ความขาว…เปลี่ยนชีวิต

dailynews140308_002การมีผิวขาวใส เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็อยากมี แต่หากผิวหนังขาวมากเกินไป หรือขาวเป็นด่างเป็นดวง ก็อาจเกิดปัญหาได้ เพราะมีความผิดปกติของผิวหนังหลายชนิดที่มาด้วยสีที่ขาวขึ้น จนทำให้สีผิวดูไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีผิวสีคล้ำเช่นผิวคนไทยอย่างเรา ๆ  จนทำให้ผู้ป่วยหลายรายไม่มั่นใจในการเข้าสังคม รวมทั้งกลัวว่าคนรอบข้างจะเข้าใจผิดว่าเป็นโรคติดต่อหรือไม่ ผู้ป่วยบางรายต้องไปพึ่งเครื่องสำอางเพื่ออำพรางรอยขาว บางรายต้องทำการสักเพื่อปกปิดสี บางรายต้องเปลี่ยนแผนชีวิตไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือการทำงาน บางรายต้องเปลี่ยนการแต่งตัวเป็นคนที่ต้องใส่เสื้อแขนยาว ผูกผ้าพันคอ เปลี่ยนทรงผม เพื่อปกปิดรอยขาวกันเลยทีเดียว

โรคที่ผิวขาวขึ้นได้แก่โรคอะไรบ้าง

โรคในกลุ่มนี้ที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดได้แก่ โรคด่างขาว เนื่องจากเป็นโรคที่ได้ชื่อว่าถ้าเป็นแล้ว ผิวจะด่างเป็นสีขาวชัด ทำให้เข้าสังคมลำบาก อย่างไรก็ตาม ยังมีโรคผิวหนังอีกหลายโรคที่มาด้วยรอยขาว เช่น เกลื้อน เกลื้อนน้ำนม กระขาว ปานขาว รอยขาวจากการที่ผิวหนังได้รับบาดเจ็บ เช่น อุบัติเหตุ การใช้ยาหรือเครื่องสำอางบางชนิด รวมถึงการทำเลเซอร์ที่ทำลายเม็ดสี การติดเชื้อและการอักเสบของผิวหนัง ไปจนกระทั่งมะเร็งบางชนิดของผิวหนัง

โรคด่างขาวเป็นอย่างไร

โรคด่างขาวคือโรคที่เกิดจากการที่เซลล์สร้างเม็ดสีถูกทำลายโดยเซลล์เม็ดเลือดขาวของร่างกาย โดยปกติแล้วเซลล์เม็ดเลือดขาวจะมีหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรค สารพิษ แต่ด้วยเหตุผลบางประการที่ยังไม่ทราบแน่ชัด เซลล์เม็ดเลือดขาวเหล่านั้นมองเห็นเซลล์เม็ดสีเป็นของแปลกปลอม จึงทำการกำจัดเซลล์เม็ดสีซึ่งอยู่ที่ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังกลายเป็นสีขาว พบว่าผู้ป่วยโรคด่างขาวจะเริ่มมีผิวสีขาวตั้งแต่อายุเพียงไม่กี่ปี หรืออาจเริ่มเป็นตอนอายุ 60 กว่าก็ได้ โดยมากจะไม่มีอาการ ลักษณะรอยขาวจะเป็นสีขาวเหมือนชอล์ก อยู่บริเวณใบหน้า โดยเฉพาะรอบตา รอบจมูก รอบปาก หลังหู รักแร้ ศอก มือ เท้า มักเป็นสองข้างของร่างกาย แต่บางรายอาจเป็นเฉพาะซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย โรคด่างขาวอาจพบได้ในคนครอบครัวเดียวกัน ดังนั้น ปัจจัยด้านพันธุกรรมอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรค พบว่าร้อยละ 10-20 ของผู้ที่เป็นโรคด่างขาวจะพบความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ร่วมด้วย โรคด่างขาวไม่ใช่โรคติดเชื้อ จึงไม่ติดต่อทางการสัมผัส

มีโรคหรือภาวะอะไรบ้างที่มีอาการเหมือนโรคด่างขาว ภาวะผิวขาวที่เกิดจากการใช้ยาหรือเครื่องสำอางบางชนิดที่พบบ่อย ได้แก่ การที่ผู้บริโภคทาครีมปรับผิวขาวที่มีส่วนผสมของสารต้องห้าม หรือการใช้ยานาน ๆ โดยไม่ได้อยู่ในความควบคุมของแพทย์ ซึ่งในปัจจุบันมีการทำเลเซอร์กันมากขึ้น พบว่าเลเซอร์บางชนิดที่มีความสามารถในการจับเม็ดสี อาจทำให้ผิวหนังบริเวณที่ได้รับการรักษามีสีขาวขึ้นได้ บางรายจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองเมื่อเวลาผ่านไป แต่บางรายอาจเป็นรอยขาวถาวรได้

โรคกลุ่มรอยขาวรักษาอย่างไรได้บ้าง

ขึ้นอยู่กับว่าเป็นโรคใด หากเป็นเกลื้อนสามารถใช้ยารับประทานหรือยาทารักษาเชื้อเกลื้อนได้ สำหรับโรคด่างขาวการรักษาที่นิยมได้แก่ การใช้ยา สำหรับการรักษารอยขาวที่เกิดจากการใช้ยาหรือเครื่องสำอางที่มีสารต้องห้ามควรหยุดใช้สารดังกล่าว อย่างไรก็ตามการใช้ยาเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่สามารถทำให้โรคดีขึ้นได้ ในปัจจุบันการรักษาด่างขาวที่จัดเป็นการรักษาหลักได้แก่ การฉายแสง แต่มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถหาสถานที่ฉายแสงได้ง่าย และต้องทำการฉายแสงหลายครั้ง แสงที่ใช้รักษาได้แก่ แสงอัลตราไวโอเลตชนิดบริสุทธิ์ซึ่งมีผลข้างเคียงน้อย ไม่เหมือนกับการฉายรังสีรักษาโรคมะเร็ง ผู้ที่เป็นโรคด่างขาวมักได้รับคำตอบจากแพทย์ว่าเป็นโรคที่ไม่หาย แต่ในความเป็นจริงแล้วสามารถทำให้รอยขาวหายได้ หากได้รับการรักษาที่ถูกวิธีและเริ่มทำการรักษาเร็ว นอกจากนี้การฉายแสงอัลตราไวโอเลตยังสามารถนำมาใช้รักษารอยขาวได้อีกหลายโรค รวมทั้งรอยขาวที่เกิดจากการใช้ยา เครื่องสำอาง และจากเลเซอร์ สำหรับการรักษาอีกวิธีซึ่งจัดเป็นการรักษาที่ได้ผลดี ได้แก่การปลูกถ่ายเซลล์เม็ดสี ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับโรคด่างขาวหรือรอยขาวที่ไม่มีการลุกลามแล้ว

การปลูกถ่ายเซลล์สีผิวคืออะไร

หลักการรักษาโดยการปลูกเซลล์ได้แก่ การนำผิวหนังบริเวณที่มีสีปกติมาทำการสกัดเฉพาะเซลล์เม็ดสี และปลูกลงไปบนผิวหนังบริเวณสีขาว วิธีนี้มีข้อจำกัดอีกเช่นกัน เนื่องจากต้องอาศัยเทคนิคทางห้องปฏิบัติการในการสกัดเซลล์เม็ดสีซึ่งทำได้เพียงไม่กี่ที่ในประเทศไทย วิธีนี้สามารถใช้รักษาโรคด่างขาว ปานขาว รอยขาวจากการที่ผิวหนังได้รับบาดเจ็บ เช่น อุบัติเหตุได้

จะเห็นว่าโรคที่มีลักษณะขาวส่วนมากไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพ แต่มักจะทำให้เกิดความกังวลในเรื่องความไม่สวยงามและไม่มั่นใจ อย่างไรก็ตามรอยขาวบางชนิดอาจเป็นตัวบ่งบอกถึงสัญญาณของโรคบางอย่างภายในร่างกายได้ และอาจเป็นสัญญาณอันตรายของอาการแรกเริ่มของมะเร็งผิวหนังบางชนิดได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น หากไม่แน่ใจจึงควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้องก่อนที่โรคจะลุกลามและเป็นมากขึ้น.

ผศ.นพ.วาสนภ วชิรมน
แผนกผิวหนังและเลเซอร์ ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา : เดลินิวส์ 8 มีนาคม 2557

Advertisements