อยู่แต่ในตึก ระวังเด็กสายตาสั้น

dailynews130506_001การให้เด็กใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้าน ในอาคาร โดยไม่ปล่อยให้ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งบ้างนั้น ท่านผู้ปกครองควรรู้ไว้ว่า การจำกัดเรื่องดังกล่าว อาจทำให้บุตรหลานมีปัญหาสายตาสั้นได้

มีการศึกษาที่ไต้หวัน โดยไป่ ชาง วู นักวิจัยจากโรงพยาบาลในเกาสง ไปศึกษากับกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมราว 300 คน จากโรงเรียนสองแห่งใกล้ๆ กัน โดยพฤติกรรมของเด็กโรงเรียนหนึ่งมักออกมาวิ่งเล่นหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ขณะที่เด็กๆ อีกโรงเรียนชอบที่จะทำกิจกรรมยามว่างภายในตัวอาคารเรียนมากกว่า

เมื่อนำเด็กทั้งสองโรงเรียนมาตรวจวัดสายตา พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญอยู่บ้าง โดยผู้วิจัยได้แนะว่า ทั้งผู้ปกครองและครู ควรให้ความสำคัญกับการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งของเด็ก เพราะแสงสว่างจากธรรมชาติมีส่วนปกป้องพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นของเด็กๆ ลดโอกาสเปิดปัญหาสายตาสั้น

นอกจากนี้ ยังมีผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยซุนยัดเซ็น แดนมังกร ชี้ให้เห็นว่า เด็กที่มักเรียนและเล่นอยู่แต่ในตัวอาคาร ส่วนใหญ่มีการเจริญเติบโตของลูกนัยน์ตายาวเฉลี่ย 0.19 มม. ส่วนเด็กที่ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งมากกว่า ลูกนัยน์ตาเจริญเติบโตยาวเฉลี่ยที่ 0.12 มม. ทั้งนี้โดยหลักการแล้ว ถ้าลูกตามีขนาดยาวมากก็จะทำให้สายตาสั้นมาก และเมื่อผลออกมาเป็นเช่นนี้ นักวิจัยจากจีนก็เห็นพ้องว่า ผู้ใหญ่ควรจัดสรรเวลาให้เด็กๆ ออกมาเล่นหรือทำกิจกรรมนอกบ้านบ้าง

แม้ปัญหาสายตาสั้น จะสามารถแก้ไขได้หลายวิธี แต่ก็กระทบต่อการใช้ชีวิตและอาจทำให้เกิดปัญหาสายตาอื่นๆ ในอนาคตได้ เช่น โรคต้อหิน จอประสาทตาฉีกขาดและหลุดลอก ฉะนั้น ลดโอกาสเกิดปัญหาสายตาสั้นไว้คงดีที่สุด.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  6 พฤษภาคม 2556

.

Related Article :

.

Credit: guardian.co.uk

Credit: guardian.co.uk

Outdoor Recess May Help Protect Kids From Nearsightedness

Second study tied sunlight exposure to better vision

FRIDAY, May 3 (HealthDay News) — Being outdoors at recess and increased exposure to sunlight both reduce children’s risk of nearsightedness (myopia), two new studies suggest.

The first study, published in the May issue of the journalOphthalmology, included nearly 350 students at two elementary schools in Taiwan. Students at one school had to spend recess outdoors for the 2009-2010 school year while students at the other school did not have to go outside for recess.

Eye exams were given to students at both schools at the start and end of the school year. Compared to those at the control school, students at the school that required outdoor recess were far less likely to become nearsighted or to shift toward nearsightedness.

The children at the school with mandatory outdoor recess spent a total of 80 minutes a day outdoors. Previously, many of them had spent recess indoors.

Elementary schools should include frequent recess breaks and other outdoor activities in their daily schedules to help protect children’s eye development and vision, the researchers said.

“Because children spend a lot of time in school, a school-based intervention is a direct and practical way to tackle the increasing prevalence of myopia,” study leader Dr. Pei-Chang Wu, of Kaohsiung Chang Gung Memorial Hospital, in Taiwan, said in a journal news release.

In another study published in the same issue of the journal, researchers concluded that increased exposure to sunlight slows the progression of nearsightedness in youngsters. It included nearly 250 Danish school children with myopia. The greater the children’s amount of sunlight exposure, the slower the progression of their nearsightedness.

“Our results indicate that exposure to daylight helps protect children from myopia,” study leader Dr. Dongmei Cui, of Sun Yat-sen University in China, said in the news release. “This means that parents and others who manage children’s time should encourage them to spend time outdoors daily. When that’s impractical due to weather or other factors, use of daylight-spectrum indoor lights should be considered as a way to minimize myopia.”

More information

The U.S. National Eye Institute has more about nearsightedness.

— Robert Preidt

SOURCE: Ophthalmology, news release, May 1, 2013

SOURCE : consumer.healthday.com

Advertisements

วัดสายตาตัดแว่น รู้ค่าจริง

เคล็ดลับสุขภาพดี ข้อควรรู้เมื่อคิดจะวัดสายตาตัดแว่น ทำอย่างไรให้เจอค่าความผิดปกติที่แท้จริง

เคล็ดลับสุขภาพดี ข้อควรรู้เมื่อคิดจะวัดสายตาตัดแว่น ทำอย่างไรให้เจอค่าความผิดปกติที่แท้จริง

ผู้ที่มีปัญหาสายตา ไม่ว่าจะสั้น ยาว หรือเอียง หากคิดแก้ด้วยวิธีการสวมแว่นสายตา ซึ่งเป็นวิธีแก้ไขที่ง่าย สวมใส่สะดวกและปลอดภัย มุมสุขภาพขอแนะนำข้อมูลควรรู้ที่ได้รับทราบมาจากหนังสือคู่มือสุขภาพตาดี จัดทำโดยภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปัจจุบันการวัดระดับสายตาผิดปกตินิยมใช้เครื่องวัดสายตาแบบอัตโนมัติ ที่แค่วางศีรษะให้ชิดเครื่องตรวจ และมองเข้าไปในช่องมองภาพ ไม่นานก็จะมีแผ่นกระดาษรายงานค่าสายตาออกมาให้ทราบ สาระสำคัญจากคู่มือดังกล่าว แนะให้เข้าใจเพิ่มเติมว่า ในความเป็นจริง กำลังสายตาผิดปกติที่ทดสอบจากเครื่องที่ว่านี้เป็นเพียงค่าประมาณจากการเพ่งสายตาขณะตรวจ แต่การสั่งตัดแว่นยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาร่วมด้วยอีกมาก ดังนั้น ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องและได้รับแว่นสายตาที่เหมาะสม

โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี หากผู้ปกครองสงสัยว่า เด็กมีสายตาผิดปกติ เช่น เด็กมักเข้าไปนั่งดูทีวีใกล้จอภาพเนื่องจากนั่งไกลแล้วมองภาพไม่ชัด จำเป็นต้องพาเข้ารับการตรวจด้วยจักษุแพทย์ เพราะก่อนการตรวจวัดสายตาในเด็กจะต้องผ่านการหยอดยาคลายการเพ่งของตาเสมอ

ทำไมเด็กต้องถูกหยอดยาคลายการเพ่งของตา? เพราะตามธรรมชาติแล้ว เด็กมักมีการเพ่งสายตาอยู่ตลอดมากกว่าผู้ใหญ่ ทำให้ขนาดสายตาที่วัดได้จากเครื่องอัตโนมัติจะมีสายตาสั้นกว่าที่เป็นจริง และถ้าเด็กได้รับแว่นที่มีค่าสายตาสั้นเกินจริง ยิ่งทำให้เด็กปวดตา ปวดศีรษะ และดึงให้เด็กมีสายตาสั้นเร็วขึ้น

ก่อนจบเคล็ดลับสุขภาพ ทิ้งท้ายกับหลักทำความสะอาดเลนส์แว่นที่หลายคนมักสงสัย โดยทำได้เพียงใช้น้ำสบู่อ่อน ๆ ชุปด้วยผ้านุ่ม ๆ แล้วเช็ดเลนส์อย่างเบามือ ทำได้บ่อยเป็นประจำทุกวัน แต่อย่าใช้แอลกอฮอล์หรือน้ำยาเคมี เพราะอาจทำอันตรายต่อเลนส์แว่นหรือสารที่เคลือบอยู่.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 9 เมษายน 2556

ข้อควรรู้ก่อนทำเลสิกดวงตา

จักษุแพทย์เผยข้อมูลน่ารู้ ก่อนตรวจสายตา-ทำเลสิกต้องเตรียมตัวอย่างไร

จักษุแพทย์เผยข้อมูลน่ารู้ ก่อนตรวจสายตา-ทำเลสิกต้องเตรียมตัวอย่างไร

ปัจจุบันคนจำนวนไม่น้อยสนใจทำเลสิกเพื่อรักษาปัญหาสายตา เช่น สั้น ยาว เอียง และภาวะกระจกตาเสื่อม เพราะหลังรักษาแล้ว ภาวะความผิดปกติที่เคยมีมักหายหรือเบาบางลงไป บางกรณีอาจไม่ต้องพึ่งแว่นสายตาหรือใช้คอนแทคเลนส์อย่างแต่ก่อน

อย่างไรก็ตาม มีข้อควรรู้ก่อนตรวจดวงตาหรือเข้ารับการรักษาด้วยเลสิก โดย ‘รศ.นพ.โกศล คำพิทักษ์’ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญหน่วยกระจกตา ประจำศูนย์เลสิกธรรมศาสตร์นานาชาติ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ (รังสิต) เผยถึงหลักทางการแพทย์ว่า ก่อนมาตรวจ ผู้ป่วยที่ใส่คอนแทคเลนส์ต้องงดการใช้งาน เนื่องจากคอนแทคเลนส์สัมผัสกับกระจกตาโดยตรง การใช้มานานต่อเนื่องอาจทำให้รูปร่างของกระจกตาเปลี่ยน ซึ่งมีผลต่อการวัดค่าสายตา ดังนั้นต้องถอดออกเพื่อให้เวลากระจกตาคืนรูปร่างตามธรรมชาติ สำหรับคอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม ควรถอดก่อนตรวจ 3 วัน ส่วนชนิดแข็งให้ถอดนาน 7 วัน

ที่สำคัญควรหยุดใช้ยาบางชนิดก่อนวันตรวจประเมินสายตา หากกรณีรอทำเลสิกต้องหยุดยา 1 เดือน เนื่องจากยาบางตัวส่งผลให้เยื่อบุต่างๆ รวมถึงผิวกระจกตาแห้งกว่าปกติ มีผลต่อการตรวจและรักษา โดยยาที่ควรหยุด เช่น ยารักษาสิว Roaccutane, Acnotin หรือ Isotane ทั้งนี้จะมียาบางชนิดที่แพทย์ต้องทราบ แต่มักไม่สั่งให้หยุดใช้ เช่น ยาไทรอยด์ เป็นต้น

ผู้ป่วยที่ขับรถเอง ควรทราบว่า ก่อนการตรวจหรือก่อนการทำเลสิก จะมีการหยอดยาขยายม่านตา ซึ่งมีผลทำให้ผู้ป่วยมองเห็นได้ไม่ชัดเจน ภาพเบลอ มองใกล้ลำบาก เป็นเวลาราว 4-6 ชั่วโมง ดังนั้นจึงไม่ควรขับรถด้วยตนเองหลังผ่านการหยอดยาขยายม่านตา นอกจากนี้ยังควรเตรียมแว่นกันแดดมาด้วย เพราะผลของยาดังกล่าวจะทำให้ตาสู้แสงไม่ได้ 4-6 ชั่วโมงเช่นกัน

ทั้งนี้ ผู้ที่จะทำเลสิกต้องไม่มีโรคที่มีผลต่อการหายของแผล เช่น เบาหวาน โรคข้อ รูมาตอยด์ โรคภูมิต้านทานทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง ทั้งยังต้องไม่ใช่หญิงตั้งครรภ์ และไม่อยู่ระหว่างให้นมบุตร เนื่องจากการทดสอบทางการแพทย์ก่อนการใช้เครื่องมือรักษาส่วนใหญ่จะไม่ทดลองกับหญิงมีครรภ์หรือให้นมบุตร

ทราบหลักการเตรียมตัวก่อนตรวจหรือรักษาด้วยวิธีเลสิกแล้ว อย่าละเลยปฏิบัติตามจะได้ไม่ต้องเสียเวลากลับบ้านไปเตรียมตัวมาใหม่.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 26 กุมภาพันธ์ 2556