ดูแลผิวอย่างถูกวิธี หมดปัญหาผิวแห้งเสียมากวนใจ – เคล็ดลับ สุขภาพดี

dailynews140824_02หลายคนอาจสงสัยว่าทำอย่างไรถึงจะหมดปัญหาผิวแห้ง ซึ่งต้องมองว่าในแต่ละคนนั้นบำรุงผิวพรรณที่แตกต่างกันออกไป สิ่งที่เราจะต้องทำทุกวันคือ ทาครีมบำรุงเพื่อให้ผิวชุ่มชื้น บำรุงผิวแห้งกร้าน สิ่งที่ต้องเผชิญมากที่สุดคือ แสงแดดร้อนจัด ควรเลือกที่จะหลีกเลี่ยงจึงจะช่วยลดต้นเหตุจากสีผิวที่อาจก่อให้เกิดปัญหาผิวเสีย

นพ.เจริญลักษณ์ คงดำเนิน (หมอโจ) ให้คำแนะนำว่า สำหรับสาวที่มีปัญหาเรื่องผิวแห้ง โดยเฉพาะบริเวณข้อศอก หัวเข่า และเท้า ลองเปลี่ยนจากครีมบำรุงผิวมาใช้ครีมทาสำหรับรักษาผื่นผ้าอ้อม เพราะในครีมชนิดนี้มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ชนิดเข้มข้น และช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง ทำให้ผิวที่เคยแตกแห้งกร้านกลับมาชุ่มชื้นเปล่งปลั่งอีกครั้ง ที่สำคัญยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ดังนั้น ควรดูแลผิวพรรณให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอโดยมีขั้นตอนดังนี้

1. ทามอยส์เจอไรเซอร์อย่างสม่ำเสมอหลังล้างหน้า และควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยกักเก็บน้ำ และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นสูงให้แก่ผิว และช่วยปกป้องผิวจากการสูญเสียความชุ่มชื้นได้โดยเฉพาะหลังการล้างหน้า

2. ผู้ที่มีผิวแห้ง ควรล้างหน้าเพียงวันละ 1-2 ครั้ง หรือล้างวันละครั้งในตอนเย็น (ก่อนนอน) ส่วนตอนเช้าแค่น้ำเปล่าสะอาด ๆ ก็เพียงพอแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นค่อนข้างร้อน และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสูตรอ่อนโยน ที่มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้นหรือมอยส์เจอไรเซอร์ เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง และช่วยเสริมการต้านอนุมูลอิสระ

3. ไม่ควรถูหรือเช็ดรุนแรงกับผิว หลังล้างหน้าใช้ผ้าขนหนูซับเพียงเบา ๆ หลีกเลี่ยงการใช้โทนเนอร์หรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เช็ดผิว ซึ่งอาจทำให้ผิวแห้งมากขึ้น และเกิดการแพ้ได้ ควรใช้โลชั่นที่ให้ความชุ่มชื้นที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์และน้ำหอม

4. ทาครีมบำรุงหรือมอยส์เจอไรเซอร์เข้มข้น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้าทุกครั้ง เป็นประจำ

5. ครีมกันแดดควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของอโรเวล่า มอยส์เจอไรเซอร์ ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการอักเสบของผิวหนัง และมีสารกันแดด Zine Oxide (ZnO), Titanium dioxide (TiO2) ซึ่งเป็นสารกันแดดที่ไม่ทำอันตรายผิว และสามารถทำหน้าที่สะท้อนหรือหักเหรังสียูวีออกไปจากผิวได้ดีกว่าชนิดอื่นๆ ทำให้ผิวลื่น และเกลี่ยได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องสัมผัสผิวอย่างรุนแรง และ 6. การดื่มน้ำเปล่าสะอาด ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีมาก เพราะเมื่อร่างกายขาดน้ำนั้น หมายถึง ผิวที่สวยก็จะขาดความชุ่มชื้นไปด้วย

ดังนั้นคนที่มีผิวแห้งกร้าน ถ้ารู้จักวิธีดูแลอย่างถูกต้องและป้องกันก็จะช่วยให้ผิวสวย เปล่งปลั่ง สดใสดูดีได้ เพราะข้อได้เปรียบของคนผิวแห้งก็คือ มีรูขุมขนที่เล็กถึงเล็กมาก ผิวดูละเอียด เรียบเนียน และไม่ต้องกังวลกับปัญหา เรื่องสิวให้หนักใจ.

ที่มา : เดลินิวส์ 24 สิงหาคม 2557

Advertisements

ระวังภัย ครีมทาผิวกับสารสเตอรอยด์

dailynews140122_001ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง มีอุณหภูมิหนาวเย็น หลายคนต้องใช้ครีมทาผิวเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ผิวไม่แตกลอก ดังนั้นผู้บริโภคต้องใส่ใจเลือกซื้อ “ครีมทาผิว” อย่างระมัดระวัง หลังจากมีการตรวจพบครีมทาผิวที่มีส่วนผสมของสารโคเบตาซอลโพรพิโอเนต (สเตอรอยด์) ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย ผิวหนังเกิดอาการไหม้ แตกลายสีขาว เกิดรอยแดงรักษาไม่หาย และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง สำหรับส่วนผสมสารสเตอรอยด์ที่ก่อความรุนแรงสูงสุดมักพบใน “ครีมแบ่งขาย”

ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย มีความห่วงใยผู้บริโภคโดยเฉพาะ “กลุ่มวัยรุ่น” จากสภาวะอากาศที่หนาวเย็นทำให้ผิวหนังสูญเสียน้ำในร่างกาย จะทำให้เกิดปัญหาผิวแห้งจนเกิดอาการอักเสบ แดง คันตามมา หรือบางคนที่มีปัญหาผิวหนังอักเสบ ภูมิแพ้หรือโรคสะเก็ดเงินอาจจะเห่อมากขึ้นเมื่ออากาศหนาวเย็น ดังนั้นในช่วงนี้เราควรดูแลผิวเป็นพิเศษ ได้แก่ เพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังด้วยสารเพิ่มความชุ่มชื้นซึ่งมีหลายผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของผู้บริโภค เช่น โลชั่น ครีม และออยล์

ผศ.พญ.สุริวากร กล่าวเกี่ยวกับสารสเตอรอยด์ว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจพบ ครีมทาผิวแบบแบ่งขายเองที่ไม่มี อย. มีส่วนผสมของสารโคเบตาซอลโพรพิโอเนต (สเตอรอยด์) ซึ่งเป็นยารักษาโรคผิวหนัง ไม่สามารถใช้เป็นครีมบำรุงผิวได้ ส่งให้เกิดอันตรายต่อร่างกายโดยเฉพาะผิวหนังบางลง ซึ่งประชาชนทั่วไปควรระมัดระวังในการเลือกใช้ครีมผิวขาวเหล่านี้

ผศ.พญ.สุริวากร อธิบายว่า สารโคเบตาซอล คือ สเตอรอยด์ชนิดที่แรงที่สุด แพทย์จะใช้เพื่อรักษาโรคผิวหนังอักเสบที่เป็นเรื้อรัง หรือผื่นหนา โดยมีข้อบ่งชี้ว่า “ห้ามใช้ติดต่อกันเกิน 4 สัปดาห์” สารนี้จัดเป็นยาและไม่สามารถอยู่ในเครื่องสำอางค์ได้ เพราะสเตอรอยด์ออกฤทธิ์ที่ผิวหนังถึงชั้นแท้จนอาจเป็นผลถาวร นอกจากเข้าไปยับยั้งเม็ดสีแล้วยังไปรบกวนเรื่องการสร้างอิลาสตินคอลเจนของผิวหนังและทำให้ผิวเกิดการแตกลายงาแล้ว ยังทำให้ผิวบางและเส้นเลือดขยาย หากทาบริเวณหน้าจะทำให้เกิดสิวที่รักษายากกว่าสิวทั่วไป และเมื่อผิวบางโดนอะไรจะแพ้ง่ายและมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังได้ด้วย”

ด้าน นพ.ชูชัย ตั้งเลิศสัมพันธ์ อนุกรรมการประชาสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เปิดเผยผลข้างเคียงจากการใช้ครีมสเตอรอยด์ ดังนี้

ประเภทเฉียบพลัน คือ การเกิดสิว โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและหน้าอก ลักษณะเป็นตุ่มแดง ไม่มีหัว หนองหรือไขมันอุดตัน, รอยโรคเดิมเป็นมากขึ้น เกิดจากการใช้ยาผิดโรค เช่น โรคกลากเกลื้อน, เกิดผื่นแพ้สัมผัส เกิดจากการแพ้สารกันบูดหรือน้ำหอมที่ใส่ในครีม

ประเภทเรื้อรัง คือ ทำให้ผิวหน้าบางลง ออกแดดไม่ได้จะแสบร้อน หลอดเลือดใต้ผิวหนังเปราะแตกง่าย ขนยาวขึ้นบริเวณทายา เกิดสิวและผื่นอักเสบรอบปาก เกิดภาวะ “ติดยา” เป็นประเด็นปัญหาที่พบบ่อยในเมืองไทยและรักษายาก ภาวะนี้เกิดจากใช้ครีมสเตอรอยด์เป็นเวลานาน เวลาหยุดยาแล้วจะแดง หรือโรคผิวหนังอักเสบเดิมจะเป็นมากขึ้น ทำให้หยุดใช้ยาไม่ได้ นอกจากนี้จะไปกดการทำงานของต่อมหมวกไต ซึ่งมักเกิดจากการใช้ครีมสเตอรอยด์ชนิดแรงเป็นเวลานานโดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ

นพ.ชูชัย ให้คำแนะนำวิธีการดูแลผิวหน้าหนาวที่ถูกต้อง คือ

1.รักษาความสะอาดผิว โดยสบู่อ่อนๆ อย่าอาบน้ำร้อนจัด
2.หลังอาบน้ำทุกครั้งให้ทาสารให้ความชุ่มชื้น โดยทาหลังอาบน้ำทันที
3.ใช้ครีมกันแดดทุกวัน เนื่องจากในหน้าหนาวแสง UV จะมีมากกว่า แต่เมื่อเราไม่รู้สึกร้อนก็จะอยู่กลางแดดนานขึ้น
4.ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้วต่อวัน
ถ้ามีผื่นคัน ผิวแตก แห้ง ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง

ผู้บริโภคควรตระหนักในการเลือกใช้เครื่องสำอางค์และครีมต่างๆที่ได้รับรองจาก อย.เท่านั้น หรือ กรณีไม่มั่นใจก็สามารถตรวจสอบไปที่ อย.หรือ สายด่วนอย. หมายเลขโทรศัพท์ 1556.

 

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  22 มกราคม 2557

เคล็ดลับดูแลสุขภาพผิว ลดเสี่ยงแก่ก่อนวัย

dailynews130908_002ในยุคสมัยนี้การที่จะทำงานให้ประสบความสำเร็จ นอกจากจะต้องมีความสามารถและทำงานเก่งแล้ว หากใครสุขภาพดี บุคลิกภาพโดดเด่น หล่อ สวย มีออร่า ย่อมเป็นใบเบิกทางที่ดีสู่ความสำเร็จได้มากกว่าคนอื่น อีกทั้งกระแส สวย หล่อ ใส สไตล์เกาหลี ก็ยังคงเป็นเทรนด์ฮิตของหนุ่มสาวยุคนี้อย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีทีท่าว่าจะตกเทรนด์

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คนยุคใหม่หันมาใส่ใจกับความงามและสุขภาพผิวกันมากขึ้น หลายคนพยายามเสาะแสวงหาวิธีการเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ หลายคนหันไปพึ่งพาศัลยกรรมตกแต่ง บางคนพึ่งพาเวชสำอางและเทคโนโลยีใหม่ ๆ และอีกหลายคนพึ่งพาเครื่องสำอางราคาแพง  บางวิธีก็เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์และมีหลักฐานทางวิชาการอ้างอิงถึงประสิทธิผล เช่น การใช้เวชสำอางต่างๆ การทำเลเซอร์ การฉีดโบท็อกซ์ (Botulinum toxin) การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) การใช้คลื่นแสงชนิดความเข้มสูง (IPL) การใช้คลื่นวิทยุ และการทำศัลยกรรมตกแต่ง เป็นต้น ซึ่งการรักษาเหล่านี้เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติพบว่าการรักษาเหล่านี้อาจพบผลข้างเคียงได้บ้าง

บางคนทำแล้วสวยหล่อดังที่ปรารถนา แต่ก็มีอีกหลายคนที่ทำแล้วดูแย่กว่าเดิม และส่งผลร้ายต่อสุขภาพร่างกายอีกด้วย ทางที่ดีจึงควรศึกษาข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ดีก่อนตัดสินใจทำหรือเลือกสถานบริการที่ได้มาตรฐาน หากเป็นอาหารเสริมหรือเครื่องสำอางต้องมีแหล่งที่มาชัดเจนและได้รับเครื่องหมายมาตรฐานความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพและทรัพย์สิน

อย่างไรก็ตาม หนุ่มสาวยุคใหม่มักจะให้ความสำคัญกับการเสาะแสวงหานวัตกรรมความงามใหม่ๆ  จนลืมวิธีการดูแลตนเองง่ายๆ และเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพผิวพรรณที่ดี  ข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง กรรมการสมาคมเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ ระบุว่า การดูแลสุขภาพผิวพรรณนั้นมีวิธีดูแลง่าย ๆ ในแต่ละวัน ที่สามารถช่วยชะลอความเหี่ยวย่นและแก่ก่อนวัยอันควร ได้แก่

1.แสงแดด…ศัตรูผิว

โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00-15.00 น. เพราะช่วงนี้จะมีรังสีอัลตราไวโอเลตสูงสุด แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ควรจะหาเกราะป้องกันให้กับผิว เช่น การสวมหมวกหรือกางร่ม แว่นตากันแดด เพราะนอกจากปกป้องผิวจากแสงแดดแล้ว ยังป้องกันการหยีตา ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรอยตีนกาบริเวณหางตาให้มากขึ้น สารกันแดดก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ทุกวัน ไม่ว่าจะออกแดดหรือไม่

2.อาหารผิว

อาหารช่วยชะลอการแก่ก่อนวัยได้อย่างดี โดยเฉพาะผักและผลไม้ชนิดต่าง ๆ ที่เรารับประทานกันจะมีสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดี เช่น วิตามินซี วิตามินอี เบต้าแคโรทีน ซีลีเนียม สังกะสี ฟลาโวนอยด์ โคเอนไซม์คิวเทน แคททีชิน เป็นต้น และสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้รับความสนใจอย่างมากขณะนี้ก็คือ สารแอสตาแซนธิน (Astaxanthin) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแซนโทรฟิลล์ ตระกูลแคโรทีนอยด์ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ สีส้มแดงถึงแดงเข้มคล้ายสีแดงของทับทิม แหล่งที่ผลิตแอสตาแซนธินได้มากที่สุดคือ สาหร่ายฮีมาโตคอกคัส พลูวิเอลิส (Haematococcus pluvialis) พบมากในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย มีงานวิจัยพบว่า แอสตาแซนธินมีประสิทธิภาพยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นสูงกว่าวิตามินซีถึง 6,000 เท่า สูงกว่าโคเอนไซม์คิวเทนถึง 800 เท่า และสูงกว่าวิตามินอีถึง 550 เท่า แอสตาแซนธินจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพผิว เพิ่มความชุ่มชื้นของผิว และลดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้

3. ไม่สูบบุหรี่

สูบบุหรี่มีผลเสียต่อร่างกายทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการไหลเวียนโลหิตที่ไม่สม่ำเสมอ จึงทำให้สารอาหารและออกซิเจนที่มีความสำคัญต่อผิวไม่สามารถเข้าไปบำรุงผิวพรรณได้ แถมทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินอีกด้วย ริ้วรอยต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ฉะนั้นลด ละ เลิกสูบบุหรี่ นอกจากสุขภาพกายดีแล้ว ผิวพรรณก็ดีขึ้นอีกด้วย

4.พักผ่อน ออกกำลังกาย คลายเครียด

การพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอจะช่วยให้ผิวพรรณสดใส รวมถึงการออกกำลังกายเป็นประจำก็มีความสำคัญไม่น้อย เพราะช่วยให้ระบบโลหิตไหลเวียนดีขึ้น ทำให้ผิวหนังได้รับสารอาหารและออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น ส่วนการทำจิตใจสดใสคลายเครียดนั้นก็เหมือนการผ่อนคลายกล้ามเนื้อไปในตัว

หากจะให้สุขภาพผิวดูสดใส ไม่แก่ก่อนวัย ก็ต้องหมั่นดูแลอย่างต่อเนื่อง เพราะหากจะมาฟื้นฟูสภาพผิวกันเมื่ออายุมากแล้ว มันคงยากเกินกว่าที่จะเรียกความสดใสกลับคืนมาได้ง่าย ๆ นอกจากนี้ ต้องดูแลสุขภาพโดยรวมควบคู่ไปด้วย ทำได้โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มีสุขภาพจิตดีและไม่เครียดจนเกินไป เพื่อช่วยให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายของเราแข็งแรง มีอายุที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ และมีสุขภาพผิวพรรณที่ดี แลดูอ่อนกว่าวัยให้ใคร ๆ ได้อิจฉาอีกด้วย

ข้อมูลจาก ดร.อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา  : เดลินิวส์  8 กันยายน 2556

เคล็ดลับสุขภาพดี – วิธีดูแลผิวและสุขภาพให้สดชื่นพร้อมรับมือหน้าฝน

dailynews130707_003เข้าหน้าฝนทีไร สาวๆ มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการดูแลผิวตัวเอง เพราะคิดว่าอากาศในวันฟ้าครึ้มฝนตกไม่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพผิวและร่างกาย แต่ความจริงแล้วฤดูฝนเป็นฤดูที่สะสมความร่วงโรยของผิวและสุขภาพของเราโดยไม่รู้ตัว  วันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีมีวิธีดูแลผิวให้พร้อมรับมือกับหน้าฝนนี้มาฝากกันด้วย

เพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก ทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกมามาก สูญเสียความชุ่มชื้น เกิดปัญหาผิวแห้ง หากเหงื่อออกให้ใช้กระดาษทิชชูซับเหงื่ออย่าปล่อยให้แห้งเอง เพราะจะยิ่งทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้น จากนั้นทามอยเจอร์ไรเซอร์ทุกครั้งที่รู้สึกว่าผิวแห้งตึง นอกจากนี้จากสภาพอากาศที่ขมุกขมัว ครึ้มฟ้าครึ้มฝนแบบนี้หลายคนเข้าใจผิดว่าไม่ต้องทาครีมกันแดดเพราะไม่มีแสงแดด แต่ความจริงแล้วในช่วงเวลากลางวันยังคงมีรังสียูวีเอที่เรามองไม่เห็น ซึ่งจะเข้าทำร้ายผิวชั้นลึกทำให้มีปัญหาริ้วรอยแก่ก่อนวัย

การดูแลผิวจึงต้องทาโลชั่นกันแดดที่ปกป้องครอบคลุมทั้งรังสียูวีเอ ยูวีบี และอนุมูลอิสระทุกเช้าก่อนการแต่งหน้า ควรเลือกสูตรกันน้ำที่ไม่เหนอะหนะ เผื่อต้องลุยกับฝนก็ยังมั่นใจว่าผิวได้รับการปกป้องอย่างต่อเนื่อง และยิ่งสภาพอากาศร้อนชื้นในฤดูฝนนี้ยังทำให้ผิวสะสมความมัน ความสกปรกจากเหงื่อและฝุ่นละออง จึงทำให้คราบเครื่องสำอางอุดตันในรูขุมขนได้ง่ายขึ้น เราควรใส่ใจการทำความสะอาดผิวหน้าให้หมดจดจริงๆ ด้วยการใช้เคล็นมิลค์เช็ดคราบเครื่องสำอางให้หมดก่อนและล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าอีกครั้งอย่างเบามือ บำรุงผิวก่อนนอนด้วยครีมที่เหมาะกับสภาพผิวและขัดสครับผิวเพื่อขจัดสิ่งอุดตัน 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์

อย่างไรก็ตามจากสภาพอากาศที่แปรปรวนยังทำให้เราเจ็บป่วยได้ง่าย ซึ่งคนส่วนใหญ่คิดว่าการรับประทานวิตามินซีก็เพียงพอแล้ว แต่ความจริงแล้วร่างกายต้องการมากกว่าวิตามินซี ถ้าไม่แน่ใจว่าสามารถรับประทานอาหารได้ครบ 5 หมู่ได้วิตามินเกลือแร่ครบถ้วนทุกวันหรือไม่  แนะนำว่าควรหาอาหารเสริมที่มีวิตามินและเกลือแร่รวมหลากหลายชนิดในเม็ดเดียวมารับประทานวันละ 1 เม็ดร่วมกับการออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอจะดีกว่า นอกจากนี้ใครที่คิดว่าฝนตกแล้วร่างกายไม่มีเหงื่อออกไม่ต้องดื่มน้ำมากก็ได้ เพราะไม่หิวน้ำบ่อยความจริงแล้วน้ำระเหยออกจากร่างกายตลอดเวลา หากไม่ดื่มบ่อยๆ ก็เสี่ยงที่เซลล์จะขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว ร่างกายทำงานแปรปรวนเจ็บป่วยง่าย ผิวแห้งเกิดริ้วรอย จึงต้องดื่มน้ำให้กับร่างกายอย่างเพียงพอ วันละ 8-10 แก้ว โดยจิบสม่ำเสมอทั้งวัน

สุดท้ายมีเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะทำให้ผิวพรรณเราดูสดใสและอ่อนกว่าวัย คือการใช้ร่มสีชมพู เนื่องจากแสงจากร่มจะเป็นสีชมพูอ่อนๆ ทำให้ผิวดูสวยและอ่อนหวาน และช่วยพรางริ้วรอยแห่งวัยอีกด้วย ดังนั้นอย่ามองข้ามหน้าฝนว่าไม่ต้องดูแลผิวพรรณและสุขภาพร่างกาย เพราะการดูแลตัวเองต้องทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเพื่อความสวยงามและการมีสุขภาพที่ดี

(ข้อมูลโดย พรรณทิพย์ คลินิก)

.

สรรหามาบอก

-โรงพยาบาลกรุงเทพ ร่วมกับศูนย์เยาวชนลุมพินี สำนักวัฒนธรรมกีฬาและการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร ชวนคนรักสุขภาพทุกเพศทุกวัยร่วมงาน“รวมพลคนกรุงสุขภาพดี” ฟังบรรยายความรู้เรื่อง “ภัยเงียบจากโรคความดันโลหิต” พร้อมบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น อาทิ ตรวจวัดความดันโลหิต, ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (สำหรับ100 ท่านแรกที่ลงทะเบียนหน้างาน) ร่วมเล่นเกม ตอบคำถามพร้อมรับของรางวัลมากมาย ในวันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม 2556 เวลา 06.00-09.00 น. ณ ด้านหน้าอาคารพลเมืองอาวุโส สวนลุมพินี สอบถามรายละเอียด โทร.1719

-ภาควิชาการพยาบาลพื้นฐานและการบริหารการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาล สภากาชาดไทย ขอเชิญชวนพยาบาลวิชาชีพทั่วประเทศและประชาชนทั่วไปร่วมประชุมวิชาการ เรื่อง “ห่างไกล Top 5 ด้วย Life style ไร้อ้วน” ระหว่างวันที่ 5-6 สิงหาคม 2556 เวลา 08.00-16.00 น. ณ โรงแรมตะวันนา กรุงเทพฯ  เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้อันจะนำไปสู่การพยาบาลที่มีคุณภาพ สนใจลงทะเบียนก่อนวันที่ 15 กรกฎาคม 2556 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-2256-4092-9 ต่อ 414 หรือ http://www.trcn.ac.th

-กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาระบบการตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวี ในโรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่งทั่วประเทศ สามารถแจ้งผลเลือดได้ภายในวันเดียว โดยใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวรับการตรวจเลือดฟรีทุกสิทธิการรักษา เพื่อให้ผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบการรักษาอย่างรวดเร็ว ช่วยลดการถ่ายทอดเชื้อให้แก่คู่นอนได้ถึงร้อยละ 96 ลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ และลดการตายจากเอดส์ให้เป็นศูนย์  ประชาชนทั่วไปเข้ารับบริการตรวจฟรีได้ตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง หรือหากต้องการปรึกษาปัญหาเอดส์ติดต่อได้ที่หมายเลข 1663

ทีมวาไรตี้

ที่มา : เดลินิวส์ 7 กรกฎาคม 2556

เจาะประเด็น”สาวผิวคล้ำ”

สาว ๆ หลายคนอาจมีปัญหาผิวแห้งกร้าน ผิวมัน ผิวไม่เนียนเรียบหรือผิวแพ้ง่าย แต่ปัญหาผิว ติดอันดับสำหรับสาวไทยอีกปัญหาหนึ่ง คือ การมีผิวคล้ำ เพราะค่านิยมในปัจจุบันที่ว่า “สาว ๆ ต้องมีผิวขาว” ปัจจุบันมีวิทยาการการรักษาผิวพรรณมากมาย โดยเฉพาะใครที่มีผิวคล้ำ ไม่สดใส วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่า จะมีวิธีใดบ้างที่ทำให้สาว ๆ ขึ้นชื่อได้ว่า เป็นสาวผิวสวย สุขภาพดีกัน

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า แต่ละคนมีสีผิวแตกต่างกัน คนไทยมีผิวขาวเหลืองแบบ คนเอเชีย แต่ก็มีบางคนที่มีผิวสีเข้ม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุ 2 ประการ คือ ปัจจัยภายใน ได้แก่ กรรมพันธุ์ เชื้อชาติ พ่อแม่มีผิวสีเข้ม ลูกก็จะผิวสีเข้ม กระบวนการเผาผลาญภายในร่างกาย และปัจจัยภายนอก ซึ่งขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการโดนแดดหรือรังสียูวี การออกไปเจอมลพิษต่าง ๆ การรับประทานอาหาร รวมไปถึงการดูแลสุขภาพผิว อย่างการใช้เครื่องสำอางก็มีส่วนเช่นกัน

ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เหล่าบรรดาสาว ๆ นิยมใช้กัน นั่นก็คือ ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยป้องกันแสงแดด เป็นที่รู้กันว่า เมืองไทยเป็นเมืองร้อน และยิ่งเดี๋ยวนี้ร้อนขึ้นทุกวัน แสงแดดก็ทำร้ายผิวมากขึ้น ดังนั้นผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จำเป็นมากสำหรับสาวไทย แต่ถ้าเป็นสาวรุ่นใหญ่ที่ต้องการลดความหย่อนคล้อย สร้างความอ่อนเยาว์แล้วล่ะก็ การดูแลผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของวิตามินเอ วิตามินซี โปรตีนเปปไทด์ เอเอชเอ บีเอชเอ ก็จะช่วยเสริมคอลลาเจนและผลัดเซลล์ผิวให้แลดูกระจ่างใส ดูอ่อนวัยได้ หรือสาว ๆ อาจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากธรรมชาติ เช่น สารสกัดจากใบบัวบกหรือว่านหางจระเข้ นอกจากจะช่วยลดการระคายเคืองผิวแล้ว สมุนไพรเหล่านี้ยังปลอดภัยต่อร่างกายอีกด้วยและบางคนอาจเคยได้ยิน คำว่า โครเอนไซม์ คิวเท็น (Q10) ที่เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระหรือ คำว่า กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic acid) ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องการความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

แต่ถ้าคนไหนรู้สึกว่า วิธีต่าง ๆ ที่เล่ามา ทำมาทุกอย่างแล้ว ผิวสุขภาพดีจริง แต่ประเด็นสำคัญที่สุดของการดูแลผิวคือ จะทำอย่างไรให้ผิวหมองคล้ำ แลดูกระจ่างใสล่ะ จะทำได้อย่างไร วันนี้เรามีวิธีที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้มาฝากกัน

สารที่ทำให้ผิวขาวได้นั้น มีหลายประเภท ประเภทแรกคือ สารฟอกสี ซึ่งเป็นอันตรายและห้ามใช้ในเครื่องสำอาง เช่น ไฮโดรควิโนน ก่อให้เกิดฝ้า จุดด่างขาวและตุ่มนูนสีดำ และปรอทแอมโมเนีย หากเกิดพิษสะสม จะทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบได้

สารทำให้ผิวขาว นิยมใช้ในเครื่องสำอาง เช่น อาร์บิวติน กรดโคจิดและวิตามินซี แอสคอร์บิกแมกนีเซียมฟอสเฟต ซึ่งเป็นสารที่เกิดระคายเคืองและมีผลข้างเคียงน้อย

สารปกคลุมผิว เป็นสารทึบแสง และช่วยให้ผิวขาวทันที ซึ่งสารทิตาเนียมไดออกไซด์ เป็นสารที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดแต่เมื่อล้างออกก็ยังมีสีผิวเดิม ไม่ได้ให้ผิวเปลี่ยนเป็นสีขาวถาวร

สารที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว ซึ่งกลุ่มนี้ไม่ได้ช่วยลดการสร้างเม็ดสีโดยตรง แต่ช่วยเร่งการหลุดลอกของผิวชั้นนอกออกไป ทำให้ดูขาวขึ้น เป็นกรดผลไม้ เป็นสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติที่เคยได้ยินกันบ่อย ๆ คือ กรดแล็กติค ได้จากนมเปรี้ยวและมะเขือเทศ กรดซิตริค สกัดได้จากส้มและมะนาว นอกจากนี้ยังมี กรดไกลโคลิค สกัดจากอ้อยหรือกรดเมลิค สกัดได้จากแอปเปิ้ล

อันที่จริงแล้ว สารที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว หรือ เอเอชเอ เป็นสารที่แพทย์ใช้ในการรักษาโรคผิวหนังมานานแล้ว และด้วยคุณสมบัติที่ช่วยให้ผิวดูขาวขึ้น เนียนเรียบและลดรอยเหี่ยวย่น ปัจจุบันจึงนิยมนำมาเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางหลายประเภท ปริมาณที่ใช้จะต้องมีความเข้มข้นไม่เกิน 15% เพราะหากมากกว่านี้อาจทำให้ระคายเคืองและผิวลอกได้ ซึ่งปริมาณการใช้ที่มีความเข้มข้นสูงตั้งแต่ 20-70% นั้น จะนำไปใช้กับวิธีการลอกผิว โดยจะต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ข้อควรระวังสำหรับผู้ใช้คือ เราใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ผลัดเซลล์ผิว ผิวด้านนอกถูกลอกออกไป ผิวหนังชั้นในขึ้นมาแทนที่ซึ่งเป็นผิวที่บอบบางกว่า โอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายจากการถูกแสงแดดก็มีมากขึ้น ผิวคล้ำง่ายกว่าปกติ และต้องระวังไม่ให้เกิดอาการแพ้ การทดสอบว่ามีอาการแพ้หรือไม่ ให้ทาบริเวณใต้ท้องแขน เช้า-เย็น เป็นเวลา 7 วัน หากไม่มีความผิดปกติก็แสดงว่า ปลอดภัยใช้ได้แน่นอน

นอกจากนี้ยังมีสารอีกหนึ่งตัว คือ สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หลายคนอาจไม่คุ้นหู แต่สารตัวนี้จัดเป็นเครื่องสำอางควบคุม มีส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ยาสีฟัน ยาย้อมผมหรือกัดสีผม สารฟอกหนัง สำหรับทางการแพทย์แล้ว จะนำมาใช้ในการทำความสะอาดแผลลึก ปากแผลแคบ แต่สาว ๆ ที่ใจร้อน อยากมีผิวขาวเร็ว ก็จะใช้สารตัวนี้ซึ่งอยู่ในรูปของครีมเปลี่ยนสีผิว ครีมฟอกสีผิว หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านขายส่งผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงาม บางยี่ห้อสามารถเปลี่ยนได้ทั้งสีผิวและสีขนอีกด้วย หลายคนอาจจะดีใจที่ผิวเปลี่ยนมาขาวกระจ่างใสด้วยระยะเวลาไม่นาน แต่ถ้าหากใช้บ่อย ๆ อาจทำให้ร่างกายไม่ผลิตสารเม็ดสีเมลานินให้กับผิวหนัง ทำให้เมื่อโดนแดด มีอาการแสบหรือระคายเคืองได้ ที่สำคัญที่สุดคือ มีโอกาสเสี่ยงเป็นเนื้องอกและมะเร็งผิวหนังได้มากกว่าผิวธรรมดา

การดูแลผิวยังมีอีกหลายวิธี เช่น การฉีดสารเติมเต็ม การใช้เลเซอร์ ซึ่งอาจช่วยได้ระยะหนึ่งแต่ก็ไม่ได้ผลถาวร การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลผิวไม่ว่าประเภทใดก็แล้วแต่ ควรเลือกซื้ออย่างมีสติ ไม่หลงเชื่อ คำโฆษณา การดูแลผิวให้มีสุขภาพที่ดีนั้น ต้องเริ่มจากภายใน พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงการทำร้ายผิว เช่น การสูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และวิธีที่ง่ายที่สุดคือ ดูแลผิวพรรณให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่ว่าคุณจะมีผิวเฉดสีใดก็สวยได้ เพียงแค่มีความมั่นใจ คุณก็ดูดีได้ ในแบบของตนเอง กลายเป็นสาวมั่นปี 2012 ที่มีผิวสวยกระจ่างใสได้ไม่ยาก.

รศ.พญ.เพ็ญพรรณ วัฒนไกร
หน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 14 กรกฎาคม 2555

Related Link:

.

ปรับสภาพผิวหน้าอย่างไรให้เหมาะสม

ชี้แจงกระแสใช้ ‘มะหาด’ เป็นสารช่วยให้ ‘ผิวขาว’

ยืดอายุผิว…. ให้สวยตามช่วงวัย

ผิวพรรณที่สดใส เปล่งปลั่ง ดูอ่อนเยาว์ เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา เพื่อให้ผิวดีอยู่คู่กับเราจึงควรเริ่มดูแลตั้งแต่แรกรุ่น

ผิวแต่ละช่วงวัยต้องการการดูแลแทบไม่ต่างกัน หากใส่ใจอย่างถูกวิธีมีส่วนชะลอริ้วรอยของแต่ละวัยได้

ช่วงวัยรุ่น 15-20 ปี มักจะเกิดปัญหาสิว ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ รวมถึงปัญหาที่ตามมาคือ การแคะ แกะ หรือบีบสิว รวมทั้งความเครียดและการนอนดึก สิวที่เกิดขึ้นมักหายไปเองตามธรรมชาติ ถ้าเราไม่ไปกดสิว ปัญหารอยดำ และการอักเสบก็จะไม่เกิดขึ้น แต่หากไม่หาย ก็ควรปรึกษาแพทย์

การดูแลผิวในวัยนี้ ควรล้างหน้าด้วยสบู่อ่อนๆ วันละ 2 ครั้ง หลีกเลี่ยงคลีนเซอร์หรือโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของแอลกฮอล์ เพราะค่อนข้างแรงกับผิวอาจทำให้ผิวใสๆ ดูกร้านก่อนวัยได้

วัย 20 ปีขึ้นไป เป็นช่วงวัยที่ผิวกำลังเปล่งปลั่งเต็มที่ แต่ก็มีอุปสรรคเล็กน้อยคือเกิดสิว เนื่องจากมีฮอร์โมนเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง ควรเลือกใช้เครื่องสำอางที่อ่อนๆ (mild cleanser) ที่ผสมสารต้านการเกิดสิวเล็กน้อย เช่น ซาลิไซลิค แอซิด หรือซัลเฟอร์ และต้องไม่ลืมใช้ครีมกันแดดด้วยเสมอ

สำหรับคนที่มีฮอร์โมนเพศสูง ก็อาจมีสิวโผล่อยู่เรื่อยๆ เนื่องจากผิวหน้าที่เคยอ่อนใส อาจดูหมองคล้ำ หรือแห้งกร้านได้ตามวัยที่มากขึ้น การใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มีส่วนผสมของ AHA จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตาย และเร่งการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวหน้าสดใส เปล่งปลั่งมากขึ้นและไม่ลืมทาครีมป้องกันแดดทุกครั้ง ก่อนออกจากบ้าน เพราะแสงแดด จะทำให้ริ้วรอยมาเยือนผิวได้เร็วขึ้น

วัย 30 ปี เป็นช่วงเวลาที่เริ่มจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวให้เห็นกัน เช่น ผิวบางส่วนก็มัน บางส่วนก็แห้ง จนทำให้เกิดการสับสนเลือกใช้เครื่องสำอางไม่ถูกได้ แพทย์ผิวหนังมักแนะนำให้ใช้พวกที่ไม่มีส่วนผสมของสารใดๆ ที่เกี่ยวกับการรักษาสิว (noncomedogenic) และเลือกใช้ครีมหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของสารแอนตี้ออกซิแดนท์ เช่นผสมวิตามิน C วิตามิน E หรือเบต้าแคโรทีน เพื่อช่วยซ่อมแซมผิวที่ถูกทำลายเพราะแสงแดด

เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมกลูต้าไธโอน หรือผสมสารอาหารที่เสริมสร้างคอลลาเจนก็น่าเลือกใช้เช่นกัน และช่วงวัยนี้ควรใช้อายเจลหรืออายครีม ซึ่งช่วยทำให้ผิวรอบดวงตาชุ่มชื้นสดใสขึ้น และไม่ควรลืมทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน

นอกจากนี้การกินก็เป็นสิ่งสำคัญ หากเราเลือกกินผักและผลไม้เป็นประจำ รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ และออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ รู้จักละซึ่งความเครียดความโกรธ ผิวก็สามารถฟื้นตัว และแข็งแรงขึ้นได้เองตามธรรมชาติ

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 26 พฤษภาคม 2555

อาบแดดรับวิตามินดี

image : sun-protection-and-you.comแม้ประเทศไทยจะขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองร้อน มากไปด้วยแสงแดดเจิดจ้า แต่คนไทยก็ยังเสี่ยงที่จะขาดวิตามินดีกันมากขึ้น

คนไทยเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดวิตามินดีกันมากขึ้น โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยทำงานที่ตื่นเช้าเดินทางไปทำงานตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น และกลับบ้านเมื่อพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว จึงมีโอกาสสัมผัสกับแสงแดดน้อยมากในแต่ละวัน

“จากการสำรวจประชากรไทย น่าตกใจที่กลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดวิตามินดีได้มากสุดคือ วัยหนุ่มสาวที่ทำงานในตึกและผู้สูงอายุวัยปลดเกษียณที่อยู่แต่ในบ้าน เพราะนอกจากสัมผัสกับแสงแดดน้อยแล้ว ก่อนออกจากบ้านยังนิยมทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของสารป้องกันแดด SPF 8 ขึ้นไป ก็มีผลทำให้ร่างกายไม่สังเคราะห์วิตามินดี” ศ.นพ.บุญส่ง องค์พิพัฒนกุล หน่วยต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสึม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าว

หลายคนคงสงสัยอีกว่า แล้วอยู่ใต้แสงไฟในที่ทำงานทั้งวัน ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีได้หรือไม่ คุณหมอ อธิบายว่า ร่างกายคนเราจะรับวิตามินดีได้ 3 วิธี ได้แก่ การออกแดดโดยให้แขนและใบหน้าสัมผัสกับแสงแดด โดยไม่ทาโลชั่นกันแดดช่วงเวลา 10.00-14.00 น.ซึ่งมีรังสียูวีบีอย่างน้อย 15 นาทีต่อวัน

แต่ในอีกด้านหนึ่งการสัมผัสแสงแดดมากเกินไป ก็มีผลเสียคือทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้น และทำให้ผิวหนังแห้งและเหี่ยวย่นหรือแก่เร็วขึ้น ปัจจุบันนี้ยังไม่มีมาตรฐานว่าควรอาบแดดนานเท่าใดจึงจะพอดีได้ประโยชน์จากการได้รับวิตามินดี โดยไม่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง

คนที่ทำงานอยู่แต่ในอาคารซึ่งมีแต่แสงจากหลอดไฟ ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินดี เพราะแสงจากหลอดไฟไม่มีรังสียูวีบีเหมือนอย่างที่แสงแดดมี อีกทั้งรังสียูวีบีก็ไม่สามารถผ่านกระจก จึงทำให้คนที่ออกจากบ้านแต่เช้ามืดกลับบ้านจนดึก รวมถึงผู้สูงอายุที่อยู่แต่ในบ้านมีความเสี่ยงที่จะขาดวิตามินดีมากกว่าเพื่อน

ทั้งนี้ ร่างกายคนเราสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้เองจากแสงแดด รังสีชนิดยูวีบีจากแสงแดดจะทำให้มีการสังเคราะห์วิตามินดีที่ผิวหนัง หลังจากนั้นจะถูกเปลี่ยนโครงสร้างที่ตับและไต และพัฒนาเป็นฮอร์โมนที่สมบูรณ์สำหรับร่างกายนำไปใช้ประโยชน์

การบริโภคอาหารที่มีวิตามินดี เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ร่างกายจะได้รับวิตามินดีได้นอกจากแสงแดด เช่น การบริโภคเห็ดหอมแห้ง ซึ่งจากการวิจัยพบว่ามีวิตามินดีสูงกว่าเห็ดหอมสดกว่า 10 เท่า ปลาแซลมอนธรรมชาติเพราะมีปริมาณวิตามินดีมากกว่าปลาแซลมอนแบบเลี้ยง 6-10 เท่า วิธีการสุดท้ายคือ การพึ่งพาเม็ดวิตามินดีเสริมซึ่งต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์

ภาวะขาดวิตามินดีที่เกิดขึ้น อาการไม่แสดงออกมารุนแรง แต่ระยะยาวมีผลทำให้มวลกระดูกลดลง กระดูกเปราะบาง และหักง่าย ซึ่งในคนที่ร่างกายขาดวิตามินดีมานาน จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีอาการยืนและเดินลำบากในกรณีถ้าเกิดกับเด็กเล็ก และเกิดการหกล้มได้ง่ายหากเป็นในผู้ใหญ่

สาเหตุที่วิตามินดีมีผลต่อมวลกระดูก เพราะวิตามินดีมีส่วนเพิ่มการดูดซึมของแคลเซียม และฟอสฟอรัสที่ลำไส้เล็ก รวมถึงลดการขับแคลเซียมและฟอสฟอรัสออกมาทางปัสสาวะ เป็นผลให้ร่างกายมีปริมาณแคลเซียมและฟอสฟอรัสเพียงพอในการเสริมสร้างมวลกระดูก ทำให้กระดูกมีความแข็งแรงนั่นเอง

“ในสิ้นปีนี้ คนไทยจะมีข้อมูลที่ใช้อ้างอิงเป็นของตัวเอง เรื่องช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการรับแสงแดดเพื่อให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดี รวมถึงจะมีองค์ความรู้ด้านวิตามินดีเสริมที่เหมาะสมกับคนไทยเพิ่มขึ้น เช่น การบริโภคปลาจากแหล่งน้ำของไทยมีวิตามินดีมากแค่ไหน กินแทนปลาแซลมอนได้หรือไม่” คุณหมอกล่าวและว่า ขณะนี้ทีมแพทย์จากสถานพยาบาลหลายแห่ง กำลังช่วยกันเก็บข้อมูลโดยมีคนไทยเป็นฐานข้อมูลหลัก เพื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์และรองรับปัญหาด้านสุขภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 17 พฤษภาคม 2555

ชี้แจงกระแสใช้ ‘มะหาด’ เป็นสารช่วยให้ ‘ผิวขาว’

กระแสของผลิตภัณฑ์ที่อวดอ้างว่ามีสารสกัด “มะหาด” เป็นส่วนผสมช่วยให้ผิวขาว มาแรงมากในขณะนี้ เว็บไซต์หลายแห่งโฆษณาขายสินค้ากันอย่างโจ่งครึ่ม  ทั้งครีม โลชั่น เซรั่ม หัวเชื้อมะหาด บางแห่งได้นำข่าวที่นักวิจัย 2 ท่านจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้เมื่อหลายปีก่อนมาแปะบนหน้าเว็บไซต์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ หนึ่งในนั้นมีชื่อ รองศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร.ภาคภูมิ เต็งอำนวย  ภาควิชาวิทยาการเภสัชกรรมและเภสัชอุตสาหกรรมคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ด้วย มาฟังคำชี้แจงจากปากของท่านในเรื่องนี้กันเลยดีกว่า

รองศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร.ภาคภูมิ  กล่าวว่า  ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน มีแดดตลอดทั้งปี ธรรมชาติของคนไทยส่วนใหญ่จึงมีสีผิวที่สอดคล้องกับภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมคือสีผิวจะออกน้ำตาลอ่อนจนถึงเข้ม  อย่างไรก็ดี กระแสความนิยมสีผิวที่ขาวในหมู่คนไทยมีมานานกว่าสิบปีแล้ว มีผลิตภัณฑ์ช่วยให้สีผิวอ่อนจางลงออกสู่ท้องตลาดมากมาย ยังไม่นับรวมผลิตภัณฑ์ประเภทป้องกันแสงแดด หรือ ซันสครีนที่มีมาก่อนหน้า ยิ่งปัจจุบันกระแสความชื่นชอบดาราโดยเฉพาะจากประเทศเกาหลี ซึ่งมีภาพลักษณ์คือมีผิวพรรณที่ขาวสะอาดผ่องใส ก็ยิ่งทำให้คนไทยนิยมและปรารถนาจะมีผิวพรรณขาวผุดผ่องเช่นนั้นบ้าง  ทำให้มีการนำสารใหม่ ๆ มาใช้กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี กลูตาไธโอน หรือแม้กระทั่งการนำสมุนไพรไทยมาใช้เป็นเครื่องสำอาง

กรณีกลูตาไธโอน ก็เคยเป็นข่าวครึกโครมมาแล้วซึ่งอันตรายเกิดจากการใช้สารนี้ฉีดเข้าสู่ร่างกายเพื่อเร่งสีผิวให้อ่อนจางลงโดยไม่มีผลการวิจัยทางการแพทย์ยืนยันถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย ทำให้เกิดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงอื่น ๆ เช่น ภูมิต้านทานแสงแดดของผิวหนังและนัยน์ตาลดลงเป็นต้น หรือการฉีดวิตามินซี ซึ่งมักมีการฉีดร่วมกับกลูตาไธโอนโดยมีการอ้างว่าจะเสริมฤทธิ์ให้ผิวขาวได้ดีขึ้น กระแสการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  แพทยสภา และสถาบันโรคผิวหนัง ต้องออกมาประกาศเตือนและกำหนดมาตรการควบคุม ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวและระมัดระวังมากขึ้น

ในฐานะผู้วิจัยเรื่องประโยชน์ทางเครื่องสำอางของแก่นมะหาด คิดว่ากรณีข้างต้นอาจมีส่วนทำให้ผู้ที่อยากมีผิวขาวใส หันมาสนใจผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทางเลือกอื่น ๆ ทดแทนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความนิยมใช้สมุนไพรไทยเป็นเครื่องสำอาง ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยประหยัดเงินตราให้ประเทศ สารสมุนไพรไทยเหล่านี้เป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายและมีราคาถูกกว่าสารนำสั่งจากต่างประเทศมาก วิธีใช้ก็เป็นการทาผิว ไม่ใช่เป็นการฉีดโดยตรง ความเสี่ยงจึงน้อยกว่า

กรณีของแก่นมะหาดที่กำลังเกิดกระแสการซื้อขายโลชั่นผสมสารสกัด หรือหัวเชื้อแก่นมะหาดกันอย่างดาษดื่นโดยเฉพาะโฆษณาขายทางอินเทอร์เน็ตนั้น ผมเองก็เพิ่งทราบเรื่องไม่นาน เพราะงานวิจัยเรื่องมะหาดเป็นผลงานเดิมที่เคยรายงานไว้เมื่อหลายปีที่แล้ว และได้หยุดการวิจัยเรื่องนี้ไปเพราะมีภาระหน้าที่อื่น ๆ แต่ระยะหลัง ๆ นี้คนสอบถามกันมามากขึ้น รวมถึงมีคนมาเล่าให้ฟัง จึงได้ไปสำรวจจากทางอินเทอร์เน็ต จึงค่อนข้างตกใจเพราะมีขายกันเต็มไปหมดและดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

จึงขอชี้แจงเรื่องผลการวิจัยมะหาดเพื่อความกระจ่างแก่คนทั่วไป  โดยเริ่มแรก ศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร.กิตติศักดิ์ ลิขิตวิทยาวุฒิ จากภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ เป็นคนแรกที่ได้ทดสอบฤทธิ์ในหลอดทดลองของสารสกัดจากแก่นมะหาดและสารสำคัญที่มีอยู่ คือ ออกซีเรสเวอราทรอล (oxyresveratrol) ซึ่งพบว่าทั้งสารสกัดหยาบที่เรียกว่า “ปวกหาด” และตัวออกซีเรสเวอราทรอล ต่างก็มีฤทธิ์ที่่ดีมากในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรสิเนส ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการสร้างเม็ดสีเมลานิน ตัวการสร้างสีผิวในมนุษย์และสัตว์ให้มีความเข้มมากน้อยต่างกัน ผมและอาจารย์กิตติศักดิ์จึงได้วิจัยต่อตามลำดับขั้น โดยเริ่มยืนยันผลในสัตว์ทดลองคือหนูตะเภาก่อน

ซึ่งพบว่าทำให้สีผิวอ่อนจางลงได้ภายหลังการถูกกระตุ้นด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต (UV-B) จึงได้เริ่มขยายผลการทดลอง โดยเริ่มในอาสาสมัครจำนวนไม่กี่คนและขยายมาเป็น 60 คน พบว่าประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ ปวกหาดและออกซีเรสเวอราทรอลไม่แตกต่างกัน สาเหตุเพราะในปวกหาดที่ใช้มีความเข้มข้นของ ออกซีเรสเวอราทรอลอยู่มากกว่า 90% โดยเมื่อนำมาเตรียมอยู่ในรูปโลชั่นก็ได้ผลไม่ต่างจากเตรียมในรูปสารละลาย

จากการวิจัยพบว่า การใช้มะหาดเป็นสารช่วยให้สีผิวอ่อนจางลงมีข้อจำกัดอยู่บางประการ เช่น

1. ความคงตัว สารสกัดจากแก่นมะหาดที่ใช้เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ จะมีสีเหลืองอ่อน ๆ ซึ่งเมื่อเก็บไว้ไม่เกิน 3 เดือน สีก็จะเข้มขึ้นจนท้ายสุดจะเป็นสีน้ำตาล การใช้สารถนอมหรือพวกแอนตี้ออกซิแดนท์ (antioxidant)  เติมลงในสูตรตำรับ จะช่วยชะลอการเปลี่ยนของสีให้ช้าลง แต่ก็ไม่เกิน 6 เดือน นอกจากนี้จากการวิเคราะห์ปริมาณออกซีเรสเวอราทรอลและฤทธิ์ในการต้านเอนไซม์ไทโรสิเนส พบว่าก็จะลดลงตามระยะเวลาด้วย การเก็บในตู้เย็นจะช่วยชะลอการเปลี่ยนสีให้ช้าลง แต่ก็จะยุ่งยากมากขึ้น

2. คุณภาพของสารสกัดปวกหาดมีความหลากหลาย ขึ้นกับแหล่งที่มา อาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องของคุณภาพและประสิทธิภาพได้ ในการวิจัยใช้สารสกัดซึ่งทราบปริมาณออกซีเรสเวอราทรอลที่แน่นอน และใช้ลอตเดียวตลอด ทำให้แปรผลได้ แต่การผลิตเชิงพาณิชย์ต้องมีการควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบ โดยเฉพาะเปอร์เซ็นต์ของออกซีเรสเวอราทรอลต้องมากกว่า 80% ขึ้นไป ถึงจะมั่นใจได้ว่ามีฤทธิ์ต้านไทโรสิเนส

3. มะหาดเป็นไม้ยืนต้นซึ่งใช้เวลาหลายปีจึงจะโต และต้องโค่นต้นเพื่อเอาแก่นมาใช้  การจะผลิตสารจากแก่นมะหาดอย่างยั่งยืนต้องมีการวางแผนการเพาะปลูกที่ดี ไม่ใช่ตัดมาจากธรรมชาติอย่างเดียว

4. เช่นเดียวกับสารจากธรรมชาติตัวอื่น ๆ ผลจากการใช้แก่นมะหาดจะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไปและเปลี่ยนแปลงไม่มาก อย่างดีที่สุดคือช่วยฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาใกล้เคียงกับสภาพดั้งเดิมตามกรรมพันธุ์ของตน การประเมินผลในงานวิจัยใช้เครื่องมือวัดความเข้มสีผิวที่มีความไวสูง ทำให้ตรวจพบความเปลี่ยนแปลงของสีผิวได้อย่างละเอียดเป็นตัวเลข ทำให้พบความแตกต่าง

ทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ แต่การประเมินผลด้วยสายตาอาจเห็นผลไม่เด่นชัด ขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อการใช้ผลิตภัณฑ์  ระดับความพึงพอใจ ความรู้สึก และความช่างสังเกตของแต่ละบุคคล

เรื่องของสีผิวเป็นเรื่องของกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม เรื่องของกรรมพันธุ์นั้น เป็นเรื่องที่ทำอะไรกับมันไม่ได้ ต้องพอใจกับสีผิวของตน การมีสีผิวเข้มถือเป็นเกราะป้องกันจากธรรมชาติที่ให้มา ช่วยให้เรามีภูมิคุ้มกันต่อแสงแดด กระแสเรื่องผิวขาวเป็นเพียงค่านิยมเท่านั้น ซึ่งในวัฒนธรรมที่ต่างกันออกไปก็อาจมีความนิยมที่ตรงข้ามกันก็ได้ เช่น ในประเทศแถบตะวันตกถึงขนาดลงทุนอาบแดดเสี่ยงกับมะเร็งผิวหนังเพื่อให้มีสีผิวเข้มขึ้น ส่วนเรื่องของสิ่งแวดล้อมซึ่งรวมถึงพฤติกรรมของเรานั้น เป็นสิ่งที่เราควบคุมดูแลได้ เช่น การหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดด การใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่เหมาะสม การดูแลสุขภาพในองค์รวมรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนและออกกำลังกายให้เพียงพอทำอารมณ์ให้ผ่องใสไม่เครียด ทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบ้าง อย่างน้อยเพื่อให้อุ่นใจ ถ้าไม่ลำบากเรื่อง เงินทอง หรือจะปฏิบัติธรรมเพื่อลดความอยากได้อยากมีต่าง ๆ ทำให้จิตใจสงบเพียงเท่านี้ร่างกายเราก็จะมีภูมิคุ้มกันที่ดี ผิวพรรณที่สดชื่นเปล่งปลั่งก็จะมาเองโดยธรรมชาติ

สำหรับผู้ที่อยากฟื้นฟูสภาพผิวของตนให้กลับมาดีขึ้นอย่างน้อยให้ใกล้เคียงกับส่วนที่ไม่ถูกแดด และอยากจะลองใช้ผลิตภัณฑ์ช่วยให้สีผิวอ่อนจางลง จะต้องตระหนักถึงความจริงต่อไปนี้ 

1. ไม่มีสารใดที่ทำให้ผิวขาวถาวร พอหยุดใช้ ผิวหนังก็จะกลับคืนสู่สภาพสีผิวเดิม สารที่สามารถทำให้ผิวขาวอย่างถาวรได้ แสดงว่าสารนั้นออกฤทธิ์โดยทำอันตรายต่อผิวหนังอย่างรุนแรง เช่น ฆ่าเซลล์สร้างสีผิว ซึ่งจะก่อให้เกิดผลร้ายตามมาอย่างมากมาย ตัวอย่างเช่น สารกลุ่มไฮโดรควิโนน จะทำให้เกิดฝ้าหรือรอยด่างขาวถาวร และก่อให้เกิดอาการแพ้แสงได้ง่าย เป็นต้น ซึ่งสารเหล่านี้ทาง อย. ของเราก็ห้ามใช้ในเครื่องสำอางอยู่แล้ว

2. ผิวที่ขาวขึ้น จะไม่ได้ขาวขึ้นอย่างรวดเร็ว และขาวจัดอย่างที่ต้องการ ดังนั้นการใช้จะต้องทาติดต่อกันนานหลายสัปดาห์ โดยจะค่อย ๆ ขาวขึ้นทีละน้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความไวของการตอบสนองต่อสารทำให้ผิวขาวในผู้ใช้แต่ละคนด้วย

3. การใช้ผลิตภัณฑ์ทำให้ผิวขาว ต้องร่วมกับการป้องกันตนเองให้พ้นจากแสงแดดด้วย รังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวีในแสงแดด เป็นตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีเมลานินให้มากขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงแดดให้มากที่สุดโดยเฉพาะในช่วง 9 โมงเช้าถึงบ่าย 4 โมง ซึ่งมีความเข้มของรังสียูวีบี ที่เป็นอันตรายต่อผิวหนังอยู่สูง ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด เช่น เสื้อแขนยาว สวมหมวก หรือกางร่ม รวมถึงป้องกันผิวด้วยการทาโลชั่นกันแสงแดด ซึ่งในผลิตภัณฑ์ทำให้ผิวขาวส่วนใหญ่จะใส่สารช่วยกรองรังสียูวีเอาไว้ด้วย เป็นการป้องกันร่วมกับการใช้สารช่วยลดการสร้างสีผิว

4. อย่าหลงเชื่อเป็นเหยื่อของโฆษณาเพียงเพราะความอยากขาว ให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มั่นใจได้ว่าได้แจ้งกับทาง อย. เพราะอย่างน้อยถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาก็สามารถแจ้งกับทาง อย.ได้ถึงที่มาที่ไป ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรมักมีปัญหาเรื่องความคงตัวเนื่องจากคุณภาพของวัตถุดิบ รวมถึงอาจเกิดการแพ้จากสารอื่น ๆ ที่ผู้ผลิตเติมลงไปในผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจมีทั้งสารที่แจ้งและไม่ได้แจ้งไว้ในฉลาก

จะเห็นได้ว่า การปกป้องผิวให้พ้นจากแสงแดด จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะเป็นธรรมชาติ ปลอดภัยและประหยัดที่สุด ในการรักษาสภาพผิวไม่ให้เข้มขึ้นซึ่งยังช่วยป้องกันไม่ให้ใบหน้าเกิดฝ้า หรืออักเสบจากการถูกแดดเผาอีกด้วย.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์  1 กรกฎาคม 2555

แสงแดด กับปัญหาผิวพรรณ

ตากแดดมากก็กลัวผิวหมองคล้ำ แต่ถ้าไม่ถูกแดดเลยก็กลัวขาดวิตามินดี เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน แล้วแบบนี้จะเอายังไงดี นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ รักษาการ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า แสงแดดมีผลต่อปัญหาผิวพรรณ เพราะมีรังสีอัลตราไวโอเลต (ยูวี) เอ ยูวีบี และยูวีซี  โชคดีที่ยูวีซีไม่ค่อยมาที่ผิวโลก เพราะมีชั้นโอโซนกั้นอยู่ เพราะฉะนั้นจึงมีแค่ยูวีเอและบี

แสงแดดไม่ได้เป็นปัญหาต่อสุขภาพ แต่เป็นปัญหาต่อบุคลิกภาพ เพราะทำให้ผิวคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ เป็นฝ้า กระ หากตากแดดเป็นเวลานาน ๆ อาจเกิดการระคายเคือง ไหม้ อักเสบ คัน ที่น่าเป็นห่วงคือ การตากแดดเป็นระยะเวลานาน ๆ หลายปี อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้

คนที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น  โรคเอสแอลอี จะไวต่อแสงแดด ถ้าตากแดดโดยไม่ทาครีมกันแดด ผิวอาจไหม้ ระคายเคือง ในคนไข้ที่รับประทานยาบางอย่าง เช่น ยาลดความดันโลหิตสูง ผิวหนังอาจไวต่อแสงแดดเกิดการระคายเคืองได้เช่นกัน

โรคมะเร็งผิวหนังในบ้านเราพบได้น้อยกว่าชาวตะวันตกที่เป็นคนผิวขาวไม่ค่อยมีเมลานินปกป้องแสงยูวี แต่บ้านเราโชคดีผิวหนังคนไทยมีเมลานินเยอะ รังสียูวีเลยทำลายผิวพรรณได้น้อยกว่า แต่ถามว่ามะเร็งผิวหนังในบ้านเรามีหรือไม่ ก็ตอบว่ามี บางส่วนอาจเกิดจากแสงแดด แต่บางส่วนเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น กินยา หรือได้รับสารหนูที่ปนเปื้อนในธรรมชาติ

มีคำถามว่าแสงแดดมีประโยชน์ เพราะเป็นตัวช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีขึ้นมา ทำให้กระดูกแข็งแรง ถ้าไม่ถูกแดดเลย หลบแดด จะมีผลทำให้ขาดวิตามินดี ทำให้กระดูกบาง  กระดูกพรุนหรือไม่ ขอเรียนว่า ปัญหานี้ส่วนใหญ่พบในประเทศทางตะวันตก เพราะอยู่ในเขตหนาว ไม่ค่อยมีแสงแดด และมักเจอในกลุ่มที่อายุมากแล้ว โดยเฉพาะสุภาพสตรีวัยหมดประจำเดือน  ฮอร์โมนหมดไปแล้ว มีโอกาสเกิดภาวะกระดูกพรุน กระดูกบางเพิ่มขึ้น ถ้าไปหลบแดดอีกอาจทำให้กระดูกบางมากขึ้น แต่สำหรับเมืองไทยมีแสงแดดเยอะโอกาสที่จะไม่โดนแดดเลยจนทำให้ขาดวิตามินดีนั้นคิดว่าน้อยมาก เพราะฉะนั้นในคนทำงาน วัยหนุ่มสาวไม่น่าเป็นปัญหา แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ อายุมาก โอกาสกระดูกบางจะเพิ่มขึ้น บางครั้งต้องถูกแดดบ้าง ถ้าไม่อยากถูกแดดเลยก็ควรรับประทานอาหารให้ครบหมวดหมู่ ทานวิตามินดี แคลเซียม เสริมบ้างก็จะช่วยป้องกันได้

ควรปกป้องผิวพรรณจากแสงแดดหรือไม่ ? นพ.จินดา  กล่าวว่า ควรป้องกัน  อย่างน้อยพยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องไปตากแดดร้อนจัด  โดยเฉพาะช่วงเวลา 10 โมง-บ่าย 3 โมง ถ้าเลี่ยงไม่ได้ควรมีสิ่งป้องกัน  เช่น ร่ม หมวก  หรือใช้ทาครีมกันแดด อย่างออสเตรเลียมีการรณรงค์ให้ทาครีมกันแดดตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะมีปัญหาโรคมะเร็งผิวหนังเยอะมาก เขาแนะนำเลยว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เด็กเริ่มไปโรงเรียน ต้องออกนอกบ้าน ผู้ปกครองควรทาครีมกันแดดให้เด็ก สำหรับประเทศไทยแม้จะอยู่ในเขตร้อน มีแสงแดดเยอะ แต่เนื่องจากอุบัติการณ์ของมะเร็งผิวหนังไม่ได้มากมาย คงไม่ต้องระมัดระวังมากจนเกินไป

การที่หลายคนกลัวดำมันเป็นค่านิยมของชาวเอเชีย คนที่ผิวคล้ำก็อยากผิวขาว คนที่ผิวขาวบางทีก็อยากผิวคล้ำ เป็นค่านิยมที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน  แต่การจะเปลี่ยนสีผิวเดิมให้เป็นสีตรงกันข้ามนั้นทำได้ยาก เพราะยีนถูกกำหนดมาแล้ว ดังนั้นปัจจัยอะไรที่ทำให้ผิวคล้ำลง เข้มลงก็ควรหลีกเลี่ยง  อยากเรียนว่าการมีผิวขาวหรือผิวคล้ำไม่ได้มีผลเสียต่อสุขภาพอะไร แต่สิ่งที่อยากให้มี คือ ผิวที่ดูแข็งแรง ผ่องใส มีน้ำมีนวล ถ้าคล้ำก็คล้ำแบบมีน้ำมีนวล ดีกว่าสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ กระดำกระด่าง แสดงว่าสุขภาพผิวไม่ดี

สำหรับวิธีง่าย ๆ ในการเลือกใช้ครีมกันแดด  คือ ดูเรื่องของประสิทธิภาพ ป้องกันทั้งยูวีเอและบี  ส่วนค่าเอสพีเอฟ ยิ่งค่าสูงยิ่งป้องกันได้ดี หรือการป้องกันรังสียูวีเอนั้นให้ดูค่าพีเอ ยิ่งบวกเยอะยิ่งประสิทธิภาพมากป้องกันได้ดี แต่การเลือกค่าเอสพีเอสสูง ๆ บางครั้งเนื้อครีมเหนียว บางคนทาอาจไม่ชอบ เพราะบ้านเราอากาศร้อน คนผิวมันพอทาพวกนี้จะเหนียวเหนอะหนะ รู้สึกไม่สบายผิว ทำให้ไม่อยากใช้  ดังนั้นคนที่ผิวมันอาจเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟที่น้อยลงมา

นอกจากค่าเอสพีเอฟและค่าพีเอแล้ว อีกเรื่องที่ต้องพิจารณาคือเนื้อครีม ครีมกันแดดปัจจุบันมีหลากหลาย ถ้าเป็นคนผิวแห้งควรเลือกใช้แบบครีม เพราะทำให้ผิวชุ่มชื้น ติดผิวนานดี ถ้าเป็นสุภาพบุรุษหรือว่าคนที่ผิวมันควรเลือกใช้ที่เป็นเจล โลชั่น หรือน้ำ เพราะไม่เหนียวเหนอะหนะ  และควรดูองค์ประกอบสำคัญของครีมกันแดดซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ “ฟิซิคัลซันสกรีน” และ “เคมีคัลซันสกรีน” โดยข้อดีของเคมีคัลซันสกรีน คือ สีสันใกล้เคียงกับสีผิว แต่ข้อเสียอาจแพ้ได้ง่าย เวลาใช้ต้องทาล่วงหน้า 30 นาที มันถึงออกฤทธิ์ แต่ถ้าเป็นฟิซิคัลซันสกรีนทาปุ๊บมันจะออกฤทธิ์ปั๊บ แต่ข้อเสียคืออาจทำให้รู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ เพราะฉะนั้นบางยี่ห้อจะผสมกันทั้งสองอย่างทาปุ๊บออกฤทธิ์ทันที และสีสันไม่ขาวเว่อร์จนเกินไป.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

 

ที่มา: เดลินิวส์  23 มิถุนายน 2555

เตือนแสงแดดสาเหตุจุดด่างดำใต้ชั้นผิว

ล่าสุดสถาบันวิจัยพอนด์สนำทีมออกเช็กสภาพผิวระดับยีนทั่วประเทศ ที่บูธสถาบันวิจัยพอนด์สตามห้างร้านชั้นนำ และออฟฟิศของสาวทำงานกลางเมือง และทำการสุ่มตรวจผิวของกลุ่มตัวอย่างที่มีความคิดเห็นว่าตนเองมีผิวธรรมดาถึงขาวจำนวน 100 คน ด้วยเครื่อง MSA เทคโนโลยีล่าสุดจากพอนด์ส ซึ่งสามารถวิเคราะห์ผิวหนังได้ถึงระดับยีนในชั้นผิวอีพิเดอร์มิส ร้อยละ 80 ของผู้หญิง 100 คน พบปัญหาจากจุดด่างดำที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชั้นผิว ซึ่งเมลานินหรือเม็ดสีผิวเหล่านี้พร้อมจะส่งผลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ให้ผิวมีสีหมองคล้ำในที่สุด

นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา นักเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับร่างกายและพันธุกรรม ได้อธิบายถึงเหตุผลไว้ว่า “เนื่องจากใต้ผิวของคนเรานั้นมีชั้นผิวลึกลงไปหลายชั้น เมื่อตรวจวิเคราะห์ลงลึกไปถึงระดับเมลาโนไซต์ เราจะพบว่าแท้จริงแล้ว เซลล์ผิวนั้นมียีนที่หน้าที่ควบคุมสีผิวผ่านการผลิตเมลานิน ถ้าผลิตมากผิวจะเป็นสีคล้ำ ตรงกันข้ามหากผลิตน้อยผิวพรรณจะกระจ่างใส ซึ่งจำนวนการผลิตเมลานินนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยคือพันธุกรรม และสภาพแวดล้อม อาทิ แสงแดดและมลภาวะ ในกรณีของสาวๆ ที่มั่นใจว่าผิวขาว กลับพบว่ามีปัญหาเรื่องจุดด่างดำซ่อนอยู่ภายใต้ผิว เนื่องจากยีนมีการกระตุ้นให้ผลิตเมลานินเป็นจำนวนมาก แต่ยังอยู่ในช่วงระยะเวลาที่เม็ดสีผิวจะผลัดขึ้นมาในระดับผิวที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า”

แสงแดดจะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนัง ซึ่งสามารถลงไปทำปฏิกิริยาลึกถึงชั้นยีนผิว ดังนั้นการป้องกันปัญหาดังกล่าว นพ.ชัชพลได้แนะนำว่า “พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดให้มากที่สุด และเตรียมการป้องกันผิวด้วยการใช้ครีมบำรุงผิวที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้ยีนผลิตเมลานิน และยังช่วยให้เมลานินที่ถูกผลิตขึ้น เลื่อนขึ้นมาในระดับที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าครับ”

ดร.เดวิด เบิร์ทวิสเทิล นักวิทยาศาสตร์สถาบันวิจัยพอนด์สนิวยอร์ก แนะนำว่า การดูแลผิวแบบเบสิกเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิงทุกคน นั่นคือ การทำความสะอาดใบหน้าให้สะอาดหมดจด การใช้ครีมบำรุงผิวทั้งตอนเช้าและก่อนนอน นอกจากนั้นยังเป็นการดูแลเรื่องของสุขภาพ อาทิ การพักผ่อนให้เพียงพอ การดื่มน้ำ รับประทานผัก ผลไม้ และออกกำลังกายเป็นประจำ เป็นต้น ที่สำคัญพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดที่เป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหาผิว.

 

ที่มา:  ไทยโพสต์ 21 กุมภาพันธ์ 2555