โรคข้ออักเสบพาลินโดรมิค (Palindromic Rheumatism)

ramachannel140714_01พอเห็นชื่อ หลายคนคงจะนึกว่ามีโรคแปลกใหม่อะไรเกิดขึ้นอีกหรือ จริงๆ แล้วมีโรคจำนวนไม่น้อยที่คนทั่วไปอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เพราะไม่ได้มีการกล่าวถึง จะรู้เฉพาะแพทย์ ผู้รักษากับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้

ยกตัวอย่าง เช่น โรคเอสแอลอี ถ้าไม่ใช่เพราะมีนักร้องลูกทุ่งชื่อดังอย่างคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ มาป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคแพ้ภูมิตนเองชนิดหนึ่งที่เรียกโรค เอสแอลอี (SLE) ที่ย่อมาจากคำว่า Systemic Lupus Erythematosus คนไทยส่วนมากก็ยังไม่รู้จักโรคนี้ ทั้งๆ ที่มีผู้ป่วยเป็นโรคนี้อยู่จำนวนไม่น้อย โรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง หรือที่เรียกว่ากลุ่มโรค autoimmune disease เป็นกลุ่มโรคที่มีสมาชิกเป็นโรคหลายๆ โรคที่มีสาเหตุการเกิดมาจากการทำงานผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เกิดผิดปกติจนจำอวัยวะหรือร่างกายของตัวเองไม่ได้จึงเกิดเป็นโรคขึ้น

อาการหนึ่งที่มักจะพบได้เสมอในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเองเหล่านี้คือ อาการปวดข้อ หรือมีข้ออักเสบ โรคบางโรคก็จะมีอาการอักเสบของข้อต่างๆ เด่นชัดมาก เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ บางโรคอาการทางข้อจะเกิดร่วมด้วยเป็นส่วนหนึ่งของการอักเสบของอวัยวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นเท่านั้น เช่น โรคเอสแอลอี

แต่โรคข้ออักเสบพาลินโดรมิค (Palindromic Rheumatism) ที่จะกล่าวถึงนี้ เป็นโรคหนึ่งที่มีอาการปวดข้อ ข้ออักเสบเด่น แต่ไม่ได้เป็นตลอดเวลา แต่จะมีข้ออักเสบ หรือปวดข้อ เป็นๆ หายๆ ไม่แน่นอน ซึ่งเป็นลักษณะที่แปลกและน่าสนใจ

มีผู้ป่วยคนหนึ่งเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 35 ปี มีอาการปวดข้อนิ้วมือ ข้อมือ มีข้อนิ้วมือบวม อาการปวดบวมข้อนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 3-4 วัน แล้วอาการปวดบวมจะหายไป ตอนที่ไม่มีอาการจะปกติดีทุกอย่างเหมือนคนธรรมดา อาการ ดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นประมาณ 1 ครั้ง ในช่วงเวลา 1-2 เดือน แต่บางเดือนก็เป็นเดือนละ 2 ครั้ง สังเกตว่าช่วงไหนที่มีงานมากต้องอดนอน ทำงานหนัก หรือมีเรื่องเครียดไม่สบายใจ อาการนี้จะเกิดบ่อยครั้งขึ้น ผู้ป่วยมีอาการแบบนี้มาประมาณ 3-4 ปีแล้ว

ที่เล่ามานี้เป็นตัวอย่างของผู้ป่วยโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิค ซึ่งโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิคนี้เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในคนประมาณ 100-1,000 คนที่เป็นโรคข้อจะมีคนเป็นโรคนี้ประมาณ 1 คน คนไทยป่วยเป็นโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิคมากกว่าฝรั่งในยุโรปหรือประเทศสหรัฐอเมริกา

แต่ปัญหาคือโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิคเป็นโรคที่แพทย์ทั่วไปส่วนมากไม่รู้จักและให้การวินิจฉัยไม่ถูกต้อง ดังนั้นผู้ป่วยจำนวนมากจึงไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และไม่ได้รับการรักษาหรือคำแนะนำในการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม

ขอบคุณข้อมูลจาก ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : https://www.facebook.com/Ramachannel

 

ภัยเงียบจากการใช้คอมพิวเตอร์

thairath140131_001โรคที่มากับคอมพิวเตอร์ในที่นี้ไม่ใช่ “ไวรัสคอมพิวเตอร์” หรือ “โปรแกรมตัวหนอน” ซึ่งเป็นบ่อนทำลายข้อมูลในคอมพิวเตอร์ แต่หมายถึงความเจ็บป่วยที่อาจเกิดจากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ทำงานเกือบทุกอย่าง รวมทั้งใช้เพื่อความเพลิดเพลิน การศึกษาและการติดต่อสื่อสารต่างๆ ในอนาคตคอมพิวเตอร์จะยิ่งมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวันจนแทบขาดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งใดที่มีประโยชน์มากก็อาจมีโทษมหันต์ ในแง่สุขภาพของเราการใช้คอมพิวเตอร์อาจมีพิษภัยต่อสุขภาพได้ถ้าใช้ไม่ถูกวิธี ซึ่งความเจ็บป่วยที่ว่าอาจเกิดจากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์นานเกินไป โดยเกิดขึ้นได้กับอวัยวะต่างๆ และทำให้เกิดโรคได้

ตา ในขณะที่จ้องดูจอคอมพิวเตอร์จะมีส่วนของนัยน์ตาอย่างน้อย 2 ส่วนที่ต้องทำงานส่วนแรกคือ กล้ามเนื้อตาที่จะต้องคอยหดเกร็งตัวเพื่อปรับเลนส์ตาให้มีความหนาเหมาะสมให้แสงจากจอไปตกบนฉากรับภาพด้านหลังตาหรือที่เรียกว่า เรตินา (retina) เพื่อให้ได้ภาพคมชัด ดังนั้น ถ้าดูจอคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องกันนานๆ กล้ามเนื้อตาจะต้องทำงานหนักจนกล้ามเนื้ออาจเกิดอาการล้าได้นานวันก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของสายตา เช่น สายตาสั้นหรือสายตายาว อีกส่วนที่ต้องทำงานหนักคือ จอรับภาพด้านหลังตาหรือเรตินา ซึ่งประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2 ชนิด ชนิดหนึ่งเป็นแท่ง ทำหน้าที่รับแสงไม่สว่างมากเช่น ภาพดำขาว อีกชนิดหนึ่งเป็นรูปโคนรับแสงที่สว่าง เช่น ภาพสีต่างๆ แล้วส่งสัญญาณไปยังสมอง สองส่วนนี้ หากใช้งานหนักหรือจ้องจอนานเกิน 2 ชั่วโมงบ่อยๆ อาจทำให้การทำงานของเรตินาเสื่อมก่อนเวลาอันควร ดังนั้น การใช้คอมพิวเตอร์ที่ถูกต้องจึงไม่ควรใช้สายตาดูหน้าจอนานเกินไป และควรมีการพักสายตา โดยการเปลี่ยนไปมองระยะไกลๆ บ้างสัก 10-15 นาที จึงค่อยกลับมาใช้คอมพิวเตอร์ใหม่

สมอง ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์นานๆ อาจเกิดอาการมึนหรือปวดศีรษะได้ แต่บางครั้งอาจไม่รู้ตัวเนื่องจากทำงานเพลิน ทำให้อาการเตือนของสมองไม่ว่าจะเป็นอาการมึนหรือปวดศีรษะไม่ได้รับการรับรู้และอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสมองในภายหลัง ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้น จึงไม่ควรใช้สมองทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเกินไป

คอ การใช้งานคอมพิวเตอร์โดยการนั่งมองจอต่อเนื่องกันนานๆ ศีรษะจะอยู่ในตำแหน่งและมุมเดิมเป็นเวลานาน คอซึ่งเป็นอวัยวะที่ตั้งของศีรษะก็จะอยู่นิ่งๆ กล้ามเนื้อของคอต้องเกร็งตัวเพื่อรักษาท่าและตำแหน่งของศีรษะเป็นเวลานานโดยที่เราไม่รู้ตัว และจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อมีอาการปวดเมื่อยคอ คอตึงจากอาการเกร็งของกล้ามเนื้อคอ หากมีการใช้งานลักษณะนี้หลายปีโดยไม่มีการบริหารคอที่เหมาะสม อาจทำให้กระดูกคอเสื่อมก่อนเวลาอันควร ดังนั้น จึงควรขยับศีรษะและคอไปมา ขยับกล้ามเนื้อคอหรือหมุนศีรษะไปมาขณะทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์จะช่วยให้อาการปวดเมื่อยคอหรือโอกาสเกิดกระดูกคอเสื่อมน้อยลง

ปวดไหล่ สำหรับท่านที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือคอมพิวเตอร์ชนิดพกพา โดยส่วนมากจะใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ในกระเป๋าที่สามารถถือหรือสะพายไหล่ได้ ซึ่งแต่ละเครื่องก็มีขนาดและน้ำหนักต่างกัน ตั้งแต่เครื่องเล็กน้ำหนักเบาประมาณ 1 กิโลกรัม จนถึงเครื่องค่อนข้างใหญ่น้ำหนักมากถึง 4 กิโลกรัม ซึ่งถ้าพกพาโดยการสะพายไหล่เป็นเวลานานอาจทำให้ปวดไหล่เพราะกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นบริเวณไหล่อักเสบ รวมถึงกล้ามเนื้อหลังที่ต้องเกร็งตัวตลอดเวลาด้วย วิธีที่ช่วยได้คือการเปลี่ยนมาเป็นใส่ในกระเป๋าที่มีล้อลากหรือพยายามลดให้น้ำหนักเบาลงด้วยใช้เครื่องที่มีน้ำหนักเบาหรือนำของไปด้วยเท่าที่จำเป็นก็อาจช่วยหลีกเลี่ยงการอักเสบของไหล่ได้ระดับหนึ่ง

ปวดหลัง หลายท่านที่นั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์นานๆ จะรู้สึกปวดหลัง ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทั้งนี้ เนื่องจากการนั่งในท่าเดิมเป็นเวลานานโดยไม่ได้ขยับเปลี่ยนท่า กล้ามเนื้อหลังตั้งแต่บ่า สะบักและกล้ามเนื้อ 2 ข้างของกระดูกสันหลังจะมีการหดเกร็งตัวเพื่อรักษาร่างกายให้อยู่ท่าเดิมตลอดเวลา โดยปกติเวลาเรานั่งท่าเดิมระยะหนึ่งจะรู้สึกปวดเมื่อย แล้วเราก็มักจะขยับเปลี่ยนท่าเอง แต่ระหว่างการใช้คอมพิวเตอร์ เรามักจะให้ความสนใจหรือมีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ในจอจนละเลยความรู้สึกปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อหลังจนลืมเปลี่ยนอิริยาบถของร่างกาย กว่าจะรู้ตัว กล้ามเนื้อหลังซึ่งมีการเกร็งตัวเป็นเวลานานจะรู้สึกปวดมาก การแก้ไขคือพยายามเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ในระหว่างการทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์

อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าแม้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สมัยใหม่ที่ประกอบไปด้วยหน้าจอจะมีประโยชน์มากและกำลังกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน แต่โทษของการใช้งานมากเกินไปโดยไม่ระมัดระวังก็อาจก่อให้เกิดโทษมหันต์ในสัปดาห์หน้าเราจะกลับมาว่ากันต่อว่ามีอวัยวะส่วนใดอีกที่จะได้รับผลกระทบจากการใช้อุปกรณ์สารพัดประโยชน์นี้นานๆ

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มชัยการ
อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา: ไทยรัฐ 31 มกราคม 2557

thairath140207_001a

ภัยเงียบจากการใช้คอมพิวเตอร์ (2) 

สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้พูดถึงโรคที่มากับการใช้งานคอมพิวเตอร์กันไปแล้ว สัปดาห์นี้ เราจะมาว่ากันต่อเรื่องโทษของการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ว่าจะส่งผลกระทบต่ออวัยวะส่วนไหนบ้าง โดยในวันนี้ จะลงลึกไปที่โรคต่างๆ ซึ่งเป็นผลจากการใช้งานหน้าจอหนักๆ

แต่ก่อนอื่นเรามาดูผลกระทบที่อาจเกิดกับมือของเราบ้าง หากใช้งานคอมพิวเตอร์นานๆ อย่างแรกคืออาการเมื่อยนิ้วเมื่อยมือจากการใช้พิมพ์งานมากเกินไป อีกลักษณะคือ การใช้ mouse มาก หรือใช้ติดต่อกันหลายชั่วโมง ซึ่งต้องขยับข้อมือมากจนอาจเกิดการอักเสบของพังผืดบริเวณข้อมือ ทําให้มีการบวมไปกดเส้นประสาทที่วิ่งผ่านใต้พังผืดบริเวณข้อจนเกิดอาการชานิ้วหรือฝ่ามือ (Carpal Tunnel Syndrome) การรักษาภาวะนี้ เริ่มต้นด้วยการลดการใช้งานข้อมือลงเพื่อลดการอักเสบและยุบบวม หากไม่ดีขึ้นอาจต้องรักษาด้วยการฉีดยาหรือผ่าตัด นอกจากนี้ อาจมีอาการอีกอย่างจากการใช้งาน mouse มากเกินไป ได้แก่ การอักเสบของเส้นเอ็นนิ้วชี้ที่ใช้คลิก mouse การรักษาคือต้องพักหรือลดการใช้งาน ซึ่งอาการนี้อาจเกิดได้กับคนที่ใช้ Joystick สําหรับเล่นเกมด้วย

thairath140207_001b

โรคกระเพาะอาหาร ในปัจจุบันมีการใช้อินเทอร์เน็ตกันอย่างแพร่หลาย เพื่อรับข้อมูลข่าวสารและติดต่อสื่อสารกันอย่างรวดเร็วเสมือนกับการย่อโลกลงมาและประโยชน์ข้อนี้ก็อาจทําให้ผู้ใช้งานเพลิดเพลินกับหน้าจอจนเลยเวลารับประทานอาหารหรือรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ซึ่งอาจทําให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือมีอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารได้

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดกับผู้นั่งทํางานกับเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหลายชั่วโมงจนไม่ได้ไปปัสสาวะหรือกลั้นปัสสาวะไว้นานเกินไป โดยเฉพาะผู้หญิง การกลั้นปัสสาวะไว้นานอาจทําให้มีโอกาสที่เชื้อโรคบริเวณปากช่องคลอดจะเข้าไปในท่อปัสสาวะทําให้เกิดการอักเสบติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะทําให้ปัสสาวะบ่อย หรือเวลาปัสสาวะจะมีอาการแสบขัด บางรายถึงกับลุกลามเป็นกรวยไตอักเสบ มีอาการมีไข้หรือปวดหลังได้ ดังนั้น ในระหว่างที่ใช้คอมพิวเตอร์ ถ้ารู้สึกปวดปัสสาวะควรไปห้องน้ําทันที ไม่ควรรอ

thairath140207_001c

โรคขาดอาหาร การเล่นเครื่องคอมพิวเตอร์นานๆ โดยเฉพาะในเด็กอาจถึงกับทําให้เกิดภาวะขาดอาหารได้ เนื่องจากไม่สนใจรับประทานอาหาร หรือทานอาหารที่หาง่ายทําง่าย เช่น บะหมี่กึ่งสําเร็จรูปที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และทําให้ร่างกายขาดสารอาหารจําเป็น ซึ่งจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกายได้

การอดนอน การเพลิดเพลินกับคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตหรือการเล่นเกมทําให้นอนดึก อดนอน ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ทําให้สมองไม่แจ่มใส หากทําติดต่อกันหลายวันอาจส่งผลให้การเรียนหรือการทํางานขาดประสิทธิภาพ เสียการเรียนหรือเสียการเสียงานได้

การขาดการออกกําลังกาย การติดการใช้คอมพิวเตอร์ หรือใช้เวลาแต่ละวันนั่งหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมงจนบางครั้งไม่มีเวลา หรือไม่มีความคิดจะออกกําลังกาย ทําให้ร่างกายไม่แข็งแรงกล้ามเนื้อในร่างกายขาดการฝึกฝนใช้งาน ทําให้กล้ามเนื้อหดลีบขาดความคล่องตัว ภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะอ่อนแอลงทําให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย เป็นหวัด เจ็บคอบ่อยๆ จากการติดเชื้อทางเดินหายใจ เพราะนั่งใช้คอมพิวเตอร์อยู่แต่ในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศเกือบตลอดเวลาไม่ค่อยออกไปสัมผัสกับแสงแดดและอากาศบริสุทธิ์

ที่กล่าวมาแล้วเป็นเพียงตัวอย่างของโรคหรืออันตรายที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นตามกระแสหรือความเจริญทางเทคโนโลยีที่ทําให้เราใช้เวลากับธุรกรรมต่างๆ หน้าจอมากขึ้น แต่เราทุกคนสามารถป้องกัน หลีกเลี่ยง หรือบรรเทาให้เบาลงได้เมื่อทราบวิธีและปฏิบัติตามอย่างสม่ําเสมอ

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มชัยการ
อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

 

ที่มา: ไทยรัฐ 7 กุมภาพันธ์ 2557

ครบเครื่องเรื่องสุขภาพ” ตอน ภูมิแพ้(อากาศ) โดย ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

คลิปวิดีโอ โพสต์โดย PReMAOnline 1 สิงหาคม 2555

สุขภาพดีกับพรีม่า ช่วง “ครบเครื่องเรื่องสุขภาพ” ตอน ภูมิแพ้ (อากาศ)
โดย ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ
หน่วยโรคภูมิแพ้อิมมูโนวิทยาและโรคข้อ
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

โรคโจเกรน (Sjogren’s disease)

เมื่อปลายปีที่แล้ว มีข่าวที่สั่นสะเทือนวงการเทนนิสโลก โดยเฉพาะเทนนิสหญิง เมื่อวีนัส วิลเลียมส์ (Venus Williams) อดีตนักเทนนิสมือ 1 ของโลก เมื่อปี พ.ศ. 2545 เจ้าของแชมป์ แกรนด์ สแลม (grand slam) ถึง 9 รายการ รวมทั้งเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ ปี 2543 ประกาศถอนตัวจากการแข่งขันรายการ U.S. open ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากป่วยเป็นโรคโจเกรน (Sjogren’s disease) ทำให้เธอมีอาการปวดข้อ และอ่อนเพลียมาก จนไม่สามารถฝึกซ้อม หรือลงแข่งขันเทนนิสได้ และสำหรับต้นปีนี้เธอก็ยังไม่แน่ใจว่าจะกลับมาร่วมแข่งขันในรายการแกรนด์สแลมรายการแรกที่ประเทศออสเตรเลีย (Australian open) ได้หรือไม่

โรคโจเกรน (Sjogren’s disease หรือ Sjogren’s syndrome)  เป็นอย่างไร

โรคโจเกรน  เป็นชื่อที่ตั้งตามชื่อของจักษุแพทย์ชาวสวีเดน  หรือถ้าจะเรียกเป็นภาษาไทยน่าจะเรียกว่า “โรคปากแห้ง  ตาแห้ง”หลายท่านอาจจะเริ่มสงสัยว่า  โรคที่มีอาการปวดข้อ  อ่อนเพลียจะไปเกี่ยวอะไรกับ ปากแห้ง ตาแห้ง ที่ภาษาไทยน่าจะใช้ชื่อนี้ เพราะโรคโจเกรนเป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง โรคหนึ่งที่ผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติไม่ต่อต้านหรือทำให้เกิดการอักเสบที่อวัยวะต่าง ๆคล้าย ๆ กับโรคเอสแอลอี หรือที่คนไทยรู้จักว่าโรคพุ่มพวง แต่ภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติในผู้ป่วยโรคโจเกรนมักจะไปทำให้เกิดการอักเสบที่ต่อมน้ำลาย และต่อมน้ำตาโดยในระยะแรกจะมีเม็ดโลหิตขาวเข้าไปอยู่ในต่อมน้ำลายหรือต่อมน้ำตา จนต่อมเหล่านี้มีขนาดโตขึ้น การเข้าไปอยู่ของเม็ดโลหิตขาวและภูมิคุ้มกันนี้ทำให้เกิดการอักเสบของต่อมน้ำลายและต่อมน้ำตา ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดตึงบริเวณต่อมเหล่านี้หรือไม่มีก็ได้ ต่อมาการอักเสบที่เกิดขึ้นจะทำลายเนื้อของต่อมน้ำลายและต่อมน้ำตาจนเหลือเป็นพังผืด ต่อมเหล่านี้ก็จะไม่สามารถผลิตน้ำลาย หรือน้ำตาออกมาทำหน้าที่หล่อลื่นและ     ให้ความชุ่มชื้นต่อเยื่อบุในช่องปากหรือเยื่อบุรอบตาทำให้ผู้ป่วยมีอาการปากแห้ง และตาแห้งได้ อาการที่ผู้ป่วยจะทราบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นคือ อาการปากคอแห้ง  ต้องดื่มน้ำบ่อย ๆ  ต้องรับประทานข้าวคำ น้ำคำ หรือถ้าใช้เสียงมาก หรือพูดมากจะมีอาการคอ แห้งเสียงแหบได้ง่าย บางรายปากแห้งถึงขนาดมีรอยปริแตกที่ลิ้นหรือที่มุมปากได้ ส่วนอาการตาแห้งผู้ป่วยจะมีอาการระคายเคืองตาง่าย มีความรู้สึกคล้ายมีฝุ่นในเปลือกตาอยู่เรื่อย ๆ หรือตาแดงอยู่เรื่อย ๆ บางรายถึงกับมีปวดตาด้วย ถ้าไม่ได้รับการตรวจและรักษา อาจถึงกับทำให้ตาบอดได้ นอกจากอาการปากแห้งตาแห้งแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายผู้ป่วยที่มีโรคแพ้ภูมิตนเองชนิดอื่น คือ มีปวดข้อ  ข้ออักเสบ หรือข้อบวมได้ มีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง เหนื่อยง่าย มีไข้ต่ำ ๆ บางรายมีการอักเสบของอวัยวะอื่น ๆ เช่น เส้นเลือดอักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบ ไตอักเสบ ผู้ป่วยบางรายมีการอักเสบที่บริเวณท่อไต ทำให้การปรับสมดุลของเกลือแร่ในร่างกายเสียไป มีการเสียเกลือแร่โพแทสเซียมออกไปเกิน ทำให้มีระดับเกลือแร่โพแทสเซียมในเลือดต่ำลงเป็นพัก ๆ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการแขนขาอ่อนแรง  หรือไม่มีแรงได้ บางรายถึงขนาดมีแคลเซียมไปเกาะในไตก็ได้

โรคโจเกรนนี้อาจเกิดเป็นโรคแพ้ภูมิตนเองชนิดเดียว ในผู้ป่วยหรือเกิดขึ้นร่วมกับโรคแพ้ภูมิตนเองชนิดอื่น เช่น พบร่วมกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์หรือโรคเอสแอลอีก็ได้ โดยที่อาการเด่นคืออาการปากแห้ง ตาแห้ง โดยทั่วไปโรคโจเกรนจะมีลักษณะเหมือนโรคแพ้ภูมิตนเองชนิดอื่น คือมักเกิดขึ้นในผู้หญิงตั้งแต่วัยกลางคนจนถึงสูงอายุ ในขณะเดียวกัน ผู้หญิงสูงอายุบางครั้งก็มีอาการตาแห้งได้ บางคนตาแห้งจนต้องใช้น้ำตาเทียมหยอดตาบ่อย ๆ ซึ่งก็เป็นอาการปกติตามอายุซึ่งไม่ได้เกิดจากโรคโจเกรน        ดังนั้น การจะวินิจฉัยให้ได้แน่นอนว่าเป็นโรคโจเกรนหรือไม่ คงต้องอาศัยการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการดูว่า ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติเฉพาะที่เข้าได้กับโรคโจเกรนหรือไม่ ถ้าผู้ป่วยมีอาการปากแห้ง หรือตาแห้ง ร่วมกับมีผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ให้ผลบวก ก็ให้การวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคโจเกรน

ถึงแม้ตามโรงพยาบาลจะมีผู้ป่วยโรคโจเกรนมารับการตรวจอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่มีการสำรวจในประเทศไทยว่าอุบัติการณ์ของโรค โจเกรนมีมากน้อยเพียงใด แต่การศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาพบอุบัติการณ์ประมาณร้อยละ 1 ของประชากร ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีใครทราบสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดโรคโจเกรนขึ้น แต่คาดว่าน่าจะมีปัจจัยอะไรบางอย่างจากสิ่งแวดล้อมที่มีการ กระตุ้นหรือเปลี่ยนแปลงระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติที่มาต่อต้านเนื้อเยื่อของต่อมน้ำลายหรือต่อมน้ำตาของผู้ป่วย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่มีการแสดงให้เห็นว่ามีผลทำให้โรคกำเริบมากขึ้น เช่น ความเครียดทางร่างกาย หรือจิตใจ การตรากตรำ  การพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นต้น

การรักษาโรคโจเกรนจะคล้ายกับการรักษาโรคแพ้ภูมิตนเองอื่น ๆ คือ  พยายามลดการอักเสบที่อวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะที่ต่อมน้ำลาย ต่อมน้ำตา และพยายามปรับหรือกดภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ ขณะเดียวกันถ้าผู้ป่วยมีอาการปากแห้งตาแห้งซึ่งเป็นอาการที่ทำให้ผู้ป่วยได้รับความไม่สะดวกในชีวิตหรือถึงกับได้รับความทุกข์ทรมาน ก็ต้องพยายามบรรเทาด้วยการใช้น้ำลายเทียมหรือน้ำตาเทียมช่วย หรือพยายามกระตุ้นต่อมที่เหลืออยู่ให้ผลิตน้ำลายหรือน้ำตาเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นการรักษาจะขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรคโจเกรนของผู้ป่วย ผู้ป่วยแต่ละรายจะมีอาการแสดงและความรุนแรงของโรคแตกต่างกัน มีลักษณะโรคที่ไม่เหมือนกัน การรักษาต้องปรับให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น บางรายใช้เพียงน้ำตาเทียม บางรายต้องใช้ยาปรับภูมิคุ้มกัน เช่น ยาต้านมาลาเรีย  บางรายใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ยาเมโธรเทรกเสต บางรายถึงกับต้องใช้ยาสเตียรอยด์ นอกจากนี้การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยก็มีความสำคัญกับการรักษา การพักการใช้งานข้อและกล้ามเนื้อ การมีการพักผ่อนพอเพียง การใช้ชีวิตที่มีความเครียดน้อยลง การใช้แว่นกันแดดกันลมไม่ให้ระคายเคืองตาที่แห้ง การดื่มน้ำมาก ๆ เหล่านี้จะช่วยให้การรักษาโรคโจเกรนได้ผลดีมากขึ้น  เมื่อได้รับการรักษาและมีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ผู้ป่วยโรคโจเกรนส่วนมากสามารถมีกิจกรรมในชีวิตได้ตามปกติ และก็หวังว่าวีน วิลเลียมส์จะสามารถกลับมาลงแข่งขันเทนนิสได้ใหม่

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี/แพทย์ที่ปรึกษาศูนย์กล้ามเนื้อกระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 2  / http://www.phyathai.com

นายแพทย์ สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์  29 มกราคม 2555

Related link:

‘I won’t let it beat me:’ Venus Williams opens up about being diagnosed with incurable Sjogren’s syndrome at 31

Venus Williams Brings Attention to Sjogren’s Syndrome

Venus Williams Brings Attention to Sjogren’s Syndrome

By TARA PARKER-POPE
Venus Williams was forced to drop out of the U.S. Open because of Sjogren's syndrome.Suzy Allman for The New York TimesVenus Williams was forced to drop out of the U.S. Open because of Sjogren’s syndrome.

Before this week, many people had probably never heard of Sjogren’s syndrome, one of the most prevalent autoimmune disorders. But the recent announcement by tennis star Venus Williams that she was suffering from fatigue and other symptoms related to Sjogren’s has brought needed attention to a troubling condition.

The disease often starts out as an uncomfortable feeling in the eyes and mouth, writes medical reporter Gina Kolata.

Patients say their eyes are dry and red, even though they are using eye drops. Often too, they say, their mouths are dry. Food is becoming tasteless. Some get swollen glands in their necks, making it look like they have mumps.

It turns out those are the hallmark clinical signs of Sjogren’s syndrome, a mysterious disease caused by an overproduction of B lymphocytes, the cells of the immune system that make antibodies. The deluge of B cells clogs glands. Some people have trouble perspiring because their sweat glands are obstructed. Or they have trouble digesting food. Women may have pain during intercourse because their vaginas become dry….

When Venus Williams said the disease made her feel tired, she was right. Patients with Sjogren’s, like those with the related diseases rheumatoid arthritis and lupus, are unusually tired, and there is no way to alleviate this sensation. Investigators have studied lupus patients, asking how much oxygen they consume when they exercise, and found that they use much more than healthy people, although no one knows why that is so.

Sjögren’s syndrome on Venus williams disease