เตือนฉีด ‘กลูต้าไธโอน’ เสี่ยงตาย

dailynews140726_01กระแสการฉีดสารกลูต้าไธโอนทำให้ผิวขาวยังระบาดไม่หยุด แม้ที่ผ่านมาจะมีการเตือนภัยที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีดสารชนิดนี้ แต่หลายคนก็ยังไม่กลัวอันตราย ทางสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยจึงต้องออกมายํ้าเตือนกันอีกครั้ง

ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานประชาสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย บอกว่า สารกลูต้าไธโอนที่ทางการแพทย์ใช้รักษาโรคอื่น ๆ เมื่อใช้ไปแล้วจะทำให้ผิวขาวขึ้น จึงมีผู้นำมาใช้ฉีดให้ผิวขาว โดยมีการโฆษณาเกินความจริงว่า เมื่อฉีดแล้วผิวจะขาวกระจ่างใสเหมือนกับมีแสงออร่า ล่าสุดมีการแชร์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพื่อเตือนภัยถึงการทำสีผิวขาว โดยมีนักศึกษามหา วิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งกินและฉีดยากลูต้าไธโอน จนถึงขั้นตับพัง หายใจเองไม่ได้ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคนในสังคมออนไลน์ต่างรับรู้กันทั่วว่า มีการโฆษณาขายสารทำผิวขาวกันอย่างแพร่หลายและมีหญิงสาวหลายคนตกเป็นเหยื่อหลายรายแล้ว

กลูต้าไธโอน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญในร่างกายที่สามารถสร้างขึ้นเองจากอาหารประเภทโปรตีน ไข่ และนม รวมถึงผลไม้ประเภทอะโวคาโด และจะถูกเก็บไว้ที่ตับ สามารถพบได้ทุกเซลล์ในร่างกาย เป็นสารที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ ซิสเทอีน ไกลซีน และกรดกลูตามิก โดยมีหน้าที่หลักอยู่ 3 ประการ คือ

1. ช่วยต้านอนุมูลอิสระ โดยมีสารต้านปฏิกิริยาอ็อกซิเดชั่น ที่มีความสำคัญตัวหนึ่งในร่างกาย และหากขาดไปวิตามินซีและอีอาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่

2. ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด เพื่อให้ร่างกายต่อต้านสิ่งแปลกปลอม รวมถึงเชื้อแบคทีเรียและไวรัส และยังช่วยสร้างและซ่อมแซมดีเอ็นเอด้วย และ 3. ช่วยในการขจัดสารพิษ ช่วยสร้างเอนไซม์ชนิดต่าง ๆ ในการกำจัดพิษออกจากร่างกาย โดยไปเปลี่ยนสารพิษชนิดไม่ละลายในนํ้า เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ละลายนํ้าได้ดีขึ้นและง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับจากการถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์ สารพิษจากบุหรี่ และการรับประทานยาพาราเซตามอลที่เกินขนาด

ผลข้างเคียงที่น่ากลัว คือ การฉีดยาเข้าเส้นเลือดดำ มีโอกาสที่จะแพ้ได้ ทั้งการแพ้สารกลูต้าไธโอน หรืออาจจะแพ้ สารฆ่าเชื้อ หรือ สารกันเสีย สารปนเปื้อน ทั้งนี้มีรายงานในต่างประเทศว่า ผู้ที่ได้รับการฉีดกลูต้าไธโอนมากจนเกินไป จะเกิดอาการช็อก ความดันตํ่า หายใจไม่ออก และเสียชีวิตได้ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อีกทั้งยังพบว่าสารกลูต้าไธโอนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันส่วนมากเป็นการลักลอบนำเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย ไม่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

นอกจากนี้ยังพบว่ามียาปลอมที่ผลิตในประเทศเวียดนามและจีน อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงในการฉีดได้ โดยการฉีดมักจะให้วิตามินซีในขนาดสูงร่วมด้วย ซึ่งการฉีดวิตามินซีในขนาดที่สูงและเร็วเกินไป อาจทำให้เกิดอาการมึนศีรษะ คล้ายจะเป็นลม และพบว่าการที่ได้รับสารกลูต้าไธโอนเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้เม็ดสีที่จอตาลดลง ทำให้รับแสงได้น้อยลงเสี่ยงต่อการมองเห็นได้ โดยวารสารทางการแพทย์สหรัฐอเมริกาจัดว่า สารกลูต้าไธโอนเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงทางตา ซึ่งการใช้สารกลูต้าไธโอนในผู้ป่วยมะเร็งทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดลดลง

การได้รับสารกลูต้าไธโอนในปริมาณมาก ยังมีผลต่อแร่ธาตุในกระบวนการเมตาบอลิซึม และตัวสารเองยังสามารถกลายเป็นอนุมูลอิสระมาทำร้ายร่างกายได้ ที่น่าเป็นห่วง คือ การโฆษณาขายกลูต้าไธโอนตามเว็บไซต์ต่าง ๆ มีการแนะนำวิธีฉีดและอวดอ้างสรรพคุณ จนทำให้ทั้งเด็กและเยาวชน วัยรุ่นหรือคนทั่วไปที่อยากขาวเกิดความเข้าใจผิด และเกิดความสนใจที่จะซื้อหาไปทดลองทั้งฉีดกันเองหรือให้เพื่อนฉีดให้ ซึ่งประชาชนผู้บริโภคไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาที่อ้างว่าสามารถช่วยให้ผิวขาวขึ้น เพราะไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่จะทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างถาวร ผลิตภัณฑ์หรือยาอาจจะช่วยได้ชั่วคราว แต่เมื่อหมดฤทธิ์ร่างกายก็จะผลิตเม็ดสีตามปกติ

ทั้งนี้ กลูต้าไธโอน ไม่มีเจตนาผลิตออกมาเพื่อดำเนินการเรื่องของการเสริมสวย และตัวสารเองก็มีพิษร้ายแรง จึงขอฝากเตือนประชาชน เด็ก และเยาวชน ที่จะใช้สารกลูต้าไธโอนทำให้ผิวขาว ขอให้ใช้สติปัญญายับยั้งใจก่อนที่จะใช้ยาชนิดนี้ และขอเตือนว่าเป็นยาที่มีอันตรายอย่างมาก การเสริมสวยไม่มีความจำเป็นที่จะเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงกับความเป็นความตายเพื่อแลกความขาวของสีผิว โดยความขาวดังกล่าวก็ไม่ยั่งยืนอะไร.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา  : เดลินิวส์ 26 กรกฎาคม 2557

Advertisements

ความขาว…เปลี่ยนชีวิต

dailynews140308_002การมีผิวขาวใส เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็อยากมี แต่หากผิวหนังขาวมากเกินไป หรือขาวเป็นด่างเป็นดวง ก็อาจเกิดปัญหาได้ เพราะมีความผิดปกติของผิวหนังหลายชนิดที่มาด้วยสีที่ขาวขึ้น จนทำให้สีผิวดูไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีผิวสีคล้ำเช่นผิวคนไทยอย่างเรา ๆ  จนทำให้ผู้ป่วยหลายรายไม่มั่นใจในการเข้าสังคม รวมทั้งกลัวว่าคนรอบข้างจะเข้าใจผิดว่าเป็นโรคติดต่อหรือไม่ ผู้ป่วยบางรายต้องไปพึ่งเครื่องสำอางเพื่ออำพรางรอยขาว บางรายต้องทำการสักเพื่อปกปิดสี บางรายต้องเปลี่ยนแผนชีวิตไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือการทำงาน บางรายต้องเปลี่ยนการแต่งตัวเป็นคนที่ต้องใส่เสื้อแขนยาว ผูกผ้าพันคอ เปลี่ยนทรงผม เพื่อปกปิดรอยขาวกันเลยทีเดียว

โรคที่ผิวขาวขึ้นได้แก่โรคอะไรบ้าง

โรคในกลุ่มนี้ที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดได้แก่ โรคด่างขาว เนื่องจากเป็นโรคที่ได้ชื่อว่าถ้าเป็นแล้ว ผิวจะด่างเป็นสีขาวชัด ทำให้เข้าสังคมลำบาก อย่างไรก็ตาม ยังมีโรคผิวหนังอีกหลายโรคที่มาด้วยรอยขาว เช่น เกลื้อน เกลื้อนน้ำนม กระขาว ปานขาว รอยขาวจากการที่ผิวหนังได้รับบาดเจ็บ เช่น อุบัติเหตุ การใช้ยาหรือเครื่องสำอางบางชนิด รวมถึงการทำเลเซอร์ที่ทำลายเม็ดสี การติดเชื้อและการอักเสบของผิวหนัง ไปจนกระทั่งมะเร็งบางชนิดของผิวหนัง

โรคด่างขาวเป็นอย่างไร

โรคด่างขาวคือโรคที่เกิดจากการที่เซลล์สร้างเม็ดสีถูกทำลายโดยเซลล์เม็ดเลือดขาวของร่างกาย โดยปกติแล้วเซลล์เม็ดเลือดขาวจะมีหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรค สารพิษ แต่ด้วยเหตุผลบางประการที่ยังไม่ทราบแน่ชัด เซลล์เม็ดเลือดขาวเหล่านั้นมองเห็นเซลล์เม็ดสีเป็นของแปลกปลอม จึงทำการกำจัดเซลล์เม็ดสีซึ่งอยู่ที่ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังกลายเป็นสีขาว พบว่าผู้ป่วยโรคด่างขาวจะเริ่มมีผิวสีขาวตั้งแต่อายุเพียงไม่กี่ปี หรืออาจเริ่มเป็นตอนอายุ 60 กว่าก็ได้ โดยมากจะไม่มีอาการ ลักษณะรอยขาวจะเป็นสีขาวเหมือนชอล์ก อยู่บริเวณใบหน้า โดยเฉพาะรอบตา รอบจมูก รอบปาก หลังหู รักแร้ ศอก มือ เท้า มักเป็นสองข้างของร่างกาย แต่บางรายอาจเป็นเฉพาะซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย โรคด่างขาวอาจพบได้ในคนครอบครัวเดียวกัน ดังนั้น ปัจจัยด้านพันธุกรรมอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรค พบว่าร้อยละ 10-20 ของผู้ที่เป็นโรคด่างขาวจะพบความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ร่วมด้วย โรคด่างขาวไม่ใช่โรคติดเชื้อ จึงไม่ติดต่อทางการสัมผัส

มีโรคหรือภาวะอะไรบ้างที่มีอาการเหมือนโรคด่างขาว ภาวะผิวขาวที่เกิดจากการใช้ยาหรือเครื่องสำอางบางชนิดที่พบบ่อย ได้แก่ การที่ผู้บริโภคทาครีมปรับผิวขาวที่มีส่วนผสมของสารต้องห้าม หรือการใช้ยานาน ๆ โดยไม่ได้อยู่ในความควบคุมของแพทย์ ซึ่งในปัจจุบันมีการทำเลเซอร์กันมากขึ้น พบว่าเลเซอร์บางชนิดที่มีความสามารถในการจับเม็ดสี อาจทำให้ผิวหนังบริเวณที่ได้รับการรักษามีสีขาวขึ้นได้ บางรายจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองเมื่อเวลาผ่านไป แต่บางรายอาจเป็นรอยขาวถาวรได้

โรคกลุ่มรอยขาวรักษาอย่างไรได้บ้าง

ขึ้นอยู่กับว่าเป็นโรคใด หากเป็นเกลื้อนสามารถใช้ยารับประทานหรือยาทารักษาเชื้อเกลื้อนได้ สำหรับโรคด่างขาวการรักษาที่นิยมได้แก่ การใช้ยา สำหรับการรักษารอยขาวที่เกิดจากการใช้ยาหรือเครื่องสำอางที่มีสารต้องห้ามควรหยุดใช้สารดังกล่าว อย่างไรก็ตามการใช้ยาเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่สามารถทำให้โรคดีขึ้นได้ ในปัจจุบันการรักษาด่างขาวที่จัดเป็นการรักษาหลักได้แก่ การฉายแสง แต่มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถหาสถานที่ฉายแสงได้ง่าย และต้องทำการฉายแสงหลายครั้ง แสงที่ใช้รักษาได้แก่ แสงอัลตราไวโอเลตชนิดบริสุทธิ์ซึ่งมีผลข้างเคียงน้อย ไม่เหมือนกับการฉายรังสีรักษาโรคมะเร็ง ผู้ที่เป็นโรคด่างขาวมักได้รับคำตอบจากแพทย์ว่าเป็นโรคที่ไม่หาย แต่ในความเป็นจริงแล้วสามารถทำให้รอยขาวหายได้ หากได้รับการรักษาที่ถูกวิธีและเริ่มทำการรักษาเร็ว นอกจากนี้การฉายแสงอัลตราไวโอเลตยังสามารถนำมาใช้รักษารอยขาวได้อีกหลายโรค รวมทั้งรอยขาวที่เกิดจากการใช้ยา เครื่องสำอาง และจากเลเซอร์ สำหรับการรักษาอีกวิธีซึ่งจัดเป็นการรักษาที่ได้ผลดี ได้แก่การปลูกถ่ายเซลล์เม็ดสี ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับโรคด่างขาวหรือรอยขาวที่ไม่มีการลุกลามแล้ว

การปลูกถ่ายเซลล์สีผิวคืออะไร

หลักการรักษาโดยการปลูกเซลล์ได้แก่ การนำผิวหนังบริเวณที่มีสีปกติมาทำการสกัดเฉพาะเซลล์เม็ดสี และปลูกลงไปบนผิวหนังบริเวณสีขาว วิธีนี้มีข้อจำกัดอีกเช่นกัน เนื่องจากต้องอาศัยเทคนิคทางห้องปฏิบัติการในการสกัดเซลล์เม็ดสีซึ่งทำได้เพียงไม่กี่ที่ในประเทศไทย วิธีนี้สามารถใช้รักษาโรคด่างขาว ปานขาว รอยขาวจากการที่ผิวหนังได้รับบาดเจ็บ เช่น อุบัติเหตุได้

จะเห็นว่าโรคที่มีลักษณะขาวส่วนมากไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพ แต่มักจะทำให้เกิดความกังวลในเรื่องความไม่สวยงามและไม่มั่นใจ อย่างไรก็ตามรอยขาวบางชนิดอาจเป็นตัวบ่งบอกถึงสัญญาณของโรคบางอย่างภายในร่างกายได้ และอาจเป็นสัญญาณอันตรายของอาการแรกเริ่มของมะเร็งผิวหนังบางชนิดได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น หากไม่แน่ใจจึงควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้องก่อนที่โรคจะลุกลามและเป็นมากขึ้น.

ผศ.นพ.วาสนภ วชิรมน
แผนกผิวหนังและเลเซอร์ ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา : เดลินิวส์ 8 มีนาคม 2557

เตือนภัย ‘สารโดสเร่งผิวขาว’ สวยใส เสี่ยงมะเร็ง-ตาบอดได้ในอนาคต

dailynews131008_001aปัจจุบัน “สารโดสเร่งขาว” กำลังเป็นกระแสนิยมสำหรับกลุ่มคนที่อยากมีผิวขาว ซึ่งหากมองในแง่ของผลลัพท์ที่ได้ แน่นอนว่าผู้ใช้มีผิวขาวใสขึ้นสมใจ แต่ขณะเดียวกันก็อาจเกิดผลเสียในระยะยาวได้ เพราะเป็นสารตัวใหม่ที่เพิ่งเป็นที่รู้จัก และยังไม่มีการศึกษาค้นคว้าถึงผลดีผลเสียอย่างจริงจัง โดยผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายต่างระบุว่าอาจเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังและตาบอดได้ในอนาคต..!!

dailynews131008_001dรศ.ดร.ภญ.วิไล เทียนรุ่งโรจน์ หนุนภักดี เภสัชศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (นักเรียนทุนรัฐบาลไทย) เปิดเผยว่า สารโดสเร่งขาวน่าจะเป็นชื่อที่ตั้งกันขึ้นมาเองเพื่อสื่อความหมายว่าใช้แล้วทำให้ผิวขาวขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อนำไปโฆษณาขายออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ต หรือขายกันแบบขายตรง สารออกฤทธิ์ดังกล่าวคาดว่าจะเป็น กรดผลไม้ที่เรียกว่า “Alpha Hydroxy Acid” หรือชื่อย่อ ๆ คือ เอเอชเอ (AHA) แต่ก็ไม่การันตีว่าสารตัวนี้ใช่หรือไม่ แต่เท่าที่ดูจากการโฆษณาส่วนใหญ่แล้วน่าจะเป็นสารตัวนี้ เพราะผลิตภัณฑ์และวิธีการใช้เป็นการทำให้ผิวขาวขึ้น ใบหน้าดูสดใส อ่อนกว่าวัย

dailynews131008_001bสารแอลฟา ไฮดรอคซี แอสซิด มีการใช้อยู่ในวงการแพทย์ผิวหนังมาเป็นเวลานานแล้ว โดยมีคุณสมบัติช่วยทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น ดูขาวขึ้น ลดรอยเหี่ยวย่น นอกจากนี้ยังทำให้ผิวสีดูสดใส ขาวขึ้นรูขุมขนดูตื้นขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีรอยสิวจะช่วยลดการอุดตันของรูขุมขนทำให้ลดการเกิดสิวได้ กรดผลไม้ที่นิยมใช้ คือกรดแลคติค  (lactic acid) สกัดจากนมเปรี้ยวและกรดไกลโคลิค (Glycolic acid) สกัดมาจากอ้อย ซึ่งกรด 2 ตัวนี้จะใช้มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีกรดมาลิค (Malic acid) สกัดมาจากแอปเปิล กรดซิตริก (Citric acid) สกัดจากมะนาว ส้ม ฯลฯ อันที่จริงผลไม้เปรี้ยว ๆ สามารถใช้ได้หมด หรือบางทีคนไทยใช้มะขามในการล้างหน้า เพราะมะขามก็จะมีกรดแอลฟา ไฮดรอคซี แอสซิด เช่นกัน

วิธีการสกัดกรดผลไม้ให้บริสุทธิ์ต้องผ่านกรรมวิธีและจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน มีการควบคุมคุณภาพ และอาจมีหลายราคาขึ้นอยู่กับคุณภาพของสาร ซึ่งสารพวกนี้ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางหรือยาที่แพทย์ผิวหนังใช้เพื่อประโยชน์ดังกล่าว  โดยกลไกของสารมีฤทธิ์เป็นกรดเมื่อทากรดนี้จะทำให้ผิวชั้นนอกสุดเกิดการระคายเคืองและทำให้หลุดง่ายขึ้น เมื่อเซลล์ผิวชั้นนอกหลุดออกไปแล้วก็จะทำให้เซลล์ชั้นถัดไปโผล่ขึ้นมาใหม่ทำให้ดูเรียบเนียน เพราะผิวชั้นนอกที่แก่ ๆ นั้นเป็นผิวขรุขระใกล้จะหลุดเมื่อหลุดไปแล้วจึงทำให้เห็นผิวชั้นในที่เรียบเนียนขึ้น และยังทำให้รอยเหี่ยวย่นบางลง ร่องรอยลึกดูจางลง เพราะเซลล์แก่ ๆ ที่ไปสะสมหลุดออกไป แต่ที่สำคัญสารนี้อาจมีผลทำให้เซลล์สร้างสีถูกทำร้ายจากกรดจึงหยุดการทำงานไม่ได้ผลิตสารเมลานิน ออกมา ทำให้ผิวดูขาวขึ้นแต่ถ้าหยุดใช้เมื่อใดผิวอาจจะคล้ำขึ้นได้

dailynews131008_001cกรดผลไม้ที่ใช้กันในเครื่องสำอางทั่วไปจะมีประมาณ 4-10 เปอร์เซ็นต์โดยผสมลงไปในครีม ส่วนใหญ่เป็นครีมให้ความชุ่มชื้น ต้องทาทุกวันอย่างน้อยประมาณ 1-2 เดือนกว่าผิวจะดูดีขึ้น ต่อมามีการใช้กรดความเข้มข้นเพิ่มขึ้นเป็น 12-30 เปอร์เซ็นต์ในกรณีที่ใบหน้ามีปัญหามาก และยังมีการใช้เพิ่มเป็น 50-70 เปอร์เซ็นต์โดยแพทย์ผิวหนังเพื่อสรรพคุณดังกล่าวข้างต้น ไม่ใช้ในรูปครีมแต่เป็นสารละลายหรือน้ำยา โดยนำไปทากับผิวหน้าทำให้รู้สึกแสบและทิ้งไว้ประมาณ 1-3 นาที จากนั้นล้างออกเพื่อให้ผิวเกิดความระคายเคือง แต่ไม่ทำร้ายผิวมากเกินไป ซึ่งเป็นเทคนิคความรู้และความเชี่ยวชาญของแพทย์ผิวหนังที่เข้าใจสภาพผิวของผู้มารักษา แต่ถ้าไม่ใช่แพทย์และซื้อใช้กันเองโดยขาดความรู้ อาจเกิดอันตรายได้โดยเฉพาะตามร้านเสริมสวยที่นำมาใช้ให้บริการลูกค้า เพราะมีขายทั่วไปโดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์

dailynews131008_001eสารโดสเร่งขาวที่เป็นกระแสนิยมอยู่ขณะนี้เป็นกรดผลไม้เข้มข้นประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่า และไม่แน่ชัดว่าเป็นกรดผลไม้จริง เป็นกรดที่มีความเข้มข้นมากทำให้ผู้ใช้อาจเกิดอาการแสบ บวม แดงทั้งหน้า เพราะสารไม่บริสุทธิ์ หรือทามากเกินไปทิ้งไว้นานเกินไป บางครั้งเกิดอาการคัน ผิวไหม้เกรียม เพราะเป็นกรด หรือบางทีเปลี่ยนสีผิวหน้าเป็นสีแดง คล้ายกับโดนแดดมาก ๆ บางทีจะปวดและบวมมาก หรือบางคนกลายเป็นหน้าดำไปเลยต้องใช้การรักษานานมาก ด้วยวิธีลอกหน้าใหม่ ปลูกเซลล์ผิว สร้างสีใหม่ขึ้นมา ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายมาก หรือบางคนอาจจะกลายเป็นด่างขาว เพราะผิวใบหน้าเราไม่สม่ำเสมอ อาจมีร่องหรือรอยบางแห่งได้รับสารมากเกินไปทำให้เซลล์สร้างสีถูกทำลายมากจนไม่ทำงาน เมื่อไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานและกลับมาสร้างสีใหม่ก็ทำให้ผิวมีสีผิวไม่เรียบและแก้ไขลำบาก

เทรนด์ปัจจุบันมีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ต้องการให้ใบหน้าขาว จึงมีเครื่องสำอางที่ช่วยให้หน้าขาวขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโฟมล้างหน้า ครีมทาผิวหน้าที่มีการผสมไวเทนนิ่ง ซึ่งอาจจะมีส่วนประกอบของกรดแอลฟา ไฮดรอคซี แอสซิด อย่างน้อยประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ และเนื่องจากมีการใช้กันมากขึ้นทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐจึงแนะนำให้อุตสาหกรรมผู้ผลิตต้องระบุคำเตือนในการใช้สารตัวนี้ว่า ’โปรดระวังแสงแดด“ เพราะสารนี้ทำให้ผิวไวต่อแดดมาก และถูกทำลายโดย ยูวีได้ง่าย อาจก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ เพราะผลที่ตามมาหลังจากใช้แล้วเมื่อผิวข้างนอกลอกออกไปหมดผิวข้างในโผล่ขึ้นมาเวลาถูกแสงแดดจะถูกทำลายมากขึ้นเพราะแสงแดดจะเข้าไปลึกถึงเซลล์ข้างใน ดังนั้นควรใช้อย่างระมัดระวัง เช่น ไม่ควรถูกแดดและต้องทาครีมกันแดด เอสพีเอฟ 15 ขึ้นไปให้มากขึ้น หรือพยายามใส่เสื้อผ้าปกคลุมผิวให้มากที่สุด

สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแสงแดดแรงมาก ต้องระวังให้มากขึ้น เพราะแสงยูวี จะทำลายดีเอ็นเอของเซลล์ผิวหนังที่อยู่ข้างใต้ได้มากขึ้น และหากทาไม่ดีสารอาจจะเข้าตาเสี่ยงต่อการทำให้ตาบอดได้ เนื่องจากเป็นสารที่เป็นกรดเข้มข้นสูงจะทำลายเยื่อต่าง ๆ ในดวงตาได้ โดยภาพรวมการใช้สารแอลฟา ไฮดรอคซี แอสซิดหรือสารไวเทนนิ่งในประเทศไทยมีเป็นจำนวนมากทั้งผู้ชายและผู้หญิง เพราะอยากขาวเหมือนคนญี่ปุ่นและเกาหลี ซึ่งคนไทยมีเซลล์สร้างสีที่มากกว่าคนญี่ปุ่นและเกาหลี จึงทำให้มีผิวคล้ำกว่า แต่การคล้ำนี้ถือเป็นสิ่งที่ดี คือ ไม่แก่ก่อนวัย มีรอยเหี่ยวย่นจากแสงแดดน้อยกว่าคนที่ผิวขาว

นอกจากนี้บางคนต้องการขาวทั้งตัวไม่ใช่เฉพาะแค่หน้า จึงนำสารโดสเร่งขาวทาทั้งตัว ทำให้การดูดซึมกรดพวกนี้ซึ่งเป็นสารเคมีดูดซึมเข้าไปในร่างกายทั้งหมดอาจจะมีปัญหาด้านสุขภาพตามมาในอนาคตได้ ดังนั้นจึงไม่ควรทำ ปัจจุบันได้รับรายงานว่ามีผู้ป่วยในประเทศไทยที่ใช้สารทำให้ขาวจำนวนมาก แต่ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีผู้ป่วยเป็นมะเร็งผิวหนังจากสารดังกล่าว หรือรายงานถึงผลเสียระยะยาว เพราะยังไม่มีการศึกษาเท่าที่ควร คนจึงใช้ประโยชน์ตรงนี้เป็นส่วนใหญ่มาอ้างอิงว่าไม่พบผู้ใช้สารโดสเป็นมะเร็ง

ที่สำคัญสารพวกนี้ไม่ใช่สารควบคุม เพราะฉะนั้นผู้ผลิตไม่ต้องรายงานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่ง อย. มีเครื่องสำอางที่ควบคุมแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ เช่น น้ำยาดัดผม น้ำยาบ้วนปากที่มีฟลูออไรท์ น้ำยาเปลี่ยนสีผม 2. เครื่องสำอางควบคุม ไม่เข้มงวดเท่าเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ ได้แก่ ผ้าอนามัย ผ้าเย็น แป้งฝุ่นโรยตัว และ 3. เครื่องสำอางที่มีสารควบคุม ซึ่งสารควบคุมที่สำคัญมาก และใช้เป็นประจำ คือ สารป้องกันแสงแดด ฉะนั้นบริษัทใดที่มีเครื่องสำอางที่ใส่สารป้องกันแดด จะเป็นเครื่องสำอางที่มีสารควบคุมต้องไปแจ้งให้ทราบ และแชมพูที่มีสารขจัดรังแค ที่เหลือเป็นเครื่องสำอางทั่วไปรวมทั้งสารแอลฟา ไฮดรอคซี แอสซิด ด้วย เวลาผลิตในประเทศไม่ต้องแจ้งแต่ถ้านำเข้าต้องแจ้ง จึงเป็นช่องทางที่ง่ายขึ้นเพราะไม่มีกฎหมายควบคุม แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบและพบว่าสารโดสเร่งขาวไม่มีฉลากว่าโรงงานผลิตอยู่ที่ไหน ชื่ออะไร ถือว่าเป็นเครื่องสำอางปลอมสามารถจับกุมได้

ถึงแม้ว่าจะมีคนใช้กันจำนวนมากแต่ อย. ยังไม่มีการประกาศเป็นสารควบคุมหรือกำหนดให้ระบุว่ามีปริมาณเท่าใด เพราะตัวสารนี้ยังไม่จัดเป็นสารควบคุมหรือต้องระบุปริมาณเลยทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป ถ้าประเทศไทยทำประเทศเดียวก็อาจไม่เป็นสากลเพราะอาจทำให้การนำเข้าเครื่องสำอางในประเทศไทยจะยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากเครื่องสำอางส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของกรดผลไม้นี้แต่ปริมาณต่ำกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งประเทศสหรัฐ อเมริกาถือว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัย แต่ถ้าเรากำหนดให้ระบุปริมาณคงกระทบเครื่องสำอางทั้งหมด

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราควรเลือกเครื่องสำอางที่มีมาตรฐาน มีโรงงานที่ผลิตแน่ชัดและเป็นที่รู้จัก อย่าใช้อะไรตามปากต่อปาก โดยที่ไม่มีสถานที่ผลิตระบุแน่ชัด และอย่าไปซื้อเครื่องสำอางที่ใส่ในขวดไม่มีฉลาก เพราะกรดที่ใช้อาจจะไม่ใช่ แอลฟา ไฮดรอคซี แอสซิด เราต้องเซฟตัวเองว่าจะไม่ทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อผิวหน้า เพราะเมื่อเกิดอันตรายขึ้นมาก็จะตามหาตัวคนทำไม่ได้ ซึ่งเครื่องสำอางในประเทศไทยมีมาตรฐานหลายยี่ห้อที่ใช้แล้วปลอดภัย หรือถ้าใครต้องการทำอะไรเป็นพิเศษ เช่น ลอกหน้า ควรจะใช้บริการคลินิกผิวหนังที่มีแพทย์ประจำและให้แพทย์ผิวหนังเป็นผู้รักษา และสุดท้ายจงภูมิใจในผิวสีของเชื้อชาติไทยเราจะดีกว่า.

ทีมวาไรตี้

ที่มา: เดลินิวส์  8 ตุลาคม 2556

ครีมเปลี่ยนสีผิว ครีมฟอกสีผิว

dailynews130105_001ในโลกยุคปัจจุบัน การดูแลผิวเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งแวดล้อมสมัยนี้มีทั้งมลพิษ มลภาวะ และสารสังเคราะห์ต่าง ๆ ที่อาจก่ออันตรายเกิดขึ้นกับผิวหนังของเราได้ในระยะยาว

การเปลี่ยนสีผิว ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในหมู่วัยรุ่นไทย แต่หารู้ไม่ว่า สารเคมีที่ใช้นั้นมีผลทำให้เกิดอันตรายต่อผิวหนัง ซึ่งยากต่อการบำรุงเป็นอย่างมาก

ครีมเปลี่ยนสีผิวและครีมฟอกสีผิวนั้น มีส่วนผสมหลักคือ สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ แล้วสารชนิดนี้มีคุณสมบัติและมีความปลอดภัยอย่างไร

สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen peroxide) เป็นสารที่นำมาใช้ในการกัดสีผม ย้อมผม ผสมในยาสีฟันฟอกย้อม รวมทั้งใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนัง ใช้ทำความสะอาดและใช้ในอุตสาหกรรมบางประเภท

สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen peroxide) มีอันตรายหรือไม่

สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ นี้มีฤทธิ์กัดกร่อนระคายเคืองสูง อาจทำให้เกิดการระคายเคือง แสบ คัน และเป็นผื่นผิวหนังอักเสบ ในทางการแพทย์นำมาใช้ในการทำความสะอาดแผลที่ทำความสะอาดได้ยาก เช่น แผลลึก ปากแผลแคบ จากตะปูตำ ถูกแทง เป็นต้น เมื่อถูกบาดแผล ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ จะกลายเป็นฟอง สามารถชำระสิ่งสกปรก เชื้อโรค เศษดินต่าง ๆ ที่อยู่ในแผลออกมา โดยในการใช้จะนำมาผสมกับน้ำ ในสัดส่วน ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 1 ส่วนต่อน้ำ 20 หรือ 30 ส่วน เป็นต้น

ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทุกชนิดที่มีส่วนผสมของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ จัดเป็นเครื่องสำอางควบคุม ต้องมาขอขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

การนำ สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ มาใช้กับผิวโดยตรง ถือว่าเป็นการนำมาใช้ “ผิดวัตถุประสงค์”

เพราะไม่ได้มีข้อบ่งชี้กำหนดว่าให้ใช้สารนี้ในการฟอกสีผิว แต่ด้วยค่านิยมในปัจจุบันที่ต้องการมีผิวขาวโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย จึงมีการนำมาใช้ผสมในครีมกัดผิวในเปอร์เซ็นต์ที่มีความเข้มข้นสูง

เมื่อนำ สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หรือครีมที่มีส่วนผสมของสารนี้มาใช้กับผิวหนัง เพื่อหวังให้ผิวขาว สารนี้จะไปกัดสีเส้นขนอ่อน และกัดสีผิวชั้นนอกออก จึงทำให้ผิวดูขาวขึ้น แต่หากใช้บ่อย ๆ จะทำให้ผิวหนังซึ่งเป็นเกราะป้องกันโดยธรรมชาติเสื่อมหรือบางลง ทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบ อาการแพ้ระคายเคืองได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ผิวหนังที่ผ่านการกัดสีผิวมาแล้ว จะมีความทนทานต่อแสงแดดน้อยลง เนื่องจากสารเม็ดสี “เมลานิน” ในผิวหนัง จะโดนฟอกออกไปด้วย ทำให้สารเม็ดสีน้อยลง เมื่อโดนแสงแดดจะมีอาการแสบ คัน หากโดนแสงแดดซ้ำบ่อย ๆ จะทำให้เกิดผิวเสื่อมก่อนวัย เกิดรอยเหี่ยวย่น และที่สำคัญอาจเกิดเป็นเนื้องอกผิวหนังและมะเร็งผิวหนังได้มากกว่าผิวธรรมดา

ดังนั้นการใช้ครีมเปลี่ยนสีผิวหรือฟอกสีผิวอาจก่อให้เกิดอันตรายหรือผลข้างเคียงได้มาก หากไม่แน่ใจให้ปรึกษาแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญก่อนการใช้ เพื่อเป็นการป้องกันผิวไม่ให้เกิดอันตรายความเสียหายในระยะยาว.

รศ.พญ.เพ็ญพรรณ วัฒนไกร
หน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา :  เดลินิวส์ 5 มกราคม 2556

เตือนภัยเทรนด์”ขาวใส” เสี่ยงช็อกตาย-เสียโฉม

matichon121224_001จากกระแสความนิยมผิวขาวของคนไทยเพิ่มสูงขึ้น น่าเป็นห่วงคนไทยจะตกเป็นเหยื่อสารเคมีจากเครื่องสำอาง หรือยาที่ใช้รักษาฝ้าหรือสร้างผิวให้ขาว พล.ท.นพ.กฤษฎา ดวงอุไร นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผยว่า ความนิยมการมีผิวขาว โดยเฉพาะจากการโฆษณาของผลิตภัณฑ์ทำให้ผิวขาวในสื่อต่างๆ สร้างกระแสถึงบริเวณซอกแขน ข้อศอก หัวเข่าและจุดซ่อนเร้นอื่นๆ ทางวิชาการผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ได้มีความจำเป็นแต่อย่างใด

ร่างกายของเราสามารถสร้างสีผิวขึ้นมา ซึ่งเป็นเสมือนการสร้างเกราะป้องกันอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวีในแสงแดด โดยตัวการที่ทำให้ผิวของเรามีสีที่แตกต่างกัน คือ เม็ดสีหรือเมลานิน จะทำหน้าที่ดูดกลืนรังสียูวีเอาไว้ ไม่ให้ผ่านมาทำอันตรายถึงผิวหนังชั้นในและอวัยวะภายใน ดังนั้นการกระทำใดๆ ที่พยายามกำจัดปริมาณเมลานินเพื่อให้ผิวขาวขึ้น เท่ากับเป็นการลดเกราะคุ้มกันตามธรรมชาติที่เรามีอยู่

matichon121224_001a

การใช้ยารักษาฝ้าหรือทำให้หน้าขาวมีหลายประเภท โดยยาชนิดทาจะค่อนข้างปลอดภัยมากกว่ายาชนิดอื่นๆ และควรได้รับการรับรองจากอย.ก่อน หากทาบางๆ ก็จะดูดซึมลงไปเพียงแค่ผิวหนังชั้นต้น แต่หากตัวยาซึมเข้าไปสู่กระแสเลือด เข้าไปสู่อวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ทำให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และเป็นอันตรายได้ มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายต่อไต ผิวหนังหรืออาจเสียโฉม ที่สำคัญไม่แนะนำให้ใช้ชนิดรับประทานหรือฉีด ซึ่งหากมีสารปรอทเจือปน เมื่อเข้าไปสู่ร่างกายก็จะเกิดอาการความจำเสื่อม แขนขาอ่อนแรง อาจช็อกหรือเสียชีวิตได้ทันที

matichon121224_001b

พ.ต.หญิง พญ. ภิญญาพัชร์ คเนจร ณ อยุธยา อนุกรรมการประชาสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย บอกว่า หากผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านี้สามารถออกฤทธิ์เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของผิวได้ จะต้องจัดเป็น “วัตถุออกฤทธิ์” หรือยา ซึ่งต้องผ่านกระบวนการตรวจทดสอบและวิจัยโดยองค์การอาหารและยา ซึ่งต้องใช้ขั้นตอนเวลาตีทะเบียนอย่างน้อย 1-2 ปี จึงจะจำหน่ายได้ เคล็ดลับที่ไม่ลับ คือ เลือกครีมที่มีความมันพอเหมาะกับสภาพผิวของตัวเราเอง ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวขาวที่มีราคาพอประมาณ แต่หากทาแล้วหน้าเด้งแลดูสดใส ก็ใช้ผลิตภัณฑ์นั้นต่อไปได้เลย

ด้าน ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ให้ข้อแนะนำว่า เซลล์เม็ดสีจะช่วยป้องกันไม่ให้ผิวไหม้พอง เป็นมะเร็ง และไม่ให้ใยคอลลาเจนถูกทำลาย ซึ่งจะทำให้ผิวหนังเป็นริ้วรอย การปกป้องผิวให้พ้นแสงแดดเป็นวิธีที่ดีที่สุด ช่วยป้องกันฝ้า หรืออักเสบจากการถูกแดดเผา และควรทาโลชั่นป้องกันแดดสม่ำเสมอ

ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ตัวเรารู้สึกว่าใช้แล้วดี ไม่แพ้ ราคาไม่แพง และต้องป้องกันแสงแดดร่วมด้วย ทางที่ดีควรอยู่อย่างสีผิวของเรา แต่เรียบ เนียน และสุขภาพผิวดีปลอดภัยที่สุด

 

ที่มา : มติชน 24 ธันวาคม 2555

ทำผิวขาวใส ระวังไตเสีย

สาวๆ ที่ชอบทำให้ผิวของตนเองขาวใสเกินจริง ระวังจะเข้าข่ายได้ไม่คุ้มเสีย โดยล่าสุด พล.ท.นพ.กฤษฎา ดวงอุไร นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เตือนถึงค่านิยมทำผิวให้ขาวใสเกินจริง อาจส่งผลอันตรายต่ออวัยวะภายในและทำผิวเสียได้

พล.ท.นพ.กฤษฎา บอกว่า ปัจจุบันกระแสความนิยมมีผิวขาว ซึ่งเห็นได้จากการโฆษณาของผลิตภัณฑ์ทำผิวขาว ไม่ได้เน้นปรับแค่ผิวหน้าและแขนขาเท่านั้น แต่ยังสร้างกระแสความขาวไปยังผิวบริเวณอื่นๆ เช่น ข้อพับแขน ข้อศอก หัวเข่า และจุดซ่อนเร้น ซึ่งโดยหลักการแล้ว คนเราไม่จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเลย

เหตุที่ไม่ควรเปลี่ยนสีผิวให้ขาวเกินจริง พล.ท.นพ.กฤษฎา เล่าว่า การที่คนเรามีสีผิวที่ต่างกัน เพราะภายในผิวหนังมีเม็ดสี (เมลานิน) ที่ไม่เหมือนกัน โดยเม็ดสีที่ว่าจะมีหน้าที่ดูดกลืนรังสียูวีเอาไว้ ไม่ให้ผ่านมาทำอันตรายถึงผิวหนังชั้นในและอวัยวะภายใน ทั้งยังช่วยป้องกันผิวไหม้พอง มะเร็งผิวหนัง และไม่ให้ใยคอลลาเจนหรืออีลาสตินถูกทำลาย ผิวหนังที่มีใยคอลลาเจนสมบูรณ์จึงไม่มีริ้วรอย ทว่าฤทธิ์ของผลิตภัณฑ์ทำผิวขาวมักพยายามกำจัดปริมาณเม็ดสีเพื่อให้ผิวขาวขึ้น จึงถือเป็นการลดเกราะคุ้มกันตามธรรมชาติที่เรามีอยู่

สำหรับผู้ที่ใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์ทำผิวขาว รวมถึงยาทารักษาฝ้า ซึ่งมีหลายประเภท เช่น ยาชนิดทา ซึ่งค่อนข้างปลอดภัยมากกว่ายาชนิดอื่นๆ โดยแนะให้ทาบางๆ เพื่อให้การดูดซึมลงไปเพียงแค่ผิวหนังชั้นต้น ดีกว่าให้ตัวยาซึมลึกเข้าสู่กระแสเลือด จะเกิดอันตรายกับอวัยวะในร่างกายได้ นอกจากนี้ ยาทาควรผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา หรืออย. ก่อน มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายต่ออวัยวะอื่น ๆ โดยเฉพาะไต และผิวหนัง ทั้งนี้ ไม่แนะนำให้ใช้ยาชนิดรับประทานหรือฉีด เพราะจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เป็นอันตรายต่ออวัยวะภายในได้ง่ายและเร็วกว่า

เมื่อรู้แล้วว่า การมีสีผิวตามธรรมชาติมีประโยชน์แค่ไหน การเปลี่ยนสีผิวให้ขาวเกินจริงจึงมิใช่เรื่องจำเป็น หากแต่การปกป้องผิวจากแสงแดดแรงร้อนต่างหากคือสิ่งที่ควรทำ แต่ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงแสงแดดได้ ควรป้องกันผิวด้วยการทาโลชันกันแดดอย่างสม่ำเสมอ  กรณีใช้ที่จะสารช่วยให้ผิวขาว  ควรใช้ชั่วคราว เพื่อมุ่งหวังผลเพียงฟื้นฟูสภาพสีผิวของเราให้กลับคืนสู่สภาพเดิมจะเหมาะสมกว่า.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 22 พฤศจิกายน 2555

มะหาด ขับพยาธิลำไส้ โดย : ไชยยง รุจจนเวท มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

“มะหาด” ต้นไม้พื้นบ้านที่พบได้ในป่าทุกภาคของไทย ใช้ขับพยาธิ์ลำไส้ได้ผลดี

พยาธิลำไส้ คำนี้อาจไม่คุ้นหูคนปัจจุบัน แต่เมื่อ 30-40 ปีก่อน แทบไม่มีใครไม่รู้จัก พยาธิเส้นด้าย พยาธิไส้เดือน พยาธิตัวตืด และอีกหลายๆพยาธิ ภาพที่เห็นจนชินตาตามงานวัดหรือตลาดนัด คือ พ่อค้าเร่ขายยา รายล้อมไปด้วยขวดโหลขนาดเขื่อง อัดแน่นไปด้วยหนอนพยาธิตัวอวบอ้วนหลากหลายชนิด ชวนให้สยดสยองไม่น้อยเมื่อนึกถึงว่า เจ้าสัตว์เหล่านี้ อาศัยอยู่ในท้องของเราเอง นับเป็นอุบายขายยาที่ได้ผลยิ่ง

โรคพยาธิลำไส้ เกิดจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนด้วยไข่พยาธิ ซึ่งต่อมาฟักเป็นตัวภายในทางเดินอาหารของคน การที่พยาธิเหล่านี้ สามารถเจริญเติบโตอยู่ได้ โดยไม่ถูกเบียดขับออกจากร่างกาย ไปกับอุจจาระ เป็นเพราะมีกลไกพิเศษ ที่ทำให้ส่วนหัวของมันเกาะติดกับผนังลำไส้ได้อย่างเหนียวแน่น เจ้าสัตว์เหล่านี้ ดูดกินสารอาหารจากหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงลำไส้ ส่งผลให้ร่างกายขาดสารอาหาร ผ่ายผอม เลือดจาง อ่อนแอ และถ้าพยาธิเหล่านี้มีจำนวนมาก ก็อาจรวมตัวเป็นก้อน อุดตันลำไส้ หรือท่อน้ำดี ทำให้อันตรายยิ่งขึ้นไปอีก

การขจัดพยาธิเหล่านี้ออกไปจากร่างกาย เพียงทำลายกลไกที่พวกมันใช้เกาะเกี่ยวลำไส้ของคน เมื่อไม่สามารถเกาะกับลำไส้ได้ ก็จะถูกย่อยและขับออกจากร่างกายในที่สุด ในสมัยก่อน “ไม่มี” ยาถ่ายพยาธิที่เป็นเคมี แต่คนไทยเราก็มียาสมุนไพรหลายชนิด ใช้ขับพยาธิ์ลำไส้ได้ผลดี หนึ่งในนั้นคือ “มะหาด” ต้นไม้พื้นบ้านที่พบได้ในป่าทุกภาคของไทย

มะหาด หรือบางที่เรียก “ขนุนป่า” เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงราวตึก 2-3 ชั้น ใบเดี่ยวรูปวงรีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อย โคนและปลายใบแหลม ขอบใบหยักละเอียด มีขนสั้นๆที่ผิวใบทั้งสองด้าน ดอกเป็นช่อ แยกเพศ ผลเป็นผลรวม ผิวขรุขระ รับประทานได้ มีรสหวานอมเปรี้ยว มีเมล็ดขนาดเท่าเมล็ดแตงโม 20-30 เมล็ด มะหาดมีเนื้อไม้หยาบ แข็ง เหนียว ทนทาน ใช้ก่อสร้าง ทำเครื่องเรือน รากใช้ย้อมผ้าให้สีเหลือง

แก่นไม้มะหาด เมื่อทำเป็นเครื่องยาแล้ว เรียกว่า ปวกหาด ผงปวกหาด เตรียมได้โดยต้มเคี่ยวแก่นมะหาดด้วยน้ำ ช้อนฟองขึ้นมาตากแห้งได้ผงสีขาวนวล ปั้นเป็นก้อน นำไปย่างไฟ จนเป็นสีเหลือง ได้เครื่องยาที่เรียกว่า “ปวกหาด” การแพทย์ไทยระบุว่า ผงปวกหาด มีสรรพคุณ ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิไส้เดือน พยาธิตัวตืด แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้กระษัย แก้เบื่ออาหาร แก้กระหายน้ำ แก้ฝีในท้อง แก้ปวด แก้ลม ขับโลหิต แก้ปัสสาวะกะปริบกะปรอย

สำหรับการถ่ายพยาธิ ใช้ผงปวกหาดแห้ง 1- 2 ช้อนชา ผสมน้ำสุกที่เย็นแล้ว ราวครึ่งแก้ว บีบน้ำมะนาวเล็กน้อย กินก่อนอาหารเช้า ห้ามใช้น้ำร้อนเพราะอาจทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้ และถ้าต้องการเห็นตัวพยาธิ หลังจากกินยาผงมะหาดแล้วราว 2 ชั่วโมง ให้ละลายดีเกลือ 3 ช้อนโต๊ะ ในน้ำ 1-2 แก้ว ดื่มตาม เพื่อถ่ายตัวพยาธิออกมา

ยาถ่ายพยาธิปวกหาดนี้ ใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ บางรายอาจมีอาการแพ้ ผิวหนังเป็นผื่นแดง คัน และอาจมีไข้ร่วมด้วย แต่อาการเหล่านี้ไม่รุนแรงและหายไปเองใน 1-2 วัน

การใช้ปวกหาดถ่ายพยาธิ แม้ว่าได้ผลดี แต่ก็มีความยุ่งยากในการเตรียมยาอยู่พอสมควร จึงถูกแทนที่ด้วยยาถ่ายพยาธิที่เป็นเคมี ด้วยหาซื้อได้ง่าย ใช้สะดวก ผลข้างเคียงน้อย มะหาด ในฐานะพืชที่ให้ยาขับพยาธิ จึงถูกลืมเลือนไป

มะหาด กลับมาเป็นที่รู้จักแพร่หลายอีกในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในหมู่คนหนุ่มสาว ที่มีค่านิยมการมีผิวขาว ด้วยมีการวิจัยพบว่า สารสกัดจากไม้มะหาด มีฤทธิ์ลดการสร้างเม็ดสีผิวหนัง เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของมะหาด จึงเป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ที่อยากมีผิวขาว

คนปัจจุบัน รู้จักชื่อมะหาด ก็ในฐานะที่เป็นสมุนไพรช่วยให้ผิวขาวเท่านั้น ไม่ใส่ใจสรรพคุณอื่นๆ หรือรู้จักหน้าตาของไม้มากประโยชน์นี้แต่อย่างใด มะหาดต้นเก่าแก่ข้างอาคารสำนักงานที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จึงถูกมองข้ามจากผู้คนที่ผ่านไปมา เห็นเป็นเพียงไม้ยืนต้นดาด ๆ เท่านั้น

ความเจริญทางการแพทย์และสาธารณสุข ทำให้วงจรชีวิตของเหล่าพยาธิถูกตัดตอน เราไม่ต้องกังวลกับโรคพยาธิลำไส้มากเหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่เมื่อเหลียวมองรอบ ๆ ตัวเรา คนที่มีพฤติกรรมเช่นพยาธิลำไส้ แย่งชิงโภคทรัพย์ของสังคม โดยอาศัยกลไกพิเศษผูกมัดฐานะตนเองไว้ ยังคงมีให้พบเห็นได้โดยทั่วไป ได้แต่ทอดถอนใจว่า เมื่อไหร่หนอ สุจริตชนจะพ้นจากพยาธิสังคมเหล่านี้ได้เสียที

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 5 ตุลาคม 2555