เทคนิคพิชิตอาการปวดคอ

ถ้าถามว่า ใครบ้างไม่เคยปวดคอ เมื่อยคอ? ตอบได้เลยว่า หายาก! ดังนั้นเรื่องนี้จึงใกล้เคียงกับข้อมูลน่ารู้ที่เปิดเผยไว้ในเอกสารสุขภาพของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ที่ระบุไว้ว่า อาการปวดคอพบบ่อยเนื่องจากกิจกรรมของคนเราต้องกระทำในท่านั่ง คอจึงต้องทำหน้าที่รับน้ำหนักจากศีรษะเกือบตลอดทั้งวัน อีกทั้งคอยังเป็นอวัยวะที่เคลื่อนไหวได้หลายทิศทาง ไม่ว่าจะก้ม เงย เอียง และหมุน ล้วนปัจจัยที่ส่งผลให้คนเราเผชิญปัญหาปวดคอได้ร้อยละ 50 ของช่วงชีวิต

อาการปวดคอ ใครเป็นแล้วจะรู้สึกปวดตึงบริเวณคอ อาจร้าวไปยังบ่า สะบัก แขน เคลื่อนไหวคอได้น้อยลง บางรายมีอาการอ่อนแรงและชา

สำหรับอาการปวดคอนั้น มิได้เกิดจากการนอนผิดท่า หรือที่มักเรียกกันว่า นอนตกหมอน เท่านั้น หากแต่มีหลายสาเหตุตั้งแต่ลักษณะท่าทางไม่ถูกต้อง เช่น นั่งทำงานด้วยโต๊ะและเก้าอี้ที่ไม่ได้ระดับสัมพันธ์กับสรีระ การเอียงคอคุยโทรศัพท์นาน นั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์นาน ชอบเงยคอเวลาขับรถ นอนคว่ำหน้า นอกจากนี้ อาการปวดคอยังเกิดได้จากภาวะข้อเสื่อม ข้ออักเสบ ทว่าสาเหตุนี้มักพบในคนสูงวัย เนื่องจากกระดูกและข้อต่อมีหินปูนมาพอกหรือมีโรคข้อบางชนิด เช่น รูมาตอยด์

และถ้าไม่ใช่เพราะสองสาเหตุข้างต้น ก็อาจเกิดจากภาวะเครียดทางจิตใจ การพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยปัญหาใจและกายนี้มีส่วนทำให้กล้ามเนื้อคอหดเกร็งนานผิดปกติ จนปวดคอร่วมกับปวดศีรษะแถวท้ายทอย หรือแม้แต่การเกิดอุบัติเหตุที่บริเวณคอ จนคอต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เอ็นและกล้ามเนื้อถูกยืดมากจนฉีกขาด รวมทั้งการมีกระดูกคอผิดปกติแต่กำเนิด และสายตาผิดปกติ ก็เป็นสาเหตุให้ปวดคอได้เช่นกัน

ควรทำอย่างไรเมื่อรู้สึกปวดคอ? ลำพังการนำหมอนที่ใช้หนุนนอนไปตากแดดแก้เคล็ดตามความเชื่อก็อาจมีผลทางจิตใจ ทว่าในทางการแพทย์ แนะนำให้หยุดพัก และควรประคบร้อนหรือเย็นราว 15-20 นาที ทำเครื่องพยุงคอโดยนำผ้าขนหนูม้วนให้หนา จากนั้นพันรอบคอเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวและลดแรงกดจากน้ำหนักของศีรษะ ร่วมกับการกินยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอลหรือแอสไพริน แต่ถ้าบรรเทาปวดด้วยตนเองผ่านไป 5-7 วันแล้วไม่หาย ต้องไปพบแพทย์

ส่วนเทคนิคป้องกันการปวดคอ ทำได้ไม่ยาก เพียงบริหารกล้ามเนื้อคอเพื่อสร้างความแข็งแรง อุปกรณ์ก็ไม่ต้องหามาเพิ่ม แค่ใช้นิ้วมือของตัวเราเองช่วยบริหารคอ 3 ท่า เริ่มจากท่าแรก ตั้งคอตรง ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางวางที่หน้าผากพร้อมออกแรงกดไปทางด้านหลัง ระหว่างนั้นให้เกร็งศีรษะต้านแรงดันจากนิ้วไว้

ท่าต่อมา ตั้งคอตรง ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางวางที่ท้ายทอย จากนั้นออกแรงกดไปด้านหน้า พร้อมเกร็งศีรษะต้านแรงไว้ และท่าสุดท้าย ยังคงตั้งคอตรงและใช้สองนิ้วเดิมวางบริเวณขมับด้านขวา แล้วออกแรงกดไปด้านซ้าย และเกร็งศีรษะต้านแรงไว้ เสร็จแล้วทำสลับกับด้านซ้าย โดยแต่ละท่าที่แนะนำนี้ ให้เกร็งคอค้างไว้นาน 10 วินาที ทำท่าละ 10 ครั้ง วันละ 2-3 รอบ เพื่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์  25 ตุลาคม 2555

′′ปวดหลัง′′ ภัยเงียบของผู้หญิง

อาการ “ปวดหลัง” เป็นปัญหาที่พบในทุกเพศทุกวัยและเป็นปัญหาของคนทั้งโลก บางคนนานเป็นแรมเดือนและปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้เพราะกระดูกสันหลังสึกกร่อนไปตามวัย

เพ็ญพิชชากร แสนคำ ผู้อำนวยการสถาบันปรับโครงสร้างร่างกาย อริยะ อธิบายว่า อาการปวดหลังพบมากในคนวัยทำงานทั้งชายและหญิง อายุระหว่าง 27-50 ปี มีสาเหตุหลักมาจากการนั่งหลังงอ หรือนั่งไขว้ห้าง ซึ่งน้ำหนักจะเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งจนทำให้กระดูกสันหลังคด การทำงานอยู่หน้าจอคอมพ์ หรือพิมพ์งานนานๆ กล้ามเนื้อบริเวณไหล่และคอจะเกร็ง จึงปวดเมื่อยบริเวณบ่าและคอ การเดินบนรองเท้าส้นสูงนานๆ การยืนพักขาโดยทิ้งน้ำหนักไปข้างใดข้างหนึ่ง การกอดอก หรือแม้กระทั่งการนอนขดตัว การนอนทับข้างใดข้างหนึ่งก็ล้วนเป็นสาเหตุของอาการปวดหลัง คอ และบ่า หากสะสมนานๆ อาจกลายเป็นโรคปวดเรื้อรังได้

“ในปัจจุบัน การบำบัดรักษาอาการปวดหลังมีทั้งการทานยา ไปจนถึงการผ่าตัด อย่างไรก็ตาม แพทย์ทางเลือกอย่างแพทย์แผนไทยประยุกต์ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างร่างกาย โดยไม่ใช้ยา แต่ใช้เทคนิคเฉพาะของสถาบันปรับโครงสร้างร่างกายอริยะ เพราะจริงๆ แล้วสาเหตุของการปวดหลัง 90% มาจากความผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย นั่นคือเป็นความบกพร่องของระบบกระดูกกล้ามเนื้อ อีกเพียง 10% เท่านั้นที่มาจากการเป็นโรคอื่นๆ เช่น มะเร็ง ความบกพร่องของภูมิในร่างกาย โรคไต”

กระนั้น เราสามารถป้องกันแก้ไขอาการต่างๆ เหล่านั้นได้ หากเข้าใจอิริยาบถในวิถีชีวิต

“ปัจจัยที่มีผลต่อการปวดหลังมากที่สุดก็คือท่าทางการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่ถูกต้อง การอยู่ในท่าเดิมนานๆ ต่อเนื่องกัน ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน ยกของ ขับรถ การทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นานๆ การใส่รองเท้าส้นสูง ความอ้วน ลงพุง ฯลฯ การเคลื่อนไหวทุกอิริยาบถมีผลต่ออาการปวดหลังและเป็นสาเหตุหลักของอาการปวดหลังด้วย ดังนั้นการรู้จักตนเองจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปกับการรักษาที่ท่านรักษาอยู่ แม้จะรักษาด้วยวิธีการใดก็ตามจนหายขาด แต่ก็ต้องมีสติระลึกรู้ในอิริยาบถที่ถูกต้องในการใช้ชีวิต เพราะหากยังสร้างเหตุที่ผิดท่านอาจมีอาการกลับมาอีกได้”

ผู้หญิงอย่าปล่อยให้สูงวัยแล้วค่อยดูแลตัวเอง เพราะผลจากการดูแลสุขภาพวันนี้ ส่งผลถึงอนาคตข้างหน้า

หน้า 25,มติชนรายวันฉบับวันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม 2555 

ที่มา: มติชน 15 ตุลาคม 2555

คอมพิวเตอร์ทำให้กลายเป็นคนขี้โรค ป่วยโรคหัวใจ เบาหวาน และอ้วนง่าย

นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยซิดนีย์ เมืองจิงโจ้ แสดงความเป็นห่วงใยผู้ที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ วันหนึ่งเป็นเวลานานๆ จะพากันกลายเป็นคนขี้โรคกันหมด เพราะเหตุว่าจะเจ็บไข้เป็นโรคหัวใจ เบาหวาน และอ้วนได้ง่าย

พวกเขาพบในการศึกษาว่า แม้ว่าพนักงานตามสำนักงานหลายแห่ง จะพยายามป้องกันไว้แล้ว ด้วยการใช้เก้าอี้ที่ออกแบบพิเศษ คำนึงถึงสภาพและประสิทธิภาพในการทำงานของคนงาน หรือแม้แต่ยืนทำงาน ก็ยังไม่วายที่จะเกิดอาการปวดหลัง ปวดคอ ข้อมือและไหล่ อยู่ดี

หัวหน้านักวิจัยอ้างว่า เพราะมีการใช้คอมพิวเตอร์กันมากขึ้น จึงทำให้แทบจะลบล้างความพยายามในการออกแบบเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป ตั้งแต่สมัยยุคทศวรรษก่อนๆ ให้ดีขึ้นและใช้สะดวกขึ้นไปจนหมดสิ้น ยังคงมีเสียงร้องเรียนอาการปวดหลัง ปวดไหล่มากขึ้นอยู่ดี.

ที่มา: ไทยรัฐ 5 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

Corporate high flyers: the unintended victims of the paperless office

29 August 2012

Office workers from all professions are experiencing unprecedented levels of neck, back, shoulder and arm pain as an unintended consequence of the paperless office, according to new University of Sydney research.

The study, published in this month’s edition of WORK: a Journal of Prevention, Assessment and Rehabilitation, found that moves since the 1980s to improve occupational health and safety and workstation design may have been completely reversed by changing work practices, including longer duration of computer work and less task variability.

The survey of more than 900 office workers found a direct correlation between the amount of time spent at a computer and the likelihood of experiencing musculoskeletal pain over a 12 month period.

Eighty-five percent of people who spent more than eight hours a day working with a computer experienced neck pain, 74 percent reported shoulder pain and 70 percent reported lower back pain.

“Since I started assessing offices for computer workstation safety in the early 1980s, I’ve noticed massive changes with the amount of computer work now performed by office workers, particularly professional and executive workers,” says Karin Griffiths, lead author of the research and doctoral candidate in the University’s Faculty of Health Sciences.

“Better workstation design, seating and health education has not resulted in any observable decrease in the number of office workers reporting pain over the last 20 to 30 years. In fact, recent research shows that prolonged sitting and the lack of physical activity associated with computer work is the main problem, and may be contributing to cardiovascular disease, diabetes and obesity along with musculoskeletal pain,” she says.

As part of her research, Griffiths, who also works as an occupational health and rehabilitation physiotherapist, compared office workers in different occupations, the number of hours of computer-based work they reported, and whether they experienced pain or other health problems.

While musculoskeletal symptoms affect all office workers, those who spent more time at their computers, including professionals and senior executives, were the hardest hit.

“Though traditionally it was predominantly non-professional employees such as secretaries, data entry and call centre workers who were subjected to long hours of computer-based work, now all office workers, including more highly skilled or senior employees such as architects and engineers, tend to spend a longer day in front of the computer and so are more likely than ever before to experience musculoskeletal pain,” Griffiths says.

“Non-professional groups have generally been the focus of research in this area, so I felt that the literature was neglecting managers and higher level employees. Anyone who works in an office knows that whatever your occupation and level of seniority, you’re likely to be spending long hours every day at a computer.”

According to Griffiths, with long computer-based work here to stay, the key to preventing musculoskeletal pain among office workers lies in changing workstation design and how we do our jobs so that we are obliged to stand and walk more often during work hours.

Activity-based workplaces, in which computer and non-computer work tasks can be completed at a variety of seated and standing workstations, are an example of an encouraging movement towards more mindful office design.

Other ways of reducing the risk of musculoskeletal symptoms at work could include discouraging internal emails on the same floor to encourage employees to walk to their colleagues instead, ‘kitchen table’ type meetings that encourage people to stand and walk, or work systems that require frequent standing breaks, such as placement of telephones on a standing bench.

“Offices need to be designed to stimulate physical activity among employees. We need to start including standing workstations and encourage more standing and walking within offices as a matter of course for everyone who uses a computer for most of their day,” Griffiths says.

SOURCES: sydney.edu.au

“แพทย์ทางเลือก” ศาสตร์เพื่อการแสวงหาทาง “รอด” โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

ผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมงานที่เกี่ยวกับแพทย์ทางเลือกหลายครั้ง ทั้งศาสตร์แผนไทยและศาสตร์แผนจีน และทุกครั้งก็จะขอลองใช้ศาสตร์ทางเลือกเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยผึ้ง การตอกเส้น หมอแมะจับชีพจรเพื่อตรวจสุขภาพ หรือแม้แต่ทดลองฝังเข็ม ซึ่งมีให้เลือกอย่างหลากหลาย ผู้เขียนก็ชอบและสนใจเสียด้วย ดังนั้น เมื่อมีโอกาสก็จะขอใช้บริการและทดลอง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับตัวเอง

ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ และการประชุมวิชาการประจำปีการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก ครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 5-9 กันยายน 2555 ซึ่งจบลงไปแล้ว กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกของ คุณหมอสุพรรณ ศรีธรรมมา หัวเรือใหญ่ รายงานความสำเร็จด้วยยอดผู้เข้าร่วมงาน 5 วัน กว่า 150,000 คน ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสนใจด้านสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และการรักษาด้วย “การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก”

มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 9 นอกจากความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐแล้ว ยังมีองค์กรเอกชนไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิสุขภาพไทย มูลนิธิหมอชาวบ้าน มูลนิธิชีววิถี มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) รวมถึงบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ร่วมจัดงานให้ยิ่งใหญ่สมกับการประชุมวิชาการประจำปีและการประชุมการแพทย์ลุ่มน้ำโขง อันเป็นการขับเคลื่อนภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก เพื่อพัฒนาการสร้างและจัดการองค์ความรู้ สร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายต่างๆ เป็นการเสริมสร้างศักยภาพในการพึ่งตนเองด้านสุขภาพ โดยปีนี้ เขามีหัวข้อหลักว่า “นวดไทย มรดกไทย สู่มรดกโลก”

ความหมายการแพทย์ทางเลือกสำหรับประเทศไทย สำนักการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ ให้นิยามไว้ หมายถึง การแพทย์ที่ไม่ใช่การแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์พื้นบ้านไทย การแพทย์อื่นๆ ที่เหลือถือเป็น “การแพทย์ทางเลือก” ทั้งหมด และมีการจำแนก การแพทย์ทางเลือก ตามการนำไปใช้ ประกอบด้วย

Complementary Medicine คือ การแพทย์ทางเลือกที่นำไปใช้เสริมหรือใช้ร่วมกับการแพทย์ แผนปัจจุบัน

Alternative Medicine คือ การแพทย์ทางเลือกที่สามารถนำไปใช้ทดแทนการแพทย์แผนปัจจุบันได้ โดยไม่ต้องอาศัยการแพทย์แผนปัจจุบัน

จากรายงานการศึกษาของ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (ตุลาคม 2540) ทำการส่งแบบสอบถามไปยังหน่วยงาน กรม กอง ทางวิชาการในส่วนกลาง และหน่วยงานส่วนภูมิภาคของกระทรวงสาธารณสุขที่คาดว่าเกี่ยวข้อง จำนวน 253 หน่วยงาน เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานด้านการแพทย์ทางเลือกจากหน่วยงานต่างๆ ดังกล่าว พบว่า ศาสตร์ที่คนไทยรู้จัก ให้ความศรัทธาและมีความนิยมใช้จำนวน 25 ศาสตร์ คือ สมุนไพร การนวด สมาธิ/โยคะ, การนวดศีรษะ, รำมวยจีน/ไทเก็ก, พลังรังสีธรรม, สมาธิหมุน, ชีวจิต, พลังจักรวาล/โยเร, การฝังเข็ม, การฟังดนตรี, การสวดมนต์/ภาวนา, อบสมุนไพร, การใช้เครื่องหอม/ยาดม, การใช้วิตามิน/เกลือแร่/อาหารปลอดสารพิษ, ดื่มน้ำผัก/ผลไม้, การสวนล้างพิษ, การดูหมอ/รดนำมนต์, ศิลปะบำบัด,
การผ่อนคลายแบบ Biofeedback, การใช้คาถา/เวทมนต์, การเพ่งโดยการใช้แสง สี เสียง, การเข้าทรงนั่งทางใน, การใช้เก้าอี้แม่เหล็กไฟฟ้า, การใช้วิชาธรรมจักร

นอกจากนี้ยังมีการนำศาสตร์การแพทย์ทางเลือกรูปแบบต่างๆ ไปใช้ในกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรังต่างๆ ร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ที่ชัดเจนที่สุดคือ กลุ่มเพื่อนมะเร็งที่มีการนำเอาการแพทย์ทางเลือกทั้งในรูปแบบของอาหารสุขภาพ การนั่งสมาธิ การใช้หินบำบัด ฯลฯ มาใช้ร่วมด้วย (ข้อมูล : สำนักการแพทย์ทางเลือก)

เรื่องการแพทย์ทางเลือก นอกจากศาสตร์โบราณของไทยแล้ว ศาสตร์ด้านแพทย์แผนจีน ก็ได้รับความสนใจจากคนไทยมากเช่นกัน ผู้เขียนมีโอกาสเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการ The First Acupuncture Forum ประจำปี 2555 ขึ้น ซึ่งเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการประชุมด้านศาสตร์การแพทย์แผนจีนที่มีมาตรฐานระดับสากล

ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่เป็นแพทย์แผนปัจจุบัน ที่ผ่านการอบรมหรือเรียนเพิ่มเติมด้านศาสตร์การแพทย์แผนจีน โดยเน้น “การฝังเข็ม” เพื่อการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคไตวายเรื้อรัง ซึ่งน่าสนใจในการเป็นแพทย์ทางเลือกเพื่อการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นปัญหาทั้งในประเทศไทยและของโลก

ในครั้งนี้ได้มีการลงนามความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างสมาคมแพทย์ฝังเข็มและสมุนไพร โรงพยาบาลนครปฐม โดยอธิบดีกรมควบคุมโรค และมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในเชิงวิชาการด้านการแพทย์และการสาธารณสุขของทั้งสองประเทศในอนาคต

การฝังเข็มอยู่ในศาสตร์แพทย์ทางเลือก ซึ่งตรงตามความหมายของคำ ขึ้นอยู่กับผู้รับการรักษา ที่จะเลือกวิธีการรักษาด้วยตนเอง หรือจะใช้การรักษาร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันก็ได้ ด้านความน่าเชื่อถือของศาสตร์การฝังเข็มนั้น ข้อมูลจากคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ในปี 2552 องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านการฝังเข็มจากทั่วโลก กำหนดรายชื่อโรคที่ยอมรับในการรักษาหรือบรรเทาอาการด้วยวิธีฝังเข็ม 

1.การรักษาที่ได้ผลเด่นชัด เป็นพิเศษ
อาการปวด ปวดต้นคอเรื้อรัง หัวไหล่ ข้อศอก สันหลัง ปวดเอว ปวดหัวเข่า ปวดจากโรครูมาตอยด์ ปวดจากการเคล็ดขัดยอก ปวดประจำเดือน ปวดนิ่วในถุงน้ำดี ปวดศีรษะ มีสาเหตุมาจากความเครียด หรือก่อนการมีประจำเดือน ปวดเนื่องจากสาเหตุต่างๆ ปวดในระบบทางเดินปัสสาวะ ปวดเส้นประสาท หรือปวดเส้นประสาทบนใบหน้า ปวดหลัง การผ่าตัด ปวดไมเกรน อาการซึมเศร้า

โรคอาการทั่วไป อัมพฤกษ์ และผลข้างเคียงหลังจากป่วยด้วยโรคทางสมอง ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ งูสวัด เม็ดเลือดขาวน้อยกว่าปกติ สมรรถภาพทางเพศถดถอย ภูมิแพ้ หอบหืด หวาดวิตกกังวล นอนไม่หลับ ขากรรไกรค้าง แพ้ท้อง คลื่นเหียนอาเจียน การเลิกเหล้าบุหรี่ ยาเสพติด

2.การรักษาที่ให้ผลดี อาการเจ็บเฉียบพลันหรือเรื้อรังในลำคอ (ต่อมทอนซิล) อาการวิงเวียนศีรษะสาเหตุจากน้ำในช่องหู สายตาสั้นในเด็ก

เด็กในครรภ์มารดาอยู่ในท่าขวาง (ทำให้คลอดยาก) อาการผิดปกติของลำไส้เมื่อเกิดความเครียด

3.การรักษาที่ได้ผล ท้องผูก ท้องเดิน การมีบุตรยาก ที่มีสาเหตุจากทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย กระเพาะอาหารเลื่อนต่ำ เรอบ่อย ปัสสาวะไม่รู้ตัว ไม่คล่อง ไซนัสอักเสบ หญิงหลังคลอดมีน้ำนมไม่พอ

อย่างไรก็ตาม ในทรรศนะของผู้เขียน “แพทย์ทางเลือก” ทั้งศาสตร์ไทยและจีน นับเป็นศาสตร์ทางเลือกอย่างหนึ่งเพื่อการแสวงหา “ทางรอด” ให้กับผู้ป่วย รวมถึงการใช้เป็นทางเลือกเพื่อการป้องกันโรค ซึ่งผู้ป่วยหรือประชาชนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้แบบใดในการดูแลสุขภาพของตนเอง

…นั่นหมายถึง..ทางเลือกเพื่อให้ “รอด” ชีวิต ด้วยการเลือกใช้ “แพทย์ทางเลือก” เป็นสิทธิที่ท่านหรือพวกเราจะเลือกได้นะครับ…

หน้า 6, มติชนรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม 2555 

ที่มา: มติชน 4 ตุลาคม 2555

การป้องกันการปวดหลัง โดย หน่วยสุขศึกษา ฝ่ายผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

จะป้องกันการปวดหลังได้อย่างไร

  • นอนให้ถูกท่า คือการนอนในลักษณะนอนหงาย แล้วสอดหมอนใบเล็กๆ ไว้ที่ใต้เข่า หรืออาจจะนอนตะแคงข้างโดยสอดหมอนใบเล็กๆ หนีบไว้ระหว่างเข่าทั้งสองข้าง
  • พยายามรักษาน้ำหนักให้อยู่ในระดับปกติ ไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป เพราะกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างจะต้องคอยแบกรับน้ำหนักตัวมากทำให้ต้องเกร็งอยู่ตลอดเวลา

ท่าหยิบของในที่สูง

  • หลีกเลี่ยงการก้มตัวงอ หรือการบิดตัวซ้ำๆ
  • ถ้าจำเป็นต้องหยิบของที่อยู่บนชั้นสูงๆ ควรเลี่ยงการเอื้อมมือไปหยิบ แต่ควรใช้ บันไดที่มีที่เหยียบที่แข็งแรง แล้วปีนไปใกล้ๆ แล้วค่อยหยิบ เลี่ยงการยกของที่มีน้ำหนักมากเกินไป ทางที่ดีที่สุดคืออย่าเก็บของที่จำเป็นต้องใช้บ่อยๆ ไว้บนที่สูง
  • เมื่อต้องนั่งหรือยืนเป็นเวลานานๆ เช่นการนั่งโดยสารบนรถ หรือบนเครื่องบิน ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ
  • หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กล้ามเนื้อหลังยืดหยุ่นและแข็งแรงดีขึ้น
  • เลือกที่นอนที่แข็งแรง รวมทั้งฟูกที่นอน หากเป็นที่นอนนิ่มควรมีแผ่นกระดานแข็งๆ รองรับข้างใต้ จะช่วยให้ปวดหลังน้อยลง
  • พยายามหาวิธีหรือเทคนิคที่ใช้ในการผ่อนคลายเพื่อจัดการกับความเครียด เช่น การนั่งสมาธิ สวดมนต์ ดูหนัง ฟังเพลง หรือไปออกกำลังกายเบาๆ เช่น ไทชิ เต้นรำ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ออกกำลังและฝึกความยืดหยุ่นไปในตัว

ท่ายืน ท่ายกของ และท่านั่งที่ถูกต้องท่าที่ป้องกันการปวดหลัง

  • ยืนให้ตัวตรง เพื่อให้ทิ้งน้ำหนักตัวไปยังเท้าเบื้องล่างอย่างสมดุลทั้งสองข้าง และกล้ามเนื้อหลังไม่จำเป็นต้องเกร็งเพื่อรับน้ำหนัก
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนักมากเกินกำลัง และเมื่อจำเป็นต้องก้มลงไปยกของที่พื้น ให้ใช้วิธีย่อเข่าลงแล้วค่อยๆ ลุกขึ้น พยายามให้หลังตั้งตรงขณะกำลังลุกขึ้นยืน
  • ขณะนั่งทำงาน ควรเลือกใช้เก้าอี้ที่มีเบาะหรือพนักด้านหลังคอยพยุงน้ำหนักของหลังส่วนล่าง จะช่วยป้องกันการปวดหลังเมื่อต้องนั่งทำงานนานๆ ได้

ท่าออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง

ยกกระดูกเชิงกราน

นอนราบลงกับพื้น งอเข่าวางเท้าราบกับพื้น ปล่อยตัวตามสบาย แล้วเกร็งกล้ามเนื้อท้องน้อย ค่อยๆ ยกขึ้นจนส่วนนั้นลอยเหนือพื้น เหมือนกับกระดกกระดูกเชิงกรานขึ้น แล้วเกร็งกล้ามเนื้อสะโพกเพื่อค้างไว้อย่างนั้นประมาณ 10 วินาที ค่อยผ่อนคลาย

ยกเข่า

นอนราบลง ยกเข่าขึ้นข้างหนึ่งงอไว้ ตั้งเข่าอีกข้างหนึ่งให้เท้าวางราบกับพื้น ประสานมือ กอดไว้ใต้เข่าด้านที่ยกขึ้นให้เข่าชิดแนบอก นับ 1 – 5 ในใจ แล้วปล่อยลง จากนั้นค่อยเปลี่ยนเป็นอีกข้าง

นอนคว่ำ

วางแขนข้างตัวให้ลำแขนแนบพื้น จากนั้นค่อยๆ ยกศีรษะขึ้นจนลำแขนตั้งฉาก ปล่อยหลังและขาไม่ต้องเกร็งยืดตัวส่วนบนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วค้างไว้ประมาณ 30 วินาทีในครั้งแรก แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาค้างมากขึ้นจนถึงประมาณ 2 นาที

ยืดเอ็นร้อยหวายและต้นขา

นอนราบลงกับพื้น ตั้งเข่าข้างหนึ่งให้เท้าราบกับพื้น ยกขาอีกด้านให้ตั้งฉาก มือกอดไว้ใต้เข่า แล้วค่อยๆ ยกปลายเท้าขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยให้เข่างอน้อยที่สุด จนรู้สึกว่าต้นขาตึงค้างไว้แล้วนับ 1 – 5 แล้วจึงเปลี่ยนมาทำกับอีกข้างที่เหลือ

ที่มา: หน่วยสุขศึกษา ฝ่ายผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

โรคปวดหลัง โดย รศ.นพ.ทวีชัย เตชะพงศ์วรชัย ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

chulalongkornhospital-back1.jpg (780×1074)

chulalongkornhospital-back2.jpg (780×1172)

ที่มา: หน่วยสุขศึกษา ฝ่ายผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

 

 

นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

โรคนิ่วเป็นอีกโรคหนึ่งที่ไม่เฉพาะแค่ผู้ที่มีความเสี่ยงจะต้องหันมาใส่ใจเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงข้อควรระวัง รวมไปถึงการรักษาของแพทย์ประจำตัวท่านด้วย

ในฉบับนี้จะขอกล่าวถึง อาการ การตรวจวินิจฉัย การรักษา รวมไปถึงการป้องกันของโรคนิ่ว 2 ประเภทคือ นิ่วในไตหรือท่อไต และนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

อาการของโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ

นิ่วในทางเดินปัสสาวะ เป็นภาพใหญ่ที่ทุกท่านสามารถทำความเข้าใจได้ อาการจะขึ้นอยู่กับขนาดของนิ่ว ตำแหน่งที่นิ่วนั้นอุดอยู่ นิ่วนั้นจะไปอุดทางเดินปัสสาวะมากน้อยแค่ไหน หากเป็นในระยะแรกร่างกายอาจขับก้อนนิ่วออกมาได้เองทางปัสสาวะ ซึ่งจะพบตะกอนเหมือนก้อนกรวดเล็ก ๆ ปนออกมาพร้อมกับปัสสาวะ แต่ถ้าก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่ขึ้นจะมีการอุดตันมากขึ้น จึงมีการเสียดสีและทำให้เกิดการบาดเจ็บ จนมีเลือดออก และส่งผลให้ปัสสาวะมีสีแดงขึ้นจากเลือด หรือบางกรณีมีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อ

อาการของนิ่วในไตหรือท่อไต

มักมีอาการปวดบริเวณเอวด้านหลังที่เป็นตำแหน่งของไต เวลาที่ก้อนนิ่วหลุดมาอยู่ในท่อไต จะมีอาการปวดชนิดรุนแรงมาก เหงื่อตก และมักเกิดเป็นพัก ๆ ปัสสาวะอาจมีเลือดหรือเป็นสีน้ำล้างเนื้อร่วมด้วยได้ เรื่องปวดหลังต้องเข้าใจว่า ถ้าปวดเพราะทำงานหนักหรือนั่งทำงานมานาน ๆ กล้ามเนื้อหลังอาจล้าหรือปวดได้ อันนี้เป็นเรื่องของการปวดเมื่อยซึ่งเป็นกันมาก จนอาจสับสนว่าเป็นนิ่วได้ ถ้านิ่วลงมาอุดตันบริเวณท่อไตต่อกับกระเพาะปัสสาวะ ผู้ป่วยจะมีอาการระคายเคืองเวลาปัสสาวะ อยากปัสสาวะ แต่ปัสสาวะขัด และกะปริดกะปรอย ในกรณีที่มีการติดเชื้อแทรกซ้อนจะมีอาการไข้ร่วมด้วย หากปล่อยให้เป็นนิ่วไปนาน ๆ โดยไม่ได้รับการรักษาจะทำให้ไตบาดเจ็บเรื้อรัง ส่งผลให้ไตมีรูปร่างและทำงานผิดปกติมากขึ้น นำไปสู่ภาวะไตวายได้ในที่สุด

อาการของนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

มีอาการปัสสาวะขัด สะดุด ถ่ายเจ็บ ไม่สะดวก บางทีออกกะปริดกะปรอยหรือออกเป็นหยดขุ่นหรือขาวเหมือนมีผงแป้งอยู่ บางครั้งมีเลือดหรือเป็นสีน้ำล้างเนื้อ อาจมีสิ่งที่คล้ายกรวดทรายปนออกมากับปัสสาวะ ถ้านิ่วไปอุดท่อทางเดินปัสสาวะ ก็จะทำให้เกิดการอยากถ่ายปัสสาวะอยู่เสมอ แต่ก็ถ่ายไม่ออก

เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาความผิดปกติจากปัสสาวะ โดยแพทย์จะตรวจหาเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ และหากพบว่ามีเม็ดเลือดขาว อาจแสดงให้เห็นถึงภาวการณ์ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และตรวจการทำงานของไตโดยการดูค่า เครตินิน จากการเจาะเลือด

นอกจากนี้ แพทย์ยังอาจใช้วิธีการตรวจทางรังสีร่วมด้วย ซึ่งการตรวจทางรังสี มีดังนี้

1. เอกซเรย์ หากพบว่ามีเงาไต ซึ่งเป็นนิ่วที่ทึบแสงก็สามารถเห็นนิ่วได้ หากเป็นนิ่วที่ไม่ทึบแสงก็ไม่สามารถเห็น

2. ไอวีพี (IVP) เป็นการฉีดสีเข้าเส้นเลือดดำ ซึ่งสีจะถูกขับออกทางไต หลังจากฉีดสีแล้วจะทำการเอกซเรย์เงาไตที่เวลาต่าง ๆ หลังฉีดสี เพื่อดูรูปร่างและลักษณะของไตว่ามีการอุดตันจากนิ่วหรือไม่ รวมถึงการทำงานของไตว่าดีมากน้อยแค่ไหน

3. อัลตราซาวด์ เพื่อดูลักษณะรูปร่างของไต ดูนิ่วในไต ซึ่งบางชนิดไม่สามารถเห็นได้จากการเอกซเรย์ปกติ เนื่องจากนิ่วไม่ทึบแสง อาจพบว่าไตมีการบวมจากการอุดตันของนิ่ว ข้อดีคือ สามารถตรวจในคนท้องได้ ไม่ต้องเจอรังสี ทำในคนสูงอายุได้อย่างปลอดภัย ข้อเสียคือ มักจะไม่พบนิ่วที่ท่อไตและความไวในการตรวจต่ำ

ด้านการรักษาทางการแพทย์มีหลายวิธี โดยแพทย์จะพิจารณาอาศัยข้อมูลเรื่องขนาดของนิ่ว ตำแหน่งของนิ่ว ความแข็งของนิ่ว ไตบวมมากหรือน้อย รวมทั้งการอักเสบของไต เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อพิจารณาเลือกวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละราย บางรายอาจเหมาะสมที่จะรักษาด้วยการสลายนิ่ว แต่บางรายก็ไม่เหมาะสมที่จะสลายนิ่ว แต่อาจรักษาได้ด้วยวิธีอื่น ๆ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อจะได้เข้าใจถึงเหตุผลที่แพทย์เลือกวิธีนั้น ๆ ในการรักษา

การรักษาทางยา เป็นวิธีการรักษาที่เหมาะสำหรับในรายที่เป็นนิ่วขนาดเล็กในไตหรือท่อไต ลักษณะกลม เรียบ มีอาการปวดไตน้อย และไม่อักเสบรุนแรง

การรักษาด้วยการสลายนิ่วด้วยเครื่องช็อคเวฟ (SHOCKWAVE) เหมาะสำหรับนิ่วในไต หรือ ท่อไตขนาดปานกลาง โตประมาณ 2-3 เซนติเมตร

การรักษาด้วยการใช้กล้องส่องเข้าไปคีบ ขบ กรอนิ่ว เหมาะสำหรับนิ่วในกระเพาะปัสสาวะและท่อไต ผู้ป่วยไม่มีแผลผ่าตัดสามารถสอดกล้องเข้าไปตามท่อปัสสาวะได้

การรักษาด้วยการเจาะสีข้างเข้าไปในไตเพื่อส่องกล้องและกรอนิ่ว เหมาะสำหรับนิ่วขนาดปานกลาง และโตแบบไม่แตกแขนง

การรักษาด้วยการผ่าตัด เหมาะสำหรับนิ่วขนาดใหญ่ เช่น นิ่วเขากวางในไต นิ่วในท่อไตที่ติดแน่น ผู้ป่วยที่มีอาการอักเสบรุนแรงซึ่งต้องรีบขจัดนิ่วออก ผู้ป่วยที่มีไตเสื่อมมากแล้ว เป็นต้น

สำหรับการป้องกันการเกิดโรคนิ่ว แพทย์มีคำแนะนำดังต่อไปนี้

– ให้ดื่มน้ำมากกว่าวันละ 8 แก้ว หรือให้ได้ปริมาตรของปัสสาวะมากกว่า 2 ลิตรต่อวัน เพื่อลดความอิ่มตัวของสารก่อนิ่วในปัสสาวะและลดโอกาสการก่อผลึกนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

– บริโภคอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วนและสัดส่วนที่เหมาะสม ให้ลดอาหารที่มีเนื้อสัตว์ ไขมันสัตว์ อาหารหวานมาก-เค็มมาก และอาหารที่มีกรดยูริกสูง ได้แก่ หนังสัตว์ปีก ตับ ไต ปลาซาร์ดีน เป็นต้น

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีออกซาเลตสูง เช่น งา ผักโขม ช็อกโกแลต สตรอเบอรี่ ชา ถั่ว แอปเปิ้ล หน่อไม้ฝรั่ง บรอคโคลี ชีส เบียร์ น้ำอัดลม กาแฟ โกโก้ ไอศกรีม นม ส้ม สับปะรด วิตามินซี โยเกิร์ต ฯ

– ผู้ที่มีนิ่วควรรับประทานอาหารที่มีใยมาก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

สำหรับผู้ที่มีอาการผิดปกติและสงสัยว่ามีนิ่วในไตควรปรึกษาแพทย์
ส่วนคำถามสำคัญก็คือ ผู้ที่เคยเป็นนิ่วแล้วมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นโรคนิ่วอีกครั้งได้หรือไม่ ต้องตอบว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้อีก ดังนั้น การป้องกันรักษาตัวไม่ให้เกิดโรคนิ่วจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด และควรพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอหลังการรักษานิ่ว

เรื่องราวเกี่ยวโรคนิ่วยังมีอีก สามารถติดตามต่อได้ แต่หากมีข้อสงสัย หรือกังวลว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วหรือไม่ สามารถมาฟังการบรรยายได้ในงาน “ความรู้เรื่องนิ่วในทางเดินปัสสาวะ เพื่อประชาชน ครั้งที่ 2 : จะป้องกันนิ่วได้อย่างไร” ในวันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม 2555 ตั้งแต่เวลา 07.00-12.00 น. ณ ชั้น 9 อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมด้านการแพทย์และโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ คุณนงลักษณ์ โทร. 08-5669-9325 ในวันและเวลาราชการ ด่วน!!..รับจำนวนจำกัดเพียง 200 ท่านเท่านั้น..

ผศ.นพ.วิทย์ วิเศษสิทธุ์
หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา:  เดลินิวส์ 29 กันยายน 2555

นิ่วในท่อไตเป็นโรคหนึ่งที่ทำให้ปวดหลัง

โรคปวดหลังเกิดจากหลายสาเหตุ ถ้าเป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาทางภาคอีสานจะต้องนึกถึงเรื่องนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะไว้ด้วย แต่ก่อนพบบ่อย ตามโรงพยาบาลทางภาคอีสานจะเห็นเอากองนิ่วมาแสดงตั้งให้เห็น โดยเฉพาะโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี เคยเห็นวางกองใหญ่มาก มาปัจจุบันแต่ละแห่งค่อยลดน้อยลงไป จากการดูแลสุขภาพดีขึ้น

นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ อาจเกิดตำแหน่งใดก็ได้ ตัวไตเอง ต่อมาเป็นท่อไต ลงมาถึงกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ ในอดีตที่ผมเคยเป็นแพทย์ต่างจังหวัดพบได้ทุกตำแหน่ง ที่ไตมากสุด รองลงมาเป็นกระเพาะปัสสาวะ ท่อไต และท่อปัสสาวะ ปัจจุบันที่ไตและท่อไตยังพบอยู่ ที่กระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะน้อยลงไป อาการสำคัญที่มาคือ เรื่องปวดหลัง ลักษณะการปวดเป็นแบบจี๊ด ๆ เหมือนมีอะไรมาบิดแล้วร้าวลงล่าง บางครั้งปวดมากถึงกับดิ้นไปมาด้วยความปวดทีเดียว

สาเหตุ มีคนศึกษากันมากว่า สาเหตุของนิ่วเกิดจากเหตุใด ผมเคยไปขอคุยกับ ดร.ปิยะรัตน์ โตสุโขวงศ์ ภาควิชาเคมี รพ.จุฬาฯ และ ศ.นพ.เกรียง ตั้งสง่า ถึงการวิจัยนิ่วในไตหลายปีมาแล้ว ผลพอนึกออกว่าเกิดจากการไม่สมดุลของการบริโภคอาหาร และอื่น ๆ อีกหลายท่านก็คล้าย ๆ กัน สรุปว่ายังไม่ชัดเจน ทำให้การป้องกันเป็นทางการยังไม่มี มักจะพูดว่าให้กินน้ำมาก ๆ ลดอาหารพวกไขมัน และผักใบเขียวที่จะทำให้เกิดผลึกยูริก โดยสรุปประชากรทางภาคอีสานยังพบได้บ่อยมีให้เห็นอยู่เสมอ

การวินิจฉัยโรค นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก เป็นประเภทฟอสเฟต, อ๊อกซาเลท เวลาถ่ายภาพทางรังสีจะเห็นชัดเจน อีกประเภทหนึ่ง เห็นจาง ๆ ไม่ชัด และ พวกสุดท้าย ไม่เห็นเลย เป็นประเภทผลึกยูริก มักจะพบกับคนในเมือง อาการของทั้งสามชนิดทำให้ปวดหลังเช่นเดียวกัน ก่อนนี้ใช้เอกซเรย์ธรรมดาพร้อมฉีดสีดู ก็บอกได้ว่านิ่วอยู่ที่ใด หน้าที่ของไตเป็นอย่างไร ปัจจุบันเครื่องมือด้านนี้พัฒนามากทำให้วินิจฉัยได้ง่ายขึ้น

การรักษา ในอดีตนิ่วในท่อไตมักพบเป็นก้อนโต ๆ ราว 1 ซม. อุดคาอยู่ ปัสสาวะไหลลงได้ยาก คนไข้จะมาด้วยเรื่องปวดหลัง ปวดบ่อยจนทรมาน ถ้าก้อนยังเล็กจะปวดเป็น ๆ หาย ๆ ปวดมากไม่ผ่อนคลายก็จะมาให้แก้ไข เดิมผ่าตัดอย่างเดียว เป็นแผลทางยาวบริเวณบั้นเอว เมื่อพบนิ่วเอานิ่วออกจะใส่สายยางคาไว้สัก 3-4 วัน ดูพอปัสสาวะไหลออกดี ไม่มีการติดเชื้อเอาสายยางออกก็กลับบ้านได้

ปัจจุบันหากก้อนเล็ก ๆ จะใช้การขบให้ละเอียดผ่านทางกล้องเข้าทางท่อปัสสาวะเข้าไปหรือใช้สายยางส่วนปลายเหมือนตะกร้อคล้องก้อนนิ่วออกมา หรือยิงด้วยแสงเลเซอร์ให้แตกละเอียดแล้วล้างเศษก้อนนิ่วออกมา แล้วแต่ดุลพินิจของศัลยแพทย์จะพิจารณาว่าจะเป็นแบบใดดี ยิ่งปัจจุบันศัลยแพทย์ทางด้านนี้มีประสบการณ์มาก ต่างจังหวัด เช่น โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี รพ.มหาสารคาม มีผลงานเด่นเรื่องนิ่วอยู่ตลอด

คนไข้หญิงอายุ 61 ปี ไตข้างขวาถูกตัดไปจากเป็นโรคในอดีต ปวดหลังบ่อยแบบบิด ๆ ตรวจพบเป็นนิ่วแบบมองเห็นในภาพเอกซเรย์ในท่อไตซ้ายขนาดราวครึ่ง ซม. นพ.สมเกียรติ พุ่มไพศาลชัย ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ รพ.ราชวิถี กรมการแพทย์ ได้ใส่กล้องทางท่อปัสสาวะเข้าจนถึงท่อไตซ้าย ก้อนนิ่วเล็กอยู่สูงหลุดลอยขึ้นหลบในแอ่งหลืบในไต ยังเอาออกไม่ได้ จึงได้คาสายยางไว้ ป้องกันท่อไตอักเสบบวมปัสสาวะจะไหลลงออกไม่ได้ เพราะเหลือไตข้างเดียว

อีก 2 อาทิตย์ต่อมาได้ยิงก้อนนิ่วจากภายนอกให้กระจายเล็กลง พร้อมดึงสายยางออกจะได้ปัสสาวะออกเป็นปกติ คนไข้รายนี้แสดงถึงก้อนนิ่วขนาดเล็ก อยู่ตอนบนของท่อไต บางครั้งยากที่จะเอาออกได้ทันที ต้องค่อยทำไปทีละขั้นตอน ด้วยเหลือไตข้างเดียว ในที่สุดแพทย์ก็สามารถแก้ไขได้จนหายเรียบร้อยดี

โรคปวดหลัง นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะก็ยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ยังมีโอกาสพบได้เสมอ และยังไม่รู้สาเหตุแน่นอน เพียงรู้ว่าจากการไม่สมดุลของอาหารการกิน คงจะต้องค้นหาสาเหตุกันต่อไป.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 23 กันยายน 2555

9 กระบวนท่าฟิตร่างกาย พิชิตอาการปวดหลัง

การบริหารกล้ามเนื้อหลังและกล้ามเนื้อหน้าท้องให้แข็งแรง จะช่วยลดการเกิดอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดี

ท่าที่ 1 นอนหงายชันเข่า 2 ข้าง แขนแนบข้างลำตัว จังหวะที่ 1 เกร็งกล้ามเนื้อท้องเพื่อกดหลังให้แนบกับพื้น… นับ 1-3 ช้าๆ จังหวะที่ 2 คลายกล้ามเนื้อปล่อยพักตามสบาย ทำ 5-6 ครั้งในวันแรก แล้วเพิ่มขึ้นในวันต่อไป

ท่าที่ 2 นอนหงายชันเข่า 2 ข้าง ผงกศีรษะค้างไว้นับ 1-2 แล้วเอาลง เริ่มทำครั้งแรก 10 ครั้ง แล้วค่อยเพิ่มจนถึง 25 ครั้งในวันต่อไป

 

ท่าที่ 3 นอนหงายเหยียดขาทั้ง 2 ข้าง ยกขาข้างหนึ่งให้ตั้งฉากกับลำตัวโดยเข่าไม่งอ แล้วค่อยๆ เอาลง จากนั้นยกอีกข้างหนึ่งสลับกัน เมื่อเอาลงแล้วยกพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง อีกครั้งหนึ่ง เริ่มทำ 3 ครั้งแล้วค่อยเพิ่มให้ถึง 10 ครั้ง

 

ท่าที่ 4 นอนคว่ำขาเหยียดตรงแล้วยกขาข้างหนึ่งขึ้นค้างไว้ นับ 1-3 จึงวางลงสลับกับยกขาอีกข้างหนึ่ง ทำเหมือนกันโดยที่เข่าไม่งอขณะยกขา ทำ 5 ครั้งต่อไปค่อยเพิ่มขึ้น

 

ท่าที่ 5 ยืนหลังตรง งอเข่างอตะโพกลงนั่งให้ชิดพื้นมากที่สุดโดยหลังไม่งอ เริ่มทำ 3 ครั้ง เพิ่มขึ้นจน 10 ครั้งวันต่อไป

 

ท่าที่ 6 นั่งหลังตรง ขาข้างหนึ่งเหยียดยาวเข่าตรง ขาอีกข้างงอขึ้นมาตั้งไว้ เริ่มทำโดยเหยียดแขนทั้งคู่ แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าให้ไกลที่สุดจนรู้สึกตึงที่หลังขาข้างที่เหยียด นับ 1-3 จึงค่อยเอนหลังกลับท่าเดิม ทำ 5-6 ครั้ง ต่อไปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

ท่าที่ 7 นอนหงายงอเข่าขึ้นตั้งไว้ 2 ข้าง มือประสานไว้ตรงเข่า จากนั้นดึงขาเข้ามาชิดอกพร้อมกับยกศีรษะขึ้นด้วย นับ 1-3 แล้วกลับไปอยู่ท่าเดิม

 

ท่าที่ 8 นอนหงายงอเข่าขึ้นตั้งไว้ จังหวะที่ 1 เกร็งกล้ามเนื้อท้องไว้หลังติดพื้น จังหวะที่สองยกก้นขึ้นพ้นพื้นในเวลาเดียวกัน นับ 1-3 ค่อยกลับมาอยู่ในท่าเดิม

 

ท่าที่ 9 ยืนตรงมือทั้ง 2 ข้างเหยียดยันกำแพงไว้ เท้าทั้ง 2 ห่างจากกำแพงครึ่งเมตร จังหวะที่ 1 โน้มตัวไปข้าหน้า ขณะที่ตัวตรงอยู่ ส้นเท้ายังคงแตะอยู่ที่พื้นเช่นเดิม นับ 1-3 จากนั้นค่อยดันตัวกลับมายืนท่าเดิม

 

การบริหารร่างกายต้องทำทุกวันจึงจะได้ประโยชน์ หากทำแล้วมีอาการปวดมากขึ้นให้หยุดออกกำลังกายทันที

 

ศูนย์โรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี

 

ที่มา: ไทยรัฐ  29 สิงหาคม 2555

การรักษาอาการปวดคอปวดหลังเรื้อรังโดยไม่ต้องผ่าตัด

อาการปวดคอปวดหลังเป็นปัญหาที่พบกันได้บ่อยในคนทุกวัย

อาการปวดสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งทำให้ยากต่อการวินิจฉัยและการรักษา สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการปวดคอปวดหลังอย่างเฉียบพลันเกิดจากการใช้งานของคอหรือหลังมากเกินไปในวิธีที่ผิด เช่น การก้มหรือเงยนานเกินไปในเวลาทำงาน นั่งหรือนอนผิดท่า ยกของหนัก นั่งทำงานหรือขับรถนาน ๆ เล่นกีฬาหรือออกกำลังกายหักโหมเกินไป หรือบางครั้งอาจเกิดขึ้นหลังประสบอุบัติเหตุ

พฤติกรรมเหล่านี้จะทำให้กล้ามเนื้อกับเส้นเอ็นต่าง ๆ รอบกระดูกสันหลังรวมถึงหมอนรองกระดูกเกิดการบาดเจ็บจากการฉีกและอักเสบ ผลที่ตามมาคือ ความตึงเคล็ดของกล้ามเนื้อที่คอหรือหลัง นอกจากนั้นการเคลื่อนไหวที่คอและหลังจะขยับได้น้อยลงและจะมีอาการปวดเวลาใช้งาน ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นเอง ซึ่งการใช้ยาแก้ปวดแก้อักเสบสามารถบรรเทาอาการให้หายเร็วขึ้นได้

ในกรณีที่ผู้ป่วยปวดคอหรือหลังเรื้อรังมานาน โดยเฉพาะผู้ป่วยวัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการเสื่อมของข้อกระดูกคอหรือหลัง หรือโรคข้อกระดูกอักเสบ โดยที่อาการปวดมักเกิดขึ้นในเวลาที่ใช้งาน เช่น ก้ม เงย หรือยกของ

ด้านการรักษา นอกจากการใช้ยาแล้ว ยังต้องทำกายภาพบำบัดร่วมด้วยเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตให้เหมาะสม วิธีรักษาอื่น ๆ ที่สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดคือ การรักษาด้วยอัลตราซาวด์ การดึงคอดึงหลัง การใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าและการออกกำลังกายที่หลัง ซึ่งเป็นวิธีการออกกำลังกายที่เน้นกล้ามเนื้อบริเวณหลัง โดยทำท่าเหมือนการวิดพื้นแต่แตกต่างจากการวิดพื้นตรงที่สะโพกติดพื้นและให้ส่วนบนของลำตัวตั้งแต่ศีรษะถึงเอวเงยขึ้นจากพื้น ฉะนั้นกล้ามเนื้อหลังจะแอ่นขึ้นมาดังภาพ

ถ้าผู้ป่วยมีอาการปวดร้าวลงแขนหรือขาร่วมด้วย มีอาการอ่อนแรงชาหรือเดินลำบาก แสดงว่าเกิดการกดทับเส้นประสาท ส่วนใหญ่จะมาจากหินปูนที่เกาะรอบ ๆ ข้อกระดูกที่คอหรือหลังที่มีสาเหตุมาจากความเสื่อมของข้อหรือจากหมอนรองกระดูกที่กดทับเส้นประสาท

สาเหตุอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้แต่พบไม่บ่อยนักและเป็นสาเหตุสำคัญที่ควรรีบรักษาคือ เนื้องอกที่กระดูกสันหลัง หรือการติดเชื้อในกระดูกสันหลัง ถ้ามีอาการเช่นนี้ควรรีบมาพบแพทย์เพราะถ้าได้รับการรักษาไม่ทันท่วงทีระบบประสาทอาจจะไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ แต่ถ้าได้รับการรักษาเร็วเส้นประสาทสามารถกลับมาทำงานเป็นปกติได้ โดยแพทย์จะประเมินอาการและพิจารณาการทำเอกซเรย์และสแกนแม่เหล็ก (เอ็มอาร์ไอ) เพื่อแยกสาเหตุเหล่านี้ และเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม

ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ ปัจจุบันนี้เราสามารถค้นหาสาเหตุความเจ็บปวดได้โดยละเอียดพร้อมรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยวิธีฉีดยาชาและยาลดการอักเสบเข้าไปที่โครงกระดูกสันหลังและรอบ ๆ เส้นประสาทอย่างตรงจุดที่ต้นสาเหตุโดยใช้เอกซเรย์นำทิศทางปลายเข็มไปยังตำแหน่งที่ต้องการ เช่น ที่หมอนรองกระดูกสันหลังบริเวณรอบ ๆ เส้นประสาทเล็กที่ออกมาจากโครงกระดูกสันหลัง ข้อเล็กของกระดูกสันหลัง ข้อที่เชื่อมกับสะโพก หรือเป็นการฉีดซีเมนต์เทียม เพื่อรักษาอาการปวดหลังหรือหลังค่อมจากโรคกระดูกพรุน เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก รวมถึงแก้ไขความโค้งผิดปกติของกระดูกสันหลังด้วย ซึ่งผู้ป่วยไม่ต้องผ่าตัดและกลับบ้านได้ภายในวันเดียวกัน

สำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดนั้น การผ่าตัดด้วยวิธีแผลเล็กเจ็บน้อย (Minimally Invasive Spinal Surgery) ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ปลอดภัยมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วและกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติดังเดิม.

นายแพทย์วัฒนา มหัทธนกุล
ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลังและระบบประสาท
สาขาประสาทศัลยศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์ 22 กันยายน 2555