“โรคไต” ในผู้สูงอายุ หมั่นดูแลตนเอง ช่วยลดความเสี่ยง

dailynew140608_1ใครที่มีอาการปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน มีอาการขาบวมเมื่อกดลงไปแล้วเกิดเป็นรอยบุ๋ม อีกทั้ง มีอาการความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ยิ่งมีอายุที่เพิ่มขึ้น ไม่ควรชะล่าใจเพราะอาจเกิดความผิดปกติขึ้นที่ “ไต” ได้!!

ล่าสุด โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (SiPH) จัดกิจกรรมเวิร์ก ชอปสุขภาพ ในหัวข้อ “ผู้สูงอายุกับโรคไต” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “อาสาสมัครใจ SiPH 2 gether Caring & Sharing” สานต่อแนวคิด ผู้รับและผู้ให้ ในการดูแลสังคมด้วยคุณธรรมและจริยธรรม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

อ.นพ.สมเกียรติ วสุวัฏฏกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาคุณภาพ และอายุรแพทย์โรคไต ศูนย์โรคไต โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไตว่า สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยระบุถึงสถานการณ์โรคไตในประเทศไทยปัจจุบันพบว่า คนไทยเป็นโรคไตมากถึง 17 เปอร์เซ็นต์หรือประมาณ 10 ล้านคน โดยในปี พ.ศ. 2554 มีผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังจำเป็นต้องฟอกเลือดหรือล้างไตผ่านช่องท้องประมาณ 47,000 คน ซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงมากที่สุดประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์

สำหรับการวินิจฉัยโรคไตที่ง่ายและได้ผลชัดเจนที่สุด คือ การเจาะเลือดตรวจ โดยเฉพาะคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไปทั้งผู้ชายและผู้หญิง ควรตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเช็กสภาพของไต และผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรังที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรค ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีโรคประจำตัวที่เป็นสาเหตุของโรคไตเรื้อรัง ได้รับสารพิษหรือยาที่ทำลายไต มีมวลเนื้อไตลดลง ทั้งที่เป็นมาแต่กำเนิด หรือเป็นภายหลัง มีประวัติโรคไตเรื้อรังในครอบครัว

โรคไตเรื้อรัง เป็นภาวการณ์ที่ไตทำงานผิดปกติ หรือ มีการทำงานของไตที่ลดลง โดยดูจากค่าอัตราการกรองของไตที่ผิดปกติ ในระยะเวลามากกว่า 3 เดือนขึ้นไป ซึ่งในระยะเริ่มแรกมักจะไม่แสดงอาการแต่เมื่อไตทำงานเสื่อมลงจนหน่วยไตเหลือน้อยกว่าร้อยละ 10 จะมีของเสียคั่งในกระแสเลือดและมีอาการต่าง ๆ ตามมา”

โดยอาการที่สามารถสังเกตได้คือ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ขาบวมเมื่อกดลงไปจะเกิดรอยบุ๋ม รวมทั้ง มีความดันโลหิตสูง เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย โลหิตจาง เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ หอบเหนื่อย  และมีโอกาสชักหรือหมดสติได้ ในเพศหญิงมักมีการขาดประจำเดือนและไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ส่วนในเพศชายจะมีความรู้สึกทางเพศลดลง การสร้างอสุจิลดลง

’คนที่ไม่ได้เป็นโรคไตเรื้อรังมาก่อนแต่ก็มีโอกาสที่จะเป็นได้เช่นกัน โดยบางคนอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น เป็นนิ่วที่ไตก็สามารถเกิดโรคไตได้ หรือว่ามีการอักเสบของหลอดเลือดฝอยที่ไต อย่าง โรคเอสแอลอี ที่เป็นหลอดเลือดฝอยอักเสบ โดยผู้ที่เป็นโรคในกลุ่มนี้มักจะมีอาการบวมแล้วก็มีเลือดออก รวมไปถึง เรื่องเกี่ยวกับการรับประทานยา โดยเฉพาะยาแก้ปวดทั้งหลาย จำพวกเอ็นเสท ยาแก้ปวดพวกแอสไพรินซึ่งหากกินมาเป็นเวลานานแล้วเรื้อรังก็อาจทำให้มีเรื่องของไตวายเข้ามาได้“

นอกจากนี้ การรับประทานผลไม้บางประเภท เช่น มะเฟือง เชอรี่ ลูกเหนียง อาจจะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคไตได้เหมือนกันหากรับประทานในปริมาณที่มาก เนื่องจากในมะเฟืองจะมีออกซาเลตสะสมอยู่มาก เป็นสาเหตุทำให้เกิดนิ่วได้ และหากเกิดการอุดตันในเนื้อไตและท่อไตอาจเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ ส่วนเชอรี่ เป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง ในเมล็ดมีสารไฮโดรเจนไซนาไนต์ โดยเฉพาะเวลาเคี้ยว บด จะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ สับสน วิตกกังวลและอาเจียน ทำให้มีปัญหาเรื่องหัวใจและความดันโลหิต

นพ.สมเกียรติ กล่าวต่อว่า ในผู้ป่วยบางรายถ้าตรวจเช็กดูแล้วพบว่า เป็นนิ่วและแก้ปัญหาได้ก็ไม่มีปัญหานำไปสู่การเป็นไตวายระยะสุดท้าย หรือหากเป็นไตอักเสบแล้วสามารถรักษาได้ก็ไม่มีปัญหาตามมา หรือแม้กระทั่งเป็นเบาหวาน ความดันสูง แต่ถ้าหากผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการให้ดีขึ้นได้ ก็จะสามารถชะลอการเสื่อมของไตได้ รวมถึง สาเหตุอื่น ๆ เช่น การรับประทานยาแก้ปวด ถ้าหยุดยาแก้ปวดได้จะเป็นการช่วยลดการเกิดเรื่องโรคไตได้ เพราะหากเป็นโรคนี้ขึ้นมาแล้วค่าใช้จ่ายในการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมไม่ว่าจะเป็นล้างทางช่องท้อง หรือว่าไต เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2 แสนต่อคนต่อปี

สัญญาณที่บ่งชี้ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจร่างกาย คือ มีการเปลี่ยนแปลง เกิดความผิดปกติของหลอดเลือดขึ้น เช่น ความดันสูงโดยจะมีโปรตีนรั่วออกมาซึ่งสามารถสังเกตได้จากปัสสาวะว่าเป็นฟองมากขึ้น หรือเป็นฟองนานผิดสังเกตหรือไม่ หรือเช็กอาการบวม ซึ่งจะพบได้ที่บริเวณก้นกบและหน้าแข้ง รวมทั้ง ที่บริเวณเท้า โดยอาการบวมจะนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ตึงขึ้น เมื่อกดแล้วจะบุ๋มลงไป

วิธีการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่เป็นโรคไตจะมีวิธีการที่แตกต่างกัน บางรายต้องงดอาหารเค็มและอาหารประเภทเนื้อสัตว์  รวมถึง ทำจิตใจให้สบาย เพราะความเครียด จะส่งผลให้ความดันโลหิตสูง เลือดไปเลี้ยงไตไม่เพียงพอ จนกระทบต่อไต พักผ่อนให้เพียงพอ และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อชะลอความเสื่อมของไต ที่ต้องงดเค็มเพราะเป็นตัวการที่ทำให้เกิดความดันสูงได้ง่าย

ส่วนผู้ป่วยที่มีภาวะเป็นเบาหวานถ้าเป็นแล้วให้ควบคุมน้ำตาล หรือหากอยู่ในครอบครัวที่เป็นเบาหวานถึงแม้ไม่เป็นเบาหวานก็ต้องควบคุมน้ำตาลให้ดีเช่นกัน ส่วนผู้ป่วยบางรายขับเกลือไม่ได้จะมีอาการบวมจำเป็นต้องระวังเรื่องอาหารรสเค็มด้วย

ในขณะที่ บางรายขับโพแทสเซียมเกลือแร่ไม่ได้ซึ่งจะมีอันตรายต่อหัวใจจึงจำเป็นต้องควบคุมอาหาร ผัก และผลไม้ เพราะโพแทสเซียมมีมากในผักและผลไม้ หรือในรายที่ไตเริ่มทำงานไม่ดีมากขึ้นเรื่อย ๆ จะต้องควบคุมสารฟอสเฟต มีอยู่มากในอาหารประเภทโปรตีน ถั่ว ช็อกโกแลตต่าง ๆ จะเห็นได้ว่า ผู้ป่วยโรคไตจะมีอาการไม่เหมือนกันทุกราย แต่ละคนต้องปรับสมดุลร่างกายในวิธีการที่แตกต่างกันไป

สำหรับการดูแลตัวเองในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเพื่อไม่ให้ไตเสื่อมมากไปกว่าเดิมสามารถทำได้โดยการควบคุมความดันสูงของตัวเอง เพราะยิ่งมีความดันสูงมากขึ้นจะส่งผลทำให้ไตเสื่อมมากขึ้น  และเมื่อใดก็ตามที่ไตมีอาการเสื่อมลงมาก ๆ จะพบว่า มีสารฟอสเฟตสูงในเลือด หากมีจำนวนมากขึ้น ๆ ก็จะไปจับกับแคลเซียมจนเกิดเป็นผลึกกลายเป็นแคลเซียมฟอสเฟตผลึก หากจับตัวกันไปผสมที่หลอดเลือดต่าง ๆ ทั้งหัวใจและไต จะทำให้ไตมีอาการแย่ลงไปอีก โดยแหล่งอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ นม ถั่วต่าง ๆ ธัญพืช เบียร์ เบเกอรี่ เค้ก พาย ช็อกโกแลต น้ำอัดลมสีเข้ม ชา กาแฟ ชา เต้าหู้ และไข่แดง.

ที่มา : เดลินิวส์ 8 มิถุนายน 2557

Advertisements

ทุกข์ของคนเป็นโรคไตวายเรื้อรัง

ไตเป็นอวัยวะสำคัญส่วนหนึ่งของร่างกาย มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว อยู่บริเวณหลังทั้งสองข้าง ขนาดเท่ากำปั้นมือ เวลาเกิดเป็นโรคขึ้นมา มักเป็นพร้อมกันทั้งสองข้าง ทำให้เกิดอาการเห็นเด่นชัดทันที หากไม่ได้คอยดูแลให้ดีจะทำให้อายุไม่ยืนยาว

หน้าที่ของไต คอยขับของเสียจากการเผาผลาญ มักเป็นอาหารประเภทโปรตีน คอยควบคุมปริมาณของน้ำ เกลือแร่ โดยขับออกมาทางปัสสาวะ ผลิตและควบคุมการทำงานของฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนควบคุมปริมาณของธาตุแคลเซียม และฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง

ไตวาย เป็นอาการสุดท้ายของโรคไต เริ่มแรกจะค่อยเสียหน้าที่ก่อน การทำงานเสื่อมลง และค่อยเพิ่มมากขึ้น ระยะนานขึ้นจนเรียกไตวายเรื้อรัง มีหลายสาเหตุ อาทิ จากโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือดไปเลี้ยงไตตีบลง ทางเดินปัสสาวะอุดตันจากนิ่ว ยาบางชนิด ฯลฯ

การควบคุมดูแล ผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง จะต้องได้รับการดูแลทั้งชีวิตประจำวัน ความเป็นอยู่ และอาหารการกินพร้อม ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากในการควบคุมดูแล เช่น อาหารจะต้องเป็นพวกโปรตีนต่ำ ปลาและไข่ขาวเป็นหลัก เลี่ยงเครื่องในสัตว์ ไขมันสัตว์ กะทิ จะทำให้ไขมันสูง งดอาหารรสเค็มเพราะจะทำให้บวมขึ้น จำกัดเรื่องน้ำ ให้จำนวนลดน้อยลง เพราะไตเสื่อมขับน้ำออกได้ยาก งดพวกผลไม้ นมสด เนย และไข่แดง ฯลฯ

การรักษา เป็นการรักษาประคับประคองด้วยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง หรือให้ผ่านน้ำล้างทางหน้าท้อง ซึ่งสามารถฝึกทำเองที่บ้านได้ และต้องทำวันละหลายครั้ง

บังเอิญผมได้พบคนไข้ที่เป็นไตวายเรื้อรังมาเล่าทุกข์ให้ฟัง ได้ผ่านอุปสรรคต่าง ๆ มามาก เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ จึงขอถ่ายทอดมาแก่ท่านผู้อ่าน

คุณฉันทนา อายุ 60 ปี เมื่อประมาณ 20 ปีมาแล้ว เริ่มสังเกตเห็นว่าสุขภาพตัวเองเปลี่ยนไป เหนื่อยง่าย ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะเป็นฟอง กลางคืนที่เคยนอนหลับดีกลับไม่ค่อยหลับ ไปปรึกษาแพทย์ ตรวจพบปัสสาวะมีเม็ดเลือดแดง หน้าที่ของไตเสื่อมลง creatinine ปกติไม่เกิน 1.2 ขึ้นมา 3.3 เริ่มรู้แล้วว่าเป็นโรคไตมานานและค่อย ๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ

อาการที่ค่อยเด่นชัด คือบวมที่เท้าเกิดตะคริวบ่อย ซีดลงเห็นได้ชัด จากฮอร์โมนกระตุ้นสร้างเม็ดเลือดแดงลดน้อยลง ผิวจะเป็นสีคล้ำดำจากของเสียคั่งไตขับไม่ออก แพทย์ได้จำกัดน้ำกิน กินวันละ 500 ซีซี กินปลา ไข่ขาวเป็นหลัก ผักสดสีเขียวแก่, ยอดผักงด เริ่มไปจองเตียงเพื่อฟอกเลือด และเตรียมไปทำการต่อเส้นเลือด เพื่อแทงเข็มเวลาฟอกเลือดล่วงหน้าไว้ 3 เดือน

ทุกข์ของคนไข้ ในช่วงนี้ที่เปลี่ยนจากปกติไป อาหารต้องควบคุมให้โปรตีนต่ำ ยอดผักสดงดกลัวยูริกสูง เดินทางไปไหนลำบาก เพลีย เท้าบวม เหนื่อยง่ายไม่แข็งแรง ผิวหนังสีดำคล้ำขึ้น คล้ายของเสียมาติดแถวผิวหนังถูกขับออกไม่ได้ จำกัดน้ำกิน กระหายมาก แม้จะกินยาต้องกินน้ำน้อย ๆ กลางคืนนอนไม่ค่อยหลับทำให้เพลีย ความดันขึ้นสูงตลอด และความจำช้ามาก จำอะไรไม่ค่อยได้

ฟอกเลือดด้วยไตเทียม ต้องมารับการฟอกเลือดอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ปัสสาวะไม่ค่อยออกเลยระยะนี้ เพราะน้ำถูกฟอกออกไปหมด ได้จองคิวเพื่อเปลี่ยนไตไว้ ระลึกถึงพระคุณผู้ที่ยอมสละไตให้ ได้แก่ คุณแม่ พี่ชาย และลูกทั้งสองคน เตรียมจองเตียงนัดเข้าอยู่โรงพยาบาลเพื่อเปลี่ยนไตไว้เรียบร้อย พอใกล้วันทำไปบอกเลิก เพราะคิดว่าทุกคนก็รักชีวิต ไม่ควรไปเอาเปรียบเขา รอฟอกเลือดไปก่อน ราว 4 ปี จึงได้ไตจากทางกาชาด และได้เปลี่ยนไตเป็นที่เรียบร้อย บางท่านฟอกนานถึง 25 ปี

ชีวิตหลังเปลี่ยนไต ได้เปลี่ยนมา 10 ปี ทุกอย่างเข้าที่เหมือนเดิม ต้องนึกไว้เสมอว่าภูมิต้านทานต่ำ ติดเชื้อโรคง่าย เพราะต้องกินยากดภูมิต้านทานไว้ด้วยไตเป็นของคนอื่น ได้ใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติ เคยชอบเที่ยวชอบเดินทางก็ไปกับกลุ่มเพื่อนฝูงได้สมใจด้วยความระมัดระวังตลอด

คนไข้โรคไตวายเรื้อรัง ชีวิตต้องทุกข์ระหว่างรอฟอกเลือดเพื่อเปลี่ยนไต จึงต้องระวังดูแลสุขภาพให้ดี หากรู้สึกร่างกายผิดปกติต้องรีบปรึกษาแพทย์เพื่อให้ชีวิตได้มีสุขภาพดียืนยาว.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 8 มกราคม 2555