น้องหมาชุบชีวิต คนกลับหนุ่มสาวขึ้น

thairath140724_01นักวิจัยมหาวิทยาลัยเซนต์ แอนดรูวส์ของอังกฤษ เผยเคล็ดที่ช่วยให้คนเรารู้สึกเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นมา ยิ่งกว่าอายุจริงได้ตั้ง 10 ปี ว่าต้องเลี้ยงน้องหมา เพราะได้ประสบมาแล้วว่า ผู้สูงอายุวัยเกิน 65 ปี ที่เลี้ยงมันเป็นเพื่อน ล้วนแต่คล่องแคล่วว่องไว ยิ่งกว่าอายุจริงตั้ง 10 ปี

หัวหน้านักวิจัย ดร.ซิเกียง เฟิ้ง ยังเผยด้วยว่า น้องหมายังช่วยให้เจ้าของมันมีสุขภาพจิตดีขึ้นด้วย

เคยมีการศึกษาถึงคุณประโยชน์ของการเลี้ยงสัตว์กับผู้สูงอายุมาก่อนแล้วพบว่า เจ้าของสุนัขแต่ละคนไม่ค่อยมีอาการซึมเศร้า เหมือนกับเพื่อนวัยเดียวกันคนอื่น ซ้ำยังมีความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่าด้วย อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งใหม่นี้ เป็นการศึกษาถึงระดับความแข็งแรงของร่างกายของผู้สูงอายุที่มีวัยเลย 65 ปีโดยตรงเป็นครั้งแรก

ดร.ซิเกียงรายงานว่า “ผลการศึกษาแสดงว่า การเลี้ยงสหายสี่ขา ช่วยให้ผู้สูงวัยเกิน 65 ปีคล่องแคล่วว่องไวขึ้น เทียบกันตัวต่อตัวแล้ว คนที่เลี้ยงสัตว์จะกระฉับกระเฉงว่องไวกว่าคนที่ไม่ได้เลี้ยงกว่ากันมากตั้งร้อยละ 12”.

ที่มา : ไทยรัฐ 24 กรกฎาคม 2557

‘ปลายประสาทอักเสบ’ ภัยเงียบผู้สูงวัย

bangkokbiznews140708_01แพทย์เผยปลายประสาทอักเสบ อาการบวม แดง อ่อนแรงและชา ที่แขนและขา ปลายมือ ปลายเท้า พบมากในผู้สูงวัย ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการติดเชื้อ ชี้ถ้าพบมีบาดแผลหรือฟกช้ำที่ปลายมือปลายเท้า ควรรีบพบแพทย์ทันที

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ระบบประสาทแบ่งออกเป็น 3 ระบบ คือ ระบบประสาทส่วนกลาง ระบบประสาทส่วนปลาย และระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งระบบประสาทส่วนปลายเกี่ยวข้องกับ 2 สิ่ง คือ การเคลื่อนไหวและการรับความรู้สึก ปลายประสาทอักเสบส่วนมากมักพบในผู้สูงอายุ แต่ในคนที่อายุน้อยพบได้เช่นกัน ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการติดเชื้อ อาการของปลายประสาทอักเสบ คือ ปวด บวม แดง ร้อน หรือถ้าดูในกล้องจุลทรรศน์จะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวจำนวนมาก แสดงว่ามีปฏิกิริยาต่อการอักเสบ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคปลายประสาทอักเสบ แบ่งได้ 3 กลุ่ม คือ

กลุ่มแรก มีการอักเสบจริง ๆ ที่ระบบประสาทส่วนปลาย อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ เช่น เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน หรืออาจพบในกลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรง ชา แต่ยังสามารถไปไหนมาไหนได้ ทำงานได้ หรือในผู้ป่วยที่เป็นรุนแรงจนถึงกล้ามเนื้อสำคัญ ๆ เช่น กล้ามเนื้อเกี่ยวกับการหายใจ อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ใส่ท่อช่วยหายใจ เป็นการอักเสบที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ตัวเองของร่างกาย ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง จึงจะสามารถฟื้นได้ โดยการให้ยาบางชนิดเป็นยากลุ่มที่เป็นเซรั่มแก้อาการแพ้เข้าไปช่วย ซึ่งค่อนข้างมีราคาแพง หรือหากติดเชื้อรุนแรงบริเวณกล้ามเนื้อสำคัญบริเวณแขน ขา อาจมีอาการอ่อนแรง บางรายอาจต้องทำกายภาพบำบัด

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ขาดวิตามิน หรือสารบางชนิด เช่น วิตามินบี ซึ่งพบผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้น้อย เนื่องจากปัจจุบันมีการบริโภคอาหารที่ดีขึ้น

กลุ่มที่ 3 เป็นผลมาจากพิษต่าง ๆ เช่น พิษจากตะกั่ว โลหะหนัก พิษเหล่านี้จะทำให้ระบบประสาทส่วนปลายเสียไปมักจะเป็นที่ปลายมือปลายเท้า

นอกจากนี้ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่คล้ายจะเป็นที่ระบบประสาทส่วนปลาย แต่เป็นความผิดปกติที่ระบบประสาทส่วนกลาง คือ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับไขสันหลัง เช่น มีเนื้องอกหรือมีอะไรไปกดที่เส้นประสาท หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทบริเวณบั้นเอว ซึ่งพบได้บ่อย จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการชา อ่อนแรง และมีอาการปวด เสียการทรงตัวเนื่องจากขาอ่อนแรง

ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่มีปัญหาหมอนรองกระดูกะมีท่าเดินลักษณะเฉพาะ หรือบางครั้งอ่อนแรง รวมทั้งกรณีที่เป็นโรคเบาหวาน สามารถทำให้เกิดปลายประสาทอักเสบได้เช่นกัน สำหรับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของประสาทส่วนปลาย จะมีอาการ ชา อ่อนแรง ซึ่งการรักษาจะเป็น ไปตามแนวของเส้นประสาทที่ผิดปกติ ส่วนใหญ่จะเป็นที่บริเวณแขนและขา ปลายมือ ปลายเท้า เพราะมีเส้นประสาทจำนวนมาก

อธิบดีกรมการแพทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคปลายประสาทอักเสบ ควรระมัดระวังไม่ให้เกิดบาดแผลที่ปลายมือปลายเท้า ถ้าพบว่า มีบาดแผลหรือฟกช้ำที่ปลายมือปลายเท้า ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะถ้าปล่อยไว้ แผลอาจทำให้ลุกลามและรักษายาก

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 8 กรกฎาคม 2557

อย่าให้สมองอยู่ว่างขวางความทรุดโทรม

thairath130708_002คนที่ไม่ปล่อยให้สมองว่าง หมั่นอ่านและเขียนหนังสือ สมองจะเสื่อมช้าลงเมื่อตอนแก่ตัว อายุ 80 ปี ยังทดสอบความจำได้ดีอยู่เลย ทำให้เชื่อได้ว่า การระวังรักษาการปฏิบัติตัว ช่วยให้ความจำเสื่อมช้าได้

คณะนักวิจัยสหรัฐฯ ได้รายงานในวารสาร “ประสาทวิทยา” ว่า ได้ศึกษากับผู้ที่มีอายุเกิน 55 ปีขึ้นไปจำนวน 294 คน โดยการทดสอบความจำและความคิดประจำทุกปี ติดต่อกันจนกระทั่งตาย อยู่นานประมาณ 6 ปี พบว่าคนเหล่านี้ผู้ที่เขียนและอ่านอยู่ประจำ ความจำจะเสื่อมช้ากว่าปกติร้อยละ 32 ขณะคนที่อ่านและเขียนน้อยกว่าเฉลี่ย สมองจะเสื่อมเร็วกว่ากันร้อยละ 42

ดร.โรเบิร์ต วิลสัน ศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยรัช ที่นครชิคาโก หัวหน้านักวิจัย ชี้แจงว่า ถึงแม้จะไม่ได้หมายความถึงขนาดว่าการใช้สมองจะป้องกันสมองไม่ให้เสื่อมได้ แต่ก็ใกล้เข้าไปแล้ว และบอกแนะนำว่า คนเราควรจะเลือกทำสิ่งที่เป็นการกระตุ้นและท้าทายที่ชอบ ควรจะทำไปจนแก่จนเฒ่า”.

ที่มา : ไทยรัฐ  8 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

pentagonpost130704_001

A busy and active ‘old brain’ keeps dementia at bay

posted by Shelly Jones

July 4, 2013

A recent study has stunned us all with a scientific suggestion that a busy and active mind can protect the brain in old age. A US Researcher Team led by Dr Robert Wilson of Rush University Medical Center in Chicago has suggested that it is important to exercise the brain throughout the lifetime to have a healthy brain in old age.

According to the study report, the risk of dementia onset can be delayed by leading a healthy lifestyle from the early age. The lifestyle that contains a balanced diet and a regular exercise throughout is the best option to lower the risk of dementia onset. The study further suggested that a busy and active mind might slow down the cognitive decline rate.

During a US study, certain tests were performed on around 294 people aged over 55 every year for about six years until they died. Such tests have measured their memory and thinking processes. During the test procedure, the people under observation had answered a questionnaire about their activities, such as reading books, writing letters or diaries, and participating in other mental stimulation activities during their childhood, adolescence, middle age, and in later life. After their death, their brains were studied for the evidence of any physical symptoms of dementia, such as brain lesions and plaques. The resultant study was that those who had a record of busy brains throughout their lifetime had 15% slower cognitive decline rate than those who had a less active brain.

According to a survey related to the study, more than 820,000 people who have mental symptoms of dementia are currently living in the UK. Dr Simon Ridley, the Head of Research at Alzheimer’s Research UK, has commented that the increasing level of mental activity may help increase the cognitive level. According to Dr James Pickett, the Head of Research at the Alzheimer’s Society, more research and studies are needed to find out a way to eradicate the deterioration of intellectual faculties. Meanwhile, older people can engage themselves in reading books and solving crosswords to have healthy and active minds.

SOURCE : www.pentagonpost.com

‘กระดูกหัก’ซ่อมไม่ธรรมดา โดย สาลินีย์ ทับพิลา

bangkokbiznews130611_001หลายคนมองกระดูกหักเป็นเรื่องธรรมดาแค่รักษาให้กระดูกติดก็เรียบร้อย แต่ในความเป็นจริงแล้วหากรักษาไม่ดี อาจเกิดผลข้างเคียงต่อเนื่องไปถึงชั่วชีวิต

เมื่อกระดูกหักและเข้ารับรักษา ผู้ป่วยก็คาดหวังว่าจะสามารถใช้งานอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับกระดูกที่หักได้เหมือนหรือใกล้เคียงกับของเดิมที่สุด แต่บ่อยครั้งที่ผลการรักษาไม่เป็นไปตามที่หวัง เช่น กระดูกติดผิดรูป กระดูกไม่ติด เกิดความพิการที่เคลื่อนไหวไม่ได้เหมือนเดิม

“ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการตรวจวินิจฉัยไม่ครบถ้วน การรักษาที่เกินความจำเป็น หรือการรักษาที่น้อยกว่าที่สมควร ผลจากศัลยแพทย์ขาดทักษะหรือความชำนาญ ปัญหาส่วนหนึ่งยังเกิดจากอุปกรณ์ในห้องผ่าตัดไม่พร้อม รวมทั้งวัสดุยึดตรึงกระดูกหักไม่ได้มาตรฐาน” นพ.สุทร บวรรัตนเวช ผู้อำนวยการอาวุโสศูนย์กระดูกและข้อกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าว

ภาวะกระดูกหักส่วนใหญ่เกิดได้จาก 2 สาเหตุหลักคือ อุบัติเหตุและโรคกระดูกพรุน กรณีผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ นอกจากจะพบกระดูกหักแล้ว ยังพบความเสียหายของเยื่อหุ้มกระดูก เส้นเลือดและเนื้อเยื่อโดยรอบถูกทำลาย กระดูกเกยกัน หรือโค้งงอ ทำให้เจ็บปวดอย่างมากและไม่สามารถเคลื่อนไหว

นพ.วัชระ พิภพมงคล ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ อธิบายว่า การผ่าตัดรักษากระดูกหักจากอุบัติเหตุด้วยการผ่าตัดยึดตรึงกระดูก จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว และกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมและความรุนแรงที่เกิดขึ้น อาทิ การใช้เหล็กแกนสอดในโพรงกระดูก การใช้โครงเหล็กยึดตรึงกระดูกจากภายนอก การใช้เหล็กแผ่นและสกรูเพื่อยึดตรึงกระดูกหัก เป็นต้น

ความก้าวหน้าล่าสุดในการผ่าตัดเชื่อมกระดูกคือ เทคนิค “การผ่าตัดยึดตรึงกระดูกแบบแผลเล็ก” (Minimally Invasive Plate Osteosynthesis, MIPO) หรือการผ่าตัดรักษากระดูกหักแบบ “รถไฟฟ้าใต้ดิน” ไม่จำเป็นต้องเปิดแผลยาว ทำให้เนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อและระบบไหลเวียนโลหิตบริเวณเยื่อหุ้มกระดูกบอบช้ำน้อยที่สุด ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว กระดูกติดเร็ว มีแผลขนาดเล็กและลดภาวะแทรกซ้อนอย่างกระดูกติดช้าและการติดเชื้อ

แพทย์จะมีอุปกรณ์เครื่องมือช่วยยึดตรึงกระดูก จากนั้นใช้อุปกรณ์เฉพาะในการทำทางเพื่อสอดเหล็กแผ่นใต้ชั้นกล้ามเนื้อตามตำแหน่งที่หัก โดยวางเหล็กแผ่นอยู่เหนือกระดูก จากนั้นจึงเปิดแผลเล็กๆ เพื่อยึดกระดูกด้วยสกูรด้านบนและด้านล่างของตำแหน่งที่หัก สามารถแก้ปัญหาได้ทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่กระดูกไหปลาร้า กระดูกรยางค์ส่วนบนและส่วนล่างไปจนถึงข้อเท้า

สำหรับคนวัยหนุ่มสาว การรักษาภาวะกระดูกหักอาจไม่ยากเท่ากับผู้สูงวัย นพ.บุณยรักษ์ วิสุทธิผล ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เสริมว่า ผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกหักจากกระดูกพรุนนั้น เกิดจากความเปราะบางของเนื้อกระดูก การรักษาต้องอาศัยขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่า ตั้งแต่การคำนึงถึงปัจจัยก่อนผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็น โรคประจำตัว ยารักษาโรคประจำตัวที่มีผลต่อการผ่าตัด สภาพร่างกายและจิตใจ

ขณะเดียวกันภาวะกระดูกหักจากกระดูกพรุนก็ต้องการเหล็กพิเศษหรือเทคนิคพิเศษ เช่น การผ่าตัดแบบรถไฟใต้ดินที่จะนำเหล็กไปยึดติดกับกระดูกที่พรุนเปราะอยู่แล้วให้หนาแน่นพอหลังการผ่าตัดกระดูกหักจากอุบัติเหตุ ผู้ป่วยต้องมาเอกซเรย์ดูการติดของกระดูกเป็นระยะ โดยทั่วไปแล้วกระดูกจะยึดติดกันภายใน 5-6 เดือน และแพทย์จะตรวจสอบการเคลื่อนไหวและการลงน้ำหนักของอวัยวะที่เกิดการแตกหัก

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการผ่าตัดซ้ำอีกครั้งเพื่อเอาเหล็กดามนั้นออกเมื่อกระดูกติดสนิทดีแล้ว เช่น การผ่าตัดดามเหล็กที่ตำแหน่ง กระดูกต้นขา และกระดูกหน้าแข้ง ซึ่งจะต้องผ่าเอาเหล็กออกเมื่อกระดูกติดดีแล้ว 1 – 2 ปีหลังการผ่าตัดใส่เหล็กไว้

ขณะที่ผู้สูงวัยนั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะกระดูกหักซ้ำ เพราะลักษณะของกระดูกที่เปราะ พรุนตามวัย จึงต้องใส่ใจเรื่องอาหารที่จะเสริมแคลเซียมในร่างกาย ร่วมกับการดูแลสภาพแวดล้อมในบ้าน เช่น การเสริมราวจับ หรือวางแผ่นรองกันลื่น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น ลดความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหัก

อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นที่กระดูกหักทุกคนจะต้องผ่าตัด บางคนที่หักไม่มากสามารถรักษาด้วยการดามเฝือกเพื่อพยุงอวัยวะส่วนที่หักไม่ให้เคลื่อนไหว การที่จะผ่าหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแพทย์ ในการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อการรักษา ไม่ใช่ว่ากระดูกหักทุกคนจะต้องได้รับการผ่าตัดยึดตรึงด้วยเหล็กเสมอไป

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 11 มิถุนายน 2556

คนยิ่งสูงวัย ยิ่งสุข ยิ่งแก่ยิ่งใกล้สวรรค์

thairath130603_001การศึกษาครั้งล่าๆกลับพบว่าคนเรายิ่งมีอายุกลับยิ่งมีความสุขมากขึ้น เพราะสามารถรับมือกับอารมณ์เสียต่างๆ อย่างเช่น ความโกรธ และความวิตกกังวลได้ดีขึ้น

การศึกษาได้เปิดเผยให้รู้ว่าคนเป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุ จะไม่ค่อยรู้สึกโกรธ และเดือดเนื้อร้อนใจ ในชีวิตประจำวันน้อยกว่าคนเป็นผู้ใหญ่ที่วัยอ่อนกว่ากัน ผลการศึกษาได้แสดงให้เห็นความขัดกัน ขณะที่ผู้สูงวัย แม้ว่าความแข็งแกร่งของร่างกายจิตใจจะเสื่อมถอยลง แต่กลับมีความสุขมากกว่าคนเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคน หรืออายุอ่อนกว่า

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไอริส มอส หัวหน้าทีมวิจัย มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า “การยอมรับนับว่าเป็นเคล็ดสำคัญ มันดูเหมือนว่าผู้สูงวัยจะใช้มันมากกว่าคนอายุน้อยกว่า นับเป็นความสุขุมคัมภีรภาพอย่างหนึ่ง”

แต่พวกเขาก็ยอมรับว่ายังไม่เข้าใจว่าผู้สูงวัยกลับรับมือกับอารมณ์เสียของตนได้

ดีกว่าผู้ที่วัยอ่อนกว่าอย่างไร แต่คิดว่าอาจเป็นเพราะเมื่อเรามีวัยวุฒิสูงขึ้น ก็ย่อมเคยผ่านเหตุการณ์ในชีวิต ที่ไม่อาจจะควบคุมได้ อย่างเช่น การเจ็บป่วยและการตายของคนที่ตนรักมามากขึ้น ย่อมมองออกว่าป่วยการที่จะพยายามควบคุมเรื่องเหล่านี้ และเห็นเป็นสิ่งซึ่งจำต้องยอมรับมันไว้.

 

ที่มา : ไทยรัฐ 3 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

livescience130529_001

Why Older Adults Are Happier

Rachael Rettner, MyHealthNewsDaily Senior Writer

Date: 29 May 2013

WASHINGTON — People tend to get happier as they age, and a new study could explain why: Older adults may be better able to deal with negative emotions like anger and anxiety.

In the study, older adults were less likely than younger adults to feel angry and anxious in their everyday lives, as well as when they were asked to perform a stressful task.

In addition, older adults scored higher on a test designed to measure how well participants accept their negative emotions. The researchers call this trait “acceptance,” or a tendency to be in touch with rather than avoid negative emotions.

The results may explain a paradox that’s been seen in many other studies: Despite declines in physical and mental health, older adults are happier than young or middle-age adults. [5 Reasons Aging Is Awesome]

Younger people could take advantage of the findings to experience more happiness well before they grow old, said study researcher Iris Mauss, a psychologist and assistant professor at the University of California, Berkeley.

“Acceptance is good for anyone,” Mauss said. “It just seems to be the case that older people use it more than younger people. They’re sort of wise to it.”

The study involved 340 adults ages 21 to 73 who rated their anger and anxiety levels each day over a two-week period, and before and after they were required to give an on-camera speech with little time to prepare.

Participants also rated statements to gauge their level of emotional acceptance, such as “I tell myself I shouldn’t be feeling the way that I’m feeling,” and “I think some of my emotions are bad or inappropriate and I shouldn’t feel them.” (Participants who said that these statements were “very often true” would be considered to have lower acceptance.)

The researchers don’t know why the ability to accept negative emotions gets better with age. But one idea is that, as people grow old, they experience more life events that are out of their control, such as disease and the death of loved ones. With more of these life experiences, people may learn that it is futile to try to control such events, and that there are things that they need to accept, Mauss said.

The study was presented here at the annual meeting of the Association for Psychological Science on May 24. It was published in the April issue of the Journal of Personality and Social Psychology.

SOURCE : www.livescience.com

งับกัดแอปเปิลได้ส่อสติปัญญายังดี ไม่มีฟันเสี่ยงหนักกับความจำเสื่อม

ถ้าใครยังกัดกินผลแอปเปิลได้ ก็แสดงว่ายังคงมีสติปัญญาและความจำปกติอยู่ ทั้งนี้ เป็นผลจากการศึกษาของสถาบันคาโรลินสกา อันมีชื่อเสียงของสวีเดน

นักวิจัยกล่าวว่า ประชากรอายุสูงขึ้น และคนเราเมื่อแก่ลง ก็ชักเริ่มเสี่ยงกับการมีสติปัญญาด้อยลง เช่น ในเรื่องความจำ การตัดสินใจ และการแก้ปัญหา ผลจากการวิจัยส่อว่า สาเหตุของความเปลี่ยนแปลงนั้นมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน รวมทั้งเพราะการไม่มีฟันด้วย

สาเหตุก็เพราะการไม่ค่อยมีฟันหรือไม่มีเลย ทำให้เคี้ยวได้ลำบาก ซึ่งเป็นเหตุให้มีเลือดไหลไปเลี้ยงสมองน้อยลง

นักวิจัยของคณะทันตแพทย์กับศูนย์วิจัยความแก่ชราของสถาบันคาโรลินสกา ได้จับเรื่องการสูญเสียฟันความสามารถในการเคี้ยว กับการสูญเสียสติปัญญามาศึกษา โดยสุ่มตัวอย่างจากผู้สูงอายุไม่ต่ำกว่า 77 ปี จำนวน 557 ราย ได้ผลยืนยันว่า ผู้สูงอายุที่เคี้ยวของแข็ง ๆ อย่างผลแอปเปิลได้ลำบาก จะเสี่ยงกับความจำและสติปัญญาเสื่อมอย่างยิ่ง.

ที่มา: ไทยรัฐ 10 ตุลาคม 2555

.

Related Article:

.

Chewing Ability Linked With Cognitive Impairment Risk In The Elderly: Study

Posted: 10/07/2012 11:13 am

How well can you chew? For the elderly, it may say something about risk of cognitive impairment, a new study suggests.

Researchers from the Karolinska Institute and Karlstad University found an association between problems chewing hard foods, like apples, and increased risk of cognitive impairment.

The study included 557 people in Sweden ages 77 and older. The researchers measured their brain functioning with the Mini-Mental State Examination, and also assessed each person’s chewing ability and tooth loss.

Researchers initially found associations between both tooth loss and problems chewing hard foods with cognitive impairment, but after taking into account other factors like age, education status, mental illness and sex, only the association between problems chewing and cognitive impairment remained significant.

“Whether elderly persons chew with natural teeth or prostheses may not contribute significantly to cognitive impairment as long as they have no chewing difficulty,” the researchers wrote in the Journal of the American Geriatrics Society study. “The results add to the evidence of the association between chewing ability and cognitive impairment in elderly persons.”

Recently, another study in the same journal conducted by University of California researchers showed a link between dementia risk and daily brushing habits. In that study, bad brushing habits among women were linked with a a 65 percent higher risk of dementia, compared with those who brushed every day. For men, bad brushing habits were linked with a 22 percent higher risk of the condition.

SOURCE: huffingtonpost.com

ตรวจ-รักษาอย่างไร เมื่อเลือดออกทางเดินอาหาร

เลือดออกในทางเดินอาหาร เป็นภาวะหนึ่งที่พบได้บ่อย และเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ความเครียด อาหาร การขับถ่าย โดยอาการเลือดออกที่ปรากฏนั้นสามารถบอกตำแหน่งของทางเดินอาหารที่มีเลือดออกได้ด้วย เรื่องนี้ นายแพทย์รัชวิชญ์ เจริญกุล อายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหารและตับ ขยายความกระจ่างไว้ในนิตยสารประจำโรงพยาบาลเวชธานีว่า

อาการเลือดออกในทางเดินอาหารขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เลือดออก คือ เลือดออกที่ทางเดินอาหารส่วนต้น อาจทำให้อาเจียนเป็นเลือดหรือสีน้ำกาแฟ ส่วนใหญ่มักเกิดจากมีแผลในกระเพาะอาหาร รองลงมาอาจมีแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น หรือไม่ก็เส้นเลือดดำที่หลอดอาหารโป่งพองแตกออก แต่นอกจากอาการอาเจียนเป็นเลือดแล้ว ยังอาจทำให้ถ่ายดำและเหลวเหมือนยางมะตอย กลิ่นเหม็นผิดปกติได้ด้วย

ถ้าหากมีเลือดออกบริเวณทางเดินอาหารส่วนล่างหรือลำไส้ใหญ่ จะทำให้ถ่ายท้องเป็นเลือดสีสดๆ ขณะที่คนไข้บางรายกลับไม่มีอาการดังกล่าวชัดเจน แต่มาพบแพทย์ด้วยอาการอื่นๆ เช่น อ่อนเพลีย หน้ามืด เป็นลม เหนื่อยง่าย อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนไข้ที่มีเลือดออกที่ลำไส้ใหญ่ มักเป็นผู้สูงวัยแล้วมักมีภาวะถุงลำไส้โป่งพอง ทำให้เลือดออกได้ง่าย นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ก็เป็นได้

การตรวจวินิจฉัย แพทย์จะเริ่มพิจารณาจากประวัติของผู้ป่วย ถ้าเข้าข่ายเลือดออดจากทางเดินอาหารส่วนล่าง จะต้องทำการตรวจอุจจาระ ยิ่งถ้าคนไข้อายุเกิน 50 ปีขึ้นไป ควรตรวจอุจจาระเพื่อหาความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ และยังมีการตรวจด้วยวิธีส่องกล้องทางเดินอาหาร หากอยู่ในข่ายเลือดออกทางเดินอาหารส่วนบน จะส่องกล้องผ่านเข้าไปทางปาก เพื่อเช็คหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น แต่ถ้าอาการบ่งบอกว่าเลือดออกจากทางเดินอาหารส่วนล่าง จะส่องกล้องเข้าไปทางทวารหนัก

ส่วนการรักษา หากพบรอยโรคมีแนวโน้มเลือดออกอีก แพทย์สามารถให้การรักษาทันทีผ่านการส่องกล้อง ไม่ว่าจะเป็นการฉีดยา ใช้ความร้อนจี้ หรือใช้คลิปหนีบบริเวณที่อาจมีเลือดออก ขณะที่การผ่าตัดจะถูกพิจารณาเป็นวิธีสุดท้าย

ควรทำอย่างไร เพื่อลดโอกาสเสี่ยงมีเลือดออกในทางเดินอาหาร นพ.รัชวิชญ์ แนะไว้ 4 หลักสำคัญ
1. เริ่มจากอย่าซื้อยากินเอง โดยเฉพาะยาแก้ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ เพราะยาเหล่านี้หากใช้ไม่เหมาะสม อาจทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารได้
2. และหลักต่อมา แนะนำให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เข้ารับการส่องกล้องตรวจหาความเสี่ยงมะเร็งลำไส้
3. หลักที่สาม ควรดื่มน้ำให้ได้ 1-1.5 ลิตรต่อวัน ป้องกันท้องผูก ช่วยขับถ่ายอุจจาระง่าย หากดื่มน้ำไม่เพียงพอ ร่างกายจะดึงน้ำจากอุจจาระกลับเข้าสู่ร่างกาย เป็นเหตุให้อุจจาระแข็ง ถ่ายลำบาก
4. และหลักสุดท้าย กินอาหารกากใยสูง และฝึกขับถ่ายอุจจาระเป็นประจำทุกเช้า เคล็ดลับขับถ่ายทุกเช้าควรกินอาหารเช้าหรืออาหารรองท้องเล็กน้อย ก่อนเข้าห้องน้ำสัก 5-10 นาที จะเป็นตัวช่วยทำให้การบีบตัวของลำไส้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ส่งผลให้ขับถ่ายง่ายเป็นปกติ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 27 กันยายน 2555