แนะทางเลือกและทางออกผู้ป่วย ‘มะเร็ง’

dailynews140713_02สุขภาพดีเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างปรารถนา การไปถึงจุดหมายนี้ได้ก็ต้องไม่รอช้า เริ่มต้นเตรียมความพร้อมกันได้นับแต่นี้!!

ปัจจุบันโรคที่พบเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ยังคงเป็น มะเร็ง และไม่เพียงเฉพาะประเทศไทย จากสถิติแต่ละปียังพบมะเร็งคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกมีอัตราสูงขึ้นก่อนต้องเผชิญกับโรคมะเร็ง ที่ผ่านมา ศูนย์อายุยืนเปี่ยมสุข (Happy long life center) โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล ได้จัดสัมมนาสุขภาพ ’Happy Long Life & Health Design“ ’ทางเลือกและทางออกของผู้ป่วยโรคมะเร็ง“ โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำเผยแพร่ความรู้การดูแลสุขภาพ การป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ วิธีการรักษากรณีที่ป่วย รวมถึงวิธีการรักษาใหม่ ๆ ช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น

ศาสตราจารย์นายแพทย์อดิศร ภัทราดูลย์ ประธานฝ่ายการแพทย์ในเครือโรงพยาบาลบางปะกอก ผู้อำนวยการศูนย์ อายุยืนเปี่ยมสุขให้ความรู้ว่า มะเร็งชนิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น สาเหตุเชื่อว่าเกิดจากเซลล์ในร่างกายกลายพันธุ์ รวมถึงภูมิต้านทานบกพร่อง สาเหตุที่ทำให้ภูมิต้านทานมะเร็งบกพร่องก็ด้วยความเครียด การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง ขาดสารอาหารที่มีประโยชน์ที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ขาดการออกกำลังกาย การพักผ่อนไม่เพียงพอ ฯลฯ และจากสถิติการเกิดมะเร็งในปัจจุบัน ในอันดับต้น ๆ ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรแล้วได้มีการกล่าวถึง การป้องกันโรคมะเร็ง มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม ฯลฯ

ขณะที่การดูแลสุขภาพดีขึ้น การตรวจคัดกรองมีเพิ่มขึ้น อย่างเช่น มะเร็งเต้านม โอกาสที่มะเร็งจะคร่าชีวิตผู้ป่วยก็จะลดน้อยลงเรียกว่า มะเร็งป้องกันได้ การรักษามะเร็งนอกเหนือจาก วิธีผ่าตัด ฉายแสงและให้เคมีบำบัด ทางศูนย์ฯ นำวิธีการรักษาใหม่ ๆ เข้ามาผสมผสาน เพิ่มทางเลือก ทางออก การรักษาเพื่อคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยและเพื่อให้เกิดการป้องกันดียิ่งขึ้น ในการสัมมนานี้ได้เผยแพร่ความรู้ เน้นส่งเสริมสุขภาพการป้องกันโรคมะเร็งร่วมกับการรักษาแบบผสมผสาน ช่วยให้ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่อโรคที่เป็นอยู่ อีกทั้งเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็ง รวมถึงผู้ที่สนใจที่เข้าร่วมได้ตระหนักถึงการค้นหาความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ดูแลสุขภาพตนเองนับแต่เนิ่น ๆ

ด้วยจุดหมายให้ผู้ป่วยและผู้ที่ไม่เจ็บป่วยมีสุขภาพดีขึ้นและดีตลอดไป ทางศูนย์ฯให้การดูแลสุขภาพนับแต่องค์ความรู้ ตลอดจนถึงการรักษา โดยบางโรคที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษาหรือกรณีที่พบความผิดปกติเล็กน้อยจะใช้วิธีการป้องกัน ฯลฯ โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ดูแลใกล้ชิด การรักษามะเร็ง ดูแลครบวงจร นำเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ ๆ ร่วมกับการรักษาวิธีมาตรฐาน อาทิ การเจาะเลือดหาเปอร์เซ็นต์ของภูมิต้านทาน (เอ็นเคเซลแอคทิวิตี้) ซึ่งเอ็นเคเซลล์  (NK CELL) เซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีอยู่ในร่างกาย หากตรวจพบว่ามีอยู่ในระดับต่ำโอกาสจะยับยั้งต่อสู้กับเซลล์มะเร็งเป็นไปได้ยาก,  HIFU การบำบัดมะเร็งและก้อนเนื้องอกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงไปยังจุดที่มีก้อนเนื้องอกหรือก้อนมะเร็งในร่างกาย โดยผู้ป่วยไม่ต้องทำการผ่าตัด ใช้เวลาบำบัดรักษาไม่นาน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามแพทย์ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ให้คำแนะนำเพิ่มอีกว่า การดูแลสุขภาพทุกช่วงวัยมีความสำคัญ ทั้งในเรื่องอาหาร ควรทานอาหารหลากหลาย ทานสิ่งที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายสม่ำเสมอ อีกทั้งหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคมะเร็ง ฯลฯ หากเคร่งครัด ดูแลสุขภาพนับแต่เนิ่น ๆ ไม่ว่าจะโรคมะเร็งหรือโรคภัยไข้เจ็บใดก็สามารถหลีกไกลได้.

 

ที่มา : เดลินิวส์  13 กรกฎาคม 2557

Advertisements

ทันตสุขภาพในผู้ป่วยที่รับเคมีบำบัด

dailynews140420_001ในผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด ควรจะต้องส่งมาพบทันตแพทย์ เพื่อให้ได้รับการรักษาทางทันตกรรมที่เหมาะสมในแต่ละรายก่อนที่จะได้รับการรักษา เพราะการที่ผู้ป่วยได้รับเคมีบำบัดจะมีผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งหากภายหลังเกิดปัญหาในช่องปากแล้วต้องมาทำการรักษาในระยะเวลาที่ไม่เหมาะสมจะทำให้เกิดผลแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมาได้

การให้การรักษาทางทันตกรรมในผู้ป่วยที่รับเคมีบำบัด

 1.ระยะก่อนเริ่มรับเคมีบำบัด

 2.ระหว่างให้เคมีบำบัด

 3.หลังให้เคมีบำบัด

1.ระยะก่อนเริ่มรับเคมีบำบัด

ในระยะนี้ทันตแพทย์จะเน้นการให้ความรู้แก่ผู้ป่วย ย้ำความสำคัญและวิธีการดูแลสุขภาพช่องปากประจำวันของตนเอง และจะทำการตรวจประเมินสภาวะช่องปากของผู้ป่วยและให้การรักษาตามความเหมาะสม

ผู้ป่วยควรหมั่นมาพบทันตแพทย์ เนื่องจากผลแทรกซ้อนจากการรับเคมีบำบัดนั้น มีผลต่อระบบเลือด ทั้งเม็ดเลือดและเกล็ดเลือดอาจทำให้ผู้ป่วยมีสภาวะซีด ติดเชื้อง่าย และเลือดออกง่าย นอกจากนี้ยังสามารถทำให้เกิดภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบ (Mucositis) ส่งผลให้เกิดแผลในช่องปาก เกิดการติดเชื้อและมีเลือดออก ซึ่งอาการเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยเกิดความเจ็บปวด ตามมาด้วยการทานอาหารไม่ได้ แปรงฟันไม่ได้ ทำให้ติดเชื้อง่ายและมีโอกาสติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้การรักษายุ่งยากมากขึ้น

อาการเยื่อบุช่องปากอักเสบนั้นไม่สามารถป้องกันได้ แต่ลดความรุนแรงลงได้ ด้วยการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากให้ดีทั้งก่อนและระหว่างการให้เคมีบำบัด สำหรับวิธีที่ดีและปลอดภัยที่สุดในการกำจัดเยื่อบุช่องปากที่หลุดลอก ก็คือการบ้วนปากด้วยน้ำเกลือเจือจาง (น้ำ 1 ถ้วย กับ เกลือ 1 ช้อนชา)

การดูแลตนเองในระยะก่อนเริ่มรับเคมีบำบัด

1. การแปรงฟัน ผู้ป่วยควรเลือกใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม สำหรับบางรายที่ไม่สามารถแปรงฟันได้ แนะนำให้ใช้ผ้าก๊อซเช็ดฟัน โดยเช็ดทีละซี่จากทางคอฟันมายังปลายฟัน
2.ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
3.เลือกทานอาหารธรรมดา หลีกเลี่ยงรสเผ็ด รสจัด แข็งหรือกรอบ และอาหารที่ร้อนหรือเย็นเกินไป

2. ระหว่างให้เคมีบำบัด

ในระยะนี้การตรวจในช่องปากทันตแพทย์จะกระทำอย่างนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยได้รับรังสีมาแล้ว พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพช่องปาก และกระตุ้นให้ผู้ป่วยทำความสะอาดช่องปากและจัดการกับผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น

การดูแลตนเองในระหว่างให้เคมีบำบัด

1.พบทันตแพทย์สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อให้ทันตแพทย์ประเมินสภาวะช่องปาก
2.ทำความสะอาดฟัน และอวัยวะช่องปากทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร
3.อมน้ำยาบ้วนปากที่ทันตแพทย์แนะนำ
4.หลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเยื่อเมือกในช่องปาก เช่น เหล้า, บุหรี่, อาหารที่แข็งและมีรสจัด
5.ใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ ตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างต่อเนื่อง
6..ผู้ป่วยควรจิบน้ำบ่อย ๆ หรืออมน้ำแข็งเมื่อรู้สึกปากแห้ง
7.งดใส่ฟันปลอมชนิดถอดได้ในระหว่างที่ได้รับเคมีบำบัด
8.รับประทานอาหารธรรมดา หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัดหรือรสหวานมาก

3. หลังให้เคมีบำบัด

ผู้ป่วยในระยะนี้ สิ่งที่ควรระวังคือเรื่องของการติดเชื้อของเยื่อเมือกช่องปาก หมั่นพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันและอวัยวะในช่องปากเดือนละ 1 ครั้ง และทำการรักษาปัญหาที่เกิดขึ้นกับฟันโดยเร็ว การทิ้งไว้จนมีอาการมากขึ้นจะทำให้การรักษาต้องใช้เวลานาน ซึ่งจะมีผลต่อการระคายเคืองเยื่อเมือกในช่องปาก

ข้อมูลจาก ศูนย์ทันตกรรม โรงพยาบาลพญาไท 1 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 19 เมษายน 2557

รับมืออย่างเข้าใจ เมื่อภัยมะเร็งมาเยือน Fight Cancer with Positive Thinking

สำหรับเรื่องของความเจ็บป่วยนั้น เชื่อว่าไม่มีใครอยากจะเผชิญ โดยเฉพาะกับโรคมะเร็งซึ่งถือได้ว่าเป็นโรคร้ายแรงมากในความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ ทั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ใครสักคนจะเกิดอาการตกใจ เสียใจ เครียด สับสนระคนปนเปกันไปตั้งแต่เมื่อแรกที่ได้ทราบว่าตนหรือคนที่รักป่วยเป็นโรคนี้ แต่ในปัจจุบันความรู้ความเข้าใจและ (ความก้าวหน้าของ)เทคโนโลยีทางการแพทย์ เกี่ยวกับโรคมะเร็งนั้นได้มีการพัฒนาไปไกลกว่าสมัยก่อนมาก ประกอบกับปัจจุบันคนส่วนใหญ่มีการดูแลเอาใจใส่ตัวเองมากขึ้น ดังนั้นในหลายๆ กรณี ผู้ป่วยจึงได้รับการรักษาตั้งแต่โรคอยู่ในระยะเริ่มต้น จนอาจกล่าวได้ว่ารักษาจนหายขาด และถึงแม้ว่าผู้ป่วยบางรายมีการดำเนินของโรคไปไกลจนไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ ก็ยังมีการรักษาหลายวิธีเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้
เมื่อตกอยู่ในสถานะ “ผู้ป่วยมะเร็งมือใหม่”

นายแพทย์อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ จากโรงพยาบาลเวชธานี ให้คำแนะนำในการรับมือสำหรับผู้ที่ตกอยู่ในสถานะผู้ป่วยมะเร็งมือใหม่ว่า หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังประสบปัญหานี้อยู่ ขั้นตอนที่ขอแนะนำว่าควรจะทำเป็นขั้นตอนแรกก็คือ การตั้งสติ หลีกเลี่ยงการรับข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ พยายามมองปัญหาตามความเป็นจริง ลำดับต่อไปคือขอรับคำปรึกษาและเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆ โดยละเอียด

ทั้งนี้ปัญหาที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งมือใหม่และญาติ คือความไม่รู้หรือมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับตัวโรคที่กำลังเผชิญ ซึ่งการไม่รู้นี้เองเป็นต้นกำเนิดของความกลัว ความท้อแท้สิ้นหวัง การหมดกำลังใจ และการแก้ไขปัญหาที่ผิดไปจากที่ควรจะเป็น ดังนั้นเมื่อทราบแล้วว่าต้องรับมือกับโรคนี้ ให้รีบทำความรู้จักกับมันโดยเร็วและละเอียดที่สุด โดยการรับฟังข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งเรื่องสาเหตุ อาการ วิธีการดำเนินของโรค วิธีการรักษา แนวโน้มของผลการรักษา และคำถามอะไรก็ตามที่ไม่แน่ใจหรือสงสัยก็ให้จดบันทึกเอาไว้เพื่อถามให้กระจ่าง อย่าเก็บความคลุมเครือมาคิดเองหรือถามคนอื่นที่ไม่ได้มีความรู้จริง ซึ่งในผู้ป่วยหลายๆ รายเมื่อเข้าใจมะเร็งดีขึ้นความกลัวความกังวลหรือความเศร้ามักจะน้อยลง

นายแพทย์อภิชาติ กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญมากในการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ คือ “สภาพจิตใจ” เพราะหากสุขภาพจิตแย่ตัวโรคก็จะแย่ลงไปด้วย อย่างไรก็ดีการที่จะห้ามไม่ให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกในด้านลบหรือไม่ให้รู้สึกอะไรเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมานั้น เป็นปฏิกิริยาตามปกติทั่วไปที่จะเกิดขึ้นกับใครก็ได้เมื่อได้รับทราบข่าวร้ายหรือเกิดการผิดหวัง โดยรายละเอียดและความรุนแรงของอารมณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล รวมถึงการแสดงออกก็อาจไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของคนๆ นั้น

รู้เท่าทันการแสดงออกทางอารมณ์และพฤติกรรมของผู้ป่วย

1. ตกใจและปฏิเสธความจริง ผู้ป่วยมักตกใจต่อการที่ทราบว่าตนเป็นโรค โดยมักคิดไปว่าอาจจะรักษาไม่หายและต้องเสียชีวิตในเวลาอันใกล้ อาจมีอาการซึม เครียดมาก นิ่งไป หรือถ้าตกใจมากอาจโวยวาย คุมอารมณ์ไม่ดี ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจจะปฏิเสธความจริงว่าไม่ได้เป็นโรคนั้นๆ อาจโทษว่าแพทย์ตรวจผิด ผู้ป่วยจะพยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อลบล้างผลการตรวจและอาจไปปรึกษาแพทย์หลายคนเพื่อให้ยืนยันว่าตนไม่ป่วย

2. กังวล สับสน และโกรธ ผู้ป่วยอาจเริ่มมีความกังวลมาก สับสน หาทางออกไม่ได้ รู้สึกโกรธที่ตนต้องเผชิญกับปัญหานี้อาจโทษว่าเป็นความผิดของผู้อื่น บางรายอาจแสดงวาจาหรือกิริยาที่ก้าวร้าวไม่เหมาะสม มีการต่อต้านการแนะนำของแพทย์ โกรธญาติและคนรอบข้าง

3. ต่อรองเมื่อเริ่มสงบลง ต่อรองว่าตนอาจจะไม่เป็นโรคร้ายแรง มีความหวังว่าจะมีการตรวจละเอียดที่พบว่าตนเป็นโรคที่ไม่อันตรายและรักษาได้ ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มความหวังให้กับตนเองและยืดเวลาก่อนที่จะยอมรับความจริง

4. เศร้าและหมดหวัง ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกหมดหวัง ท้อแท้และเศร้าเสียใจ เมื่อเริ่มยอมรับความจริง มีความรู้สึกผิด หมดหวัง พูดและทำกิจกรรมต่างๆ น้อยลง แยกตัว เหม่อลอย กินไม่ได้ นอนไม่หลับ อาจมีความรู้สึกอยากตาย หรือคิดที่จะฆ่าตัวตายได้

5. ยอมรับความจริง เป็นระยะต่อมาผู้ป่วยยอมรับความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ป่วยเริ่มปรับตัวต่อการรักษาและการดำเนินชีวิตต่อไป เริ่มรับฟังคำแนะนำและให้ความร่วมมือในการรักษา

ทั้งนี้ ขั้นตอนต่าง ๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องเกิดเรียงกันตามลำดับ สามารถเกิดวนเวียนกันไปมาได้ เวลาที่ใช้ในการผ่านขั้นตอนทางอารมณ์เหล่านี้มาจนถึงขั้นยอมรับความจริงในผู้ป่วยแต่ละรายอาจมากหรือน้อยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น บุคลิกภาพเดิม รูปแบบการแก้ไขปัญหาในอดีต รวมทั้งปัจจัยจากผู้คนรอบข้าง ที่เป็นได้ทั้งตัวแปรด้านบวกและด้านลบของการแสดงออกทางอารมณ์เหล่านี้ ซึ่งคนรอบข้างสามารถช่วยได้ง่าย ๆ คืออยู่กับผู้ป่วยและยอมรับว่าอารมณ์และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ อย่าตกใจหากผู้ป่วยมีปฏิกิริยาที่รุนแรง โดยเฉพาะช่วงที่ไม่สบายตัวจากอาการหรือมีผลข้างเคียงจากการรักษา บางครั้งการเงียบและนั่งฟังให้ผู้ป่วยได้แสดงความรู้สึกของตนเองด้วยท่าทีเข้าใจก็สามารถช่วยผู้ป่วยได้แล้ว ทั้งนี้ก่อนที่คนรอบข้างจะช่วยประคับประคองจิตใจของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ตัวคนรอบข้างเองก็จะต้องมีสภาพจิตใจที่พร้อมก่อนด้วย หากตนเองยังไม่พร้อมก็ไม่ควรรีบเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วย เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก ที่สำคัญคนรอบข้างจะต้องมีเวลาพักเพื่อรักษาฟื้นฟูสภาพจิตใจตนเองด้วย หากปัญหาทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นของผู้ป่วยหรือคนรอบข้างรุนแรงมากไม่สามารถแก้ไขด้วยตนเองได้ก็ควรขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์ต่อไป

พึงระลึกเสมอว่าจิตใจก็เป็นสิ่งสำคัญในการรักษา หากเรามีกำลังใจที่ดี อารมณ์ที่ดี ผลของการรักษาก็ย่อมจะดีไปด้วย ดังนั้นเมื่อเริ่มรู้ตัวแล้วว่ากำลังเผชิญปัญหากับโรคมะเร็ง ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพใจของตนเองและคนรอบๆ ข้างไปพร้อมกันกับสุขภาพกายด้วยเสมอ “อย่ายอมให้มะเร็งมาเอาชนะจิตใจของเราได้ครับ” นายแพทย์อภิชาติ กล่าวทิ้งท้าย

 

ที่มา: ไทยรัฐ 21 พฤศจิกายน 2555