ผู้สูงวัยเป็นช้ำรั่ว จะทำอย่างไร…ไม่ให้ช้ำใจ

dailynews140720_02สุขภาพที่เสื่อมถอย จะมาพร้อมกับอายุที่มากขึ้น รวมถึงโรคต่าง ๆ ก็จะมารุมเร้าเอาช่วงนี้ ซึ่งหนึ่งในโรคยอดฮิตของกลุ่มผู้สูงวัย คือ โรคช้ำรั่ว โดยพบว่า มีผู้ป่วยสูงอายุจำนวนมากที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินปัสสาวะ หรือ “ช้ำรั่ว” คือภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือการที่มีปัสสาวะรั่วไหลโดยไม่ได้ตั้งใจ

ผู้ป่วยโรคช้ำรั่วส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตนเองเป็น และเข้าใจผิดไปเองว่า อาการปัสสาวะบ่อยเกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น จึงไม่ไปตรวจที่โรงพยาบาล ทำให้อาการหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เป็นปัญหาในการเข้าสังคม หรือเป็นปัญหาทางสุขภาพและอนามัย มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต

โรคช้ำรั่วสามารถเกิดได้ทุกเพศ ทุกวัย แต่จะพบมากในผู้สูงอายุ และพบมากในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ส่วนใหญ่เริ่มเป็นตอนอายุ 40 ปี โดยเฉพาะผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน ส่วนเพศชายจะพบมากเมื่อเข้าสู่อายุ 45-50 ปีขึ้นไป ซึ่งสาเหตุที่ผู้หญิงเป็นโรคนี้ได้ง่ายกว่าผู้ชาย เพราะทางเดินปัสสาวะในเพศหญิงมีกลไกในการป้องกันการเล็ดราดน้อยกว่าผู้ชาย อย่างผู้ชายจะมีต่อมลูกหมากที่กันเอาไว้ ทำให้ปัสสาวะยาก แต่เป็นข้อดีคือช่วยไม่ให้ปัสสาวะเล็ดง่าย และท่อปัสสาวะของผู้ชายจะมีความยาวมากกว่าผู้หญิง เพศหญิงจึงมีแนวโน้มจะเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชาย

สาเหตุของโรคช้ำรั่วเกิดจากความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่างคือ กระเพาะปัสสาวะ หูรูดปัสสาวะ รวมถึงท่อปัสสาวะ ไม่ใช่ว่าเมื่ออายุเพิ่มขึ้นแล้วจะเป็นทุกคน โดยโรคช้ำรั่ว จะมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ พอปวดปุ๊บก็ปัสสาวะออกมาเลย เข้าห้องน้ำไม่ทัน แม้จะไม่ใช่โรคร้ายที่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต แต่จะทำให้ผู้ป่วยเกิดความรำคาญ มีผลต่อสุขภาพจิต และการดำเนินชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ผู้ป่วยสูญเสียความมั่นใจที่จะเข้าสังคม ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง

สังเกตอาการช้ำรั่วได้ดังนี้

1.    เริ่มจากการปัสสาวะบ่อยขึ้นในแต่ละวัน
2.    เมื่อมีอาการปวดปัสสาวะแล้วกลั้นไม่ค่อยได้ต้องเข้าห้องน้ำทันที แต่ไม่ถึงขั้นเล็ดออกมา
3.    เมื่อถึงขั้นร้ายแรงที่สุดคือปวดปัสสาวะแล้วเข้าห้องน้ำไม่ทัน

ซึ่งโดยปกติคนเราจะปัสสาวะวันละ 5-8 ครั้ง หากปัสสาวะน้อย วันละแค่ 2-3 ครั้ง หรือมากกว่า 8 ครั้ง ควรไปปรึกษาแพทย์ เพราะถ้าปัสสาวะน้อยไปจะส่งผลให้มีเชื้อโรคสะสมในกระเพาะปัสสาวะมากขึ้น อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายแล้วเหงื่อออกเยอะ ก็จะทำให้ปัสสาวะน้อยลง แต่เราไม่ควรกลั้นปัสสาวะนานจนเกินไป โดยเฉลี่ยควรปัสสาวะทุก ๆ 2-3 ชม.

การป้องกันโรคช้ำรั่วเบื้องต้น คือ

ดื่มน้ำเยอะๆ วันละ 8-10 แก้ว แนะนำให้ดื่มน้ำเยอะในช่วงเช้าถึงบ่าย ตอนเย็นไม่ควรดื่มเยอะเกินไป รวมถึงก่อนนอน เพราะการตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกจะรบกวนเวลานอนหลับ ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ ควรหลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่จะทำให้มีการปัสสาวะบ่อย เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีกรดสูง ๆ ด้วย เช่น น้ำส้มเข้มข้น เป็นต้น

ฝึกกระชับช่องคลอด หรือ ขมิบช่องคลอดถึงอุ้งเชิงกราน เพิ่มกำลังเพื่อสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เพราะในเพศหญิงอวัยวะอุ้งเชิงกรานจะมีการหย่อนคล้อยมากขึ้นตามอายุ ฉะนั้นต้องฝึกเพิ่มกำลังเพื่อสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน จะสามารถช่วยปกป้องได้ในระดับหนึ่ง โดยการฝึกขมิบ ฝึกเกร็งนั้น อาจจะต้องมาเรียนรู้กับหมอ ว่าการขมิบเป็นอย่างไร เพราะถ้าหากเราขมิบผิดก็มีโทษเหมือนกัน เหมือนกับการเล่นกล้าม แต่เป็นการฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เพราะอุ้งเชิงกรานเป็นกล้ามเนื้อที่ช่วยเราป้องกันเวลาเราขยับ เราปวดปัสสาวะ สังเกตดูก็ได้ว่าเวลาเราไอ หรือเราปวดปัสสาวะขึ้นมา ถ้าเกิดเราเกร็ง หรือขมิบอุ้งเชิงกราน อาการปวดจะน้อยลง หรือถ้าเรามีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงพอ ปัสสาวะก็จะไม่เล็ดราด

แม้โรคนี้ไม่ได้มีอันตรายถึงชีวิต แต่จะมีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย เพราะในผู้ป่วยที่ปัสสาวะบ่อยหรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้ ก็จะรู้สึกระแวง เมื่อออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน บางคนอาจจะถึงขั้นเก็บตัวไม่ยอมออกไปไหน ในผู้ป่วยสูงอายุ ถ้าปัสสาวะบ่อยขึ้นต้องรีบเข้าห้องน้ำ หรือลุกขึ้นมาปัสสาวะบ่อยขึ้นในตอนกลางคืน ก็มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการหกล้มได้มากขึ้น

ผู้ป่วยโรคช้ำรั่วควรได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ซึ่งมีหลายวิธี ทั้งการกินยารักษา การใช้ฮอร์โมนทดแทน การฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน โดยการขมิบช่องคลอด หรือแม้แต่การผ่าตัด รวมถึงการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น การลดน้ำหนัก อย่าให้ท้องผูก งดสูบบุหรี่ งดดื่มกาแฟ น้ำอัดลม เนื่องจากมีสารกระตุ้นให้เกิดการขับถ่ายบ่อย และในปัจจุบันได้มีการพัฒนาผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งมีให้เลือกหลายประเภทขึ้นอยู่กับระดับความซึมซับที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นแบบกางเกงซึมซับ กางเกงอนามัย หรือแบบเทป เพื่อช่วยจัดการปัญหาอย่างถูกหลักอนามัย และที่สำคัญยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ผู้สูงวัยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ เช่น ไปข้างนอก ไปสมาคมกับเพื่อน ๆ หรือไปเที่ยวนอกบ้านกับลูกหลานได้ โดยไม่ต้องกังวลและเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในบ้าน ช่วยให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

สำหรับท่านใดเริ่มมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ไม่ต้องกังวล และไม่ต้องอายที่จะมาพบแพทย์ เพราะโรคนี้สามารถรักษาให้หาย หรือทำให้ดีขึ้น และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นได้ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโทรศัพท์ปรึกษาเบื้องต้นได้ที่ โทร. 0-2651-9500 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-17.30 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.วิทย์ วิเศษสินธุ์ หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 20 กรกฎาคม 2557

Advertisements

ปัสสาวะบ่อย อย่าปล่อยไว้

dailynews130807_001วันนี้ไปพูดให้กับงานเปิดตัวเครื่องสำอางค์ยี่ห้อหนึ่งครับ เป็นวันแถลงข่าวเลยมีพี่ ๆ สื่อมวลชนมามาก ผมพูดในหัวข้อการล้างพิษให้ร่างกายสะอาดจากภายในสู่ภายนอก

ประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นที่สนใจของพี่สื่อมวลชนจนออกปากถามก็คือ สัญญาณที่ตรวจได้จากการเข้าห้องน้ำ

พี่สื่องงเพราะตกลงมันเกี่ยวกันจริงหรือ?

ผมก็บอกว่ามันมีทั้งเกี่ยวและไม่เกี่ยวครับ เพราะอาการที่บอกเวลาเข้าห้องสรีรสำราญ เอ้อ ห้องน้ำที่บอกได้ก็มีมาก อาทิเช่น ปัสสาวะนานกว่าปกติ ปัสสาวะไม่พุ่ง หรือในสาว ๆ ก็มีอาการปัสสาวะบ่อยปนปัสสาวะไม่สุดให้รำคาญใจ

ซึ่งในอาการที่ว่านี้มีโรคที่มาจากความเสื่อมของร่างกาย พูดง่าย ๆ ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงตามอายุอยู่หลายอาการครับ เมื่อตอนยังหนุ่มสาวไม่เป็นกลับเป็นตอนมีอายุ แต่ก็ใช่ว่าอาการที่ว่าจะปกติตามอายุเสมอไปเพราะในหลายกรณีเป็นความผิดปกติที่ถึงขั้นร้ายแรงเช่นมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ

ดังนั้นก่อนจะข้ามไปสรุปว่าเป็นอาการ “ปัสสาวะบ่อยตามวัย” ขอให้ดูให้แน่ก่อนว่าไม่ใช่โรคอันตราย

เท่าที่รวบรวมมามีโรคเกี่ยวกับปัสสาวะที่น่าจับตาอยู่หลัก ๆ 5 โรค

1) ต่อมลูกหมากโต เป็นโรคเฉพาะแห่งบุรุษเพศ เพราะต่อมลูกหมากเป็นสิ่งเฉพาะในผู้ชาย ต่อมนี้มักจะเริ่มโตเมื่ออายุเข้าเลขสี่นำหน้า อาการที่พบมีปัสสาวะไม่พุ่ง ใช้เวลาปัสสาวะนานกว่าปกติเหมือนยังไม่หมดท้องและถ้าโตหนักเข้าก็ทำให้ปัสสาวะไม่ออกเลยก็มี

2) กระเพาะปัสสาวะไวเกิน เกิดจากเส้นประสาทที่มาเลี้ยงกระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติไป มักพบในผู้ใหญ่ครับ อาการมีง่าย ๆ คือไม่อยากไปเที่ยวไหนไกลครับ เพราะมักปวดปัสสาวะบ่อยแล้วเวลาปวดก็อั้นไม่อยู่ ต้องดูแก้ให้ถูกจุด

3) ติดเชื้อท่อปัสสาวะ ปัญหานี้พบในสตรีบ่อยกว่าครับเพราะสรีรที่ต่างไป อาการคือทำให้เข้าห้องน้ำบ่อย คอยแต่จะลุกขึ้นมาปัสสาวะ ที่สำคัญคือมีอาการเจ็บขัด ปัสสาวะปนเลือด บางรายปวดหลังมีไข้ร่วมด้วย

4) กรวยไตอักเสบ นี่คือความรุนแรงอย่างหนักสุดของอาการปัสสาวะบ่อย เพราะกรวยไตอักเสบเป็นการติดเชื้อที่ทำให้ช็อคถึงขั้นเสียชีวิตได้ จะมีปัสสาวะบ่อยร่วมกับไข้หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่นและปวดหลัง

5) เนื้องอกและมะเร็งทางเดินปัสสาวะ

คนยุคหนึ่งเคยเรียกขานอาการปัสสาวะผิดปกตินี้ว่า “ช้ำรั่ว” เพราะเห็นคนไข้มีอาการผิดปกติคล้ายกับมีรูรั่วต้องคอยปัสสาวะนิดๆหน่อยๆอยู่ตลอดเวลา ดูเป็นอาการน่ารำคาญ ซึ่งความจริงมีอันตรายมากกว่านั้นต้องรีบรักษากัน

ทางรักษาและป้องกันง่ายๆทางหนึ่งในสไตล์อายุรวัฒน์ก็คือปรับการใช้ชีวิตครับ ดังจะขอจับมาจัดโปรแกรมช่วยเรื่องอาการปัสสาวะบ่อยดังต่อไปนี้

1) ดื่มน้ำกระเจี๊ยบ ยา(เครื่องดื่ม)กลางบ้านของฝรั่งเวลาเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบคือ “น้ำแครนเบอรี่” ผมก็มีเครื่องดื่มป้องกันท่อปัสสาวะแบบไทยๆ ครับคือน้ำกระเจี๊ยบ ใช้ดื่มได้บ่อยๆ ชงแบบไม่หวานจะช่วยลดไขมันลงได้ด้วยครับ ให้ดื่มสักประมาณวันละ 1 ลิตรในท่านที่มีปัญหาท่อปัสสาวะติดเชื้อ

2) รับประทานวิตามินซี การกินวิตามินซีจะช่วยให้ท่อปัสสาวะแข็งแรงและทำให้ปัสสาวะเป็นกรด เปรียบได้กับการฆ่าเชื้อในทางเดินปัสสาวะไปในตัวครับ การรับประทานวิตามินซีก็ไม่ยากเย็นขอสักวันละ 1,000 มิลลิกรัมร่วมกับกินฝรั่งสดให้เยอะเข้าไว้ครับ

3) ระวังการมีเพศสัมพันธ์ อาการปัสสาวะบ่อยเกิดได้ถ้ามีเพศสัมพันธ์ ขอให้ดื่มน้ำเอาไว้ให้เยอะแล้วถ้ามีอาการผิดปกติเช่น ตกขาว,เจ็บขัดเวลาปัสสาวะ, มีมูกผิดปกติติดชั้นใน ขอให้รีบตรวจหาเชื้อครับแล้วจะรักษาได้

4) ไม่อั้นปัสสาวะ การอั้นปัสสาวะนาน ๆ ทำให้เสี่ยงท่อปัสสาวะอักเสบติดเชื้อ ทางที่ดีสุดคือปวดเมื่อไรหาทางระบายเมื่อนั้นครับ ที่ไหนมีปัสสาวะคั่งอยู่นาน ที่นั่นจะมีอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้

5) ระวังเรื่องล้าง โดยเฉพาะในเด็กเล็กครับ เรื่องล้างคือการทำความสะอาดหลังเข้าห้องน้ำ เพราะเชื้อที่เข้าไปในท่อปัสสาวะได้ง่ายส่วนใหญ่คือเชื้อที่มาจากบริเวณทวารหนัก ดังนั้นการล้างให้ถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในเด็กผู้หญิงควรสอนล้างไม่ให้ย้อนทาง ส่วนเด็กชายก็ต้องจัดหาห้องน้ำสะอาดเอาไว้ให้ใช้

6) หายารับประทาน สุดท้ายถ้ายังมีอาการปัสสาวะบ่อยจนรบกวนชีวิตประจำวัน ขอให้พบแพทย์ครับ ในผู้ใหญ่ปัญหาที่เจอบ่อยคือกระเพาะปัสสาวะไวเกิน จะทำให้ “ช้ำรั่ว” ได้บ่อยกลั้นลำบาก ไม่ยากครับ กรณีนี้มียารักษา ส่วนท่านที่เป็นท่อปัสสาวะอักเสบก็สามารถกินยาฆ่าเชื้อแล้วหายได้เช่นกัน สำคัญที่ต้องไม่ทิ้งไว้นาน

ทั้งหมดก็คือเรื่องราวของเรื่องปัสสาวะที่ถูกเรียกว่า “เรื่องการเบา” แต่ถ้าเราไม่รีบรักษาดูแลเสียแต่เนิ่น ๆ ปล่อยเพลิน ๆ ไปเรื่องการเบาก็จะกลายเป็นเรื่องหนักถึงขั้นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ,ไตวายหรือโลหิตติดเชื้อได้

สำหรับขั้นตอนการตรวจก็แสนง่าย อย่างแรกเลยคือตรวจได้จากปัสสาวะ ยอมสละปัสสาวะเพียงนิดก็เอาไปส่องตรวจเชื้อหรือเพาะเชื้อได้แล้วครับ ส่วนถ้ายังไม่แน่ใจก็ให้คุณหมอท่านส่องกล้องดูในกระเพาะปัสสาวะได้

ไม่เหลือบ่ากว่าแรงเลยใช่ไหมครับ

นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ)
ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ
American Board of Anti-aging medicine
drkrisda@gmail.com
ที่มา: เดลินิวส์ 7 สิงหาคม 2556

ทุกข์ของคนเป็นโรคไตวายเรื้อรัง

ไตเป็นอวัยวะสำคัญส่วนหนึ่งของร่างกาย มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว อยู่บริเวณหลังทั้งสองข้าง ขนาดเท่ากำปั้นมือ เวลาเกิดเป็นโรคขึ้นมา มักเป็นพร้อมกันทั้งสองข้าง ทำให้เกิดอาการเห็นเด่นชัดทันที หากไม่ได้คอยดูแลให้ดีจะทำให้อายุไม่ยืนยาว

หน้าที่ของไต คอยขับของเสียจากการเผาผลาญ มักเป็นอาหารประเภทโปรตีน คอยควบคุมปริมาณของน้ำ เกลือแร่ โดยขับออกมาทางปัสสาวะ ผลิตและควบคุมการทำงานของฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนควบคุมปริมาณของธาตุแคลเซียม และฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง

ไตวาย เป็นอาการสุดท้ายของโรคไต เริ่มแรกจะค่อยเสียหน้าที่ก่อน การทำงานเสื่อมลง และค่อยเพิ่มมากขึ้น ระยะนานขึ้นจนเรียกไตวายเรื้อรัง มีหลายสาเหตุ อาทิ จากโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือดไปเลี้ยงไตตีบลง ทางเดินปัสสาวะอุดตันจากนิ่ว ยาบางชนิด ฯลฯ

การควบคุมดูแล ผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง จะต้องได้รับการดูแลทั้งชีวิตประจำวัน ความเป็นอยู่ และอาหารการกินพร้อม ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากในการควบคุมดูแล เช่น อาหารจะต้องเป็นพวกโปรตีนต่ำ ปลาและไข่ขาวเป็นหลัก เลี่ยงเครื่องในสัตว์ ไขมันสัตว์ กะทิ จะทำให้ไขมันสูง งดอาหารรสเค็มเพราะจะทำให้บวมขึ้น จำกัดเรื่องน้ำ ให้จำนวนลดน้อยลง เพราะไตเสื่อมขับน้ำออกได้ยาก งดพวกผลไม้ นมสด เนย และไข่แดง ฯลฯ

การรักษา เป็นการรักษาประคับประคองด้วยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง หรือให้ผ่านน้ำล้างทางหน้าท้อง ซึ่งสามารถฝึกทำเองที่บ้านได้ และต้องทำวันละหลายครั้ง

บังเอิญผมได้พบคนไข้ที่เป็นไตวายเรื้อรังมาเล่าทุกข์ให้ฟัง ได้ผ่านอุปสรรคต่าง ๆ มามาก เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ จึงขอถ่ายทอดมาแก่ท่านผู้อ่าน

คุณฉันทนา อายุ 60 ปี เมื่อประมาณ 20 ปีมาแล้ว เริ่มสังเกตเห็นว่าสุขภาพตัวเองเปลี่ยนไป เหนื่อยง่าย ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะเป็นฟอง กลางคืนที่เคยนอนหลับดีกลับไม่ค่อยหลับ ไปปรึกษาแพทย์ ตรวจพบปัสสาวะมีเม็ดเลือดแดง หน้าที่ของไตเสื่อมลง creatinine ปกติไม่เกิน 1.2 ขึ้นมา 3.3 เริ่มรู้แล้วว่าเป็นโรคไตมานานและค่อย ๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ

อาการที่ค่อยเด่นชัด คือบวมที่เท้าเกิดตะคริวบ่อย ซีดลงเห็นได้ชัด จากฮอร์โมนกระตุ้นสร้างเม็ดเลือดแดงลดน้อยลง ผิวจะเป็นสีคล้ำดำจากของเสียคั่งไตขับไม่ออก แพทย์ได้จำกัดน้ำกิน กินวันละ 500 ซีซี กินปลา ไข่ขาวเป็นหลัก ผักสดสีเขียวแก่, ยอดผักงด เริ่มไปจองเตียงเพื่อฟอกเลือด และเตรียมไปทำการต่อเส้นเลือด เพื่อแทงเข็มเวลาฟอกเลือดล่วงหน้าไว้ 3 เดือน

ทุกข์ของคนไข้ ในช่วงนี้ที่เปลี่ยนจากปกติไป อาหารต้องควบคุมให้โปรตีนต่ำ ยอดผักสดงดกลัวยูริกสูง เดินทางไปไหนลำบาก เพลีย เท้าบวม เหนื่อยง่ายไม่แข็งแรง ผิวหนังสีดำคล้ำขึ้น คล้ายของเสียมาติดแถวผิวหนังถูกขับออกไม่ได้ จำกัดน้ำกิน กระหายมาก แม้จะกินยาต้องกินน้ำน้อย ๆ กลางคืนนอนไม่ค่อยหลับทำให้เพลีย ความดันขึ้นสูงตลอด และความจำช้ามาก จำอะไรไม่ค่อยได้

ฟอกเลือดด้วยไตเทียม ต้องมารับการฟอกเลือดอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ปัสสาวะไม่ค่อยออกเลยระยะนี้ เพราะน้ำถูกฟอกออกไปหมด ได้จองคิวเพื่อเปลี่ยนไตไว้ ระลึกถึงพระคุณผู้ที่ยอมสละไตให้ ได้แก่ คุณแม่ พี่ชาย และลูกทั้งสองคน เตรียมจองเตียงนัดเข้าอยู่โรงพยาบาลเพื่อเปลี่ยนไตไว้เรียบร้อย พอใกล้วันทำไปบอกเลิก เพราะคิดว่าทุกคนก็รักชีวิต ไม่ควรไปเอาเปรียบเขา รอฟอกเลือดไปก่อน ราว 4 ปี จึงได้ไตจากทางกาชาด และได้เปลี่ยนไตเป็นที่เรียบร้อย บางท่านฟอกนานถึง 25 ปี

ชีวิตหลังเปลี่ยนไต ได้เปลี่ยนมา 10 ปี ทุกอย่างเข้าที่เหมือนเดิม ต้องนึกไว้เสมอว่าภูมิต้านทานต่ำ ติดเชื้อโรคง่าย เพราะต้องกินยากดภูมิต้านทานไว้ด้วยไตเป็นของคนอื่น ได้ใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติ เคยชอบเที่ยวชอบเดินทางก็ไปกับกลุ่มเพื่อนฝูงได้สมใจด้วยความระมัดระวังตลอด

คนไข้โรคไตวายเรื้อรัง ชีวิตต้องทุกข์ระหว่างรอฟอกเลือดเพื่อเปลี่ยนไต จึงต้องระวังดูแลสุขภาพให้ดี หากรู้สึกร่างกายผิดปกติต้องรีบปรึกษาแพทย์เพื่อให้ชีวิตได้มีสุขภาพดียืนยาว.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 8 มกราคม 2555