เสาวรสต้านอนุมูลอิสระ

bangkokbiznews140705_01เสาวรสผลไม้ไทย ที่สามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุ

ในทางการแพทย์ส่วนของเสาวรสที่นำมาใช้ได้นอกจากผลแล้วยังมีใบ ดอก เปลือก ลำต้น โดยมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญหลายชนิด เช่น ฟลาโวนอยด์ สำหรับการนำไปใช้นั้นในส่วนของใบจะมีสารกลุ่มอัลคาลอยด์รวมถึงฮาร์แมนด้วย ซึ่งใช้สำหรับลดความดันโลหิต เป็นยาระงับประสาท และยาต้านเกร็ง

ขณะที่ดอกมีฤทธิ์เป็นยาระงับประสาทอย่างอ่อนและช่วยให้นอนหลับ ซึ่งคนโบราณนิยมใช้ในการแก้ปวด บำรุงปอด ใบสดใช้พอกแก้หิด ดอกใช้ขับเสมหะ แก้ไอ นอกจากนี้ยังพบว่าเสาวรสมีวิตามินเอสูงซึ่งช่วยในการบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น รักษาสภาพเยื่อบุผิว และเพิ่มสมดุลให้ร่างกาย แก้อาการนอนไม่หลับ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดและแก้โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ รวมถึงพบว่ามีแคโรทีนอยด์และวิตามินซีสูงกว่ามะนาว ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค และยังพบโปรตีนอัลบูมิน โฮโอมโลกัสในเมล็ด มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสารสกัดจากเสาวรสมีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็งได้อีกด้วย

จากโครงการวิจัยเรื่อง “ผลของน้ำเสาวรสต่อการต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบในผู้สูงอายุ” ซึ่งมี ดร.ศุภวัชร สิงห์ทอง สังกัดคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาเชียงใหม่ เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อศึกษาสารออกฤทธิ์ของเสาวรสทั้งชนิดเปลือกสีม่วง และสีเหลืองในหลอดทดลอง รวมทั้งศึกษาผลของการดื่มน้ำเสาวรสต่อความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุ

ผลการวิจัยพบว่า เมื่อนำสาวรสทั้งชนิดเปลือกสีเหลืองและเปลือกสีม่วงมาทำการสกัดด้วยน้ำ และ 80% เอทานอล แล้วทำการตรวจวิเคราะห์เบื้องต้นเพื่อตรวจหาสารออกฤทธิ์สำคัญ พบว่า เสาวรสทั้ง 2 ชนิด มีสารรูติน (สารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติผลึกสีเหลือง) ไพโรแกลลอล (สารประกอบฟีนอลชนิดหนึ่ง) และกรดแกลลิค นอกจากนี้ยังพบว่าเสาวรสเปลือกสีเหลืองที่สกัดด้วย 80% เอทานอล มีปริมาณฟีนอลิกสูงที่สุดและสามารถยับยั้งอนุมูลไฮดรอกซีได้ดีที่สุด ส่วนเสาวรสเปลือกสีม่วงที่สกัดด้วย 80% เอทานอล มีปริมาณฟลาโวนอยด์และมีฤทธิ์ในการกำจัดไนตริกออกไซด์สูงที่สุด ทั้งนี้เสาวรสเปลือกม่วงที่ทำการสกัดด้วยน้ำกลั่นมีฤทธิ์ในการกำจัดไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์สูงที่สุด

สำหรับการศึกษาในผู้สูงอายุ พบว่าชายและหญิงสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสเปลือกม่วงและเปลือกเหลืองตามลำดับ มีปริมาณวิตามินซีในซีรัมลดลงหลังการดื่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระโดยรวมพบว่าในหญิงสูงอายุมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นเมื่อดื่มน้ำเสารสทั้งสองชนิด ขณะที่ปริมาณไซโตไคน์ซึ่งเป็นสารสื่อกลางในการอักเสบลดลงในชายสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสทั้งสองชนิด และในหญิงสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสเปลือกม่วง อีกทั้งปัจจัยที่เป็นเนื้อร้ายเนื้องอกลดระดับลงอย่างมีนัยสำคัญในชายสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสเปลือกเหลืองและหญิงสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสเปลือกม่วง ซึ่งผลการทดลองนี้สอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมาว่าสารฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 5 กรกฎาคม 2557

Advertisements

วิจัยเผยผลไม้ไทยกินสดโฟเลตสูง ชูสารอาหารมีคุณค่าทุกวัย

prachachat140108_001รศ.ดร.รัชนี คงคาฉุยฉาย อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ กล่าวว่า โฟเลตถือเป็นสารอาหารกลุ่มที่มีความสำคัญกับคนทุกกลุ่มอายุ ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ แม่ก็ต้องการโฟเลตมากเพราะเป็นสารอาหารที่ช่วยหยุดภาวะความพิการของทารกได้ ทำให้เซลล์ตัวอ่อนเจริญเติบโตเป็นปกติ ลดภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ หรือกระดูกสันหลังไม่ปิดได้ ซึ่งทารกก็ยังต้องการโฟเลตต่อเนื่องเพื่อพัฒนาเซลล์สมอง ส่วนคนสูงอายุ โฟเลตช่วยลดภาวะอัลไซเมอร์ได้ และ โฟเลตยังช่วยหลั่งสารซีโรโทนิน ที่ช่วยควบคุมการนอน ความอยาก อาการซึมเศร้าได้ ดังนั้นทุกกลุ่มวัยจึงต้องการสารอาหารกลุ่มนี้ แต่พบว่า สารอาหารดังกล่าวจะอยู่ในพวกผักใบเขียว แต่ถูกทำลายได้ง่ายด้วยความร้อน การรับประทานให้ได้ปริมาณที่ร่างกายต้องการประมาณวันละ 300 ไมโครกรัมต่อวันจึงเป็นเรื่องยาก บางประเทศพบ อุบัติการณ์การขาดโฟเลต เช่น มาเลเซีย เป็นต้น

“จากการวิจัยเพื่อหาค่าของสารอาหารในอาหารแต่ละประเภท พบว่า โฟเลตนอกจากจะอยู่ในผักใบเขียว ยังมีผลไม้ไทยที่อุดมไปด้วยโฟเลต คือ ทุเรียนชะนีไข่ หมอนทอง กล้วยไข่ ขนุน มะละกอ ลิ้นจี่ ซึ่งผลไม้เหล่านี้สามารถรับประทานสดๆ ได้ โดยพบว่าหากรับประทานทุเรียน แหล่งที่มีโฟเลตมากที่สุด เพียง 2 เม็ด ก็จะเท่ากับ ร้อยละ 50 ของปริมาณที่แนะนำต่อวันแล้ว ส่วนกล้วยไข่ 2 ลูกต่อวัน ลิ้นจี่ 8 ผล ขนุน 8 ชิ้น เป็นต้น” รศ.ดร.รัชนีกล่าว

รศ.ดร.รัชนีกล่าวว่า การรับประทานอาหารควรจัดมื้ออาหารให้มีความหลากหลาย เช่น ทุเรียน แม้ว่าจะมีโฟเลตสูง แต่ถือเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาล และให้พลังงานสูงเช่นกัน ซึ่งผู้มีโรคประจำตัวบางชนิด อาจรับประทานได้ไม่มากนัก ดังนั้น การจัดมื้ออาหารให้มีความสมดุลและหลากหลาย ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดความสมดุล และอาหารก็จะกลายเป็นยา ไม่ใช่ยาพิษ


ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ 8 มกราคม 2557

.

บทความที่เกี่ยวข้อง

กรดโฟลิก 1

กรดโฟลิก 2

กรดโฟลิค

มากินอาหารไทยกันเถอะ

dailynews131228_001ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ นพ.กฤษดา  ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ มีคำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับอาหารที่ควรรับประทาน เป็นอาหารไทยที่หลายคนมองข้ามมาฝากท่านผู้อ่านดังนี้

1. อาหารไทยมีใยอาหารสูง เป็นข้อดีประการแรกของสำรับแบบไทย ๆ ที่อุดมไปด้วยใยอาหารไม่ว่าจะของหวานหรือคาว  ในน้ำพริกปลาทูมีใยอาหารอยู่ในผักทั้งจาน ลำพังข้าวซ้อมมือก็ได้เส้นใยอาหารจากเยื่อหุ้มเมล็ดแล้ว

2. สำรับไทยได้สารอาหารครบ การกินอาหารไทยแค่จานเดียวก็ช่วยให้ท่านได้อาหารครบ 5 หมู่  กินข้าวคลุกกะปิ 1 จานได้ครบต่อมื้อ  กินเมี่ยงคำ 1 คำก็ได้ครบในคำเดียว หรือจะกินอาหารง่าย ๆอย่างข้าวไข่เจียวราดซอสมะเขือเทศก็ยังได้ครบ อาหารไทยจึงจัดเป็นอาหารสุขภาพได้ถึงในระดับโลก

3.อาหารไทยมีน้ำมันเพื่อสุขภาพ  ปลาทูก็มีน้ำมันโอเมก้า 3 น้ำมันที่ใช้ทอดอาหารไทยในปัจจุบันเราใช้น้ำมันพืช  ซึ่งบ้านเรามีพืชน้ำมันที่น่าสนใจ ได้แก่ น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันไนเจอร์ น้ำมันงาม่อน  ซึ่งคุณสมบัติของน้ำมันเหล่านี้มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวในปริมาณที่ไม่แพ้น้ำมันมะกอกราคาแพง

4. ข้าวไทยและธัญพืชมีธาตุม่วงต้านร่วงโรย โดยเฉพาะข้าวสีนิล ข้าวซ้อมมือ ข้าวแดง ข้าวเหนียวดำ ข้าวมันปู ข้าวสังข์หยด ข้าวลืมผัว  ข้าวเหล่านี้เป็นข้าวสุขภาพที่ให้ “แอนโทไซยานินส์” เป็นวิตามินกลุ่มต้านชราที่ต้านทั้งโรคหัวใจ ไขมันสูง ความดันสูงและมะเร็ง  นอกจากนั้นอาหารไทยยังอุดมด้วยธัญพืชอย่างงาดำ เมล็ดทานตะวัน ถั่วเขียว ถั่วแดงหลวง ถั่วดำ เม็ดแมงลักซึ่งให้น้ำมันที่มีประโยชน์

5. น้ำมันไทยมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง คนไทยเราใช้น้ำมันธรรมชาติเพื่อปรุงอาหารมาแต่หนแต่ไร ยุคก่อนนั้นใช้ “น้ำมันหมู” ซึ่งทอดไข่ได้หอมอร่อยแถมได้ผลพลอยได้เป็นกากหมูให้เคี้ยวเล่น  น้ำมันหมูมีวิตามินดีอยู่มากและมีกรดไขมันโอเมก้า 3 เหมือนกันแต่น้อยจึงควรบริโภคอย่างจำกัด  ส่วนยุคนี้เรามีทั้งน้ำมันปาล์ม น้ำมันมะกอก รำข้าว เมล็ดทานตะวัน ถั่วเหลือง งา เมล็ดดอกคำฝอยให้เลือกใช้จึงทำให้ได้วิตามินอีที่หลากหลายทั้ง “โทโคฟีรอล” และ “โทโคไทรอีนอล” ที่ช่วยลดไขมันได้ ไปจนถึงน้ำมันที่ช่วยบำรุงผิวอย่าง “น้ำมันมะรุม”

6. แกงไทยมีกะทิเป็นส่วนผสม  ทั้งแกงเขียวหวาน มัสมั่น เทโพ กะทิสายบัว พะแนง หมี่กะทิ เต้าเจี้ยวหลน ห่อหมก ล้วนแต่มีของดีคือกะทิอยู่ซึ่งกะทิให้พลังงานสูง แต่ก็ให้ประโยชน์สำคัญคือทำให้วิตามินจากสมุนไพรในอาหารไทยดูดซึมได้ดีขึ้น เช่น วิตามินเอจากพริกที่ละลายในกะทิได้ดี  หรือวิตามินเคจากปลาร้าที่เอามาทำหลนกะทิ  รวมถึงวิตามินอีที่มีอยู่ในตัวกะทิเองด้วย

7. ขนมไทยมีมะพร้าวกับไข่แดงเป็นส่วนประกอบหลัก  ทั้งมะพร้าวและไข่แดงมีประโยชน์มาก แต่ที่ผ่านมาถูกวางยาว่าเป็นอาหารไขมันสูงอันตราย ทั้งที่

จริงแล้วไข่แดงนี่เองที่ช่วยลดไขมัน ส่วนมะพร้าวในขนมอย่าง ตะโก้ ขนมครก กล้วยบวชชี ขนมใส่ไส้ ช่วยให้พลังงานและไขมันสายสั้นที่ย่อยง่ายและถูกขับออกจากร่างกายได้ง่าย

8. น้ำพริกแบบไทย ๆ ที่ใส่กะปิ ไทยเรามีน้ำพริกสารพัดที่เข้ากะปิ บางชนิดโขลกปลาแห้งและกุ้งแห้งลงไปทำให้ได้แคลเซียมเพิ่มอย่างเข้มข้น ส่วนในกะปิมี “น้ำมันเคย” ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระตัวสำคัญอย่าง “แอสตาแซนทิน” อยู่ซึ่งฤทธิ์ช่วยต้านการอักเสบในหลอดเลือดหัวใจ บำรุงสายตาและสมอง นอกจากนั้นยังป้องกันมะเร็งได้ด้วย

9.ผลไม้ไทยมีวิตามินเป็นทีม  เรียกว่ายกทีมกันมาต้านชรา  ฝรั่งว่าผลไม้สุขภาพต้องเป็น “เบอรี่” ซึ่งไทยเรามีสุดยอดผลไม้ในกลุ่ม “เบอรี่” แบบฝรั่งเช่นกัน อย่างลูกหม่อน  ลูกหว้า มะยม เชอรีไทย หรือแม้แต่ลูกตะขบ มะเม่าหรือโทงเทงฝรั่งที่มีสารพวก “โพลีฟีนอลส์” ที่ช่วยป้องกันหลอดเลือดสมองช่วยเรื่องความจำได้เช่นเดียวกัน

10.ผักพื้นบ้านไทยมีสรรพคุณเป็นยา รักษาได้สารพัดโรคจนกระทั่งมะเร็ง  ที่สำคัญคือหาง่าย มองไปตามรั้วแม้ในกรุงเทพฯก็ยังพอเห็น หาได้ในทุกฤดูกาลสลับกันไปไม่ว่าจะชะอมที่เป็นผักกลุ่ม “ลีกูมส์” ที่ช่วยต้านชรา หรือว่าผักหวาน ผักกูด กระถิน ตำลึง ยอดมะขามอ่อน  อีกทั้งเรายังมีเห็ดที่มีสรรพคุณทางการแพทย์โดยไม่ต้องพึ่งซุปเห็ดอาหารเสริม อย่างเห็ดฟาง เห็ดโคน เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนูดำ เห็ดเข็มทองและเห็ดหอม.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 28 ธันวาคม 2556

ธรรมชาติบำบัด “ลำไย” คลายเครียด หลับสบาย

       วันนี้เราขอพูดถึง “ลำไย” เพราะอยู่ในช่วงฤดูกาลพอดี หารับประทานได้ง่าย คงเหมือนเดิม อยากให้ท่านผู้อ่านที่ชอบการรับประทานผลไม้เข้าใจถึงคุณประโยชน์ที่ร่างกายได้รับ ขณะเดียวกันท่านที่ไม่ค่อยรับประทานผลไม้จะได้ให้ความสำคัญกับผลไม้

             โดยทั่วไปแล้ว ชาวบ้านชาวช่องมักทราบเพียงว่า ผักผลไม้ หรืออะไรก็ตามแต่ มีธาตุอาหาร แต่มักไม่ค่อยรู้อะไรชัด จึงอยากให้ผู้อ่านได้สาระอย่างละเอียดอีกสักหน่อย หนังสือสุขภาพดีมีขาย จะบอกทั้งประโยชน์ทางโภชนาการ และโทษบางอย่างสำหรับบางคนที่ไม่สามารถรับประทานได้ เช่นใครมีอาการเจ็บคอ มีเสมหะ เป็นแผลอักเสบมีหนอง ห้ามรับประทานลำไย

ทำไมจึงห้าม ขอขยายความต่อ…ลำไยมีความหวานมาก น้ำตาลคืออาหารของเชื้อโรค ป่วยแล้วกินของผิดโบราณบอกแสลง อย่างนี้เรียกแสลงลำไย คือไม่ควรกิน หรือกินไม่ได้ แต่ลำไยก็มีส่วนดีมากมาย ลำไยมีคุณสมบัติเป็นยาสู้ได้ตั้ง 10 โรค ที่ผมจะพูดถึงคือโรคเกี่ยวกับสมอง ว่ากันโรคเดียวก่อน…คือ เครียด…นอนไม่ค่อยหลับ

การนอนไม่หลับในที่นี้หมายถึงผู้ป่วย เมื่อถึงเวลานอนแล้วนอนไม่ค่อยหลับหรือบางคนรุนแรงถึงขั้นนอนไม่หลับเอาเลย โรคนี้มีหลายสาเหตุ…เปิดเรื่องมาก็บอกแล้วว่าเครียด…นอนไม่หลับ…ปัญหาหนึ่งของการนอนไม่หลับเกิดจากความเครียด ความเครียดนั้นเป็นอาการทั้งหาสาเหตุพบและไม่พบ ผู้ป่วยจำนวนมากรู้ตัวเองว่าเครียดอะไร ปัญหาในครอบครัว หนี้สิน ปัญหาการงาน…ฯลฯ อย่างนี้แก้ไขไม่ยาก เพราะรู้เหตุรู้ที่มาของความเครียด เช่นปัญหาครอบครัว ลูกเกเร พอลูกยอมฟังเปลี่ยนพฤติกรรมความเครียดก็ไป เป็นหนี้ ใช้หนี้จบความเครียดก็จบตาม ความเครียดที่รู้สาเหตุสู้ได้ไม่ยาก หมดความเครียดก็หลับสบาย

เครียดไม่รู้สาเหตุนี่สิยากมาก…ไม่รู้จะหาทางออกทางไหน ปัญหาเรื่องเงินก็ไม่มี ลูกๆ ก็ดีทุกคน เบาหวาน ความดัน หัวใจ ไปตรวจแล้วก็ไม่พบ ไม่รู้ว่าเครียดอะไรจึงนอนไม่หลับ ถึงเวลาทุกคนหลับกันทั้งบ้าน เราคนเดียวพลิกตัวทั้งคืน นอนตั้งแต่หัวค่ำไปหลับตี 2 บางคืนได้หลับเกือบสว่าง ปัญหาที่ตามมาร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็ต้องหลับกลางวัน ร่างกายทนไม่ไหวง่วงหลับไปเอง บางรายพยายามฝืนไม่ยอมนอน แต่ถูกร่างกายบังคับเผลอนิดเดียววูบไปแล้ว คราวนี้ตกค่ำนอนไม่หลับอีก

บางรายไม่ใช่ กลางคืนไม่หลับ กลางวันก็ยังไม่ง่วง โรคนี้เป็นกันเรื้อรังยาวนับปี ไปพบแพทย์ แพทย์ให้ยากล่อมประสาทบ้าง ยานอนหลับบ้าง สุดท้ายต้องเพิ่มโดสยา ซึ่งไม่ควรทำ แล้วมันยิ่งเครียด หน้าตาจะไม่อยากรับแขกเพราะเริ่มยิ้มไม่เป็น พูดจาอะไรดูเหมือนจริงจังไปหมดทุกเรื่อง ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เรื่องนิดเรื่องน้อยกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปหมด

ถามว่าคุณมีอาการอย่างนี้บ้างไหม หรือมีมานานแล้ว…?

ผมจะบอกให้ทราบว่าคุณกำลังอยู่ในภาวะความเครียดแฝง เป็นภาวะที่คุณไม่รู้ตัวว่ากำลังเครียด จะเรียกว่าเป็นโรควิตกจริต หรือวิตกกังวลก็ได้

บางครั้งไม่ใช่เรื่องของเราแต่ไปเครียด บางคนนั่งรถไปกับเพื่อนรถติด ตัวเองก็ไม่ได้ขับแต่เครียด มันเป็นภาวะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ บางรายดูภาพยนตร์ดูการแสดงบางเรื่อง เนื้อหาของมันมีแต่เรื่องร้ายๆ ก็เครียด กลับบ้านแล้วนอนไม่หลับ อีกปัญหาหนึ่งที่เครียดกันมาก มีงานวิจัยออกมา…ความเครียดที่เกิดจากสายสัมพันธ์ในครอบครัว ไม่เกี่ยวกับปัญหาปากท้องเงินทองอะไรเลย เป็นเรื่องที่คนนั้นห่วงคนนี้คนนี้ห่วงคนนั้น เรื่องในบ้าน หรือของญาติพี่น้องถือเป็นเรื่องใหญ่ ใครเป็นเขยเป็นสะใภ้คนบ้านนี้อาจปวดหัวแล้วเครียดตามด้วยความรำคาญ ที่คนพวกนี้รักกันเหลือเกิน

งานวิจัยยืนยันว่า…โรคนี้คนอีสานเป็นมากที่สุด…ไอ้โรคห่วงพี่ห่วงน้องนี่แหละ   ผมเรียกมันว่า “โรคน้ำใจ” จะเป็นอะไรที่วุ่นวายมากหากคนจากกรุงเทพฯ กลับไปบ้าน คนทางโน้นต้อง เตรียมสีข้าวใส่กระสอบ ปลาร้าปลาแดก ต้องให้ไปกินกรุงเทพฯ ทุกคนเชื่อว่าข้าวที่บ้านตัวเองปลูกอร่อยกว่าข้าวที่อื่น ปลาร้าก็หอมกว่าที่ไหนๆ น้ำใจของคนอีสานได้กลายเป็นโรคขึ้นมาโรคหนึ่ง แต่ผมก็ว่าดีนะโรคชนิดนี้ เพราะที่จริงเรื่องของน้ำใจคนไทยทั่วไปมีอยู่แล้ว แต่ของคนอีสานมีมากกว่า บางครั้งมากเกินไปจนเครียดเพราะวิตกกังวล

แม้แต่คนทางอีสานเข้ากรุงเทพฯ ใครอยู่กรุงเทพฯ จะขาดตกบกพร่องไม่ได้เช่นกัน อย่างน้อยต้องหาเวลาไปไหว้พ่อใหญ่แม่ใหญ่ให้ได้ ข้าวปลาอาหาร ส้มตำ ลาบ น้ำตก ต้องหาให้กินอิ่มหนำทุกมื้อ อยู่อีสานก็กินอย่างนี้ มากรุงเทพฯ ก็ยังได้กิน เพราะคนอีสานส่วนใหญ่มักติดวัฒนธรรมเดิม โดยเฉพาะวัฒนธรรมการกิน ถ้าได้กินของตัวเองที่กรุงเทพฯ แล้วจะพึงพอใจ ไม่มีให้กินเดี๋ยวเครียดอยากกลับบ้าน เดือดร้อนลูกหลานอีกต้องรีบพาไปส่ง ต่างจากคนกรุงเทพฯ แท้ ฉันไม่ว่างฉันก็ไม่สนใจใคร แต่คนอีสานทำอย่างนี้ไม่ได้

ความรักความห่วงใยของคนอีสานเหนียวแน่นมาก…ใครมีพฤติกรรมดังกล่าวอาจเกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัวและไม่รู้สาเหตุ…ที่จริงยังมีความเครียดแฝงจากปัญหาอื่นอีก แต่ตัวอย่างของอีสานดูเป็นรูปธรรมชัดเจน ความเครียดจากเรื่องของงานก็มาก ทำงานไม่ทัน ส่งของให้ลูกค้าไม่ได้ เมื่อเป็นปัญหาซ้ำซากความเครียดจะมาทันที แต่ไม่รู้ตัวเพราะคนรุ่นใหม่มีวิธีเบี่ยงเบนความสนใจจากความเครียด แต่ความเครียดมันก็ยังอยู่ ไม่ว่าตกเย็นจะไปนั่งดื่ม ไปร้องคาราโอเกะ กลายเป็นเรื่องหลอกตัวเอง

ความเครียดดังกล่าวบางรายไปแสดงอาการที่ต้นคอ ลงหัวไหล่ ลงแผ่นหลังตอนบน…เบื้องต้นผู้ป่วยไม่ทราบสาเหตุ คิดว่าเป็นความเมื่อยล้าจากการทำงาน ก็ไปหาหมอนวด นวดแล้วหายปวด แต่หายไม่นาน มันรู้สึกตึงล้าทั้งวันก่อปัญหาคือ ความรำคาญ กระทั่งทนไม่ไหวตัดสินใจไปพบแพทย์ แพทย์ผู้มีประสบการณ์สามารถบอกได้ทันทีว่าท่านเครียด เครียดแบบไม่รู้ตัวนี่แหละ ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เมื่อรู้ว่าตัวเครียด ยิ่งเครียดหนัก คราวนี้ส่งผลถึงการนอนชัดเจน…นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย หลับๆ ตื่นๆ นอน ห้องแอร์เย็นๆ ก็ว่าปวดฉี่ อาการของโรคที่หนัก คือหลับยาก หลับแล้วตื่นง่าย หลับได้ในเวลาสั้นๆ ร่างกายโทรม เหมือนเดิมไปพบแพทย์ก็ได้ยามา กินนานเข้าต้องเพิ่มยา พอดื้อยาก็เปลี่ยนยา

โรคเครียดแล้วพานให้หลับยาก…ผู้ป่วยต้องใช้วิธีออกกำลังกายก่อน ทรมานร่างกายให้อ่อนล้าบ้าง เริ่มต้นจากเบาๆ เช่น เดินหรือแกว่งแขน จ๊อกกิ้งระยะทางสั้นๆ ไปช้าๆ ให้เหงื่อซึมออกบ้าง…”แล้วลองหาลำไยมารับประทาน” ช่วงนี้กำลังเป็นหน้าลำไย ในเนื้อลำไยมีสารอาหารหลายตัว แต่ยังไม่ขอพูด ขออธิบายข้ามขั้นตอนก่อน…ในเนื้อลำไยมีน้ำตาลมาก หากรับประทานลำไยหลังอาหาร น้ำตาลจากลำไยจะไปเปลี่ยนรูปเป็นแอลกอฮอล์ในกระเพาะอาหาร ท่านพอนึกภาพออกหรือยังว่า การรับประทานลำไยหลังอาหารจะเกิดอาการง่วง…

คราวนี้ท่านจะหลับได้ลึกขึ้น จะให้ดีต้องรับประทานลำไยข้าวเหนียวเปียก ทั้งลำไยทั้งข้าวเหนียวให้น้ำตาลต่อร่างกายมากทั้งคู่ แต่ท่านต้องไม่เป็นเบาหวาน ไม่มีปัญหาเรื่องไขมันส่วนเกิน เป็นสองโรคนี้อยู่กินไม่ได้     บางรายบอกสูตรของหมอใบไม้เยี่ยมยอดมาก ขนาดว่าต้องเตรียมตัวนอนเลยทันทีหลังอาหาร คือต้องอาบน้ำให้เรียบร้อยก่อนอาหารมื้อค่ำ พอเปิบข้าวเหนียวเปียกลำไย รีบไปแปรงฟัน นั่งเอนดูทีวีเท่านั้นพักเดียวปล่อยเสียงกรนออกมาแล้ว

ข้อมูลจาก : บ้านเมือง วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม 2554

ผลไม้ไทย อาหารเพื่อสุขภาพและเภสัชโภชนภัณฑ์

     ประเทศไทยเป็นแหล่งที่มีผลไม้อุดมสมบูรณ์ แต่เป็นที่สังเกตว่าข้อมูลทางด้านสุขภาพของผลไม้เหล่านี้มีจำกัด อีกทั้งยังไม่มีการเผยแพร่สู่ประชาชน อย่างกรณีของราชาผลไม้ไทยคือ “ทุเรียน”ได้มีการศึกษาเชิงลึกประโยชน์ใน  การบริโภคทุเรียนจะมีส่วนช่วยในการลดไขมันในเส้นเลือดในห้องปฏิบัติการและเมื่อนำมาทดลองกับหนูพบว่าในเนื้อทุเรียนมีสารโพลีฟีนอลและสารฟลาโวนอยด์ ในปริมาณสูงเมื่อเปรียบเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น ๆ

 
ซึ่งสารทั้งสองชนิดดังกล่าวมีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดโรคในมนุษย์ได้ เมื่อบริโภคใน สัดส่วนที่เหมาะสม เช่น โรคมะเร็ง, โรคหัวใจ ฯลฯ ในขณะเดียวกันก็พบว่าทุเรียนพันธุ์หมอนทองมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าพันธุ์ชะนีและพันธุ์ก้านยาว นอกจากนั้นผลจากงานวิจัยยังพบว่าการบริโภคทุเรียนควรจะบริโภคที่ความสุกพอดีจะมีประสิทธิภาพในการต้านทานมากกว่าบริโภคทุเรียนดิบและทุเรียนที่สุกเกินไป (ทุเรียนปลาร้า)

      อีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งเป็นข้อมูลจากราชินีผลไม้ไทยคือ “มังคุด” ได้มีการต่อยอดแนวความคิดเรื่อง “การศึกษาสารสกัดสมุนไพรจากเปลือกมังคุดฆ่าเชื้อโรคได้” โดยนำมาผลิตเป็นผ้าปิดจมูกเส้นใยนาโนเคลือบสารสกัดจากเปลือกมังคุดและได้รับเลือกเป็น 1 ใน 6 ผลงานวิจัยดีเด่นด้านสิ่งทอที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นสูง ผ้าปิดจมูกเปลือกมังคุดนาโนนี้มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อวัณโรคในอากาศได้ถึง 99.99%

ปัจจุบันปัญหาทางด้านสุขภาพเกิดขึ้นกับมนุษย์ในทั่วทุกมุมโลก เช่น ปัญหาไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และที่ร้ายแรงที่สุดคือโรคมะเร็ง สำหรับบ้านเราในแต่ละปีรัฐบาลจะต้องเสียเงินงบประมาณเป็นจำนวนมากในการรักษาผู้ป่วยที่เผชิญกับโรคดังกล่าว ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าป้องกันการเกิดโรคได้จะเป็นวิธีการรักษาแบบยั่งยืนมากกว่า ดังนั้นมาตรการในการป้องกันคือ ควรจะส่งเสริมและเผยแพร่ให้ประชาชนทุกกลุ่มรู้จักในการเลือก  บริโภคผลไม้ในกลุ่มที่เป็นประโยชน์ ผลไม้ไทยเป็นแหล่งของวิตามิน แร่ธาตุและใยอาหาร ซึ่งมีข้อมูลเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการมานาน ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ด้าน   ผลไม้ (Fruit Science) ทำให้มีการค้นคว้าทดลองในเชิงสุขภาพของมนุษย์มากยิ่งขึ้น จากผลงานของนักวิทยาศาสตร์หลายท่านได้มีข้อสรุปที่ตรงกันว่าสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) และกลุ่มแครอทีนอยด์ (Carotenoid) มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่ดีและมีส่วนช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคได้จริง ในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ ทางคณะอุตสาหกรรมเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้มีการจัดประชุมเสวนาเชิงวิชาการ เรื่อง อนาคตผลไม้ไทย : อาหารสุขภาพ เภสัชโภชนภัณฑ์และการส่งออก

ข้อมูลจาก : เดลินิวส์ วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2551 ปีที่ 21 ฉบับที่ 589