสานงานกับเจ้าอาวาสซึ่ง คนมักเรียกหลวงตา ให้ได้มาคุยและบรรยายครั้งนี้ ผมเคยไปที่วัดมา 2 ครั้งแล้ว พอได้เห็นภาพว่าเขาให้การรักษากันอย่างไร วัดนี้เป็นที่สนใจ คนมาดูงานกันมากทั้งไทยและต่างชาติ มาเป็นจิตอาสาช่วยงาน ช่วยเหลือคนไข้ ช่วยงานของวัดในการดูแลคนไข้ ศึกษาและวิจัยพร้อม ทุกอย่างไม่ได้เก็บเงินคนไข้ ผลงานของที่นี่เด่นทำให้มีผู้ใจบุญกุศลได้ช่วยบริจาคกันเข้ามาอยู่ตลอด

การรักษาแบบองค์รวม : หลาย ๆ อย่างมารวมกัน ด้านธรรมะ จะมีการสวดมนต์ ทำบุญใส่บาตร ทำสมาธิ สมุนไพรบำบัด : คุณหมอพัฒธิกรณ์ ไวยสิงห์ ผู้มีความรู้ดีมากด้านสมุนไพรมาช่วยจัดยาให้ สมุนไพรจะต้มอยู่ในหม้อดินใหญ่หลายหม้อ กินกันตามโรคที่เป็น ทุกคนมีความหวังว่ากินแล้วอาการของโรคจะค่อยทุเลาลง อายุยืนยาวไปนานที่สุด นอกจากนี้มี การออกกำลังกาย จิตเวชบำบัด ดนตรีบำบัด เป็นองค์รวม คนไข้จะถูกรักษาทั้งกายและจิตไปพร้อมกัน ในความรู้สึกที่คนไข้ชอบคือ มีคนดูแลตลอด ไม่ถูกทอดทิ้ง

ทำสมาธิบำบัดอาการปวด : ในห้องประชุม รพ.ศูนย์ราชบุรี มีคนไข้หลายท่านที่ผ่านช่วงวิกฤติของการเจ็บป่วย อาการค่อยดีขึ้น อยู่ในระยะโรคสงบได้มาคุยเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง โดยเฉพาะเรื่องปวดว่า เวลาปวดแล้วทำอย่างไร คุณกนกวรรณ เกษแก้ว เป็นมะเร็งเต้านม ได้เล่าให้ฟังถึงอาการปวดที่สุดแสนจะสาหัสว่า มีแผลเต้านมด้วย ผ่านการรักษามาจากโรงพยาบาลทุกอย่างแล้ว ความอดทนเป็นเรื่องสำคัญมาก ฝึกทำสมาธิทุกวัน สรุปว่าแรก ๆ ก็ยังปวดอยู่ จนมาถึงจุดหนึ่งก็จะคลายลงหรือเอาชนะจนได้ โดยไม่เคยใช้ยาแก้ปวดช่วยเลย หลวงตามีกลยุทธ์ในการรักษาดีมาก คอยถามบ่อย ๆ ว่า ตอนตายจะให้หลวงตาเป็นประธานเผาศพหรือไม่ ความกลัวตายทำให้ลืมเรื่องปวดไปหมด

โดยสรุปแล้ว การรักษาที่วัดเป็นแบบองค์รวมของแพทย์ทางเลือก ประกอบด้วยหลายอย่างร่วมกัน คนไข้ร่วมมือร่วมใจช่วยเหลือกันเอง  มีจิตอาสาคอยช่วยและให้คำแนะนำ มีเพื่อนทุกข์คนไข้ด้วยกัน ไม่เหงาไม่ถูกทอดทิ้ง สบายใจมาก

การทำสมาธิเป็นแบบหนึ่งของวิธีการบำบัดจากมะเร็งระยะสุดท้าย คงจะต้องมีการเตรียมตัวและฝึกเป็นพื้นฐานมาก่อน ทั้งนี้ต้องอาศัยความอดทนและมีจิตใจที่เข้มแข็งเป็นหลัก เมื่อมีคนนำทางว่ามันเป็นไปได้ คนหลัง ๆ ก็น่าจะปฏิบัติตามและน่าจะเป็นไปได้เช่นกัน ข้อมูลเพิ่มเติม คุณวิไลลักษณ์ ตันติตระกูล 08-9202-9559.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  16 มิถุนายน 2556

กระบวนท่าแก้ปวดหลัง

dailynews130430_001การนั่งจุ้มปุ๊กอยู่กับที่นานๆ เช่น นั่งทำงานที่โต๊ะ หรือขับรถแล้วต้องจอดติดอยู่บนถนน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ทางศูนย์กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี เผยท่ากายบริหารง่ายๆ ที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง สร้างความยืดหยุ่น แข็งแรง ป้องกันการปวดเรื้อรังหรือลุกลามไปเป็นโรคอื่น

การบริหารกล้ามเนื้อดังกล่าวมีอยู่ด้วยกัน 9 กระบวนท่า
เริ่มจากท่าแรก นอนหงายชันเข่า 2 ข้าง แขนแนบข้างลำตัว ทำจังหวะที่ 1 เกร็งกล้ามเนื้อท้อง เพื่อกดหลังให้แนบกับพื้น นับ 1-3 ช้าๆ ต่อด้วยจังหวะที่ 2 คลายกล้ามเนื้อปล่อยพักตามสบาย ทำ 5-6 ครั้งในวันแรก แล้วเพิ่มขึ้นในวันต่อไป

ท่าที่สอง นอนหงายชัยเข่า 2 ข้าง ผงกศีรษะค้างไว้นับ 1-2 แล้ววางลง เริ่มทำครั้งแรก 10 ครั้ง แล้วค่อยเพิ่มจนถึง 25 ครั้ง ในวันต่อไป

ท่าที่สาม นอนหงายเหยียดขาทั้ง 2 ข้าง ยกขาข้างหนึ่งให้ตั้งฉากกับลำตัว โดยเข่าไม่งอ แล้วค่อยๆ วางลง จากนั้นยกอีกข้างหนึ่งสลับกัน เมื่อวางลงแล้วจึงยกพร้อมกันทั้ง 2 ข้างอีกครั้ง ตอนแรกให้เริ่มทำที่ 3 ครั้ง แล้วค่อยเพิ่มให้ถึง 10 ครั้ง

ท่าที่สี่ นอนคว่ำขาเหยียดตรงแล้วยกขาข้างหนึ่งขึ้นค้างไว้ นับ 1-3 จังวางลงสลับกับยกขาอีกข้าง ทำเหมือนกันโดยที่เข่าไม่งอขณะยกขาประมาณ 5 ครั้ง ต่อไปค่อยเพิ่มขึ้น

ท่าที่ห้า ยืนตั้งหลังตรง จากนั้นย่อตัว โดยงอเข่า งอสะโพกลง นั่งให้ชิดพื้นมากที่สุดโดยหลังไม่งอ เริ่มทำ 3 ครั้ง และเพิ่มขึ้นเป็น 10 ครั้งในวันต่อๆไป

ท่าที่หก นั่งหลังตรง ขาข้างหนึ่งเหยียดยาวเข่าตรง ขาอีกข้างงอขึ้นมาตั้งไว้ เริ่มทำโดยเหยียดแขนทั้งคู่ แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าให้ไกลที่สุด จนรู้สึกตึงที่หลังขาข้างที่เหยียด นับ 1-3 แล้วค่อยเอนหลังกลับตามเดิม ทำ 5-6 ครั้ง ต่อไปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ท่าที่เจ็ด นอนหงายงอเข่าขึ้นตั้งไว้ 2 ข้าง มือประสานไว้ตรงเข่า จากนั้นดึงขาเข้ามาชิดอก พร้อมกับยกศีรษะขึ้นด้วย นับ 1-3 แล้วกลับไปอยู่ที่เดิม

ท่าที่แปด นอนหงายงอเข่าขึ้นตั้งไว้ ทำจังหวะที่ 1 โดยเกร็งกล้ามเนื้อท้องไว้หลังติดพื้น จังหวะที่ 2 ยกก้นขึ้นพ้นพื้นในเวลาเดียวกัน นับ 1-3 แล้วกลับสู่ท่าเดิม

และท่าสุดท้าย ยืนตรง มือทั้งสองข้างยันกำแพงไว้ ให้ปลายเท้าห่างจากกำแพงครึ่งเมตร จากนั้นโน้มตัวไปข้างหน้าเข้าหากำแพง โดยลำตัวยังตรงอยู่ ส้นเท้าก็ยังคงแตะอยู่ที่พื้นเช่นเดิม นับ 1-3 แล้วดันตัวกลับมายืนเช่นเดิม

หากมีกิจวัตรที่ต้องนั่งนานๆ อย่าลืมจัดสรรเวลาบริหารกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง แต่ถ้าทำแล้วไม่ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง แถมยังปวดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แนะปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจความผิดปกติโดยด่วน.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา :  เดลินิวส์ 30 เมษายน 2556

แก้ไขเฉพาะหน้า”อาการปวดเข่า”

dailynews130416_001เข่า หนึ่งจุดสำคัญของท่อนขา ซึ่งต้องรับภาระแบกน้ำหนักตัว และการก้าวเดิน หากเกิดอาการปวดเข่าขึ้นมา เชื่อว่าเจ้าของเข่านั้น คงรู้สึกถึงความไม่สะดวกในการใช้ชีวิต และหลายคนก็มักรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาด้วย

ถ้าจู่ ๆ  เกิดรู้สึกปวดเข่าขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน อาจเพราะไปถูกกระทบกระแทก หรือเกิดจากการเคลื่อนไหวที่ไม่เหมาะสม แนะให้ใช้หลักการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่เรียกว่า PRICE คำนี้อ่านว่า ไพร้ส์ ซึ่งหมายถึง ราคา แต่การนำมาใช้ในหลักปฐมพยาบาลนี้ มิได้หมายความเช่นนั้น ทว่า PRICE เกิดจากการรวมกันของตัวอักษรที่บ่งบอกถึงการดูแลในแต่ละขั้น

เริ่มจาก P มาจาก Protection หรือ การปกป้อง หลักในข้อนี้ เตือนใจให้ผู้บาดเจ็บปกป้องบริเวณที่ปวด ไม่ให้ถูกกระทบกระเทือน จนบาดเจ็บหนักยิ่งขึ้น เช่น หาผ้ามาพัน และต่อมา R คือ Rest เป็นการหยุดพัก พักการใช้งานจุดที่ปวด หรือหยุดการเคลื่อนไหวบริเวณนั้น

ส่วนตัว I ก็คือ Ice น้ำแข็ง เป็นการใช้ความเย็นเข้ามาประคบบริเวณที่ปวด แต่ไม่ควรนานเกินครั้งละ 15 นาที เพราะจะกลับกลายเป็นปวดยิ่งขึ้น เนื่องจากเลือดไหลเวียนไม่สะดวก ขณะที่อักษร C หรือ Compression หมายถึงการบีบอัด ในที่นี้คือการใช้ผ้าพันจุดที่ปวดให้แน่นสักหน่อย จุดประสงค์เพื่อป้องกันอาการปวดและอักเสบ สุดท้าย E มาจาก Elevation คือ การยกบริเวณที่ปวดให้สูงกว่าหัวใจ เช่น นอนชันเข่าเพื่อให้เข่าอยู่ในระดับสูงกว่าหัวใจ จะดีกว่านอนยืดขาตรงธรรมดา เนื่องจากจะทำให้เลือดไหลเวียนไปที่เข่ามาก และเกิดอาการปวดมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลายคนยังมักจะสับสนว่า เมื่อเกิดอาการปวดเข่าเฉียบพลัน ควรนวดทันทีหรือไม่ ตอบคือ ไม่ควร เพราะอาจยิ่งทำให้กล้ามเนื้อและเส้นประสาทบริเวณรอบๆ เกิดฟกช้ำ เสี่ยงหลอดเลือดฉีกขาด และยิ่งรู้สึกปวดมากขึ้น กรณีปฐมพยาบาลเบื้องต้นตามหลักดังกล่าวนี้แล้ว ผ่านไป 2-3 อาการปวดไม่ทุเลาลงเลย แถมยังปวดมากขึ้น แนะอย่ารอช้า ไปปรึกษาแพทย์จะดีกว่า.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 16 เมษายน 2556

ปวดคอ ปวดหลัง ทำไมต้อง RF

This slideshow requires JavaScript.

ปัญหาที่รบกวนการทำงานและชีวิตประจำวันของคนวัยทำงานและวัยสูงอายุอันหนึ่งก็คือ  อาการปวดคอ  ปวดหลัง อันมีสาเหตุมาจากข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมอันเนื่องมาจากกระดูกอ่อนบริเวณผิวข้อกระดูกสันหลังสึกกร่อนลงไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการแสดงอันได้แก่ ปวดคอ ปวดสะบัก ปวดไหล่ ปวดศีรษะคล้ายกับอาการไมเกรนเมื่อทำการเอกซเรย์แบบปกติรวมถึงการเอกซเรย์แบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  (เอ็มอาร์ไอ : MRI) จะพบว่ามีความเสื่อมสภาพเกิดขึ้น ณ บริเวณกระดูกสันหลังที่เรียกว่า ข้อต่อฟาเซต ซึ่งเป็นส่วนของกระดูก มีหน้าที่เชื่อมกระดูกสันหลังเข้าด้วยกันอยู่ในตำแหน่งด้านหลังหรือก้านคอ และส่วนสันหลังระดับเอว ทำหน้าที่ช่วยในการเคลื่อนไหว เราจึงสามารถก้มคอ เงยคอ ก้มหลัง แอ่นหลังได้  (ตามภาพประกอบที่แสดงตำแหน่งลูกศร)

การใช้คลื่นความถี่พิเศษ  (Radio Frequency หรือ RF) เป็นทางเลือกในการรักษาอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดคอ ปวดหลัง ถือได้ว่าเป็นการรักษาอีกทางหนึ่งสำหรับผู้มีปัญหาอาการปวดที่เกิดจากข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมซึ่งได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น กายภาพบำบัด รับประทานยามาระยะหนึ่ง เป็นต้น แล้วอาการไม่ดีขึ้น การรักษาด้วยวิธีนี้จะใช้คลื่นความถี่พิเศษก่อให้เกิดความร้อนระดับหนึ่ง ซึ่งไม่ทำอันตรายต่ออวัยวะที่สำคัญ จะมีผลเฉพาะในบริเวณรอบ ๆ ที่ต้องการเท่านั้น นั่นคือเส้นประสาทเส้นเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่รับความรู้สึกเจ็บปวด คลื่นความถี่พิเศษ (อาร์เอฟ : RF) นี้จะไปรบกวนการทำงานของเส้นประสาทที่สื่อสัญญาณนำความเจ็บปวดไปยังสมอง ทำให้คลายความเจ็บปวดบริเวณนั้น ๆ เส้นประสาทเล็ก ๆ เส้นนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อแขนขา หรือความรู้สึกใด ๆ ที่แขนขา หรือผิวหนัง แต่จะรับความรู้สึกเจ็บปวดเฉพาะที่ข้อต่อสันหลัง หรือข้อต่อฟาเซต จากนั้นจะส่งสัญญาณความเจ็บปวดต่อไปยังสมองส่วนกลาง ดังนั้นการไปยับยั้งการทำงานของเส้นประสาทเส้นนี้จึงปลอดภัย ไม่มีอันตราย เพราะทำหน้าที่รับรู้ความเจ็บปวดเพียงอย่างเดียว

วิธีการทำงานของ RF นี้ ไม่ใช่วิธีการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้หลังทำการรักษา โดยวิธีนี้มีรายละเอียดคร่าว ๆ ดังนี้

1.ผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอ ปวดหลังเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดขึ้นจากข้อต่อฟาเซตเสื่อมหรืออักเสบ อาจสังเกตได้จากมีอาการเจ็บปวดเวลาเปลี่ยนท่าทางร่างกายจากนั่งเป็นลุกขึ้นยืน จากท่านอนเป็นนั่ง มีอาการขัด ๆ ที่บริเวณคอหรือหลัง หลังจากขยับคอหรือเอว ซักพักอาการปวดจะทุเลาลงระดับหนึ่ง มักมีอาการปวดขัดมากตอนเช้า

2. ทำการรักษาโดยใช้อุปกรณ์สื่อสัญญาณพิเศษ  (RF) คล้ายเข็มขนาดเล็ก โดยจะส่งสัญญาณไปยังตำแหน่งเส้นประสาทที่แม่นยำได้ โดยต้องอาศัยเครื่องเอกซเรย์แบบต่อเนื่องและประสบการณ์ที่ชำนาญของแพทย์ ใช้เวลาในการรักษาประมาณ 15–20 นาที

3. หลังการทำการรักษา ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บระบมบริเวณรอยเจาะประมาณ 1–2 วันเป็นเรื่องปกติ ให้หลีกเลี่ยงการทำงานหนักในช่วง 1–2 วันแรก อาการปวดคอ ปวดหลังจะทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ไปแล้ว 1 สัปดาห์ หรือโดยประมาณ 7 วัน เมื่อเส้นประสาทขนาดเล็กที่เป็นปัญหาเริ่มมีการสูญเสียสภาพ หน้าที่ในการส่งสัญญาณประสาท แต่เส้นประสาทนี้จะไม่ถูกทำลาย จะมีการงอกหรือกลับมาทำหน้าที่ตามปกติในอีก 8–12 เดือน

4.ข้อควรระวังหรือข้อแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้น้อย ได้แก่ ปัญหาการติดเชื้อ เลือดออก โดยทั่วไปป้องกันได้ เนื่องจากการรักษาจะทำในห้องผ่าตัดซึ่งเป็นห้องปลอดเชื้อ และสำหรับผู้ป่วยที่ทานยาละลายลิ่มเลือด แนะนำให้หยุดยาก่อนทำการรักษาอย่างน้อย 7 วัน

กล่าวโดยสรุป การรักษาโดยการใช้คลื่นชนิดพิเศษแบบ RF นี้ จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาอาการปวดคอ และปวดหลังเรื้อรังได้

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอก นายแพทย์ จิระเดช  ตุงคะเศรณี ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 7 เมษายน 2556

เผยเด็กป่วยข้ออักเสบพุ่ง แนะผู้ปกครองสังเกตอาการได้

thairath121219_001แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคข้อฯ เผยเด็กเป็นโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุมากขึ้น แนะผู้ปกครองสังเกตอาการของโรคได้ เมื่อเด็กมีอาการข้อติดในช่วงเช้าและช่วงอากาศเย็น…

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. พญ.โสมรัชช์ วิไลยุค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคข้อและรูมาติสซั่มในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก ว่า เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง ซึ่งจะพบได้ตั้งแต่อายุ 8 เดือน-16 ปี โดยสาเหตุการเกิดโรคนั้นยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ปัจจุบันพบอัตราการป่วยในเด็กเพิ่มมากขึ้น และโรคนี้สามารถเกิดได้กับทุกส่วนของร่างกาย อาทิ ข้อมือ เท้า เข่า สะโพก กระดูกต้นคอ และบริเวณขากรรไกร

ดังนั้น ผู้ปกครองสามารถสังเกตอาการของโรคได้คือ มีอาการข้อติดในช่วงเช้า หรือช่วงที่อากาศเย็นๆ จะทำให้ขยับข้อลำบากและปวดข้อมาก รวมถึงมีอาการข้อบวม และหากพบบุตรหลานมีอาการดังกล่าวควรรีบพามาพบแพทย์เพื่อทำการรักษา เนื่องจากหากปล่อยไว้นานๆ จะส่งผลให้เด็กพิการได้ ทั้งนี้ ระยะเวลาในการรักษาจะอยู่ที่ 1-3 ปี ซึ่งค่ารักษาจะอยู่ที่ 2-4 แสนบาท/ปี เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สูง ดังนั้น โรงพยาบาลจึงพยายามจะผลักดันยาดังกล่าวให้เข้าไปอยู่ในกลุ่มบัญชียาหลักเพื่อประชาชนจะได้เข้าถึงยามากขึ้น

พญ.โสมรัชช์ กล่าวต่อว่า การรักษาทำได้โดย
1.การให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ชนิดเม็ด
2.ยาคอร์ติโคลสเตียรอยด์
3.ยากลุ่มสารชีวภาพที่เป็นยาที่ออกฤทธิ์เร็วจับสารที่ก่อให้เกิดโรคข้ออักเสบโดยตรง และ
4.การฉีดยาเสตียร์รอยด์เข้าข้อ โดยจากสถิติทั่วโลกพบผู้ป่วย 2-20 ราย/ประชากร 1 แสนคน ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีการเก็บสถิติ.

ที่มา : ไทยรัฐ

  • 19 ธันวาคม 2555

การฉีดสเตียรอยด์ใช้ไม่ได้ผลกับอาการปวดหลังและปวดขา

Sciatica causes shooting pains in the lower back or more commonly down one leg

นักวิจัยชาวออสเตรเลียพบว่าการฉีดสเตียรอยด์ corticosteroid injections เข้ากระดูกสันหลังไม่มีผลระยะสั้นและระยะยาวเลยกับการรักษาอาการปวดหลังปวดตะโพก และให้ความแตกต่างเล็กน้อยในผู้ป่วยที่มีอาการปวดขา

Steroid injections DON’T work for back and leg pain

  • Steroid injections had no long-term effect on sciatica pain, according to a review of clinical trials
  • Researchers say conventional painkillers should be used instead and surgery as a last resort

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 13:49 GMT, 13 November 2012

Having steroid injections to ease back pain could be a waste of time, after researchers found they do little to alleviate sciatica.

The condition, which is a common form of leg and back pain, is caused when the sciatic nerve becomes compressed. This is most usually caused by a slipped disc.

Steroid injections are one of the treatment options on offer in the UK and U.S if painkillers and exercise fail to work.

Now Australian researchers have found that corticosteroid injections into the spine had no long or short-term effect on sciatica back pain.

They also had such a small short-term effect on leg pain that it made little difference to the patient.

‘I think it’s pretty clear that this treatment is not good to do,’ said Chris Maher, of The George Institute for Global Health in Sydney, Australia, who worked on the study.

Yet the use of epidural steroid injections to treat back pain of all sorts among Medicare patients nearly doubled from 741,000 in 2000 to about 1,438,000 in 2004, according to the researchers.

In the U.S., the cost of one shot can be several hundred dollars. It is also an option on the NHS in the UK.

For sciatica, which is thought to be caused by nerve damage, past studies have already questioned the effectiveness of spinal steroid shots.

Dr Maher and his colleagues set out to see whether past studies supported the use of epidural corticosteroid injections to help manage sciatica.

The team analysed the results from 23 clinical trials on thousands of patients. Each patient’s pain was ranked on a scale from zero to 100 – with higher scores representing worse pain.

For the back pain component of sciatica, the researchers found that the injections didn’t seem to make a difference over short or long periods of time.

When it came to leg pain, there was no difference a year or so after the injection, but there was a statistically significant six-point drop in pain scores over the short term – up to three months afterwards.

But that, according to Maher, is not enough to mean anything to a doctor or patient.

‘You can appreciate that six points on a hundred-point scale is a tiny difference, and in our view that is probably not clinically important,’ he said.

‘We really think the question is closed,’ he added.

‘So in terms of our research agenda, we’re moving on to other treatments for sciatica.’

However, not everyone agrees that steroid injections should be excluded from the hierarchy of treatments for sciatica.

‘In general, I think we’ve learned over the years that the epidural injections are turning out to be less and less successful… but there are times when they should be considered,’ said Dr Kirkham B. Wood, from Boston’s Massachusetts General Hospital.

He believes an injection should be considered, for example, in someone with sciatica resulting from a relatively recent herniated disc, ‘who time and medication has not helped.’

Wood does believe, however, that the injections are overused, and said there was a time when the injections were the go-to treatment for simple back pain.

‘I think the pendulum is certainly swinging away from their broad use,’ he said.

The fungal meningitis outbreak in the U.S., caused by a tainted supply of the steroid methylprednisolone will also likely dampen enthusiasm for the jabs, researchers acknowledged.

‘If this was a treatment that worked, then you’d have to weigh the benefits and the harm,’ Maher said.

Maher and his team, who published their results in the Annals of Internal Medicine on Monday, hope doctors will pick up on their findings but said it could take a while.

SOURCE : dailymail.co.uk

เต้นรำสัปดาห์ละครั้งลดอาการปวดจากโรคข้ออักเสบได้

Do-si-do: Dancing once a week could relieve the pain of arthritis

การออกกำลังกาย เช่น ชี่กง พิลาเตส โยคะ เต้นรำ สามารถลดความเจ็บปวดจากโรคข้ออักเสบได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้เกิดความสมดุล สุขภาพจิตดี การเคลื่อนไหวคล่องตัว และสนุกกับการใช้ชีวิต

How dancing just once a week could relieve the pain of arthritis

  • Just over half of arthritis sufferers who took part in exercise programme experienced pain relief
  • Exercises included dancing, yoga and Pilates

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 17:24 GMT, 13 November 2012

Having a waltz around the room or enjoying a yoga class can work wonders for millions of people suffering from arthritis, say researchers.

A study found hospital-based exercise programs such as Pilates, yoga or dance fitness can relieve the pain of the disease.

American scientists studied at the effectiveness of exercise programmes run by the Hospital for Special Surgery in New York City.

They found the weekly programmes significantly improved enjoyment of life and balance, and decreased pain and the severity and frequency of falls.

Sandra Goldsmith, director of the Public and Patient Education Department at HSS said: ‘When participants were asked to report their level of pain severity, there were statistically significant reductions in pain from pre- to post-test.

‘Pain is a huge factor in quality of life. If we can offer classes that help to reduce pain, that is a good thing.’

Researchers evaluated the effectiveness of the exercise programs, which included weekly classes of Tai Chi, yoga, mat and chair Pilates and dance fitness on 200 participants.

Surveys were administered before and after the exercise which included measures of self-reported pain, balance, falls and level of physical activity.

A pain intensity scale was used to quantify intensity of muscle or joint pain.

The team also measured pain interference on aspects of quality of life, including general activity, mood, walking ability, sleep, work, and enjoyment of life.

Roughly 53 per cent indicated that they experienced pain relief as a result of participating.

There was a 54 per cent improvement in general activity, mood, walking ability, sleep, normal work, and enjoyment of life.

Fewer respondents reported falling from pre- to post-test and fewer sustained injuries that required hospitalisation.

Dr Linda Russell, a rheumatologist, points out that the classes are low cost for patients.

‘We like to get all of our patients involved in exercise.

‘Patients benefit from supervised exercise programmes with regard to their overall sense of well-being and pain due to their arthritis.’

Osteoarthritis is a leading cause of disability in the UK, affecting around 8.5million adults.

Weight has a large influence on the prevalence of arthritis with nearly 30 per cent of obese adults suffering.

The latest study was presented at the recent American College of Rheumatology/Association of Rheumatology Health Professionals annual meeting.

SOURCE: dailymail.co.uk