ดูแลผิวอย่างถูกวิธี หมดปัญหาผิวแห้งเสียมากวนใจ – เคล็ดลับ สุขภาพดี

dailynews140824_02หลายคนอาจสงสัยว่าทำอย่างไรถึงจะหมดปัญหาผิวแห้ง ซึ่งต้องมองว่าในแต่ละคนนั้นบำรุงผิวพรรณที่แตกต่างกันออกไป สิ่งที่เราจะต้องทำทุกวันคือ ทาครีมบำรุงเพื่อให้ผิวชุ่มชื้น บำรุงผิวแห้งกร้าน สิ่งที่ต้องเผชิญมากที่สุดคือ แสงแดดร้อนจัด ควรเลือกที่จะหลีกเลี่ยงจึงจะช่วยลดต้นเหตุจากสีผิวที่อาจก่อให้เกิดปัญหาผิวเสีย

นพ.เจริญลักษณ์ คงดำเนิน (หมอโจ) ให้คำแนะนำว่า สำหรับสาวที่มีปัญหาเรื่องผิวแห้ง โดยเฉพาะบริเวณข้อศอก หัวเข่า และเท้า ลองเปลี่ยนจากครีมบำรุงผิวมาใช้ครีมทาสำหรับรักษาผื่นผ้าอ้อม เพราะในครีมชนิดนี้มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ชนิดเข้มข้น และช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง ทำให้ผิวที่เคยแตกแห้งกร้านกลับมาชุ่มชื้นเปล่งปลั่งอีกครั้ง ที่สำคัญยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ดังนั้น ควรดูแลผิวพรรณให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอโดยมีขั้นตอนดังนี้

1. ทามอยส์เจอไรเซอร์อย่างสม่ำเสมอหลังล้างหน้า และควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยกักเก็บน้ำ และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นสูงให้แก่ผิว และช่วยปกป้องผิวจากการสูญเสียความชุ่มชื้นได้โดยเฉพาะหลังการล้างหน้า

2. ผู้ที่มีผิวแห้ง ควรล้างหน้าเพียงวันละ 1-2 ครั้ง หรือล้างวันละครั้งในตอนเย็น (ก่อนนอน) ส่วนตอนเช้าแค่น้ำเปล่าสะอาด ๆ ก็เพียงพอแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นค่อนข้างร้อน และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสูตรอ่อนโยน ที่มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้นหรือมอยส์เจอไรเซอร์ เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง และช่วยเสริมการต้านอนุมูลอิสระ

3. ไม่ควรถูหรือเช็ดรุนแรงกับผิว หลังล้างหน้าใช้ผ้าขนหนูซับเพียงเบา ๆ หลีกเลี่ยงการใช้โทนเนอร์หรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เช็ดผิว ซึ่งอาจทำให้ผิวแห้งมากขึ้น และเกิดการแพ้ได้ ควรใช้โลชั่นที่ให้ความชุ่มชื้นที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์และน้ำหอม

4. ทาครีมบำรุงหรือมอยส์เจอไรเซอร์เข้มข้น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้าทุกครั้ง เป็นประจำ

5. ครีมกันแดดควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของอโรเวล่า มอยส์เจอไรเซอร์ ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการอักเสบของผิวหนัง และมีสารกันแดด Zine Oxide (ZnO), Titanium dioxide (TiO2) ซึ่งเป็นสารกันแดดที่ไม่ทำอันตรายผิว และสามารถทำหน้าที่สะท้อนหรือหักเหรังสียูวีออกไปจากผิวได้ดีกว่าชนิดอื่นๆ ทำให้ผิวลื่น และเกลี่ยได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องสัมผัสผิวอย่างรุนแรง และ 6. การดื่มน้ำเปล่าสะอาด ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีมาก เพราะเมื่อร่างกายขาดน้ำนั้น หมายถึง ผิวที่สวยก็จะขาดความชุ่มชื้นไปด้วย

ดังนั้นคนที่มีผิวแห้งกร้าน ถ้ารู้จักวิธีดูแลอย่างถูกต้องและป้องกันก็จะช่วยให้ผิวสวย เปล่งปลั่ง สดใสดูดีได้ เพราะข้อได้เปรียบของคนผิวแห้งก็คือ มีรูขุมขนที่เล็กถึงเล็กมาก ผิวดูละเอียด เรียบเนียน และไม่ต้องกังวลกับปัญหา เรื่องสิวให้หนักใจ.

ที่มา : เดลินิวส์ 24 สิงหาคม 2557

Advertisements

ดูแลผิวพรรณในหน้าฝน

dailynews140712_02ปัญหาด้านผิวหนังและผิวพรรณ เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อยในฤดูฝน สำหรับคุณผู้หญิง ปัญหาสุขภาพผิวถือเป็นปัญหาใหญ่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปัญหาสุขภาพด้านอื่น ๆ หลายท่านอาจรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องดูแลผิวพรรณเป็นพิเศษในฤดูฝน แต่ จริง ๆ แล้วฤดูนี้มีหลายสิ่งที่ทำร้ายผิวสวย เช่น นํ้าฝน ซึ่งมีฝุ่นละออง สารเคมี รวมถึงเชื้อโรคและสิ่งสกปรกมากมาย หากเราสัมผัสนํ้าฝนสิ่งที่ปนเปื้อนย่อมเป็นอันตรายต่อผิวเราได้

นอกจากนี้ เมื่อผิวหนังเปียกชื้นจะทำให้ความสามารถในการป้องกันเชื้อโรคและการปรับตัวต่อปัจจัยกระทบภายนอกต่าง ๆ น้อยลง ทำให้ง่ายต่อการเกิดปัญหาทางด้านผิวหนัง เช่น สิว โรคเชื้อรา โรคนํ้ากัดเท้า ผื่นผิวหนังอักเสบ จึงควรเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดกับเราอยู่เสมอ

เริ่มจากการดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ หากผมเปียกจากการตากฝน การเช็ดผม หรือปล่อยให้แห้งเองนั้นยังไม่เพียงพอ แนะนำให้สระผมเลยจะดีกว่า เนื่องจากในนํ้าฝนอาจมีสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคปนเปื้อนมาด้วย การสระผมจะช่วยล้างสิ่งสกปรกและเชื้อโรคออกจากเส้นผม หลังจากนั้นควรเช็ดผมหรือไดร์ให้แห้งทุกครั้ง ไม่ควรนอนขณะที่ผมยังเปียก เพราะอาจทำให้หนังศีรษะมีความชื้นและก่อให้เกิดเชื้อราได้ ในบางรายอาจมีเชื้อราบนศีรษะ คือมีสะเก็ดแห้งบนหนังศีรษะและมีอาการคันศีรษะ เส้นผมบริเวณนั้นหักออกเหลือเป็นตอสั้น ๆ ติดหนังศีรษะ บางคนอาจมีอาการอักเสบรุนแรงจนถึงเป็นก้อนคล้ายฝี ถ้านำผมบริเวณนั้นไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบว่ามีเชื้อรา ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวก็ควรไปพบแพทย์ทันที

ผิวพรรณ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณผู้หญิงต้องสนใจ ถึงแม้ว่าในฤดูฝนการดูแลรักษาผิวจะง่ายกว่าในฤดู   อื่น ๆ แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือ การเป็นสิวเพิ่มขึ้น เพราะความชื้นสูงในอากาศจะทำให้เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของสิวเจริญเติบโตได้ดี ประกอบกับเมื่อผิวหน้าสัมผัสนํ้าฝนที่มีเชื้อโรค ฝุ่นละออง หรือสารเคมี ก็ยิ่งทำให้เกิดสิวได้ง่าย การดูแลผิวหน้าจึงควรเริ่มจากการทำความสะอาดผิวหน้า โดยทำเป็นประจำวันละ 2 ครั้ง เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกและนํ้ามันส่วนเกิน หลีกเลี่ยงการขัด หรือถูหน้าอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์อย่างสมํ่าเสมอ เพื่อคืนความชุ่มชื่นให้แก่ผิว นอกจากนี้ หากมีสิว ไม่ควรกดหรือแกะโดยเด็ดขาด เพราะทำให้เกิดรอยแดง หรือดำ รวมถึงแผลเป็นจากสิวได้

หากผิวหน้าเปียกนํ้าฝนก็ควรล้างออกด้วยนํ้าสะอาดโดยเร็ว ไม่ควรขยี้ตาในขณะที่ใบหน้าหรือมือเปียกฝน เพราะนํ้าฝนมีสิ่งปนเปื้อนมากมาย ที่อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อที่ดวงตาได้ เมื่อเสื้อผ้าที่สวมใส่เปียกฝนก็ควรเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ เพราะเสื้อผ้าที่เปียกฝนอาจก่อให้เกิดเชื้อราที่ผิวหนังได้ สำหรับเสื้อผ้าที่เปียกชื้นนาน ๆ ควรนำไปผึ่งแดดร้อนจัด ๆ หรือรีดด้วยเตารีด จะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าได้ และควรอาบนํ้าเพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกหลังจากที่เปียกฝน

ลักษณะผื่นที่ควรสังเกต ได้แก่ วงด่างสีขาว หรือสีเนื้อ ในบางรายอาจขึ้นเป็นวงสีนํ้าตาลร่วมกับมีขุยสีขาวเล็ก ๆ ซึ่งมักเกิดบนผิวหนังหน้าอกและลำตัว อาจมีอาการคันร่วมด้วยได้ ซึ่งนอกจากดูไม่สวยงามแล้ว ยังทำให้เสียบุคลิกภาพ ผื่นชนิดนี้เป็นลักษณะของโรคเกลื้อน แม้ในยามปกติจะไม่ก่อโรคร้ายแรง แต่หากอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมก็อาจมีปริมาณมากและเรื้อรังกว่าที่คิด สำหรับคนที่มีนํ้าหนักมาก หรือภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน อาจเกิดผื่นสีแดงขึ้นตามบริเวณข้อพับ เช่น รักแร้ ขาหนีบ หรือใต้ราวนม และอาจมีอาการคันมาก ซึ่งสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อยีสต์ในกลุ่มแคนดิดา หากพบว่ามีอาการเหล่านี้ก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการรักษาต่อไป

อีกสิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงฤดูฝน คือ การมีนํ้าท่วมขัง ทำให้ต้องเดินยํ่านํ้าชื้นแฉะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหากปล่อยให้เท้าเปียกนาน ๆ อาจจะพบว่าผิวตามซอกนิ้วเท้าลอกเป็นขุยขาว ๆ เปื่อยยุ่ย หรืออาจถึงขั้นเป็นแผล มีนํ้าเหลืองแฉะ ซึ่งเรียกว่าโรคนํ้ากัดเท้า บางครั้งอาจมีการติดเชื้อราที่เท้า โดยมีแหล่งเชื้อรามาจากสิ่งแวดล้อม เช่น หิน ดิน ทราย รวมทั้งในสัตว์เลี้ยงจำพวกสุนัขและแมว หากไม่รักษาผื่นที่เท้า อาจลามไปที่ลำตัวส่วนอื่นได้ สิ่งที่ต้องสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ กลิ่นเท้า เวลาถอดรองเท้า หากมีกลิ่นเหม็นโชย และเมื่อก้มดูฝ่าเท้าจะเห็นเป็นรูพรุนเล็ก ๆ นั่นคือ อาการของโรคเท้าเหม็น ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง มักพบในคุณผู้หญิงที่ใส่ถุงเท้าที่ทำจากใยสังเคราะห์หนา ๆ ซึ่งมักจะแห้งยากในหน้าฝน

ในนํ้าที่ขังตามพื้นถนนอาจมีพยาธิบางชนิด ซึ่งสามารถชอนไชสู่ผิวหนังได้โดยตรง หรืออาจได้รับเชื้อที่ทำให้เกิดโรคฉี่หนูเข้าไปตามรอยแผลเล็ก ๆ ที่เท้า ซึ่งเป็นโรคที่มีความรุนแรง ข้อแนะนำเบื้องต้น คือ หากหลีกเลี่ยงได้ก็ไม่ควรยํ่านํ้าที่ท่วมขัง แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรทำความสะอาดเท้าด้วยการฟอกสบู่ ล้างออกด้วยนํ้าสะอาด และเช็ดให้แห้ง อย่าปล่อยให้เท้าเปียกชื้นเป็นเวลานาน หากมีแป้งฝุ่นให้ทาบาง ๆ ตามซอกเท้าและฝ่าเท้า เมื่อถุงเท้าและรองเท้าเปียกฝน ควรถอดออกทันทีและทำให้แห้งโดยเร็วที่สุด สำหรับรองเท้าที่เปียกนํ้านั้นแนะนำให้ไปตากแดดให้แห้ง หากคุณผู้หญิงสงสัยว่าจะเป็นโรคที่เท้าดังกล่าวก็ควรไปปรึกษาแพทย์ทันที

จะเห็นได้ว่าสาเหตุส่วนใหญ่ของปัญหาผิวพรรณในฤดูฝนมาจากนํ้าฝนที่มีการปนเปื้อน หรือการปล่อยให้ผิวหนังอับชื้นเป็นเวลานาน จึงควรหลีกเลี่ยงการตากฝน รีบถอดเสื้อผ้าที่เปียกออก แล้วอาบนํ้าทำความสะอาดร่างกาย หลังจากนั้นจึงเช็ดตัวให้แห้ง การโรยแป้งฝุ่นสามารถช่วยลดความชื้นและการเสียดสีได้ นอกจากนี้ การเลือกเสื้อผ้าและถุงเท้าควรเลือกที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย ก็หวังว่า ข้อมูลเหล่านี้คงเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้อ่าน และสามารถนำไปปรับใช้เพื่อเตรียมรับมือกับทุกฤดูฝน ไม่ว่าจะเป็นฤดูฝนนี้หรือฤดูฝนไหน.

นพ.พูลเกียรติ สุชนวณิช

หน่วยโรคผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา : เดลินิวส์  12 กรกฎาคม 2557

แสงแดด กับปัญหาผิวพรรณ

ตากแดดมากก็กลัวผิวหมองคล้ำ แต่ถ้าไม่ถูกแดดเลยก็กลัวขาดวิตามินดี เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน แล้วแบบนี้จะเอายังไงดี นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ รักษาการ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า แสงแดดมีผลต่อปัญหาผิวพรรณ เพราะมีรังสีอัลตราไวโอเลต (ยูวี) เอ ยูวีบี และยูวีซี  โชคดีที่ยูวีซีไม่ค่อยมาที่ผิวโลก เพราะมีชั้นโอโซนกั้นอยู่ เพราะฉะนั้นจึงมีแค่ยูวีเอและบี

แสงแดดไม่ได้เป็นปัญหาต่อสุขภาพ แต่เป็นปัญหาต่อบุคลิกภาพ เพราะทำให้ผิวคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ เป็นฝ้า กระ หากตากแดดเป็นเวลานาน ๆ อาจเกิดการระคายเคือง ไหม้ อักเสบ คัน ที่น่าเป็นห่วงคือ การตากแดดเป็นระยะเวลานาน ๆ หลายปี อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้

คนที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น  โรคเอสแอลอี จะไวต่อแสงแดด ถ้าตากแดดโดยไม่ทาครีมกันแดด ผิวอาจไหม้ ระคายเคือง ในคนไข้ที่รับประทานยาบางอย่าง เช่น ยาลดความดันโลหิตสูง ผิวหนังอาจไวต่อแสงแดดเกิดการระคายเคืองได้เช่นกัน

โรคมะเร็งผิวหนังในบ้านเราพบได้น้อยกว่าชาวตะวันตกที่เป็นคนผิวขาวไม่ค่อยมีเมลานินปกป้องแสงยูวี แต่บ้านเราโชคดีผิวหนังคนไทยมีเมลานินเยอะ รังสียูวีเลยทำลายผิวพรรณได้น้อยกว่า แต่ถามว่ามะเร็งผิวหนังในบ้านเรามีหรือไม่ ก็ตอบว่ามี บางส่วนอาจเกิดจากแสงแดด แต่บางส่วนเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น กินยา หรือได้รับสารหนูที่ปนเปื้อนในธรรมชาติ

มีคำถามว่าแสงแดดมีประโยชน์ เพราะเป็นตัวช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีขึ้นมา ทำให้กระดูกแข็งแรง ถ้าไม่ถูกแดดเลย หลบแดด จะมีผลทำให้ขาดวิตามินดี ทำให้กระดูกบาง  กระดูกพรุนหรือไม่ ขอเรียนว่า ปัญหานี้ส่วนใหญ่พบในประเทศทางตะวันตก เพราะอยู่ในเขตหนาว ไม่ค่อยมีแสงแดด และมักเจอในกลุ่มที่อายุมากแล้ว โดยเฉพาะสุภาพสตรีวัยหมดประจำเดือน  ฮอร์โมนหมดไปแล้ว มีโอกาสเกิดภาวะกระดูกพรุน กระดูกบางเพิ่มขึ้น ถ้าไปหลบแดดอีกอาจทำให้กระดูกบางมากขึ้น แต่สำหรับเมืองไทยมีแสงแดดเยอะโอกาสที่จะไม่โดนแดดเลยจนทำให้ขาดวิตามินดีนั้นคิดว่าน้อยมาก เพราะฉะนั้นในคนทำงาน วัยหนุ่มสาวไม่น่าเป็นปัญหา แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ อายุมาก โอกาสกระดูกบางจะเพิ่มขึ้น บางครั้งต้องถูกแดดบ้าง ถ้าไม่อยากถูกแดดเลยก็ควรรับประทานอาหารให้ครบหมวดหมู่ ทานวิตามินดี แคลเซียม เสริมบ้างก็จะช่วยป้องกันได้

ควรปกป้องผิวพรรณจากแสงแดดหรือไม่ ? นพ.จินดา  กล่าวว่า ควรป้องกัน  อย่างน้อยพยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องไปตากแดดร้อนจัด  โดยเฉพาะช่วงเวลา 10 โมง-บ่าย 3 โมง ถ้าเลี่ยงไม่ได้ควรมีสิ่งป้องกัน  เช่น ร่ม หมวก  หรือใช้ทาครีมกันแดด อย่างออสเตรเลียมีการรณรงค์ให้ทาครีมกันแดดตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะมีปัญหาโรคมะเร็งผิวหนังเยอะมาก เขาแนะนำเลยว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เด็กเริ่มไปโรงเรียน ต้องออกนอกบ้าน ผู้ปกครองควรทาครีมกันแดดให้เด็ก สำหรับประเทศไทยแม้จะอยู่ในเขตร้อน มีแสงแดดเยอะ แต่เนื่องจากอุบัติการณ์ของมะเร็งผิวหนังไม่ได้มากมาย คงไม่ต้องระมัดระวังมากจนเกินไป

การที่หลายคนกลัวดำมันเป็นค่านิยมของชาวเอเชีย คนที่ผิวคล้ำก็อยากผิวขาว คนที่ผิวขาวบางทีก็อยากผิวคล้ำ เป็นค่านิยมที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน  แต่การจะเปลี่ยนสีผิวเดิมให้เป็นสีตรงกันข้ามนั้นทำได้ยาก เพราะยีนถูกกำหนดมาแล้ว ดังนั้นปัจจัยอะไรที่ทำให้ผิวคล้ำลง เข้มลงก็ควรหลีกเลี่ยง  อยากเรียนว่าการมีผิวขาวหรือผิวคล้ำไม่ได้มีผลเสียต่อสุขภาพอะไร แต่สิ่งที่อยากให้มี คือ ผิวที่ดูแข็งแรง ผ่องใส มีน้ำมีนวล ถ้าคล้ำก็คล้ำแบบมีน้ำมีนวล ดีกว่าสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ กระดำกระด่าง แสดงว่าสุขภาพผิวไม่ดี

สำหรับวิธีง่าย ๆ ในการเลือกใช้ครีมกันแดด  คือ ดูเรื่องของประสิทธิภาพ ป้องกันทั้งยูวีเอและบี  ส่วนค่าเอสพีเอฟ ยิ่งค่าสูงยิ่งป้องกันได้ดี หรือการป้องกันรังสียูวีเอนั้นให้ดูค่าพีเอ ยิ่งบวกเยอะยิ่งประสิทธิภาพมากป้องกันได้ดี แต่การเลือกค่าเอสพีเอสสูง ๆ บางครั้งเนื้อครีมเหนียว บางคนทาอาจไม่ชอบ เพราะบ้านเราอากาศร้อน คนผิวมันพอทาพวกนี้จะเหนียวเหนอะหนะ รู้สึกไม่สบายผิว ทำให้ไม่อยากใช้  ดังนั้นคนที่ผิวมันอาจเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟที่น้อยลงมา

นอกจากค่าเอสพีเอฟและค่าพีเอแล้ว อีกเรื่องที่ต้องพิจารณาคือเนื้อครีม ครีมกันแดดปัจจุบันมีหลากหลาย ถ้าเป็นคนผิวแห้งควรเลือกใช้แบบครีม เพราะทำให้ผิวชุ่มชื้น ติดผิวนานดี ถ้าเป็นสุภาพบุรุษหรือว่าคนที่ผิวมันควรเลือกใช้ที่เป็นเจล โลชั่น หรือน้ำ เพราะไม่เหนียวเหนอะหนะ  และควรดูองค์ประกอบสำคัญของครีมกันแดดซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ “ฟิซิคัลซันสกรีน” และ “เคมีคัลซันสกรีน” โดยข้อดีของเคมีคัลซันสกรีน คือ สีสันใกล้เคียงกับสีผิว แต่ข้อเสียอาจแพ้ได้ง่าย เวลาใช้ต้องทาล่วงหน้า 30 นาที มันถึงออกฤทธิ์ แต่ถ้าเป็นฟิซิคัลซันสกรีนทาปุ๊บมันจะออกฤทธิ์ปั๊บ แต่ข้อเสียคืออาจทำให้รู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ เพราะฉะนั้นบางยี่ห้อจะผสมกันทั้งสองอย่างทาปุ๊บออกฤทธิ์ทันที และสีสันไม่ขาวเว่อร์จนเกินไป.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

 

ที่มา: เดลินิวส์  23 มิถุนายน 2555