‘ดูแลผู้สูงวัยแบบองค์รวมกายและใจ’

dailynews130721_003คนเราทุกคนล้วนอยากมีสุขภาพที่แข็งแรง เพราะการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นย่อมไม่เพียงแต่สร้างความทุกข์ให้กับตัวผู้ป่วยเองเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อผู้ใกล้ชิดหรือบุคคลรอบข้างอีกด้วย โรคภัยไข้เจ็บย่อมมาพร้อมกับอายุที่มากขึ้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องดูแลหรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้สูงอายุที่เจ็บป่วย อาจหลีกเลี่ยงความเครียดได้ยาก  โดยเฉพาะในผู้ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังหรือโรคที่มีอาการรุนแรง ผมจะเสนอแนะเคล็ดลับง่าย ๆ 3 ประการ ในการสร้างกำลังใจต่อตนเอง  ให้สามารถปรับตัวรับความเครียดที่เกิดขึ้น เพื่อดูแลผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยได้ดียิ่งขึ้นนะครับ

อัตราของผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังมีสูงถึงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และ 2 ใน 3 ของผู้สูงอายุกลุ่มนี้ จะมีโรคประจำตัวตั้งแต่ 2 โรคขึ้นไป จากการสำรวจพบว่า โรคเรื้อรังที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ 9 อันดับแรก (Oxford Journal, Volume 35, Issue 6) ได้แก่

1. กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Diseases : CVD) ร้อยละ 72 ของผู้สูงอายุ ได้แก่
ก. โรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic Heart Disease: IHD)
ข. โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension)
ค. โรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูง (Hypercholesterolemia)
ง. โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia)

2. กลุ่มโรคทางระบบประสาทและจิตเวช (Central Nervous System and Psychiatry) ร้อยละ 37 ของผู้สูงอายุ ได้แก่
ก. โรคเครียดและโรคซึมเศร้า (An-xiety and Depression)
ข. โรคสมองเสื่อม (Dementia)
ค. โรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก (Cerebrovascular Accident: CVA)
ง. โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Di-sease)
จ. โรคลมชัก (Epilepsy)

3.กลุ่มโรคกระดูกและกล้ามเนื้อ (Musculo-skeleton Disease) ร้อยละ 28 ของผู้สูงอายุ ได้แก่
ก. โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid)
ข. โรคเข่าเสื่อม/โรคข้อเสื่อม/กระดูกผุ (Osteoporosis, Osteoarthritis)
ค. โรคเกาต์ (Gout)

4. กลุ่มโรคระบบทางเดินอาหารส่วนต้น (Upper GI Conditions) ร้อยละ 24 ของผู้สูงอายุ

5. กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Conditions) ร้อยละ 14 ของผู้สูงอายุ

6. โรคเบาหวาน (Diabetes) ร้อยละ 8 ของผู้สูงอายุ

7. โรคไทรอยด์ (Thyroid Disease) ร้อยละ 7 ของผู้สูงอายุ

8. โรคต้อหิน (Glaucoma) ร้อยละ 5 ของผู้สูงอายุ

9. กลุ่มโรคมะเร็ง (Cancers) ร้อยละ 4 ของผู้สูงอายุ

จากกลุ่มโรคทั้งหมด เราสามารถจัดกลุ่มผู้สูงอายุตามระดับสุขภาพ และความสามารถในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน ได้เป็น 3 กลุ่ม ซึ่งต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน ดังนี้

1. กลุ่มติดสังคม ได้แก่ ผู้สูงอายุที่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ดี อาจสามารถช่วยเหลือผู้อื่นและสังคมได้ด้วย

2. กลุ่มติดบ้าน ได้แก่ ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองได้บ้าง จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือบางอย่าง เช่น  ไม่สามารถเดินตามลำพังบนทางเรียบได้ ต้องให้คนพยุงหรือใช้อุปกรณ์ช่วย ต้องการความช่วยเหลือในขณะรับประทานอาหาร อาจทำโต๊ะเปื้อน หรือต้องการความช่วยเหลือในการพาไปห้องสุขาเพื่อขับถ่าย เป็นต้น

3. กลุ่มติดเตียง ได้แก่ ผู้สูงอายุที่ป่วยหรือไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เช่น ไม่สามารถเคลื่อนย้ายตนเองได้เพียงลำพัง กลืนลำบากแม้ผู้ดูแลจะป้อนอาหารให้ หรือจำเป็นต้องได้รับอาหารผ่านช่องทางอื่น เช่น  สายต่อจมูกสู่กระเพาะอาหารโดยตรง ต้องขับถ่ายในท่านอนหรืออยู่บนเตียง หรือต้องสวมใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ตลอด เป็นต้น

๏ เมื่อคุณต้องดูแลผู้ป่วยสูงวัยเหล่านี้

หลายคนที่เคยดูแลผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นการเฉพาะกิจหรือถาวร ย่อมมีความเครียดในระดับที่แตกต่างกันตามความต้องการความช่วยเหลือของผู้ป่วยแต่ละกลุ่ม ผู้สูงอายุที่ติดเตียงมักต้องการการดูแลช่วยเหลืออย่างมากจนอาจทำให้ผู้ดูแลรู้สึกเหนื่อยล้า ทั้งจากการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอและปัญหาพฤติกรรมของผู้ป่วย จนอาจกลายเป็นความตึงเครียด มีความวิตกกังวลหรือมีภาวะซึมเศร้าตามมาได้ โดยอาจแสดงออกในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น นอนไม่หลับ หงุดหงิดฉุนเฉียว หลงลืมง่าย รู้สึกกระวนกระวายหรือกระสับกระส่าย ปวดศีรษะหรือ ปวดตามตัว มีอาการทางร่างกายอื่น ๆ เช่น เหงื่อออก ใจสั่น แน่นหน้าอก ท้องไส้ปั่นป่วน ฯลฯ เบื่ออาหาร (หรืออาจจะรับประทานอาหารเพิ่มขึ้นโดยควบคุมไม่ได้) หากเป็นรุนแรงอาจมีความรู้สึกเบื่อ เซ็ง ท้อแท้สิ้นหวัง รู้สึกไร้ค่า ไม่อยากทำอะไรหรือรู้สึกไม่สนุกกับกิจกรรมที่เคยทำให้เพลิดเพลิน

ความเครียดในการดูแลผู้ป่วยสูงวัยเกิดจากหลายสาเหตุครับ เช่น ความรุนแรงของโรคที่ผู้ป่วยเป็น ทำให้จำเป็นต้องได้รับการดูแลที่ยุ่งยากซับซ้อน ปัญหาพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้ป่วย เช่น เอาแต่ใจตนเอง  ไม่ยอมนอนหรือวุ่นวายในตอนกลางคืน ปัญหาที่เกิดจากความไม่เข้าใจในการดำเนินโรคและพยากรณ์โรคที่ชัดเจน ทำให้ญาติหรือผู้ดูแลมีความกังวลในการดูแลที่ถูกต้องเหมาะสม และการวางแผนดูแล ผู้ป่วยในระยะยาว เป็นต้น ซึ่งความเครียดจากปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้จะลดน้อยลง หากผู้ดูแลปฏิบัติตามข้อแนะนำง่าย ๆ นี้  “รู้ให้จริง นิ่งให้มาก ยิ่งยาก…ยิ่งท้าทาย” นะครับ ซึ่งจะเสนอเนื้อหารายละเอียดในตอนต่อไป

ข้อมูลจาก นายแพทย์ธิติพันธ์  ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 11 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 21 กรกฎาคม 2556

dailynews130728_003

‘ดูแลผู้สูงวัยแบบองค์รวมกายและใจ’ ตอนที่ 2

๏ “รู้ให้จริง”

ผู้ดูแลควรได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยของผู้สูงวัย ในประเด็นต่าง ๆ เช่น การวินิจฉัยโรคที่แน่นอน ระยะหรือความรุนแรงของโรค สาเหตุของโรค การดำเนินโรคและพยากรณ์โรค (ว่าลักษณะอาการของโรคจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป และโอกาสที่ผลการรักษาจะหายขาด ดีขึ้น คงเดิม เป็นต่อเนื่องเรื้อรัง หรือแย่ลง) วิธีการรักษา ทั้งโดยการใช้ยา เช่น ยาแต่ละชนิดคือยาอะไร ใช้เพื่ออะไร ให้ผู้ป่วยใช้หรือรับประทานอย่างไร มีผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวังหรือไม่ รวมไปถึงวิธีการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน เช่น ลักษณะอาหารที่ควรจัดให้รับประทานเป็นอย่างไร อาหารหรือพฤติกรรมบางอย่างที่ควรหลีกเลี่ยง การปฏิบัติหรือดูแลเมื่อผู้ป่วยมีการเจ็บป่วยอย่างอื่นเพิ่มเติม หรือมีอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา เป็นต้น

การที่ผู้ดูแลได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยที่ “ถูกต้องและชัดเจน” จะทำให้มีความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น และสามารถลดความเครียดหรือความลังเลสงสัยในการดูแลผู้ป่วยได้ โดยข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนที่สุด ควรได้จากแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขอื่น ๆ ที่เชื่อถือได้ หากจำเป็นต้องสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น ควรตรวจสอบที่มาและความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลนั้นก่อนเสมอ เนื่องจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วย และอาจเพิ่มความกังวลให้กับผู้ดูแลได้ เช่น ปัญหาพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างของผู้ป่วยสามารถควบคุมให้ลดน้อยลงได้อย่างปลอดภัย โดยใช้ยาในกลุ่ม ยาจิตเวชบางตัว ซึ่งหลายท่านยังเข้าใจคลาดเคลื่อนและปฏิเสธการใช้ยากลุ่มนี้ ทำให้ผู้ดูแลจำต้องทนกับพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของผู้ป่วยต่อไปโดยไม่จำเป็น

๏ “นิ่งให้มาก”

การดูแลผู้ป่วยสูงอายุอาจทำให้เกิดความเครียดได้มาก และสถานการณ์บางอย่างก็อาจมีส่วนกดดันให้ผู้ดูแลมีความเครียดมากขึ้น เช่น ปัญหาด้านเศรษฐกิจ หรือปัญหารบกวนจิตใจจากคนรอบข้าง เช่น คำวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการดูแลผู้ป่วยจากบุคคลอื่น เป็นต้น ทำให้ผู้ดูแลบางคนมีอารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย จนบางครั้งไม่สามารถควบคุมได้ อาจเผลอพูดหรือแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกไป ทั้งกับผู้ป่วยหรือบุคคลอื่น จากนั้นมักจะเกิดความรู้สึก ด้านลบหรือรู้สึกผิดกับพฤติกรรมของตนเอง เกิดเป็นวงจรความเครียดที่ต่อเนื่องและทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ

การ “นิ่งให้มาก” ไม่ได้หมายความถึง การนิ่งเฉยและอดทนกับสถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้น  แต่หมายถึง “การมีสติ” รับรู้อารมณ์ ความคิดและพฤติกรรมของคุณเอง โดยทุกครั้งที่มีความเครียดเกิดขึ้น ผมแนะนำให้ลองสำรวจดูว่า “คุณกำลังเครียดเรื่องอะไร” หากเรื่องที่คุณกำลังเครียดอยู่ในกลุ่มเรื่องที่คุณสามารถจัดการ เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขให้ดีขึ้นได้ ให้คุณพยายามคิดต่อไปและทำในส่วนนี้อย่างเต็มที่ ในทางตรงกันข้าม หากเรื่องที่คุณกำลังเครียดอยู่ในกลุ่มเรื่องที่คุณไม่สามารถจัดการ เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขให้ดีขึ้นได้ หรือคุณได้ทำส่วนที่คุณสามารถจัดการได้อย่างเต็มที่แล้ว ก็อยากให้คุณปล่อยวางเรื่องนี้และหันกลับไปมุ่งสนใจในจุดที่คุณยังสามารถจัดการได้ส่วนอื่น ๆ จะดีกว่า

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ “การนิ่งเพื่อดูแลตนเอง” หมายถึง ผู้ดูแลควรมีเวลาพักผ่อนหรือเวลาส่วนตัวในการดูแลตนเองบ้าง โดยอาจหาผู้ดูแลคนอื่นมาช่วยดูแลผู้ป่วยเป็นครั้งคราว หรือจัดแบ่งเวลาในการดูแลผู้ป่วยโดยไม่ลืมจัดสรรเวลาสำหรับการพักผ่อน หรือกิจกรรมผ่อนคลายของตนเองด้วย อยากให้คิดอยู่เสมอว่า หากผู้ดูแลเจ็บป่วย ก็จะไม่สามารถให้การดูแล ผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพได้

๏ “ยิ่งยาก…ยิ่งท้าทาย”

มุมมองต่อปัญหาเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ที่มองปัญหาเป็นภัยคุกคาม (Threat) จะทำให้เกิดความคิดและความรู้สึกด้านลบตามมา ทำให้ไม่สามารถจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในทางตรงกันข้าม หากมองปัญหาเป็นสิ่งท้าทาย (Challenge) จะทำให้เกิดแรงขับในการจัดการปัญหาในเชิงบวก และเพิ่มโอกาสในการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อมีความเครียดเกิดขึ้น ธรรมชาติของจิตใจจะทำให้คุณหมกมุ่นอยู่กับความคิดด้านลบ ไม่ว่าจะเป็นความคิดด้านลบต่อตนเอง รู้สึกผิดกับตนเองหรือตนเองไร้ค่า (Worthlessness) ความคิดด้านลบต่อสิ่งแวดล้อม คิดว่าสถานการณ์รอบด้านนั้นกดดันหรือโหดร้าย ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือคุณได้ (Helplessness) และความคิดด้านลบ ต่ออนาคต ท้อแท้ สิ้นหวังหรือหมดกำลังใจ (Hopelessness)

คงจะไม่มีอะไรดีไปกว่าการสร้างกำลังใจให้กับตนเองภายใต้สภาวะที่ย่ำแย่เช่นนี้ เพราะนั่นจะเป็นแรงเสริมให้คุณสามารถมองปัญหาอย่างท้าทายได้ เทคนิคง่าย ๆ ในการสร้างกำลังใจนี้ สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการคิดบวก (Positive Thinking) ผ่านการสำรวจสิ่งดีๆ ต่าง ๆ ที่คุณมีอยู่

I HAVE คุณมีอะไรอยู่บ้าง

เช่น คุณมีสามีที่คอยให้กำลังใจ คุณมีรายได้ประจำทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องเท่าไรนัก คุณมีเพื่อนสนิท ที่สามารถพึ่งพาได้ คุณสามารถขอความช่วยเหลือ หรือคำแนะนำจากบริการสาธารณสุข หรือสายด่วนสุขภาพจิต (โทร.1323) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จัดเป็นปัจจัยสนับสนุนภายนอก (External Protective Factors) ที่คอยช่วยเหลือคุณในเวลาที่คุณต้องการ

I AM คุณเป็นใคร

เช่น คุณเป็นคนเก่ง คุณเป็นคนมีความรับผิดชอบ คุณเป็นคนดีที่เลือกจะรับภาระในการดูแลผู้ป่วย คุณเป็นคนมีความหวังว่าผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นเรื่อย ๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จัดเป็นความแข็งแกร่งภายในตัวคุณ (Inner Strength) ที่สามารถเพิ่มความภูมิใจและความมั่นใจในตนเอง

I CAN คุณสามารถทำอะไรได้บ้าง

เช่น ที่ผ่านมาคุณสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ดี คุณสามารถระบุความรู้สึกของตัวเองและคนอื่น ๆ ได้ คุณสามารถควบคุมอารมณ์และผ่านพ้นสถานการณ์ตึงเครียดได้ดี เป็นต้น ทั้งหมดนี้จัดเป็นทักษะระหว่างบุคคล (Interpersonal Skill) ซึ่งสามารถทำให้คุณจัดการปัญหา หรือเข้าถึงความช่วยเหลือได้ดีขึ้น

การสำรวจสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้น่าจะช่วยเสริมสร้างกำลังใจให้กับตัวคุณ ทำให้เห็นคุณค่าของความผูกพัน ความรับผิดชอบที่คุณกับผู้ป่วยมีให้กัน เรามั่นใจว่า คุณสามารถจัดการปัญหาได้ ไม่สิ้นหวัง เชื่อว่าปัญหาเป็นโอกาสในการพัฒนามากกว่าเป็นอุปสรรค และพร้อมที่จะเผชิญปัญหาอย่างเข้มแข็งต่อไป ไม่ว่าสถานการณ์จะดีขึ้น คงเดิม หรือแย่ลง…คุณจะบอกกับตัวเองได้ว่า คุณได้ดูแลเขาด้วยความรัก ความเอาใจใส่อย่างเต็มความสามารถแล้ว

ข้อมูลจาก นายแพทย์ธิติพันธ์  ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 11 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 28 กรกฎาคม 2556

Advertisements

เป็นสันนิบาตลูกนก แล้วเป็นมะเร็งยาก

Credit : ebscoassessments.convergencehealth.com

Credit : ebscoassessments.convergencehealth.com

สถานีเทคโนโลยีชีวเวชของสภาวิจัยแห่งชาติเมืองมักกะโรนี ศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุคนที่เป็นโรคสันนิบาตลูกนก จะไม่ค่อยเป็นมะเร็งซ้ำอีกโรคหนึ่ง และในทำนองเดียวกัน คนที่เป็นมะเร็งอยู่แล้ว ก็จะไม่ค่อยเป็นโรคสันนิบาตลูกนก

นักวิจัยอ้างว่า สาเหตุของความสัมพันธ์ของโรคทั้งสองเชิงกลับกันอย่างไม่คาดฝันเช่นนี้ อาจจะเป็นเพราะทั้งสองโรค มียีนที่เกี่ยวเนื่องทางประสาทวิทยาและการเติบโตของมะเร็งร่วมกันอยู่จำนวนหนึึ่่ง และเส้นทางเดินของโรคทั้งคู่ก็มีเส้นทางเดินร่วมกันอยู่ด้วย

ดร.มัสสิโม มิวสิกโค หัวหน้าคณะผู้ศึกษา กล่าวว่า “แม้ว่านักวิจัยจะเห็นว่าโรคทั้งสองไม่เกี่ยวกันเลย แต่ความรู้บางอย่างของโรคมะเร็งบางอย่าง อาจใช้ทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ในผู้ที่เป็นโรคสันนิบาตลูกนกได้ดีขึ้น”

ขณะเดียวกันหมอเจน ไดรเวอร์ ซึ่งศึกษาเรื่องของความแก่ชรา อยู่ที่โรงพยาบาลบริกแฮมและผู้หญิง ในกรุงบอสตัน ที่สหรัฐฯ ก็กล่าวว่า “มีข้อมูลที่น่าเชื่อว่าโรคสันนิบาตลูกนก มีส่วนทำให้ความเสี่ยงกับโรคมะเร็งต่ำอยู่ด้วย

หมอมัสสิโมกับคณะได้แจ้งว่าพบผู้ที่ถูกวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคสันนิบาตลูกนก ไม่ว่าก่อนป่วยและหลังป่วยแล้ว บุคคลผู้นั้นจะเป็นมะเร็งยาก และในทางกลับกัน มันก็เป็นแบบเดียวกันด้วย

ตัวหมอมัสสิโมกับคณะได้เคยติดตามดูอาการของคนไข้อายุ 60 ปี ที่ถูกวินิจฉัยโรคว่าเป็นมะเร็ง หรือโรคสันนิบาตลูกนก ที่อยู่อาศัยในภาคเหนือของอิตาลี จำนวน 204,000 รายมาแล้ว.

ที่มา : ไทยรัฐ 15 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

Alzheimer’s tied to less cancer, and vice versa

By Genevra Pittman

NEW YORK | Wed Jul 10, 2013

(Reuters Health) – People with Alzheimer’s disease have a lower risk of cancer than other elderly adults, a new Italian study suggests.

Additionally, researchers found that seniors who were diagnosed with cancer were less likely to develop Alzheimer’s.

Researchers said there are a number of genes that affect both neurology and cancer growth – and pathways by which the two are connected – that could explain the “unexpected” inverse link between the diseases.

“Cancer and Alzheimer’s have been viewed by researchers as completely separate,” said Dr. Massimo Musicco, who led the study at the National Research Council of Italy’s Institute of Biomedical Technologies in Milan.

“Some of the knowledge that we have on cancer can be used for a better understanding of what happens when a person has Alzheimer’s disease, and vice versa,” he said.

There are convincing data that Parkinson’s disease is tied to a lower risk of cancer, said Dr. Jane Driver, who studies aging at Brigham and Women’s Hospital in Boston.

More recently, the same pattern has been showing up for other neurological disorders, including schizophrenia and Alzheimer’s, she noted.

But earlier studies haven’t been able to rule out whether Alzheimer’s disease might be keeping cancer symptoms from being noticed – or vice versa – or if people who die from one disease just have less time to be diagnosed with the other.

In their study, Musicco and his colleagues found people who ultimately were diagnosed with Alzheimer’s had a lower risk of cancer both leading up to and after their diagnosis.

Likewise those with cancer were less likely to get Alzheimer’s both before and after the cancer was caught.

“I’m hoping this will then convince all the doubters that there is a true inverse association between Alzheimer’s, Parkinson’s and probably some other neurologic diseases and cancer,” Driver told Reuters Health.

Musicco and his team tracked new cancer and Alzheimer’s diagnoses among 204,000 people age 60 and older living in Northern Italy.

Between 2004 and 2009, just over 21,000 of them were diagnosed with cancer and close to 3,000 with Alzheimer’s disease. There were 161 people diagnosed with both diseases.

The researchers calculated that 246 cases of Alzheimer’s disease would be expected in members of the cancer group, based on their age and gender balance, and 281 cancers would be predicted among those with Alzheimer’s.

The lower rates meant that people with cancer were 35 percent less likely to develop Alzheimer’s disease than other adults, the researchers wrote in the journal Neurology. And those with Alzheimer’s had a 43 percent lower risk of cancer.

The link held up when they looked at most cancers individually.

“These two diseases seem intrinsically related to human aging,” Musicco told Reuters Health.

“Cancer may be conceptualized as a high tendency of cells to reproduce, which is so high that it is no (longer) controlled,” he said. “Alzheimer’s disease is exactly the reverse. It’s a sort of incapacity of neuron cells to reproduce.”

The study doesn’t prove one disease is protective against the other. It also doesn’t mean people with Alzheimer’s or cancer never have to worry about getting the other condition, Driver said.

The researchers noted that they couldn’t take into account people’s lifestyle and whether some habits might affect the risk of cancer and Alzheimer’s differently.

Driver said the inverse link has “prompted thinking outside the box” regarding ways to treat Alzheimer’s disease – for which good treatment options are scarce.

“By further investigating this decreased risk, there’s a good chance we’ll be able to find completely new therapies,” Driver said.

“Any new lead or any new avenue to go down, we really need to take it.”

SOURCE: bit.ly/153xezv Neurology, online July 10, 2013.

SOURCE : www.reuters.com

อย่าให้สมองอยู่ว่างขวางความทรุดโทรม

thairath130708_002คนที่ไม่ปล่อยให้สมองว่าง หมั่นอ่านและเขียนหนังสือ สมองจะเสื่อมช้าลงเมื่อตอนแก่ตัว อายุ 80 ปี ยังทดสอบความจำได้ดีอยู่เลย ทำให้เชื่อได้ว่า การระวังรักษาการปฏิบัติตัว ช่วยให้ความจำเสื่อมช้าได้

คณะนักวิจัยสหรัฐฯ ได้รายงานในวารสาร “ประสาทวิทยา” ว่า ได้ศึกษากับผู้ที่มีอายุเกิน 55 ปีขึ้นไปจำนวน 294 คน โดยการทดสอบความจำและความคิดประจำทุกปี ติดต่อกันจนกระทั่งตาย อยู่นานประมาณ 6 ปี พบว่าคนเหล่านี้ผู้ที่เขียนและอ่านอยู่ประจำ ความจำจะเสื่อมช้ากว่าปกติร้อยละ 32 ขณะคนที่อ่านและเขียนน้อยกว่าเฉลี่ย สมองจะเสื่อมเร็วกว่ากันร้อยละ 42

ดร.โรเบิร์ต วิลสัน ศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยรัช ที่นครชิคาโก หัวหน้านักวิจัย ชี้แจงว่า ถึงแม้จะไม่ได้หมายความถึงขนาดว่าการใช้สมองจะป้องกันสมองไม่ให้เสื่อมได้ แต่ก็ใกล้เข้าไปแล้ว และบอกแนะนำว่า คนเราควรจะเลือกทำสิ่งที่เป็นการกระตุ้นและท้าทายที่ชอบ ควรจะทำไปจนแก่จนเฒ่า”.

ที่มา : ไทยรัฐ  8 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

pentagonpost130704_001

A busy and active ‘old brain’ keeps dementia at bay

posted by Shelly Jones

July 4, 2013

A recent study has stunned us all with a scientific suggestion that a busy and active mind can protect the brain in old age. A US Researcher Team led by Dr Robert Wilson of Rush University Medical Center in Chicago has suggested that it is important to exercise the brain throughout the lifetime to have a healthy brain in old age.

According to the study report, the risk of dementia onset can be delayed by leading a healthy lifestyle from the early age. The lifestyle that contains a balanced diet and a regular exercise throughout is the best option to lower the risk of dementia onset. The study further suggested that a busy and active mind might slow down the cognitive decline rate.

During a US study, certain tests were performed on around 294 people aged over 55 every year for about six years until they died. Such tests have measured their memory and thinking processes. During the test procedure, the people under observation had answered a questionnaire about their activities, such as reading books, writing letters or diaries, and participating in other mental stimulation activities during their childhood, adolescence, middle age, and in later life. After their death, their brains were studied for the evidence of any physical symptoms of dementia, such as brain lesions and plaques. The resultant study was that those who had a record of busy brains throughout their lifetime had 15% slower cognitive decline rate than those who had a less active brain.

According to a survey related to the study, more than 820,000 people who have mental symptoms of dementia are currently living in the UK. Dr Simon Ridley, the Head of Research at Alzheimer’s Research UK, has commented that the increasing level of mental activity may help increase the cognitive level. According to Dr James Pickett, the Head of Research at the Alzheimer’s Society, more research and studies are needed to find out a way to eradicate the deterioration of intellectual faculties. Meanwhile, older people can engage themselves in reading books and solving crosswords to have healthy and active minds.

SOURCE : www.pentagonpost.com

เดินหลังกินอิ่มทุกมื้อ หนีโรคเบาหวานพ้น

Credit : elizabethweintraub.com

Credit : elizabethweintraub.com

มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตันของสหรัฐฯ แนะนำบรรดาผู้สูงอายุทั้งหลายว่าให้เดินออกกำลังหลังอิ่มข้าวทุกมื้อ ครั้งละ 15 นาที จะป้องกันไม่ให้เป็นโรคเบาหวานแบบที่ 2 ได้

นักวิจัยกล่าวว่า การเดินหลังอิ่มจะช่วยกดระดับน้ำตาลในเลือดเอาไว้ได้เท่ากับการเดินไกลๆ ระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มสูงขึ้น หลังกินอิ่มยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรค ดังนั้น จึงไม่ควรพักหลังอาหารเป็น อันขาด

การศึกษาครั้งนี้นับเป็นการทดสอบผลของการออกกำลังในช่วงความเสี่ยงสูงภายหลังการอิ่ม ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

หัวหน้านักวิจัยกล่าวชี้แจงว่า ความอิ่มทำให้ระดับน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้น อันแสลงกับโรค ซึ่งในการศึกษาเรียกว่าภาวะเบาหวานแฝง ของโรคเบาหวานแบบที่ 2 และโรคหัวใจและหลอดเลือด

การศึกษาทำให้รู้ว่าการเดินเพียง 15 นาที ก็ทำให้ระดับน้ำตาลลดต่ำลง ในช่วงระยะเวลา 24 ชม. ไม่ต่างอะไรกับการเดินในจังหวะช้าถึงปานกลางนาน 45 นาที และช่วงที่เหมาะที่สุดกับการเดินคือหลังมื้อเย็น เพราะเป็นมื้อหนักที่สุดของวัน ซึ่งก่อระดับน้ำตาลขึ้นได้สูงที่สุด.

ที่มา : ไทยรัฐ 17 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

nbcnews130612_001

After-meal walks may help control diabetes, study suggests

Brian Alexander
NBC News contributor

June 12, 2013 at 12:57 AM ET

Once upon a time, people routinely took a short walk after a meal. That old tradition should make a comeback according to a study released today in the journal Diabetes Care. It found that a 15-minute, moderate speed walk about 30 minutes after eating exerts significant control over the high blood sugar of older people.

That’s important because blood sugar spikes after meals. In young, fit, people, insulin helps drive that sugar, glucose, into muscle cells and the liver where it’s stored for energy. This system becomes less efficient as we age, explained the study’s leader, Loretta DiPietro of the Department of Exercise Science at The George Washington University School of Public Health and Health Services.

Leaving too much glucose in the blood can not only lead to type 2 diabetes, but cardiovascular damage.

That exercise helps prevent these effects is hardly news. That’s why experts recommend 45 minutes of exercise most days of the week.

But, DiPietro explained, many older people may not be able to, or motivated to, exercise for such sustained periods.

So in one of the first exquisitely-controlled experiments of its kind, DiPietro and her colleagues put 10 volunteers with an of average age of about 60, and with elevated, but not diabetic, levels of blood sugar, through three different two-day tests, each four weeks apart, in a special room designed for the purpose.

While their glucose levels were continuously monitored with an implanted meter, they exercised by walking on a treadmill for 45 minutes mid-morning, or for 45 minutes in the afternoon, or for 15 minutes half an hour after each tightly controlled meal by walking at a pace of about 3 miles per hour, what DiPeitro calls “the low end of moderate.” The first day of each two-day period, they did no exercise at all.

As expected, without exercise, post-meal blood sugar spikes were not well controlled. Both the mid-morning 45-minute treadmill session, and the three 15-minute sessions, controlled blood sugar over the 2-day period better than the afternoon 45-minute session.

But only the 15-minute walks managed to significantly reduce blood sugar spikes during the important three-hour post-meal window.

But only the 15-minute walks managed to significantly reduce blood sugar spikes during the important three-hour post-meal window. Walking could be one tool to help prevent diabetes in older people, the research suggests.

“This is not for weight loss, and it’s not going to increase your cardiovascular fitness very much,” DiPietro told NBCNews.com. “It’s very specifically for glycemic control with older age.”

But, she added, everyone can benefit because we all experience glucose spikes after eating.

“If you’re sitting at your desk all day, and you eat lunch, go for a short walk,” she advised. “More than likely you won’t get that food coma.”

It could also be useful for pregnant women at risk for gestational diabetes,” DiPietro said, since, especially in late stages of pregnancy, women may not be able to exercise for 45 straight minutes.

SOURCE : www.nbcnews.com

คนยิ่งสูงวัย ยิ่งสุข ยิ่งแก่ยิ่งใกล้สวรรค์

thairath130603_001การศึกษาครั้งล่าๆกลับพบว่าคนเรายิ่งมีอายุกลับยิ่งมีความสุขมากขึ้น เพราะสามารถรับมือกับอารมณ์เสียต่างๆ อย่างเช่น ความโกรธ และความวิตกกังวลได้ดีขึ้น

การศึกษาได้เปิดเผยให้รู้ว่าคนเป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุ จะไม่ค่อยรู้สึกโกรธ และเดือดเนื้อร้อนใจ ในชีวิตประจำวันน้อยกว่าคนเป็นผู้ใหญ่ที่วัยอ่อนกว่ากัน ผลการศึกษาได้แสดงให้เห็นความขัดกัน ขณะที่ผู้สูงวัย แม้ว่าความแข็งแกร่งของร่างกายจิตใจจะเสื่อมถอยลง แต่กลับมีความสุขมากกว่าคนเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคน หรืออายุอ่อนกว่า

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไอริส มอส หัวหน้าทีมวิจัย มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า “การยอมรับนับว่าเป็นเคล็ดสำคัญ มันดูเหมือนว่าผู้สูงวัยจะใช้มันมากกว่าคนอายุน้อยกว่า นับเป็นความสุขุมคัมภีรภาพอย่างหนึ่ง”

แต่พวกเขาก็ยอมรับว่ายังไม่เข้าใจว่าผู้สูงวัยกลับรับมือกับอารมณ์เสียของตนได้

ดีกว่าผู้ที่วัยอ่อนกว่าอย่างไร แต่คิดว่าอาจเป็นเพราะเมื่อเรามีวัยวุฒิสูงขึ้น ก็ย่อมเคยผ่านเหตุการณ์ในชีวิต ที่ไม่อาจจะควบคุมได้ อย่างเช่น การเจ็บป่วยและการตายของคนที่ตนรักมามากขึ้น ย่อมมองออกว่าป่วยการที่จะพยายามควบคุมเรื่องเหล่านี้ และเห็นเป็นสิ่งซึ่งจำต้องยอมรับมันไว้.

 

ที่มา : ไทยรัฐ 3 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

livescience130529_001

Why Older Adults Are Happier

Rachael Rettner, MyHealthNewsDaily Senior Writer

Date: 29 May 2013

WASHINGTON — People tend to get happier as they age, and a new study could explain why: Older adults may be better able to deal with negative emotions like anger and anxiety.

In the study, older adults were less likely than younger adults to feel angry and anxious in their everyday lives, as well as when they were asked to perform a stressful task.

In addition, older adults scored higher on a test designed to measure how well participants accept their negative emotions. The researchers call this trait “acceptance,” or a tendency to be in touch with rather than avoid negative emotions.

The results may explain a paradox that’s been seen in many other studies: Despite declines in physical and mental health, older adults are happier than young or middle-age adults. [5 Reasons Aging Is Awesome]

Younger people could take advantage of the findings to experience more happiness well before they grow old, said study researcher Iris Mauss, a psychologist and assistant professor at the University of California, Berkeley.

“Acceptance is good for anyone,” Mauss said. “It just seems to be the case that older people use it more than younger people. They’re sort of wise to it.”

The study involved 340 adults ages 21 to 73 who rated their anger and anxiety levels each day over a two-week period, and before and after they were required to give an on-camera speech with little time to prepare.

Participants also rated statements to gauge their level of emotional acceptance, such as “I tell myself I shouldn’t be feeling the way that I’m feeling,” and “I think some of my emotions are bad or inappropriate and I shouldn’t feel them.” (Participants who said that these statements were “very often true” would be considered to have lower acceptance.)

The researchers don’t know why the ability to accept negative emotions gets better with age. But one idea is that, as people grow old, they experience more life events that are out of their control, such as disease and the death of loved ones. With more of these life experiences, people may learn that it is futile to try to control such events, and that there are things that they need to accept, Mauss said.

The study was presented here at the annual meeting of the Association for Psychological Science on May 24. It was published in the April issue of the Journal of Personality and Social Psychology.

SOURCE : www.livescience.com

กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในผู้สูงอายุ

dailynews130601_001การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในผู้สูงอายุ เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยจนกลายเป็นความเคยชินที่เมื่อมีอายุมากขึ้นจะต้องกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ จนหลายคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในผู้สูงอายุเป็นภาวะที่สามารถให้การรักษาดูแลให้หายหรือทำให้อาการดีขึ้นได้ นอกจากอาการปัสสาวะเล็ดราดที่ผู้สูงอายุสามารถมีอาการได้จำพวก ไอ จาม ปัสสาวะเล็ดราดหรืออาการปวดปัสสาวะรุนแรงแล้ว ยังมีปัสสาวะราดออกอีกด้วย ซึ่งการดูแลรักษาอาจมีความแตกต่างจากผู้ที่มีอายุน้อยกว่าอยู่บ้าง เพราะปัจจัยด้านสุขภาพ สภาพร่างกายอาจแตกต่างจากผู้ที่มีอายุน้อยกว่าอยู่บ้าง ทำให้การเลือกรักษาเปลี่ยนไปตามสภาพของผู้ป่วยแต่ละคน

แต่มีภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในวัยสูงอายุ อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ที่แตกต่างจากผู้ที่มีอายุน้อยและเป็นสิ่งที่แก้ไขกลับคืนได้ง่าย ซึ่งสาเหตุที่ทำให้มีปัสสาวะเล็ดราดชั่วคราวในผู้สูงอายุอาจเกิดได้จากสาเหตุดังต่อไปนี้

1) ผู้ป่วยสูงอายุที่มีอาการเจ็บป่วยด้วยเหตุอื่นทั้ง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบปัสสาวะ ซึ่งการเจ็บป่วยดังกล่าวอาจจะเกิดผลกระทบต่อการทำงานของสมอง ทำให้เกิดอาการสับสน เพ้อ จนทำให้มีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ มีปัสสาวะเล็ดราด เมื่อได้ทำการรักษาอาการเจ็บป่วยนั้น ๆ เรียบร้อยแล้ว อาการปัสสาวะเล็ดราดก็หายไปด้วย

2) การอักเสบติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ทำให้มีอาการปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะราดได้ ซึ่งการอักเสบติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะในผู้สูงอายุอาจไม่มีอาการอื่น เช่น อาจไม่มีไข้ ไม่มีอาการเจ็บปวดเหมือนอย่างผู้ที่มีอายุน้อย บางครั้งมีเพียงแค่ปัสสาวะเล็ดราดเพียงอย่างเดียว ซึ่งสามารถตรวจสอบได้โดยการตรวจปัสสาวะและเพาะเชื้อในปัสสาวะ หลังจากรักษาอาการอักเสบติดเชื้อหายแล้ว อาการปัสสาวะเล็ดราดก็จะหายไปได้

3) ปัญหาด้านจิตใจ โดยเฉพาะอาการซึมเศร้า ซึ่งสามารถพบได้บ่อยในวัยผู้สูงอายุ เมื่อเกิดอาการซึมเศร้าก็อาจจะมีปัสสาวะเล็ดราดได้ หลายครั้งที่พบว่าผู้สูงอายุมีอาการซึมเศร้า เพราะถูกทอดทิ้ง ขาดการเอาใจใส่จากลูกหลานและมีอาการปัสสาวะเล็ดราดติดตามมา เมื่อได้ทำการรักษา อาการซึมเศร้าก็จะหายหรือดีขึ้น ทำให้ภาวะปัสสาวะเล็ดราดหายไป

4) ผลจากการใช้ยา เพราะมียาหลายชนิดที่ส่งผลให้มีปัสสาวะเล็ดราด อาทิ ยาขับปัสสาวะที่ส่งผลให้ปัสสาวะออกมา กระเพาะปัสสาวะไม่สามารถรับน้ำปัสสาวะได้ทัน ยาแก้หวัด ยาแก้แพ้อากาศ ยาขยายหลอดลม ยาแก้ไอ และยาแก้ปวดท้อง ทำให้มีปัสสาวะตกค้างถ่ายออกมาไม่หมด มีปัสสาวะล้นตามออกมา ยาลดอาการซึมเศร้า หรือยาที่ใช้ในการรักษากระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวกว่าปกติ ทำให้มีปัสสาวะออกไม่หมด และมีปัสสาวะล้นออกมาเช่นกัน สิ่งสำคัญก็คือ ผู้สูงอายุมักมียาประจำตัวที่ใช้หลายชนิด รวมถึงอาจจะได้รับยาเพิ่มเมื่อมีอาการเจ็บป่วยอื่น ๆ เมื่อผู้สูงอายุมีปัญหากลั้นปัสสาวะไม่อยู่จึงต้องได้ประวัติยาทั้งหมดที่ใช้หรือได้รับเพิ่มเติม เพราะปัญหานี้สามารถแก้ได้ง่าย ๆ เพียงปรับการใช้ยาหรือเปลี่ยนยาบางชนิดเท่านั้น

5) ความผิดปกติของฮอร์โมนทำให้มีปัญหาเบาหวาน เบาจืด ทำให้มีผลต่อการกลั้นปัสสาวะ เพราะเบาหวานซึ่งพบได้ในวัยสูงอายุ อาจจะมีน้ำตาลออกมาในปัสสาวะ ทำให้ระคายเคืองหรือทำให้ปัสสาวะออกมามากก็ได้ ส่วนเบาจืดที่เกิดจากการหลั่งฮอร์โมนผิดปกติ ทำให้การดูดน้ำกลับผิดปกติ ทำให้ปริมาณปัสสาวะออกมามาก ก็ทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้เช่นกัน หากเกิดจากปัญหาทั้งสองก็ต้องรักษาสาเหตุพื้นฐานดังกล่าวก่อนจึงจะทำให้อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ดีขึ้นได้

6) ข้อจำกัดในการเดิน การเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น มีอาการปวดเอว ปวดหลัง ปวดเข่า ทำให้เดินลำบากกว่าจะขยับตัวเดินไปห้องน้ำได้ใช้เวลานาน ทำให้ปัสสาวะราดออกมาก่อน นอกจากนั้นอาจจะมีปัญหาด้านสายตาที่มองไม่ชัด ทำให้เดินไปห้องน้ำช้า ปัสสาวะราดก่อนเช่นกัน การแก้ไขจึงอาจจะต้องอำนวยความสะดวกในการเข้าห้องน้ำ เช่น เพิ่มแสงสว่าง ร่นระยะทางการไปห้องน้ำ หรืออาจจะใช้กระโถนช่วยก็ได้

7) ท้องผูก ทำให้ก้อนอุจจาระที่จับเป็นก้อนแข็งกดบริเวณท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะส่งผลให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เมื่อได้รับการแก้ไขเอาก้อนอุจจาระออกแล้ว ทำให้การกลั้นปัสสาวะดีขึ้นได้.

ศาสตราจารย์นายแพทย์วชิร คชการ
ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบปัสสาวะ
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา : เดลินิวส์ 1 มิถุนายน 2556

ขับรถพาน้องหมาเที่ยว เสี่ยงอุบัติสูง 2 เท่า

thairath130508_001วารสาร “การป้องกันและวิเคราะห์สาเหตุของอุบัติเหตุบนท้องถนน” ของสหรัฐฯ กล่าวเตือนว่า ผู้สูงอายุไม่ควรจะ เอาสัตว์เลี้ยง เช่น น้องหมา ไปเป็นเพื่อนเวลาขับรถ เพราะจะทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นง่าย เนื่องจากทำให้เสียสมาธิ

รายงานการศึกษาเรื่องนี้ครั้งแรกพบสาเหตุว่าการพาสัตว์เลี้ยง แสนรักไปเที่ยวด้วยชวนให้เสียสมาธิได้ง่ายๆ เนื่องด้วยสัตว์เหล่านี้ ไม่ได้นั่งอยู่เฉย จะเคลื่อนไหวกระดุกกระดิกตัวไปมาอยู่เรื่อยๆ เป็นเหตุให้เจ้าของต้องละสายตาจากถนนมาคอยจับตาดูบ่อยๆ

ผลการศึกษายังเปิดเผยให้ทราบข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า ผู้อาวุโสที่ชอบพาสัตว์เลี้ยงนั่งรถไปไหนมาไหนด้วยเป็นประจำ จะต้องเสี่ยงกับการเกิดอุบัติเหตุ มากกว่าคนวัยเดียวกันที่ขับรถแต่โดยลำพังถึง 2 เท่า.

ที่มา : ไทยรัฐ 8 พฤษภาคม 2556

.

Related Article:

.

Driving With the Dog Not a Good Idea for Seniors

May 2, 2013 — Senior drivers who always take a pet in the car are at increased risk for being involved in a motor vehicle collision, said University of Alabama at Birmingham (UAB) researchers. In a study published in Accident Analysis and Prevention on May 2, 2013, the research team said both overall and at-fault crash rates for drivers 70 years of age or older were higher for those whose pet habitually rode with them.

s to enact legislation controlling their use. Currently Hawaii is the only state that specifically restricts drivers from having a pet in the lap. Arizona, Connecticut and Maine have broader laws restricting behavior or activities that could potentially distract a driver; such laws could be applicable to pets in a vehicle.

“There is no direct evidence that driving with pets is or is not a threat to public safety, however, indirect evidence exists based on distracted driving research on texting, eating or interacting with electronics or even other passengers,” said McGwin. “And there are certainly anecdotal reports in the news media of crashes and even fatalities caused by drivers distracted by a pet in the vehicle.”

The authors suggest that when confronted with an increased cognitive or physical workload while driving, elderly drivers have exhibited slower cognitive performance and delayed response times in comparison to younger age groups.

“Adding another distracting element, especially an active, potentially moving animal, provides more opportunity for an older driver to respond to a driving situation in a less than satisfactory way,” said McGwin. “Regulations in this

area might be warranted, particularly if our findings are replicated by others.”

The study, conducted in the Clinical Research Unit in the UAB Department of Ophthalmology, enrolled 2,000 community-dwelling (those who do not live in assisted living or nursing homes) licensed drivers age 70 and older, of whom 691 had pets. Study subjects took a survey on driving habits, and those with pets were asked about the frequency of driving with pets. Participants also underwent visual sensory and higher-order visual processing testing.

The crash risk for drivers who always drove with their pets was double that of drivers who never drove with a pet, while crash rates for those who sometimes or rarely drove with pets were consistent with the rates for non-pet owners.

More than half the pet owners said they took their pet with them in the car at least occasionally, usually riding on the front passenger seat or in the back seat.

“That is consistent with previous studies looking at all drivers, which indicate that slightly more than half of all drivers take a pet with them at times,” said McGwin. “And it’s interesting to note that earlier surveys indicate that 83 percent of those surveyed agreed that an unrestrained dog was likely dangerous in a moving vehicle, yet only 16 percent have ever used any type of restraint on their own pet.”

Given the current debate about all types of distracted driving, the study authors suggest that further study of pet-related distracted driving behaviors among older drivers, as well as younger populations, with respect to driver safety and performance is warranted to appropriately inform the need for policy regulation on this issue.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided by University of Alabama at Birmingham. The original article was written by Bob Shepard.

 

SOURCE : www.sciencedaily.com

แพทย์แนะนำหลักเรื่องชะลอความแก่

dailynews130505_002โลกปัจจุบันนี้ผู้คนมีความรู้เรื่องสุขภาพดีขึ้น รู้จักดูแลตัวเองทางด้านสุขภาพทำให้แต่ละปีที่ผ่านมา คนมีอายุยืนขึ้น เวลาเราพูดถึงเรื่องนี้เรามักมองไปยังประเทศที่อยู่ใกล้บ้านเรา คือประเทศญี่ปุ่น อยู่ในทวีปเดียวกันเป็นตัวอย่างที่มีผู้สูงอายุสูงสุดอันดับหนึ่งของโลก ด้วยมีทั้งวัฒนธรรมในวิถีชีิวิตที่อยู่ในระเบียบอันดีมายาวนาน ทำให้อายุยืนยาวไปด้วย

ประเทศไทยได้เดินเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบแล้ว คือมีผู้สูงอายุมากถึง 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด แต่เมื่อได้มีการประเมินสุขภาพ ผลสำรวจจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อปี 2550 พบ 1 ใน 4 ของผู้สูงอายุสุขภาพอยู่ในเกณฑ์ไม่ดี จากผลสำรวจสุขภาพอนามัย ปี 2551-2552 ผู้สูงอายุมีโรคความดันโลหิตสูง 50% เบาหวาน 50% ต้องอยู่ในภาวะพิการจากโรคไม่ติดต่อถึง 85%

แสดงถึงผู้สูงอายุไทยยังมีความเปราะบางทางด้านสุขภาพ อยากอายุยืนสุขภาพต้องดี

คนญี่ปุ่นอายุยืนทั้ง ๆ ที่ประเทศมีการแข่งขันสูง ชีวิตต้องรีบเร่ง เหมือนเมืองใหญ่ ๆ สำคัญของโลก แต่เพราะชาวญี่ปุ่นมีการดูแลสุขภาพดี ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เดิน ขี่จักรยาน แช่บ่อน้ำพุร้อน ออนเซ็น เพื่อการผ่อนคลาย และที่สำคัญนิสัยการบริโภคที่ได้รับการปลูกฝังมาแต่โบราณ คือกินแค่พออิ่ม พออิ่มก็หยุดกิน อาหารส่วนใหญ่เป็นปลา เต้าหู้ ผักใบเขียว และเห็ด ล้วนมีคุณค่าทางโภชนาการสูงด้วย

dailynews130505_002bที่มาคุยเรื่องการชะลอวัยแก่วันนี้ เนื่องด้วยเมื่อ 25 เม.ย. ได้มีโอกาสไปฟัง พญ.มะลิ วิโรจน์สกุลชัย ผู้สนใจด้านชะลอความแก่ (American Board of Anti-Aging and Renerative Medicine) ได้ไปพูดให้คณะเครือข่ายสหวิทยาการแห่งราชบัณฑิตยสถานในพระราชูปถัมภ์ฯ ราว 60 ท่าน โดยมี นพ.ยงยุทธ วัชรดุลย์ เป็นประธาน ผู้ฟัง อาทิ พลเอกจรัล กุลละวณิชย์, พลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ, นพ.สมชัย บวรกิตติ, ศ.กำจร มนูญ ปิจุ, ภญ.ปลื้มจิต โรจนวาณิชย์ ฯลฯ

คุณหมอได้บอกเมื่อชีวิตเข้าสู่วัยชรา ปัจจุบันถืออายุเกิน 60 ปี อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายมักจะค่อยเสื่อมลง ตั้งแต่ผม ตา หู จมูก ไปจนถึงอวัยวะภายในและการเคลื่อนไหวของร่างกาย พร้อมทั้งโรคภัยต่าง ๆ อาจเกิดขึ้น หัวใจ กระดูก ข้อ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไปจนถึงมะเร็ง ผู้ที่มีการปรับตัวก็จะต้องทำให้ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ พัฒนาให้มีคุณภาพชีวิตดีตามไปด้วย

ความแก่ในอุดมคติ คนแก่ยุคใหม่จะต้องปรับตัวตามสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เพราะทุกวันนี้จะหาลูกหลานมาช่วยดูแลยากขึ้น จึงต้องฝึกให้ไม่ต้องพึ่งพาใคร ร่างกายเคลื่อนไหวได้เองไม่ติดขัด สามารถสื่อสารต่อผู้คนรอบตัวได้ดังใจ ประสิทธิภาพของร่างกาย จิตใจ พร้อมตัดสินใจทำอะไรได้ด้วยตัวเอง มีความสุข สนุกสนาน ไม่แยกตัวจากสังคม และพยายามให้ไม่มีโรคในตัว พร้อมแก้ไขอาการต่าง ๆ เช่น อ่อนเพลีย ซึมเศร้า เหงา กังวล นอนไม่หลับ ความจำเสื่อม ฯลฯ ไปในตัวด้วย

ภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล ผู้สูงอายุกับเรื่องฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุลเป็นเรื่องใหญ่ที่มีคนกล่าวถึงกันมาก จะให้หรือไม่ให้ดี ให้มากน้อยเท่าใด ระยะยาวนานเท่าใด ให้แล้วจะก่อให้เกิดมะเร็งตามมาง่ายขึ้นหรือไม่ จึงต้องอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้ดูแลและเชี่ยวชาญเรื่องนี้จะเป็นผู้ให้คำแนะนำและรักษา

คุณหมอมะลิได้สรุป ให้ใช้ชีวิตในทางถูกต้อง อาหาร ออกกำลังกาย ทำจิตให้ผ่องใส หลีกเลี่ยงความสุขจากการดื่มแอลกอฮอล์มาก อาหารรสจัด หวาน มัน เค็ม ขนมปัง เนยแข็ง หรือการฉลองยามดึก ว่าเป็นความสุขที่ไม่จีรังยั่งยืน

dailynews130505_002cตรวจเส้นเลือดคอหาความเสี่ยงอัมพาต โรงพยาบาลพระราม 2 ได้นำทีมแพทย์พยาบาลพร้อมเครื่องมือตรวจหาความตีบแคบของเส้นเลือดแดงคาโรติดบริเวณคอทั้งสองข้าง เพื่อดูความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต กับบรรดาสมาชิกของราชบัณฑิตยสถาน คนสนใจกันมาก เพราะผู้ที่มาล้วนเป็นผู้อาวุโสทั้งสิ้น ถ้าเส้นเลือดตีบแคบมากจากไขมันไปเกาะเลือดจะไปเลี้ยงสมองได้น้อย โอกาสจะเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตย่อมมีมากขึ้น

การปฏิบัติตัวเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพดี อายุยืนยาวคงต้องอาศัยหลักพื้นฐานทั่ว ๆ ไป การเลือกอาหารการกินให้เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และไม่เครียดเกินไป มีอาการอะไรที่ผิดปกติก็ควรปรึกษาแพทย์แล้ว สุขภาพจะดีทั้งกายและใจ.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  5 พฤษภาคม 2556

อยากแข็งแรงตอนแก่ จงเลี่ยงอาหารฝรั่ง

People who ate the most fried and sweet food, processed and red meat, white bread, butter and cream doubled their risk of premature death or ill health in old age

People who ate the most fried and sweet food, processed and red meat, white bread, butter and cream doubled their risk of premature death or ill health in old age

วารสารทางวิชาการ “แพทยสมาคมอเมริกัน” กล่าวว่า ถ้าหากอยากอายุยืน ควรจะหลีกเลี่ยงการกินอาหารแบบฝรั่ง ที่ล้วนแต่มัน ๆ

รายงานผลการศึกษาระยะยาว จากชายหญิงอังกฤษ 5,350 คน การกินอาหารทอดๆ และหวาน เช่น อาหารเนื้อแดงสำเร็จ ข้าวขัดขาว ของเนยนมไขมันสูง จะทำให้ความหวังที่จะอยู่ถึงแก่เฒ่าอย่างมีสุขภาพดี ต้องลดน้อยถอยลง

หัวหน้าคณะผู้ศึกษากล่าวแจ้งว่า “การละเว้นอาหารแบบตะวันตก จะช่วยให้บรรลุความแก่แต่แข็งแรง ปราศจากโรคเรื้อรังและยังคงช่วยเหลือตัวเองได้”.

ที่มา :  ไทยรัฐ 23 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

The research adds to evidence that Western style food is the reason why heart disease claims about 94,000 lives a year in the UK - more than any other illness

The research adds to evidence that Western style food is the reason why heart disease claims about 94,000 lives a year in the UK – more than any other illness

The Western diet really IS a killer: People who eat white bread, butter and red meat are most likely to die young 

  • Those who ate fried and unhealthy food had doubled risk of early death
  • Key culprits include red meat, white bread, butter, cream and sweet foods
  • Findings ‘help explain’ why heart disease is still the UK’s biggest killer

By ANNA HODGEKISS

PUBLISHED: 18:20 GMT, 16 April 2013

The typical Western diet, high in fat and sugar, really does lead to an early grave, new research suggests.

A study of more than 5,000 civil servants found those who ate the most fried and sweet food, processed and red meat, white bread and butter and cream doubled their risk of premature death or ill health in old age.

It adds to evidence that ‘Western style food’ is the reason why heart disease claims about 94,000 lives a year in the UK – more than any other illness.

The findings published in The American Journal of Medicine are based on a survey of British adults and suggest adherence to the diet increases the risk of premature death and disability later in life.

Lead researcher, Dr Tasnime Akbaraly, of the National Institute of Health and Medical Research in France, said: ‘The impact of diet on specific age-related diseases has been studied extensively, but few investigations have adopted a more holistic approach to determine the association of diet with overall health at older ages.’

She examined whether  diet, assessed in midlife, using dietary patterns and adherence to the Alternative Healthy Eating Index (AHEI), is associated with physical ageing 16 years later.

The AHEI is an index of diet quality, originally designed to provide dietary guidelines with the specific intention to combat major chronic conditions such as heart disease and diabetes.

Dr Akbaraly added: ‘We showed that following specific dietary recommendations such as the one provided by the AHEI may be useful in reducing the risk of unhealthy ageing, while avoidance of the “Western-type foods” might actually improve the possibility of achieving older ages free of chronic diseases.’

The researchers analysed data from the British Whitehall II cohort study and found following the AHEI can double the odds of reversing metabolic syndrome, a range of disorders known to cause heart disease and mortality.

They followed 3,775 men and 1,575 women from 1985-2009 with a mean age of 51 years.

Using a combination of hospital data, results of screenings conducted every five years, and registry data, investigators identified death rates and chronic diseases among participants.

At the follow up stage, just four per cent had achieved ‘ideal ageing’ – classed as being free of chronic conditions and having high performance in physical, mental and mental agility tests.

About 12 per cent had suffered a non-fatal cardiovascular event such as a stroke or heart attack, while almost three per cent had died from cardiovascular disease.

About three quarters were categorised as going through ‘normal ageing’.

The researchers said participants who hadn’t really stuck to the AHEI increased their risk of death, either from heart disease or another cause.

Those who followed a ‘Western-type diet’ consisting of fried and sweet food, processed food and red meat, refined grains, and high-fat dairy products, lowered their chances for ideal ageing.

SOURCE: dailymail.co.uk

อาหารเมดิเตอร์ฯ กันชนหลายโรค

thairath130425_001วารสารวิชาการ “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคชรา วิทยาศาสตร์ ชีวภาพ และวิทยาศาสตร์การแพทย์” รายงานว่า มีการศึกษาพบว่าอาหาร แบบของชาวเมดิเตอร์เรเนียนจะช่วยป้องกันโรคความดันโลหิต โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคข้ออักเสบ และโรคหัวใจและหลอดเลือดได้บ้าง

รายงานเปิดเผยรายละเอียดว่า อาหารแบบนี้ โดยเฉพาะช่วยลดอาการเลือดมีกรดยูริกเกิน เพราะการมีกรดยูริกสูงในเลือดเป็นสาเหตุให้เป็นโรคลงพุง ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคเกาต์ โรคหัวใจ และหลอดเลือด

อาหารของชาวเมดิเตอร์เรเนียนประกอบด้วย ผัก ผลไม้ น้ำมันมะกอก ถั่วและข้าวกล้อง ไม้จำพวกมีฝัก เช่น ทองหลาง กระถิน ถั่ว เหล้าไวน์เล็กน้อย นมเนย เป็ด ไก่ ห่านที่เลี้ยงไว้กินเนื้อและกินไข่ เนื้อแดงปริมาณน้อย และครีม ล้วนแต่มีคุณสมบัติของการต่อต้านอนุมูลอิสระ และต้านการอักเสบทั้งสิ้น

การศึกษาครั้งนี้มุ่งหาความสัมพันธ์ของอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนกับผู้สูงอายุและความเสี่ยงกับอาการเลือดมีกรดยูริกเกินโดยตรง.

ที่มา :  ไทยรัฐ 25 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

Experts Examine Mediterranean Diet’s Health Effects for Older Adults

Apr. 18, 2013 — According to a study published in the Journals of Gerontology Series A: Biological Sciences and Medical Sciences, a baseline adherence to a Mediterranean diet (MeDiet) is associated with a lower risk of hyperuricemia, defined as a serum uric acid (SUA) concentration higher than 7mg/dl in men and higher than 6mg/dl in women.

Hyperuricemia has been associated with metabolic syndrome, hypertension, type 2 diabetes mellitus, chronic kidney disease, gout, and cardiovascular morbidity and mortality. The MeDiet is characterized by a high consumption of fruits, vegetables, legumes, olive oil, nuts, and whole grain; a moderate consumption of wine, dairy products, and poultry, and a low consumption of red meat, sweet beverages, creams, and pastries. Due to its antioxidant and anti-inflammatory properties, the MeDiet might play a role in decreasing SUA concentrations.

Conducted by Marta Guasch-Ferré and 11 others, this study is the first to analyze the relationship between adherence to a MeDiet in older adults and the risk of hyperuricemia. The five-year study looks at 7,447 participants assigned to one of three intervention diets (two MeDiets enriched with extra virgin olive oil or mixed nuts, or a control low-fat diet). Participants were men aged 55 to 80 years and women aged 60 to 80 years who were free of cardiovascular disease but who had either type 2 diabetes mellitus or were at risk of coronary heart disease.

The findings below demonstrate the positive health effects of a MeDiet in older adults:

  • Rates of reversion were higher among hyperuricemic participants at baseline who had greater adherence to the MeDiet.
  • Consuming less than one serving a day of red meat compared with higher intake is associated with 23 percent reduced risk of hyperuricemia.
  • Consuming fish and seafood increased the prevalence of hyperuricemia.
  • Drinking more than seven glasses of wine per week increased the prevalence of hyperuricemia.
  • Consuming legumes and sofrito sauce reduced the prevalence of hyperuricemia.
  • Reversion of hyperuricemia was achieved by adherence to the MeDiet alone, without weight loss or changes to physical activity.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided by The Gerontological Society of America.

Journal Reference:

  1. Marta Guasch-Ferré, Mònica Bulló, Nancy Babio, Miguel A. Martínez-González, Ramon Estruch, María-Isabel Covas, Julia Wärnberg, Fernando Arós, José Lapetra, Lluís Serra-Majem, Josep Basora, And Jordi Salas-Salvadó.Mediterranean Diet and Risk of Hyperuricemia in Elderly Participants at High Cardiovascular Risk.Journals of Gerontology Series A: Biological Sciences and Medical Sciences,, 2013 DOI: 10.1093/gerona/glt028

SOURCE : www.sciencedaily.com