กามวิตถารข่มขืนหญิงชรา

dailynews150201-1กรณีคนร้ายออกอาละวาดข่มขืนผู้หญิงสูงอายุในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ สร้างความกังขาให้กับคนในสังคมว่าคนร้ายเป็นโรคจิตหรือไม่อย่างไร

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า คนร้ายน่าจะมีความผิดปกติทางจิต อยู่ในกลุ่มกามวิตถาร ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก โดยบางกลุ่มก็ไม่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นความผิดปกติทางจิต เป็นเพียงรสนิยมทางเพศ บางคนสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้สูงอายุได้โดยไม่มีความรุนแรง แต่เนื่องจากในคน ๆ เดียวสามารถกระทำเช่นนี้ซ้ำได้ จึงทำให้มีเหยื่อมากขึ้น และเป็นอันตรายต่อสังคมเมื่อมีความรุนแรงร่วมด้วย

กรณีนี้ผู้กระทำไม่ใช่โรคจิตอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะโรคจิต คือ ผู้ป่วยทางจิตที่หูแว่ว ประสาทหลอน คนโรคจิตก่อคดีที่เห็นได้ชัด คือ กรณีของหญิงสาวที่ใช้มีดจ้วงแทงเด็กนักเรียนโรงเรียนดัง กลางกรุงเทพมหานครเมื่อหลายปีก่อนเนื่องจากมีเสียงแว่วมาสั่งให้ทำ

ด้าน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า พฤติกรรมของผู้กระทำ อาจมีความผิดปกติทางจิต อยู่ในกลุ่มกามวิตถาร ที่เรียกว่า “จีโร ฟีเลีย” หรือ “เจอรอนโตฟีเลีย” ที่มีความต้องการทางเพศกับคนสูงอายุ เป็นภาวะที่ต้องการได้รับความสุข ความพอใจทางเพศกับคนสูงอายุ หรือคนแก่ อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับการชอบร่วมเพศกับเด็ก ร่วมเพศกับศพหรือสัตว์ การถูไถอวัยวะเพศกับสิ่งของต่าง ๆ ถ้ำมอง ชอบโชว์ หรือ ซาดิสต์ แต่ในบางกลุ่มก็ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นความผิดปกติ เป็นเพียงรสนิยมทางเพศอย่างหนึ่งเท่านั้น

กลุ่มกามวิตถารจะไม่รู้สาเหตุ โดยสันนิษฐานว่าอาจเกิดจาก
1.ทางกายภาพ โครงสร้างของสมอง อาจจะมีพยาธิสภาพผิดปกติ อาจเกี่ยวข้องกับโครโมโซมที่ผิดปกติไป หรือ อาจเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศชายผิดปกติ
2.ด้านจิตใจ มีรายงานว่าคนกลุ่มนี้อาจมีประสบการณ์ทางเพศในช่วงแรก ๆ ของชีวิต มีบางคนประสบการณ์ทางเพศกับคนที่มีอายุมากกว่า ความพึงพอใจทางเพศจึงมองไปที่ผู้มีอายุมากกว่า และ
3. การกระตุ้นจากสื่อสังคมต่าง ๆ ที่ในปัจจุบันภาพโป๊เปลือยไม่ใช่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ยังมีภาพเด็ก รวมไปถึงภาพผู้สูงอายุด้วยแม้จะมีไม่มากก็ตาม

แนวทางการรักษา

จะประกอบด้วย การบำบัดทางกาย จิต และสังคม ได้แก่ การใช้ยา เช่น ฉีดยาคุมกำเนิดที่ใช้กับผู้หญิง เพื่อลดความต้องการทางเพศลง การทำจิตบำบัด พฤติกรรมบำบัด การเรียนรู้ในเชิงลบของผลที่เกิดขึ้น และการฟื้นฟูให้อยู่กับสังคมได้ รวมทั้ง การระแวดระวังของสังคมเมื่อพ้นคดีที่ต้องมีการระบุว่าอยู่ที่ไหนเพื่อให้สังคมรับทราบและเฝ้าระวังต่อไป

การสังเกตบุคคลที่เข้าข่ายมีอาการในกลุ่มกามวิตถาร อาทิ ผู้สูงอายุ สามารถดูได้จากการชอบคลุกคลีอยู่กับเด็กหรือเอ็นดูเด็กเกินปกติ รวมทั้งชอบอยู่กับเด็กตามลำพัง ซึ่งเช่นเดียวกับกลุ่มผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ถ้ามีพฤติกรรมเชิงชู้สาวมากเกินไปให้ควรระวังเป็นพิเศษ

ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ฝากสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวว่า สื่อต้องมีความระมัดระวังสูงในการนำเสนอข่าวสาร เพราะต้องคิดว่าหากตกเป็นเหยื่อเอง หรือ เป็นย่า เป็นยายของเราจะรู้สึกอย่างไร ที่ผ่านมาการนำเสนอข่าวสารอาจจะคำนึงถึงเฉพาะเด็กเท่านั้น แต่คนที่ตกเป็นเหยื่อไม่ว่าวัยใดจะได้รับบาดเจ็บทางจิตใจเช่นกัน การไปซักถามข้อมูลเพื่อนำมาเปิดเผยจนทำให้สังคมรู้ว่า คนนี้ อยู่บ้านหลังนี้ ที่อยู่ตรงนี้ โดนข่มขืนต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะวัยเด็กและผู้สูงอายุการปรับตัว ปรับใจจะต้องใช้เวลานานกว่าปกติ การเยียวยาจิตใจยังต้องพึ่งพิงคนอื่น ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุกับ 2 กลุ่มนี้ ต้องเฝ้าดูแลเป็นพิเศษ ใครที่คิดว่าผู้สูงอายุผ่านเรื่องเหล่านี้มามากแล้ว ไปคิดแบบนั้นคงไม่ได้.

ที่มา : เดลินิวส์  1 กุมภาพันธ์ 2558

Advertisements

12 ท่ายาก สำหรับผู้สูงอายุ

dailynews141206_02การหกล้มไม่ใช่เรื่องธรรมดา โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เพราะถ้าเพียงแค่บาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ฟกช้ำ แผลถลอก หรือแผลฉีกขาด คงไม่มีอะไรให้ต้องกังวล แต่การที่ผู้สูงอายุหกล้มส่วนใหญ่ค่อนข้างจะรุนแรง เช่นกระดูกตะโพกหรือกระดูกข้อมือหัก หรือเลือดออกในสมอง

ดร.พญ.ธัญญรัตน์ อโนทัยสินทวี อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ปกติคนเราเมื่ออายุมากขึ้นมักจะเกิดภาวะกระดูกพรุน กระดูกบางกว่าคนหนุ่มสาว สมองก็หดตัวเล็กลง พอหกล้มแล้วโอกาสเกิดกระดูกตะโพกหักมากขึ้น ยิ่งถ้าหัวฟาดพื้นหรือบาดเจ็บทางศีรษะอาจจะทำให้เกิดเลือดออกในสมอง จนทำให้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องอยู่ในสภาวะพึ่งพิงคนอื่น หนักสุดถึงขั้นเสียชีวิต

ทั้งนี้การป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุที่ดีที่สุดคือการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ทำให้ผู้สูงอายุทรงตัวได้ดี เดินได้คล่อง และลดอัตราการหกล้มได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่อุปสรรค คือ ความกังวลในเรื่องประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวร่างกายลดลงจะยิ่งซ้ำปัญหาให้เกิดอุบัติเหตุหกล้มระว่างออกกำลังกายได้ง่ายกว่าเดิม

ดังนั้นจึงได้มีการศึกษาวิจัยโดยดัดแปลงมาจากการออกกำลังกายแบบ “โอตาโก้” ของชาวตะวันตก จนได้ 12 ท่าออกกำลังกายระดับยาก ที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องการเดินไปไหนมาไหน เรียกว่าเป็นท่าออกกำลังกายสำหรับป้องกันการหกล้มโดยแท้จริง ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้

1. ท่าบริหารลำตัว ให้ยืนตัวตรงกางขาออกเล็กน้อย ตามองไปข้างหน้า มือเท้าเอว ค่อย ๆ บิดลำตัวช่วงบนไปด้านขวาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่บิดตะโพก จากนั้นให้ทำแบบเดียวกันไปทางด้านซ้าย ทำซ้ำกัน 10 ครั้ง

2. ท่าบริหารข้อเท้า ตรงนี้ให้นั่งบนเก้าอี้ให้ยกขาทีละข้าง เริ่มจากขาขวาก่อน ยกขึ้นจากพื้นและกระดกปลายเท้าเข้าหาตัวจากนั้นกระดกปลายเท้าลง ทำซ้ำกัน 10 ครั้ง

3. ท่ายืนด้วยปลายเท้าแบบไม่ใช้ราวจับ ยืดแขนขาความกว้างเท่าช่วงไหล่ แล้วค่อย ๆ เขย่งปลายเท้าขึ้นจนสุด และค่อย ๆ วางส้นเท้าลง ท่านี้ให้ทำซ้ำ 20 ครั้ง

4. ท่ายืนด้วยส้นเท้าแบบไม่ใช้ราวจับ ยืนแยกขาความกว้างเท่าวงไหล่ ค่อย ๆ ขยับปลายเท้าขึ้น และยืนด้วยส้นเท้า จากนั้นค่อย ๆ วางปลายเท้าลง ทำซ้ำ 20 ครั้ง

5. ท่าย่อเข่าแบบไม่ใช้ราวจับ ยืนแยกขาเท่าช่วงไหล่ ค่อย ๆ ย่อเข่าลง โดยให้หัวเข่าล้ำไปด้านหน้านิ้วหัวแม่เท้าจนกระทั่งส้นเท้าเริ่มยกจากพื้น ให้หยุดและค่อย ๆ ยืดตัวขึ้น ทำซ้ำ 10-20 ครั้ง

6. เดินต่อเท้าแบบไม่ใช้ราวจับ ยืนตรงมองไปข้างหน้า ค่อย ๆ เริ่มเดินโดยก้าวเท้าไปไว้ข้างหน้าในลักษณะปลายเท้าต่อส้นเท้า และเดินเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนครบ 10 ก้าว จากนั้นกลับหลังหันเดินต่อเท้าแบบเดียวกันกลับไปจุดเริ่มต้น ทำซ้ำ 10-20 ครั้ง

7. ยืนขาเดียวแบบไม่ใช้ราวจับ ยืนตรงมองไปข้างหน้า ยกขาข้างใดข้างหนึ่งขึ้น และยืนด้วยขาข้างเดียวนาน 10 นาที จากนั้นเปลี่ยนอีกข้าง

8. เดินด้วยส้นเท้าแบบไม่ใช้ราวจับ ให้ยืนตรงมองไปข้างหน้า ค่อย ๆ ยกปลายเท้าขึ้นจนยืนด้วยส้นเท้าจากนั้นเดินด้วยส้นเท้าไป 10 ก้าว และค่อย ๆ ลดปลายเท้าลง จากนั้นกลับตัวและทำแบบเดิมซ้ำ ๆ กัน 10-20 ครั้ง

9. เดินด้วยปลายเท้าแบบไม่ใช้ราวจับ ยืนตรงไปข้างหน้า ค่อย ๆ ยกส้นเท้าขึ้นจนยืนด้วยปลายเท้า จากนั้นเดินด้วยปลายเท้าไป 10 ก้าว และค่อย ๆ ลดส้นเท้าลง กลับตัวค่อย ๆ ยกส้นเท้าขึ้นจนยืนด้วยปลายเท้า เดินด้วยปลายเท้าไป 10 ก้าว ทำซ้ำ 10-20 ครั้ง

10. ท่าเดินเลข 8 ท่านี้แค่เดินตามปกติ แต่วนเป็นเลข 8 ทำซ้ำกัน 10-20 รอบ

11. ท่าเดินสไลด์ด้านข้าง ยืนตรงมองไปข้างหน้า มือเท้าเอว เดินไปทางด้านขวา 10 ก้าว จากนั้นเดินกลับไปทางซ้าย 10 ก้าว ทำซ้ำกัน 10-20 ครั้ง

12. ท่าลุกจากเก้าอี้ ไม่ใช้มือพยุง เริ่มจากนั่งบนเก้าอี้ที่มีพนักพิงแข็งแรงไม่เคลื่อนไหว และไม่เตี้ยเกินไป วางเท้าหลังหัวเข่า ค่อย ๆ โน้มตัวไปด้านหน้าและลุกขึ้นยืนโดยไม่ใช้มือช่วยพยุง ทำซ้ำ 10-20 ครั้ง

ส่วนคนที่มีปัญหาเรื่องไขข้อ เรื่องกระดูกแล้วก็อยากแนะนำให้ออกกำลังกายในท่าง่าย ๆ ที่แค่หมุนตัว หมุนไหล่ ยกขาขึ้นลงเท่านั้น นอกจากจะช่วยเรื่องการทรงตัวแล้วยังช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อม ช่วยชะลอความเสื่อมของวัยได้ประมาณ 20-30% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ทำอะไรเลย.

อภิวรรณ เสาเวียง : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์  6 ธันวาคม 2557

การอดนอนบั่นทอนสมอง

thairath140709_01นักวิจัยเมืองลอดช่องบอกกล่าวเตือนผู้คนทั่วไปว่า อย่าอดนอน เพราะจะทำให้สมองแก่ตัวเร็วขึ้น ยิ่งเป็นผู้สูงอายุด้วยแล้ว ยิ่งนอนน้อยเท่าใด สมองก็จะแก่หนักขึ้นเท่านั้น ซึ่งการค้นพบนี้ อาจช่วยทำให้เข้าใจได้ว่า เหตุใดจึงมีผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มมากขึ้น

นักวิจัยของโรงเรียนแพทย์ดุ้ค-เอ็นยูเอส สิงคโปร์ ได้ทำการศึกษาข้อมูลของผู้สูงอายุที่มีเชื้อจีน อายุเกิน 55 ปีขึ้นไป 66 ราย ด้วยการถ่ายภาพคลื่นสมองด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า และวัดปริมาตรของสมองกับทดสอบสติปัญญาทางประสาทจิตวิทยา ได้พบว่า “ผู้ที่นอนน้อยโพรงสมองจะป่องออกอย่างรวดเร็ว และสติปัญญาก็จะเสื่อมลงด้วย เราพบว่าการนอนน้อยส่อให้เห็นว่าสมองแก่ลงอย่างรวดเร็ว” ดร.จิน โล หัวหน้านักวิจัยแจ้ง.

ที่มา : ไทยรัฐ 9 กรกฎาคม 2557

น้องหมาชุบชีวิต คนกลับหนุ่มสาวขึ้น

thairath140724_01นักวิจัยมหาวิทยาลัยเซนต์ แอนดรูวส์ของอังกฤษ เผยเคล็ดที่ช่วยให้คนเรารู้สึกเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นมา ยิ่งกว่าอายุจริงได้ตั้ง 10 ปี ว่าต้องเลี้ยงน้องหมา เพราะได้ประสบมาแล้วว่า ผู้สูงอายุวัยเกิน 65 ปี ที่เลี้ยงมันเป็นเพื่อน ล้วนแต่คล่องแคล่วว่องไว ยิ่งกว่าอายุจริงตั้ง 10 ปี

หัวหน้านักวิจัย ดร.ซิเกียง เฟิ้ง ยังเผยด้วยว่า น้องหมายังช่วยให้เจ้าของมันมีสุขภาพจิตดีขึ้นด้วย

เคยมีการศึกษาถึงคุณประโยชน์ของการเลี้ยงสัตว์กับผู้สูงอายุมาก่อนแล้วพบว่า เจ้าของสุนัขแต่ละคนไม่ค่อยมีอาการซึมเศร้า เหมือนกับเพื่อนวัยเดียวกันคนอื่น ซ้ำยังมีความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่าด้วย อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งใหม่นี้ เป็นการศึกษาถึงระดับความแข็งแรงของร่างกายของผู้สูงอายุที่มีวัยเลย 65 ปีโดยตรงเป็นครั้งแรก

ดร.ซิเกียงรายงานว่า “ผลการศึกษาแสดงว่า การเลี้ยงสหายสี่ขา ช่วยให้ผู้สูงวัยเกิน 65 ปีคล่องแคล่วว่องไวขึ้น เทียบกันตัวต่อตัวแล้ว คนที่เลี้ยงสัตว์จะกระฉับกระเฉงว่องไวกว่าคนที่ไม่ได้เลี้ยงกว่ากันมากตั้งร้อยละ 12”.

ที่มา : ไทยรัฐ 24 กรกฎาคม 2557

โรคปวดข้อคนไข้สนใจฝังเข็ม และกายภาพบำบัดเพิ่มขึ้น

dailynews140727_02โรคปวดข้อเป็นโรคเรื้อรัง มักพบในผู้สูงอายุ ปวดไปตามข้อต่าง ๆ รอบตัว ที่พบกันบ่อยคือที่ข้อเข่า ปวดเป็น ๆ หาย ๆ เวลาจะเปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งเป็นยืน หรือเปลี่ยนท่ามักจะปวดขัดมาก พอเดิน ๆ ไปก็หาย และแล้วก็มาปวดใหม่อีกวนเวียนอยู่เช่นนี้ ทำให้ทรมาน ไม่สะดวกในการเดินทาง ยาระงับปวดมักมีติดตัวกินกันมาตลอด โรคปวดข้อเป็นโรคหนึ่งที่บั่นทอนสุขภาพชีวิตประจำวันอย่างมาก

สาเหตุ มีหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ความเสื่อมของกระดูก การปฏิบัติตัวในกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องข้อเข่า การนั่งที่ต้องห้าม นั่งขัดสมาธิ นั่งยอง ๆ และนั่งพับเพียบ จะทำให้เอ็นรอบเข่าตึงขึ้น ผู้ที่ต้องปฏิบัติธรรม นั่งนาน ๆ นั่งบนเก้าอี้ดูจะผ่อนคลายข้อเข่าดีขึ้น

ผมมาคุยเรื่องปวดข้อเข่าวันนี้เนื่องด้วยมูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล ได้ไปออกหน่วยแพทย์ ณ โรงเรียนมัธยมตระการพืชผล อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี เมื่อ 13 มิ.ย. 57 จากความร่วมมือของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค วปอ. รุ่น 27 มณฑลทหารบกที่ 22 คนไข้ให้ความสนใจมาตรวจกันมาก 7,830 ราย

คณะแพทย์พยาบาลที่ไปช่วยกันตรวจคนไข้ราว 300 ท่าน จาก 17 โรงพยาบาลใน กทม. จะจัดเป็นหน่วยตรวจต่าง ๆ โดยเป็นเรื่องโรคทั่วไปและโรคเฉพาะทางราว 25 คลินิก สำหรับเรื่องปวดข้อที่ได้คุยมา โดยทั่วไปคนไข้ประเภทนี้จะมาตรวจทางแพทย์กระดูกหรือออร์โธปิดิกส์แพทย์ ซึ่งมีอยู่ 2 คณะด้วยกัน จาก รพ.เลิดสิน และ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งแพทย์จะตรวจวินิจฉัยโรคให้คำแนะนำ ให้ยา บางรายอาจฉีดยาเข้าไปในข้อเพื่อระงับการอักเสบด้วย

คลินิกทางด้านระงับการปวด : โรคปวดข้อนี้คณะที่มาช่วยตรวจรักษาคนไข้มาจากหลายสถาบัน การแพทย์แผนไทยจาก รพ.ธรรมศาสตร์ฯ, ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ม.มหิดล, คลินิกหัวเฉียวแพทย์ไทยจีน และคณะแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต ในภาพรวมคล้ายเป็นแพทย์ทางเลือกคนละแบบกับการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นภูมิปัญญาของคนไทยมาแต่เก่าก่อนหรือแพทย์แผนไทยที่เราคุ้นหูกัน นอกจากนี้ก็เป็นแพทย์แผนจีนและอินเดีย ซึ่งมีประวัติการรักษาเรื่องปวดมายาวนานมากเช่นกัน

วิธีการรักษา : ทางแพทย์แผนไทย จะตรวจวินิจฉัยโรค จ่ายยาสมุนไพร ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู กายภาพบำบัดจะให้บริการเรื่องการนวด นวดแบบแผนไทย นวดกดจุด การแช่เท้าด้วยยาสมุนไพร มีไพร ขมิ้นชัน มะกรูด เป็นตัวหลัก และอื่น ๆ ร่วมด้วยอีก แช่เท้าราว 15 นาที จะทำให้เลือดไหลเวียนดี ลดปวดข้อเท้าได้ดี สุขภาพทั่วไปดีขึ้น และจะให้ออกกำลังกายแบบฤาษีดัดตน ลดอาการเกร็งกล้ามเนื้อ ลดปวดข้อตามตัว ลดอาการชา แล้วได้ยาสมุนไพรไปกินต่อด้วย

ทางแพทย์แผนจีน จะมีการฝังเข็ม เป็นศาสตร์สำคัญมากอย่างหนึ่งทำกันมายาวนาน การไปกระตุ้นประสาทใต้ผิวหนังซึ่งมีเครือข่ายถึงกันหมดในร่างกาย จะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย แบบปวดข้อ ปวดหลัง เบาปวดเมื่อยตามร่างกายไปได้

การแพทย์แผนอินเดีย เป็นศาสตร์ที่มีมายาวนานมากเช่นกัน แพทย์จะตรวจซักประวัติหาสาเหตุของโรคนั้น ๆ พร้อมให้คำแนะนำจนเข้าใจและให้ยามารับประทานต่อด้วย

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นทางเลือกของคนไข้อีกทางหนึ่ง ที่เลี่ยงมาจากการรักษาแผนปัจจุบัน อยากมาลองดูทางด้านนี้และมีคนมาใช้บริการกันมากด้วย โรคปวดเมื่อย ปวดข้อเป็นโรคเรื้อรังต้องใช้เวลา คนไข้บางครั้งก็ใจร้อน อยากลองทางโน้นบ้าง ทางนี้บ้างหวังจะให้หายเร็วขึ้น และรู้สึกสบายใจที่ได้รักษาหลาย ๆ ทาง เพื่อหวังจะได้หายจากโรคปวดทั้งหลายเหล่านี้ได้เร็วขึ้น

โรคปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อตามร่างกายเป็นโรคเรื้อรัง คนไข้รักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันมานานยังไม่ค่อยหายเลยเปลี่ยนมารักษาแพทย์ทางเลือกดูบ้าง มีทั้งแพทย์แผนไทย จีน และอินเดีย ล้วนมีประวัติการรักษาว่าได้ผลมายาวนาน ผลจะเป็นอย่างไรคงต้องมีการติดตามและประเมินผลกันต่อไป.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

ที่มา  : เดลินิวส์ 27 กรกฎาคม 2557

การประเมินผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม โดย รศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล

manager140709_01วิธีประเมินผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมนั้น สำคัญและจำเป็นมากครับ

ผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อม ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ผู้ดูแลในเบื้องต้น เนื่องจากบ่อยครั้งที่ญาติของผู้ป่วยมักเข้าใจว่า ปัญหาเรื่องความจำและการช่วยเหลือตนเองลดลง เกิดจากธรรมชาติของผู้สูงอายุ จึงไม่ได้ปรึกษาแพทย์ ทั้งที่ความจริงอาจเกิดจากภาวะสมองเสื่อม

ข้อมูลที่เกี่ยวกับประวัติของผู้ป่วย ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการใช้วินิจฉัยภาวะสมองเสื่อม แพทย์จึงจำเป็นต้องซักประวัติ การเปลี่ยนแปลงของความจำ พฤติกรรม และอารมณ์จากผู้ดูแลใกล้ชิดหรือญาติที่อยู่ด้วยกันกับผู้ป่วยที่สามารถให้ข้อมูลอย่างถูกต้องและเชื่อถือได้

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจร่างกาย ประเมินความจำ และการรู้คิด โดยการทดสอบทางจิตประสาท รวมทั้งต้องประเมินความสามารถในการทำงานและการช่วยเหลือตนเองของผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมต้องมีความสามารถเหล่านี้ลดลงจากระดับเดิม เช่น ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน การรับประทานอาหาร อาบน้ำ การใส่เสื้อผ้า การเคลื่อนย้ายร่างกาย การควบคุมการขับถ่าย การใช้ห้องสุขา การล้างหน้าแต่งตัว และความสามารถในการทำกิจวัตรที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การใช้โทรศัพท์ การทำงานบ้าน การเดินทางออกนอกบ้าน การจัดยา และการใช้เงิน ทั้งนี้ต้องเปรียบเทียบกับระดับความสามารถเดิม และต้องซักถามถึงเหตุผลที่ผู้ป่วยไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง เนื่องจากบ่อยครั้งเกิดจากการที่มีปัญหาด้านร่างกาย ไม่ใช่จากภาวะสมองเสื่อม ที่ทำให้ญาติหรือผู้ดูแลผู้ป่วยจำกัดกิจกรรม เช่น ในกรณีที่สายตาไม่ดี ปวดข้อ หรือแขนขาอ่อนแรง อารมณ์ซึมเศร้า ซึ่งไม่ได้เกิดจากภาวะสมองเสื่อม ส่งผลถึงการดูแลที่แตกต่างกันระหว่างผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมและเริ่มมีภาวะสมองเสื่อม

หากพบว่าผู้ป่วยมีภาวะสมองเสื่อม เรามีกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นความจำและสมาธิ นั่นคือ การเต้นลีลาศ รำไม้พลอง ไท้ชิ หรือกิจกรรมเข้าจังหวะ เป็นการกระตุ้นความจำและสมาธิได้ดี เนื่องจากต้องจดจำทั้งท่าเต้น และจังหวะของเสียงดนตรี เกิดความต่อเนื่องของการจำและมีความสุขจากเสียงดนตรี รวมถึงการมีส่วนร่วมในสังคมด้วย

เพื่อให้เกิดความชัดเจน ควรมาพบแพทย์ เพื่อประเมินภาวะสมองเสื่อมและให้การดูแลที่ถูกต้องจะดีที่สุด

 

พบกิจกรรมดีๆ ที่ศิริราช

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ขอเชิญบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมประชุมวิชาการนานาชาติด้านการแพทย์และสาธารณสุข ภายใต้แนวคิด “สุขภาพดี วิถีไทย ก้าวไกลสู่อาเซียน” ระหว่างวันที่ 21 – 25 ก.ค. 57 ที่โรงพยาบาลศิริราช ผู้สนใจดูรายละเอียดได้ที่ http://www.sirirajconference.com หรือสอบถาม โทร. 0 2419 2673, 0 2419 2678

ธนาคารเลือด รพ.ศิริราช ขาดแคลนเลือดสำรองทุกหมู่ จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคเลือดได้ที่ ศาลาศิริราช ๑๐๐ ปี วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.30 – 18.00 น. และวันเสาร์ – อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30 – 16.00 น. สอบถามรายละเอียด โทร. 02-419-8081 ต่อ 123 ,128

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 กรกฎาคม 2557

‘ปลายประสาทอักเสบ’ ภัยเงียบผู้สูงวัย

bangkokbiznews140708_01แพทย์เผยปลายประสาทอักเสบ อาการบวม แดง อ่อนแรงและชา ที่แขนและขา ปลายมือ ปลายเท้า พบมากในผู้สูงวัย ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการติดเชื้อ ชี้ถ้าพบมีบาดแผลหรือฟกช้ำที่ปลายมือปลายเท้า ควรรีบพบแพทย์ทันที

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ระบบประสาทแบ่งออกเป็น 3 ระบบ คือ ระบบประสาทส่วนกลาง ระบบประสาทส่วนปลาย และระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งระบบประสาทส่วนปลายเกี่ยวข้องกับ 2 สิ่ง คือ การเคลื่อนไหวและการรับความรู้สึก ปลายประสาทอักเสบส่วนมากมักพบในผู้สูงอายุ แต่ในคนที่อายุน้อยพบได้เช่นกัน ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการติดเชื้อ อาการของปลายประสาทอักเสบ คือ ปวด บวม แดง ร้อน หรือถ้าดูในกล้องจุลทรรศน์จะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวจำนวนมาก แสดงว่ามีปฏิกิริยาต่อการอักเสบ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคปลายประสาทอักเสบ แบ่งได้ 3 กลุ่ม คือ

กลุ่มแรก มีการอักเสบจริง ๆ ที่ระบบประสาทส่วนปลาย อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ เช่น เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน หรืออาจพบในกลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรง ชา แต่ยังสามารถไปไหนมาไหนได้ ทำงานได้ หรือในผู้ป่วยที่เป็นรุนแรงจนถึงกล้ามเนื้อสำคัญ ๆ เช่น กล้ามเนื้อเกี่ยวกับการหายใจ อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ใส่ท่อช่วยหายใจ เป็นการอักเสบที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ตัวเองของร่างกาย ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง จึงจะสามารถฟื้นได้ โดยการให้ยาบางชนิดเป็นยากลุ่มที่เป็นเซรั่มแก้อาการแพ้เข้าไปช่วย ซึ่งค่อนข้างมีราคาแพง หรือหากติดเชื้อรุนแรงบริเวณกล้ามเนื้อสำคัญบริเวณแขน ขา อาจมีอาการอ่อนแรง บางรายอาจต้องทำกายภาพบำบัด

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ขาดวิตามิน หรือสารบางชนิด เช่น วิตามินบี ซึ่งพบผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้น้อย เนื่องจากปัจจุบันมีการบริโภคอาหารที่ดีขึ้น

กลุ่มที่ 3 เป็นผลมาจากพิษต่าง ๆ เช่น พิษจากตะกั่ว โลหะหนัก พิษเหล่านี้จะทำให้ระบบประสาทส่วนปลายเสียไปมักจะเป็นที่ปลายมือปลายเท้า

นอกจากนี้ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่คล้ายจะเป็นที่ระบบประสาทส่วนปลาย แต่เป็นความผิดปกติที่ระบบประสาทส่วนกลาง คือ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับไขสันหลัง เช่น มีเนื้องอกหรือมีอะไรไปกดที่เส้นประสาท หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทบริเวณบั้นเอว ซึ่งพบได้บ่อย จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการชา อ่อนแรง และมีอาการปวด เสียการทรงตัวเนื่องจากขาอ่อนแรง

ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่มีปัญหาหมอนรองกระดูกะมีท่าเดินลักษณะเฉพาะ หรือบางครั้งอ่อนแรง รวมทั้งกรณีที่เป็นโรคเบาหวาน สามารถทำให้เกิดปลายประสาทอักเสบได้เช่นกัน สำหรับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของประสาทส่วนปลาย จะมีอาการ ชา อ่อนแรง ซึ่งการรักษาจะเป็น ไปตามแนวของเส้นประสาทที่ผิดปกติ ส่วนใหญ่จะเป็นที่บริเวณแขนและขา ปลายมือ ปลายเท้า เพราะมีเส้นประสาทจำนวนมาก

อธิบดีกรมการแพทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคปลายประสาทอักเสบ ควรระมัดระวังไม่ให้เกิดบาดแผลที่ปลายมือปลายเท้า ถ้าพบว่า มีบาดแผลหรือฟกช้ำที่ปลายมือปลายเท้า ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะถ้าปล่อยไว้ แผลอาจทำให้ลุกลามและรักษายาก

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 8 กรกฎาคม 2557

เสาวรสต้านอนุมูลอิสระ

bangkokbiznews140705_01เสาวรสผลไม้ไทย ที่สามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุ

ในทางการแพทย์ส่วนของเสาวรสที่นำมาใช้ได้นอกจากผลแล้วยังมีใบ ดอก เปลือก ลำต้น โดยมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญหลายชนิด เช่น ฟลาโวนอยด์ สำหรับการนำไปใช้นั้นในส่วนของใบจะมีสารกลุ่มอัลคาลอยด์รวมถึงฮาร์แมนด้วย ซึ่งใช้สำหรับลดความดันโลหิต เป็นยาระงับประสาท และยาต้านเกร็ง

ขณะที่ดอกมีฤทธิ์เป็นยาระงับประสาทอย่างอ่อนและช่วยให้นอนหลับ ซึ่งคนโบราณนิยมใช้ในการแก้ปวด บำรุงปอด ใบสดใช้พอกแก้หิด ดอกใช้ขับเสมหะ แก้ไอ นอกจากนี้ยังพบว่าเสาวรสมีวิตามินเอสูงซึ่งช่วยในการบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น รักษาสภาพเยื่อบุผิว และเพิ่มสมดุลให้ร่างกาย แก้อาการนอนไม่หลับ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดและแก้โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ รวมถึงพบว่ามีแคโรทีนอยด์และวิตามินซีสูงกว่ามะนาว ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค และยังพบโปรตีนอัลบูมิน โฮโอมโลกัสในเมล็ด มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสารสกัดจากเสาวรสมีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็งได้อีกด้วย

จากโครงการวิจัยเรื่อง “ผลของน้ำเสาวรสต่อการต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบในผู้สูงอายุ” ซึ่งมี ดร.ศุภวัชร สิงห์ทอง สังกัดคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาเชียงใหม่ เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อศึกษาสารออกฤทธิ์ของเสาวรสทั้งชนิดเปลือกสีม่วง และสีเหลืองในหลอดทดลอง รวมทั้งศึกษาผลของการดื่มน้ำเสาวรสต่อความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุ

ผลการวิจัยพบว่า เมื่อนำสาวรสทั้งชนิดเปลือกสีเหลืองและเปลือกสีม่วงมาทำการสกัดด้วยน้ำ และ 80% เอทานอล แล้วทำการตรวจวิเคราะห์เบื้องต้นเพื่อตรวจหาสารออกฤทธิ์สำคัญ พบว่า เสาวรสทั้ง 2 ชนิด มีสารรูติน (สารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติผลึกสีเหลือง) ไพโรแกลลอล (สารประกอบฟีนอลชนิดหนึ่ง) และกรดแกลลิค นอกจากนี้ยังพบว่าเสาวรสเปลือกสีเหลืองที่สกัดด้วย 80% เอทานอล มีปริมาณฟีนอลิกสูงที่สุดและสามารถยับยั้งอนุมูลไฮดรอกซีได้ดีที่สุด ส่วนเสาวรสเปลือกสีม่วงที่สกัดด้วย 80% เอทานอล มีปริมาณฟลาโวนอยด์และมีฤทธิ์ในการกำจัดไนตริกออกไซด์สูงที่สุด ทั้งนี้เสาวรสเปลือกม่วงที่ทำการสกัดด้วยน้ำกลั่นมีฤทธิ์ในการกำจัดไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์สูงที่สุด

สำหรับการศึกษาในผู้สูงอายุ พบว่าชายและหญิงสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสเปลือกม่วงและเปลือกเหลืองตามลำดับ มีปริมาณวิตามินซีในซีรัมลดลงหลังการดื่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระโดยรวมพบว่าในหญิงสูงอายุมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นเมื่อดื่มน้ำเสารสทั้งสองชนิด ขณะที่ปริมาณไซโตไคน์ซึ่งเป็นสารสื่อกลางในการอักเสบลดลงในชายสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสทั้งสองชนิด และในหญิงสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสเปลือกม่วง อีกทั้งปัจจัยที่เป็นเนื้อร้ายเนื้องอกลดระดับลงอย่างมีนัยสำคัญในชายสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสเปลือกเหลืองและหญิงสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสเปลือกม่วง ซึ่งผลการทดลองนี้สอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมาว่าสารฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 5 กรกฎาคม 2557

8 วิธีดูแลสุขภาพผู้สูงอายุต้านหนาว

manager140122_001นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ช่วงนี้อุณหภูมิลดลง 2-4 องศาเซลเซียส ทำให้อากาศหนาวเย็นลง ขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพตนเองโดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ทั้งโรคทางเดินหายใจ อย่างไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบติดเชื้อได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในฝูงชน หรือสถานที่แออัด นอกจากนี้ ยังพบปัญหาเรื่องผิวหนังด้วย เนื่องจากผู้สูงอายุมีไขมันใต้ผิวหนังน้อย จึงมีแนวโน้มที่ผิวหนังจะสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย ควรทาโลชั่นหลังอาบน้ำทุกครั้ง เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง

นพ.สุพรรณ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้สูงอายุบางรายที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนเลือด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากการรับประทานอาหารดังกล่าวจะทำให้หัวใจทำงานหนักเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังพบปัญหาโรคปวดข้อ ซึ่งอากาศหนาว จะกระตุ้นให้โรคเกาต์มีอาการรุนแรงขึ้นได้ จึงควรรักษาความอบอุ่นให้ร่างกายอยู่เสมอ

ผู้สูงอายุควรดูแลสุขภาพช่วงที่อากาศหนาวเย็น ดังนี้

1.เลือกกินอาหารที่ให้ความอบอุ่นแต่ไขมันไม่สูง คือ อาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อปลา สัตว์ปีก และ เนื้อไม่ติดมัน เพราะร่างกายสามารถย่อยได้ง่าย

2.ควรกินผลไม้สดมากกว่าการดื่มน้ำผลไม้ เพราะจะให้เส้นใยอาหารมากกว่า

3.กินธัญพืชที่มีกากใยอาหารสูง เช่น พืชตระกูลถั่ว ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวมันปู สมุนไพรไทยที่มีรสเผ็ดร้อนจะช่วยให้เลือดมีการไหลเวียนดีขึ้น

4.ดูแลรักษาให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ สวมเสื้อผ้าที่หนาพอ มีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย

5.ดื่มน้ำอุ่นวันละ 6-8 แก้ว

6.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7 ชั่วโมงขึ้นไป และต้องห่มผ้าเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย

7.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และ

8.ปรึกษาแพทย์ประจำตัวเมื่อรู้สึกว่ามีความผิดปกติของร่างกาย ที่สำคัญการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดของคนในครอบครัวจะช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพจิตแจ่มใส ร่างกายแข็งแรงตามไปด้วย” อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าว

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 มกราคม 2557

ออกกำลังกายในน้ำ กับ ธาราบำบัด

dailynews130915_003เรื่องราวของการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพ มีการกล่าวถึงมาตั้งแต่ในสมัยโบราณ ซึ่งในสมัยนั้นจะใช้คุณสมบัติเรื่องอุณหภูมิของน้ำในการรักษาเป็นหลัก โดยเฉพาะน้ำอุ่นที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส อีกทั้งในสมัยนั้นยังไม่มีบ่อหรือสระธาราบัด จึงใช้การอาบน้ำแร่หรือบ่อน้ำพุร้อนต่าง ๆ ในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดตามข้อหรือตามกล้ามเนื้อต่าง ๆ

แต่ ณ ปัจจุบัน ทางกายภาพบำบัดได้นำเอาศาสตร์นี้มาใช้รักษาผู้ป่วย โดยเริ่มต้นใช้อ่างน้ำวนหรืออ่างน้ำอุ่น รักษาผู้ป่วยโรคข้อรูมาตอยด์ เพื่อจุดประสงค์ในการลดอาการปวด ต่อมาการรักษาธาราบำบัดได้มีการพัฒนามากขึ้น โดยให้ผู้ป่วยลงไปอยู่ในน้ำ หรือสระธาราบำบัดทั้งตัว ประกอบกับใช้ท่าทางของการออกกำลังกาย ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของนักกายภาพบำบัด

กภ.ยศวิน สกุลกรุณา นักกายภาพบำบัด จากคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล” ให้ข้อมูลว่า “ธาราบำบัด” คือการออกกำลังกายในน้ำซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาทางกายภาพ บำบัด โดยใช้น้ำเป็นสื่อหรือตัวกลางในการรักษา โดยอาศัยคุณสมบัติของน้ำ ช่วยพยุงรองรับทุกส่วนของร่างกาย ทำให้สามารถเคลื่อนไหวร่างกายและข้อต่อในส่วนต่าง ๆ ได้อย่างอิสระและง่ายขึ้น จึงช่วยลดแรงกระแทก และช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในขณะฝึกและออกกำลังในน้ำ ต่างจากการออกกำลังกายบนบกที่บางครั้งผู้ป่วยอาจไม่สามารถยืนหรือลงน้ำหนักได้ หรือในบางท่วงท่าก็ไม่สามารถทำได้ เช่น การเดิน, การก้าวขาขึ้น-ลงบันได หรือก้าวขาไปข้างหน้า ด้านข้าง หรือการทรงตัว เพราะฉะนั้นเมื่อเราเปลี่ยนจากการออกกำลังกายบนบกมาทำในน้ำก็จะช่วยให้การทำกายภาพ บำบัดมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ โดยธาราบำบัดทางกายภาพบำบัดนั้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาต่าง ๆ ดังนี้

1. ผู้ป่วยที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อหรือข้อต่อเรื้อรัง ส่งผลให้กำลังกล้ามเนื้อลดลงไม่สามารถใช้งานได้อย่างปกติ การทำธาราบำบัดจะมีการออกแบบท่าออกกำลังกายให้เหมาะสมกับส่วนที่มีปัญหาและเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อที่หายไปเพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้

2. ผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว เช่น เดินเซ ก้าวสั้น หรือเดินหลังค่อม น้ำจะเป็นตัวช่วยพยุงรอบตัวเพื่อให้ง่ายต่อการฝึกเดินหรือออกกำลังกายในท่าต่าง ๆ โดยที่ท่าเหล่านี้อาจทำได้ลำบากถ้าทำบนบก

3. ผู้ป่วยกระดูกหักหลังผ่าตัดหรือหลังถอดเฝือก โดยเฉพาะในส่วนกระดูกสันหลังและกระดูกขา การเริ่มฝึกเคลื่อนไหวให้กลับมาเป็นปกติจะมีข้อจำกัดคือความเจ็บแผลผ่าตัดและข้อต่อที่ยึดติดทำให้ยากต่อการฝึกฝน ธาราบำบัดจะมีส่วนช่วยในการพยุงเพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนไหวและลดความเจ็บปวดกล้ามเนื้อ มีผลทางด้านจิตใจคือช่วยลดความกลัวที่จะลงน้ำหนักได้อย่างปกติ

4. ผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง จากโรคอัมพฤกษ์หรืออัมพาต โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อทั้งเฉียบพลันและเรื้อรังต่าง ๆ การฝึกการเคลื่อนไหวในน้ำจะช่วยให้ง่ายต่อการทรงตัว

5. นอกจากผู้ป่วยแล้วบุคคลปกติที่มีปัญหาเรื่อง น้ำหนักตัว ความเครียด กล้ามเนื้อตึงจากการใช้งานไม่ถูกวิธีและมากเกินไป การทำธาราบำบัดก็สามารถแก้ปัญหาในส่วนนี้ได้

ธาราบำบัดหรือกายภาพบำบัดในน้ำ ยังใช้ได้ผลดีกับการคลอดลูก ผู้มีภาวะความเครียด ผู้สูงอายุที่ไม่มีปัญหาสุขภาพใด ๆ ผู้ที่เพิ่งถอดเฝือก รวมถึงผู้ที่มีปัญหาหมอนรองกระดูก ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่เข้าเฝือกอันเนื่องมาจากกระดูกหัก หรือเอ็นข้อเข่าขาด ต้องผ่าตัดเย็บซ่อม ก็จะมีการใช้ธาราบำบัดเข้ามาช่วย ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า เมื่อใช้ธาราบำบัดร่วมกับการฟื้นฟูบนบก จะสามารถช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงหลังการผ่าตัดเอ็นข้อเข่าให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันอย่างปกติได้ โดยใช้การฟื้นฟูประมาณ 4 -5 เดือน ต่างกับสมัยก่อนที่ใช้การฟื้นฟูบนบกอย่างเดียวที่ต้องใช้เวลา 10-12 เดือน

คำถามที่พบบ่อยสำหรับการทำธาราบำบัดก็คือ ในผู้ป่วยที่ว่ายน้ำไม่เป็น ไม่เคยว่ายน้ำมาก่อนเลย หรือกลัวการลงน้ำ จะสามารถเข้ารับการรักษาได้หรือไม่ เรื่องนี้นักกายภาพบำบัดอธิบายว่า คนกลุ่มนี้ก็สามารถเข้ารับการรักษาด้วยธาราบำบัดได้เช่นกัน เพราะในการรักษาจะเริ่มต้นด้วยน้ำลึกเพียง 1 เมตรหรือน้ำในระดับเอวเท่านั้น ซึ่งน้ำในระดับนี้จะช่วยทอนน้ำหนักลงไปได้ถึง 50% แล้ว ผู้ป่วยสามารถที่จะลงไปแกว่งขาในน้ำได้ เดินในน้ำได้ หรือจ๊อกกิ้งในน้ำได้ เมื่อผู้ป่วยสามารถปรับตัวกับน้ำในระดับนี้ได้ ก็จะเพิ่มความลึกของน้ำเป็นระดับอกหรือระดับไหล่ ซึ่งน้ำในระดับนี้จะช่วยทอนน้ำหนักลงไปได้ถึง 70–80% และผู้ป่วยจะสามารถออกกำลังกายในส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้เพิ่มมากขึ้น…และในกรณีคนไข้ที่ไม่เคยว่ายน้ำมาก่อนเลย แนะนำว่าให้มาพบนักกายภาพบำบัดก่อนเพื่อที่จะให้คนไข้ได้ปรับตัวและคุ้นเคยกับน้ำก่อน คุ้นเคยกับว่าเราจะลอยตัวในน้ำอย่างไร คุ้นเคยว่าน้ำนั้นมีแรงต้านกับเรายังไง และคุ้นเคยกับการทรงตัวในน้ำ

โดยทั่วไปผู้ป่วยจะได้รับการฝึกกายภาพ บำบัดในน้ำแบบเดี่ยวก่อน จนกระทั่งสามารถช่วยเหลือตัวเองได้บ้างแล้ว มีการทรงตัวที่ค่อนข้างดี และควบคุมการเคลื่อนไหวได้ค่อนข้างดี จากนั้นจะมีจับกลุ่มกับผู้ป่วยท่านอื่น ๆ ที่มีภาวะเจ็บป่วยใกล้เคียงกัน มีการออกแบบท่วงท่าในการออกกำลังกายในน้ำที่เหมาะสมในแต่ละกลุ่ม หรืออาจใช้อุปกรณ์ช่วยร่วมกับการฝึกการทรงตัวทั้งบนบกและในน้ำ ซึ่งจะให้ผลที่ดีกว่าการฝึกอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว สำหรับระยะเวลาในการรักษาต้องใช้อย่างน้อย 3 เดือนจึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย และความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายของผู้ป่วยเป็นสำคัญ

หลายคนมีข้อสงสัยว่าการกายภาพบำบัดในน้ำนั้นจะช่วยลดอาการปวดได้ด้วยหรือไม่ ในประเด็นนี้ก่อนอื่นผู้ป่วยต้องทราบว่าอาการปวดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากการผ่าตัดนั้น เกิดจากการคั่งค้างของของเสียในร่างกาย รวมถึงสารอักเสบและเลือดเสียที่คั่งค้าง สังเกตได้ว่าหลังการผ่าตัดนั้นขาเราจะบวม ซึ่งการที่เราลงไปในน้ำ น้ำจะมีคุณสมบัติคือมีแรงดันทุกทิศทางกับร่างกายของเรา เพราะฉะนั้นแรงดันเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่คั่งค้างให้กระจายออกไป อาการปวดก็จะทุเลาลง เป็นการช่วยลดการอักเสบของข้อต่อและลดอาการบวมได้ ดังนั้นในผู้ป่วยที่ออกกำลังกายในน้ำอยู่สม่ำเสมอก็มีส่วนทำให้ความดันโลหิตลดลงได้”

ไม่เพียงแต่ในผู้ใหญ่เท่านั้น กายภาพบำบัดในน้ำยังมีประโยชน์กับเด็กที่มีปัญหาเรื่องพัฒนาการล่าช้า เด็กที่มีความพิการทางสมอง เช่น ในเด็กปกติทั่วไปจะสามารถเดินได้เมื่ออายุประมาณ 1 ขวบ แต่เด็กเหล่านี้จะมีพัฒนาเรื่องการเดินได้ล่าช้ากว่านั้น ซึ่งจะมีนักกายภาพบำบัดให้การดูแลร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครอง ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีภายในครอบครัว ซึ่งจะใช้ท่วงท่าของการกระตุ้นเพื่อให้เด็กเตะขาและสามารถเหยียดขาได้ ใช้ท่านอนคว่ำเพื่อช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อหลังให้เด็กสามารถเหยียดหลังและเหยียดคอได้ รวมถึงท่าในการกระตุ้นกล้ามเนื้อตะโพกให้เด็ก เพื่อให้เด็กสามารถที่จะลุกขึ้นคลานได้ ยืนได้ และเดินได้ พอเรากระตุ้นการเคลื่อนไหวของเด็กในน้ำแล้ว การเคลื่อนไหวบนบกของเด็กก็จะมีพัฒนาการได้ดีมากขึ้น

แม้การทำธาราบำบัดจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีข้อควรระวังและข้อห้ามดังนี้

1. ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ควรแจ้งแก่นักกายภาพบำบัดก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อให้นักกายภาพบำบัดได้เตรียมระดับของน้ำที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วย

2. จริงๆ แล้วการออกกำลังกายในน้ำร่างกายผู้ป่วยจะมีการสูญเสียเหงื่อหรือสูญเสียน้ำเช่นเดียวกับการออกกำลังกายบนบก ดังนั้นจึงควรมีการจิบน้ำเป็นระยะ ๆ ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ

3. ผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ ไม่แนะนำให้ทำธาราบำบัด

4. ผู้ป่วยที่มีภาวะการติดเชื้อของผิวหนัง รวมถึงมีบาดแผลเปิด ไม่ควรทำธาราบำบัด จำเป็นต้องรักษาอาการติดเชื้อเหล่านั้นให้หายเสียก่อนจึงจะเข้ารับการธาราบำบัดได้

โดยสรุปก็คือการทำธาราบำบัดสามารถใช้ได้กับคนทุกเพศทุกวัย เริ่มตั้งแต่วัยเด็กเรื่อยไปถึงวัยสูงอายุ ในเด็กจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการตั้งแต่วัยคลานไปจนถึงวัยเดิน ส่วนในวัยรุ่นที่มีการบาดเจ็บทั้งจากการเล่นกีฬาหรือการทำงาน ธาราบำบัดสามารถช่วยฟื้นฟูให้กลับมาใช้ชีวิตหรือทำกิจวัตรประจำวันได้เร็วขึ้น…ในวัยทำงานหรือวัยกลางคนที่มักจะมีความเครียดเกิดขึ้น รวมถึงมีอาการปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ธาราบำบัดสามารถช่วยผ่อนคลายความเครียดเหล่านั้นได้ในระดับหนึ่ง สุดท้ายในวัยสูงอายุ ธาราบำบัดนับว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากในผู้สูงอายุอาจมีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว ความดันโลหิต และกล้ามเนื้ออ่อนแรง ช่วยให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ทำให้มีความสนุก สนาน มีสังคม อีกทั้งยังได้ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงด้วยครับ

สำหรับผู้สนใจเรื่องกายภาพบำบัดในน้ำหรือธาราบำบัด สามารถติดต่อได้ที่คณะกายภาพ บำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา โทรศัพท์ 0-2441-5450 ต่อ 12.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์  15 กันยายน 2556