วิ่งออกกำลังกายไม่ทำให้ข้อเข่าเสื่อมอย่างที่คิด!

thairath140421_001การวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่นิยมมากในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่ามีผู้คนไปออกกำลังกายตามสวนสาธารณะหรือตามสถานออกกำลังกายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อถามถึงประโยชน์ของการวิ่ง นอกจากจะได้ความแข็งแรงของระบบหัวใจและปอดแล้ว ยังได้เผาผลาญไขมันส่วนเกิน ลดความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งช่วยให้ระบบประสาทควบคุมกล้ามเนื้อทำงานได้ดี ไม่ทำให้เกิดอุบัติเหตุต่อกล้ามเนื้อ ข้อต่อไม่อ่อนล้าและยังเคลื่อนไหวได้ดีและไม่เสื่อมง่าย อย่างไรก็ดี การออกกำลังกายผิดวิธีอาจส่งผลเสียแก่ร่างกายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้โดยไม่รู้ตัว ฉะนั้น จึงควรทำความเข้าใจถึงประโยชน์และโทษของการวิ่งว่าส่งผลอย่างไรต่อร่างกายบ้าง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ

การวิ่งเพื่อออกกำลังร่างกายต้องใช้อวัยวะและระบบต่างๆ เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวและรับน้ำหนักโดยเฉพาะกล้ามเนื้อและข้อต่อส่วนขา ตั้งแต่กระดูกสันหลัง สะโพก ข้อเข่า ข้อเท้าและข้อต่อในเท้าจำนวนมากที่ต้องรับน้ำหนักหรือแรงกระแทกหลายเท่าของภาวะปกติ กล่าวคือ ในการเดินแต่ละก้าว ขาหรือข้อต่อมีแรงผ่านสูงถึงกว่า 3 เท่าของน้ำหนักตัว การวิ่งหรือกระโดดแต่ละครั้งจะมีแรงกระทำกับกระดูกและข้อได้ถึง 10 เท่าของน้ำหนักตัว ซึ่งถือว่าเป็นแรงผ่านที่สูงมากสำหรับข้อที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับขนาดร่างกาย แม้ในภาวะปกติระบบภายในร่างกายจะมีการสร้างเสริม ซ่อมแซมตัวเองได้เมื่อมีการใช้งานสึกหรอ เช่น กระดูกอ่อนผิวข้อเส้นเอ็นพยุงเข่า หมอนรองกระดูกหรือแม้กระทั่งกระดูกบริเวณจุดเกาะเส้นเอ็นต่างๆ แต่หลังการออกกำลังกายอย่างหนักก็ยังจำเป็นต้องมีช่วงเวลาพักฟื้น

ตัวอย่างเช่น การออกกำลังวิ่งอย่างหนัก ควรสลับกับการวิ่งเบาหรือการออกกำลังแบบยืดหยุ่น สลับกันเป็นช่วงๆ ในหนึ่งสัปดาห์ ทั้งนี้ เพราะความล้าในการออกกำลังกายจะทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่าย เมื่อข้อและเอ็นได้รับความเครียดถึงขีดจำกัดจะทนได้ ก็อาจเกิดการบาดเจ็บ เช่น เส้นเอ็นบางส่วนฉีกขาดภายในทำให้เจ็บ อักเสบ แม้การซ่อมแซมตัวเองของร่างกายจะสร้างเนื้อเยื่อใหม่ แต่อาจไม่ยืดหยุ่นดีเท่าเดิมและง่ายต่อการบาดเจ็บซ้ำ ฉะนั้น การป้องกันไม่ให้บาดเจ็บแต่แรกหรือบาดเจ็บซ้ำจึงเป็นประเด็นสำคัญอีกอย่างในการออกกำลังกาย

อีกความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการวิ่งคือ การวิ่งทำให้ข้อเข่าเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้น ความจริงแล้วการวิ่งที่ถูกวิธีอย่างต่อเนื่อง ช่วยป้องกันการเสื่อมเร็วของข้อต่อ การหยุดวิ่งหรือขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสมต่างหากที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้ข้อเสื่อม เพราะการวิ่งแต่ละก้าวมีแรงกดที่กระดูกอ่อนผิวข้อซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายฟองน้ำคอยรับแรงกระแทกในข้อ แรงกดและปล่อยอย่างเป็นจังหวะจากการวิ่งจะเพิ่มการหมุนเวียนน้ำหล่อเลี้ยงภายในข้อ ซึ่งเป็นสารอาหารให้เซลล์กระดูกอ่อนซึ่งไม่มีเลือดมาเลี้ยงและต้องได้สารอาหารและออกซิเจนจากน้ำหล่อเลี้ยงข้อเท่านั้น การเคลื่อนไหวข้อที่มีแรงกดที่กระดูกอ่อนอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอจึงเป็นการให้สารอาหารกระดูกอ่อนกระตุ้นการสร้างและซ่อมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อข้อเสื่อม

กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นก็เป็นอีกส่วนสำคัญในการออกกำลังกาย โดยทำหน้าที่สร้างการเคลื่อนไหวและสร้างความมั่นคงให้ขาและข้อต่อต่างๆ ซึ่งต้องได้รับการบริหารแบบยืดหยุ่นให้เพียงพอ โดยการยืดข้อให้สุดการเคลื่อนไหวในทิศทางต่างๆ แล้วค้างไว้เป็นเวลา 10 ถึง 15 วินาที  ทำซ้ำๆ ประมาณ 5-10 ครั้ง โดยเน้นกล้ามเนื้อหลักบริเวณน่อง กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า และกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง

การออกกำลังกายด้วยการวิ่งยังต้องอาศัยความอบอุ่นร่างกายที่เพียงพอ โดยเริ่มจากการเดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ เป็นเวลา 5-10 นาทีก่อนจะวิ่งเต็มที่ เพื่อให้กล้ามเนื้อ ระบบไหลเวียนโลหิตและระบบการหายใจมีการปรับตัวก่อนออกกำลังกาย การเลือกรองเท้าวิ่งก็เป็นสิ่งสำคัญ ควรเลือกคู่ที่มีพื้นกันแรงกระแทก มีความกระชับพอดีกับเท้า และควรเลือกคู่ที่เหมาะกับการออกกำลังกายชนิดนั้นๆ

ลักษณะของเท้าก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง เพื่อการเลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับการออกกำลังกาย ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือ ภาวะเท้าแบนหรือไม่มีอุ้งเท้าสูงเพียงพอ เวลาวิ่งนานๆ จึงอาจทำให้มีแรงปฏิกิริยาจากพื้นต่อข้อเท้าและข้อเข่าอย่างผิดปกติ ทำให้เกิดอาการปวดเข่าหรือข้อเท้าเรื้อรัง วิธีแก้ไขคืออาจหาแผ่นเสริมอุ้งเท้าสำเร็จรูปหรือรองเท้าที่การเสริมแผ่นรองภายในเพื่อช่วยให้มีการกระจายแรงมากขึ้น และควรเลือกวิ่งบริเวณที่เป็นพื้นเสมอกัน ไม่ใช่พื้นเอียงหรือมีการหักเลี้ยวอย่างเฉียบพลัน สำหรับพื้นวิ่งดีที่สุดคือ พื้นยางสังเคราะห์เพราะมีความนุ่มและเก็บพลังงานเพื่อเปลี่ยนเป็นแรงส่งตัวได้ดี หรืออาจวิ่งบนพื้นดินแทนก็ได้ แต่หากจะวิ่งบนพื้นคอนกรีตก็ได้เช่นกัน แต่ควรเลือกรองเท้าที่รับแรงกระแทกได้ดีเพราะใช้เท้าต้องรับแรงกระแทกมากกว่า

ลักษณะการวิ่งไม่ควรก้าวเท้ายาวหรือยกเข่าสูงเกินไป เพราะข้อเข่าต้องงอมากเกินความจำเป็น ซึ่งอาจทำให้ปวดเข่าง่ายขึ้น ส่วนแขนก็ควรงอเพียงเล็กน้อยและแกว่งข้างลำตัว ไม่ควรแกว่งเลยแนวกลางของลำตัว ในกรณีที่คุณมีปัญหาปวดหลังหรือน้ำหนักตัวมาก ควรแกว่งแขนค่อนมาทางด้านหลังเพื่อไม่ให้ลำตัวเอนไปข้างหน้ามากเกินไป และควรวิ่งโดยลงน้ำหนักที่ส้นเท้า เพราะการวิ่งโดยลงน้ำหนักที่ปลายเท้านานๆ จะทำให้ปวดกล้ามเนื้อน่อง และอาจทำให้เกิดการปวดเข่าด้านหน้าได้ อย่างไรก็ดี การวิ่งลงน้ำหนักที่ปลายเท้าจะทำได้ในกรณีที่เร่งความเร็วหรือสำหรับนักกีฬาที่มีความฟิตเพียงพอ ไม่ควรวิ่งขึ้นลงเนิน แต่หากจะวิ่งลงเนิน ก็ควรพยายามลำตัวให้ตั้งตรง เพราะแรงโน้มถ่วงอาจทำให้คุณเสียหลักและควรก้าวเท้าให้ยาวและเร็วขึ้นกว่าตอนวิ่งบนพื้นที่เรียบเสมอกัน

หากผู้ป่วยมีภาวะข้อเสื่อมอยู่แล้ว ควรออกกำลังกายด้วยวิธีอื่น เช่น ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเดินเร็วแทนการวิ่ง โดยต้องระวังเรื่องระยะทางที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย และไม่ควรเพิ่มระยะทางกับความเร็วอย่างกะทันหัน นอกจากนี้ยังควรเดินหลังจากวิ่งสักพักเพื่อให้ร่างกายได้ชะเอากรดแลคติกที่สะสมขณะวิ่งออกไปจากกล้ามเนื้อบ้าง เพื่อช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังวิ่ง หมั่นออกกำลังกายกล้ามเนื้อต้นขา โดยการเหยียดเข่าตรงและเกร็งค้างไว้ 5 วินาทีต่อครั้ง ประมาณ 10-20 ครั้งต่อวัน หรืออาจเข้ายิมเล่นเวทเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและด้านหลังสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีสะโพกกว้างซึ่งจะมีแนวโน้มที่เกิดปัญหาปวดเข่าได้ การออกกำลังกายด้วยวิธีดังกล่าวจะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อให้ช่วยรั้งกระดูกสะบ้าเข้าด้านใน เพื่อช่วยลดปัญหาปวดเข่าในระยะยาว

เมื่อท่านสามารถปฏิบัติได้เพียงเท่านี้ ท่านก็สามารถออกกำลังกายด้วยการวิ่งอย่างมีความสุข โดยไม่เสี่ยงกับการทำร้ายข้อในขณะวิ่งและในอนาคตได้เป็นอย่างดี

นพ.ธนพจน์ จันทร์นุ่ม
ภาควิชาออร์โธปิดิคส์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 21 มีนาคม 2557

Advertisements

ปั่นจักรยาน สุขภาพดี ลดโลกร้อน

ปั่นจักรยาน สุขภาพดี ลดโลกร้อน

ผศ.นพ.ยุทธนา อุดมพร
งานสร้างเสริมสุขภาพ

จักรยาน เป็นยานพาหนะหนึ่งที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญ ยังเป็นเครื่องมือในการออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านข้อต่อ ช่วยในการบริหารกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ได้ดี ยิ่งขี่จักรยานอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้นค่ะ 

การออกกำลังกายด้วยจักรยาน มีทั้งจักรยานแบบเคลื่อนที่ได้และอยู่กับที่ ซึ่งจักรยานแบบอยู่กับที่ปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะช่วยให้เราสามารถออกกำลังกายได้ทุกสภาพอากาศ อีกทั้งยังสามารถปรับระดับแรงต้านทานให้มีความเหมาะสมกับความพร้อมของร่างกายได้อีกด้วย

แต่ก่อนจะเริ่มปั่นจักรยาน มาฟังข้อแนะนำที่ควรทำเพื่อให้ได้ผลดีแก่ร่างกายคุณ

1.ปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย

2.ก่อนปั่นจักรยานต้องเรียนรู้วิธีการใช้งานที่ถูกต้อง

3.ปรับเบาะมือบังคับให้ได้ระดับเหมาะสม
3.1 ความสูงของเบาะนั่งต้องเหมาะสม (ปรับเบาะให้อยู่บริเวณสะโพก) คือ เมื่อนั่งบนเบาะ วางเท้าบนบันไดที่ต่ำ งอเข่าเล็กน้อยทำมุมประมาณ 5 องศา หากตั้งเบาะต่ำไปอาจทำให้ปวดเข่าเมื่อขี่จักรยาน
3.2 ความสูงของมือจับปรับให้พอดี โดยปรับให้สูงแล้วค่อยเลื่อนต่ำลงมา ตำแหน่งที่เหมาะสม  คือ ข้อศอกงอเล็กน้อย และจับสบายไม่ปวดหลัง

4.การเลือกรองเท้า ควรเลือกพื้นรองเท้าที่แข็งพอสมควร เพื่อจะได้ปั่นจักรยานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ควรใช้รองเท้าสำหรับวิ่งหรือรองเท้าสำหรับการเต้นแอโรบิก เพราะพื้นรองเท้านุ่มเกินไป

5.การเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น ตั้งแต่ผ้าเช็ดเหงื่อสำหรับเช็ดโดยเฉพาะมือจับ เพราะหากมีเหงื่อมากอาจจะทำให้มือจับลื่น และดื่มน้ำ 3 ครั้ง คือ ก่อนออกกำลังกาย 1 แก้ว หลังออกกำลังกายไปแล้ว 40 นาที ประมาณครึ่งลิตร และหลังการออกกำลังกายเสร็จสิ้น ดื่มน้ำอีก 1 แก้ว

6.อบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกาย โดยปั่นจักรยานแบบไม่มีแรงต้านทาน 5-10 นาที หลังจากนั้น จึงเพิ่มแรงต้านและความเร็วตามลำดับ ส่วนผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือความดันโลหิตสูง ควรมีการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจอย่างเคร่งครัด และมีผู้ควบคุมดูแลในด้านการออกกำลังกายอย่างใกล้ชิด หากมีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด เจ็บหน้าอก ให้หยุดปั่น และบอกคนใกล้ชิดหรือผู้ควบคุมทันที

7.ระวังในการวางผ้าเช็ดเหงื่อ แก้วน้ำดื่ม และของใช้ต่างๆ ขณะทำการปั่นจักรยาน ควรวาง ในที่ที่ปลอดภัยหรือช่องวางของที่กำหนดไว้ เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดจากการตกหล่นในขณะที่ทำการปั่นได้

 

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 กรกฎาคม 2555

ลดอ้วน ลดโรคด้วยสารพัดวิธีฟิต

 ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หุ่นอวบอั๋น (ระยะสุดท้ายสุดๆ) ที่พองออกแบบไม่แคร์สื่อแล้วเท่านั้น แต่สภาพการณ์ของภาวะอ้วน มีพุงป่อง (รอบเอวมากกว่า 80 เซนติเมตร) ยังนำไปสู่สารพัดโรคที่ทยอยมาเยือนมิได้ขาด (โอ้ววว… ไม่)     “ไม่เอาหรอก ไม่มีเวลา” เรามักจะได้ยินข้ออ้างเพื่อจะได้ไม่ต้องออกกำลังกายในทำนองนี้อยู่บ่อยๆ … ไปๆ มาๆ วันนี้คนไทยเลยกลายเป็นโรคอ้วนตุ๊ต๊ะ กันมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่ใช่เฉพาะคนวัยทำงานเท่านั้น แต่เรากลับพบว่า ตอนนี้เด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ขวบก็มีแนวโน้มของโรคอ้วนมากขึ้นๆ เช่นกัน

            คุณหมอธีรศักดิ์  ลักษณานันท์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) ผู้อำนวยการกองออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขบอกว่า จากผลการสำรวจ และติดตามสภาวะสุขภาพของคนไทยพบแนวโน้มของโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ไม่เหมาะสมมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น โรคเบาหวานในคนที่อายุมากกว่า 15 ปี พบ 3.5 ล้านคน (ร้อยละ 6.9) เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน 19 คนต่อวัน โรคความดันโลหิตสูง ในคนไทยอายุมากกว่า 15 ปี พบ 10.8 ล้านคน (ร้อยละ 21.4) เสียชีวิตจากโรคความดันโลหิตสูงวันละ 6 คน โรคหัวใจในคนไทยอายุมากกว่า 15 ปี พบ 4.3 ล้านคน (ร้อยละ 8.4) เสียชีวิตจากโรคหัวใจวันละ 50 คน ภาวะอ้วนในคนไทยอายุมากกว่า 15 ปี พบผู้ชายร้อยละ 28.4 หญิงร้อยละ 40.7 ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติพบ 10 ล้านคน (ร้อยละ 19.1)

หรือเราอาจสรุปภาพรวมได้ว่า คนไทยที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ร้อยละ 50 จะป่วยหรือเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสมอย่างน้อยหนึ่งโรค (เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, หัวใจหลอดเลือด, น้ำหนักเกินเกณฑ์, อ้วน หรือไขมันในเลือดสูงผิดปกติ)

ฟังแล้วก็ชักจะหวาดเสียวซะแล้วสิ เพราะเมื่อเป็นโรคเหล่านี้แล้วย่อมส่งผลต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การขาดการออกกำลังกายก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่โรคเหล่านี้ นอกเหนือไปจากการรับประทานอาหารที่ไม่เป็นไปตามหลักโภชนาการ มีปัญหาสุขภาพจิต มีปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น สุรา  บุหรี่  สารเสพติด และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ

จากข้อมูลการออกกำลังกายพบว่า คนไทยมีแนวโน้มออกกำลังกายลดลง โดยเฉพาะ พ.ศ. 2552 พบคนไทยเคลื่อนไหวออกแรง/ ออกกำลังกายด้วยความแรงระดับปานกลาง สะสมเป็นระยะเวลาอย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ เพียงร้อยละ 74.9 และเคลื่อนไหวออกแรง/ออกกำลังกายด้วยความแรงระดับหนัก เป็นระยะเวลาอย่างน้อยวันละ 20 นาที สัปดาห์ละ3วัน พบเพียงร้อยละ 29.1 ซึ่ง การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิด โรคหลอดเลือดสมอง, โรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคหัวใจ และมะเร็งเต้านมได้ร้อยละ 25-40 และถ้าบริโภคผัก ผลไม้ตามเกณฑ์มาตรฐาน จะลดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร, โรคหัวใจขาดเลือด และโรคเส้นเลือดในสมองตีบได้ร้อยละ 19-31 อุ้ยอะไรจะดีขนาดน้าน ว่าแล้วเราไปดูดีกว่า ว่าจะออกกำลังกายยังไงดี

หากใครยังใช้ข้ออ้างว่าไม่มีเวลา เชิญดีลีทออกจากความทรงจำได้แล้ว เพราะเราสามารถออกกำลังได้ทุกที่ ทุกเวลา (อย่าอ้างขี้เกียจล่ะ) เช่น ยกแขนขึ้นลง บิดลำตัว ก้ม-เงย ทำงานบ้าน เดินขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟท์ ฯลฯ แต่ถ้าจะให้ดี เราก็มีวิธีแนะนำในอีกระดับ เช่น เดินเร็ว อย่างน้อยวันละ 30 นาที วิ่งเหยาะ อย่างน้อยวันละ 20 นาที ถีบจักรยาน อย่างน้อยวันละ 30 นาที กระโดดเชือก อย่างน้อยวันละ 10 นาที ว่ายน้ำ อย่างน้อยวันละ 20 นาที และเต้นแอโรบิก อย่างน้อยวันละ 15 นาที

นอกจากนี้ ยังอาจเลือกออกกำลังกายอื่นๆ ได้ตามต้องการอีกหลายอย่าง เป็นต้นว่า เล่นบาสเกตบอลอย่างน้อย 15นาที ทำสวนขุดดิน ใช้เวลาอย่างน้อย 30-45 นาที หรือจะปั่นจักรยานในสวนสาธารณะ ใช้เวลาอย่างน้อย 30-40 นาที หรือล้างจานและเช็ดรถ ใช้เวลาอย่างน้อย 45-60 นาที

ทั้งนี้ มีรายงานว่า การเดินออกกำลังกายเป็นประจำสามารถป้องกันโรคหัวใจ มะเร็งบางชนิด และเบาหวาน โดยเฉพาะเมื่อนำน้องหมาไปเดินด้วยจะช่วยเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าเดินเล่นกับคนถึง 24% (เอ๊ะ ! ยังไง) กระโดดเชือกช่วยส่งเสริมสุขภาพกระดูก ปั่นจักรยาน หรือเดินเล่นหลังอาหาร ช่วยควบคุมอินซูลินและปริมาณกลูโคสในเลือดอย่างได้ผลพอๆ กับการใช้ยารักษา (เบาหวาน) การวิ่งจ๊อกกิ้ง ช่วยทำให้อายุยืนขึ้นได้ (รายงานจากม.สแตนฟอร์ด สหรัฐฯ) ว่ายน้ำ ช่วยให้หลอดเลือดหัวใจทำงานดีเยี่ยม และป้องกันการกระแทกสำหรับผู้สูงอายุ

            การออกกำลังกายแต่ละครั้งไม่ควรหักโหมมากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดโทษต่อสุขภาพได้ ที่สำคัญหากออกกำลังกายอย่างถูกวิธี นอกจากจะช่วยให้มีร่างกายที่สมบูรณ์แล้ว ยังเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงานในแต่ละวันซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพจิตที่ดีตามมาอีกด้วย

ไม่ว่าจะเลือกออกกำลังกายแบบไหน เชื่อว่า ย่อมทำให้สุขภาพดีแบบ ลดอ้วน ลดโรคอย่าง แน่นอน

ข้อมูลจาก : มติชน วันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม 2554