พบเทคนิคการฝึกสมาธิอย่างถูกวิธี คือกุญแจสู่ความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติ

ไซแอนซ์เดลี่ (6 กรกฎาคม 2555) เคยฝึกสมาธิแล้วอยากเลิกฝึกสมาธิไหม? อาจเป็นเพราะคุณเลือกวิธีฝึกสมาธิผิด  การศึกษาใหม่ ที่เผยแพร่ทางออนไลน์ในวารสารวิทยาศาสตร์และการแพทย์ 7 กรกฎาคม พบว่า:  สิ่งสำคัญของการสร้างความมั่นใจในผู้ฝึกทำสมาธิมือใหม่คือเลือกวิธีฝึกสมาธิที่สะดวกสบายมากที่สุดดีกว่าเลือกวิธีฝึกสมาธิที่มีความนิยมมากที่สุด

เบิร์คเป็นศาสตราจารย์ของการศึกษาด้านสุขภาพที่เอสเอฟสเตทและผู้อำนวยการสถาบันเอสเอฟของรัฐเพื่อการศึกษาด้านสุขภาพแบบองค์รวม กล่าวว่า ถ้าพวกเขาทำตามข้างต้นมีแนวโน้มที่จะติด แต่ถ้าไม่ มีโอกาสสูงที่พวกเขาอาจจะล้มเลิกการฝึกสมาธิ สูญเสียผลประโยชน์ส่วนบุคคลมากมายนับไม่ถ้วนและสูญเสียผลประโยชน์ในทางการแพทย์

“เนื่องจากมีการใช้การฝึกสมาธิทั้งทั่วไปและทางคลินิกเพิ่มขึ้น คุณต้องให้แน่ใจว่าคุณกำลังค้นหาวิธีการที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคน” เขากล่าว ถึงแม้ว่าการทำสมาธิได้กลายเป็นที่นิยมมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในสหรัฐอเมริกา  มีการศึกษาน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการหลักในการตรวจสอบความชอบของแต่ละบุคคลหรือผลประโยชน์ทางคลินิกที่เฉพาะเจาะจง

เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของผู้ฝึกสมาธิ เบิร์ค เปรียบเทียบสี่วิธีของการฝึกทำสมาธิที่นิยม ได้แก่ – มันตรา (Mantra), การฝึกสติ (Mindfulness), เซน (Zen) และการฝึกชี่กง (Qigong Visualization ) – เพื่อดูว่าผู้เริ่มหัดปฏิบัติสมาธิชื่นชอบอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่า

การศึกษาของผู้เข้าร่วมการทดลอง 247 คน ซึ่งได้รับการสอนวิธีการฝึกสมาธิแต่ละวิธีและขอให้ปฏิบัติที่บ้านและในตอนท้ายของการศึกษาประเมินผลว่าวิธีการฝึกสมาธิใดที่พวกเขาต้องการ   ร้อยละ 31 ชอบมันตรา (Mantra) และการฝึกสติ (Mindfulness)   ร้อยละ 22 และร้อยละ 14.8 ชอบเซน (Zen) และการฝึกชี่กง (Qigong) ตามลำดับ

ผลการศึกษาแสดงค่าของการให้ผู้ฝึกปฏิบัติทำสมาธิมือใหม่ใช้วิธีเรียบง่ายเข้าถึงวิธีการทำสมาธิได้มากขึ้น แต่พวกเขายังเน้นว่าไม่มีเทคนิคใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แม้วิธีการธรรมดาก็เป็นที่ต้องการของบางคน  ผู้เข้าร่วมทดลองที่มีอายุมากซึ่งเติบโตในขณะที่เซนกำลังเป็นเทคนิคการทำสมาธิที่ได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกา มีแนวโน้มที่จะชอบวิธีการฝึกสมาธิแบบเซนเป็นพิเศษ

ที่น่าสนใจคือมันตรา (Mantra) และการฝึกสติ (Mindfulness) ก็พบว่ามีความน่าสนใจพอ ๆ กัน แม้จะมีข้อเท็จจริงที่ว่าเทคนิคแตกต่างกันลึกซึ้ง  เบิร์คกล่าวว่า การฝึกสติ (Mindfulness) เป็นเทคนิคการทำสมาธิล่าสุดที่จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และเป็นวิธีเดียวกับผู้ฝึกปฏิบัติเริ่มต้นและผู้มีอาชีพด้านสุขภาพคุ้นเคย การฝึกสติ (Mindfulness) คือวิธีที่ผู้เข้าร่วมทดลองที่มีอายุน้อยที่สุดชอบมากที่สุด

“ถ้ามีบางคนเปิดเผยผ่านสื่อหรือผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพถึงเทคนิคเฉพาะของการทำสมาธิ  พวกเขาอาจทึกทักว่าเทคนิคการทำสมาธิที่เป็นที่นิยมนั้นดีที่สุดสำหรับทุกคน”  “แต่เหมือนกับพูดว่า ชุดสีชมพูหรือเสื้อกีฬาสีน้ำเงินเป็นที่นิยมในปีนี้และทุกคนใส่แล้วจะดูดี ในความจริงแล้ว มีความแตกต่างในแต่ละบุคคลแต่ละสิ่ง. เสื้อมีขนาดเดียวย่อมไม่พอดีกับทุกคน.”

หากบุคคลไม่ได้รู้สึกสะดวกสบายกับวิธีการฝึกทำสมาธิเฉพาะ ด้วยเหตุผลใดก็ตามพวกเขาอาจจะมีโอกาสน้อยที่จะยังคงนั่งสมาธิและจะสูญเสียประโยชน์ เช่น ลดความเครียด ลดความดันโลหิต หรือแม้แต่การรักษาการติดยาเสพติด

เบิร์คหวังที่จะเห็นการศึกษาเปรียบเทียบการฝึกทำสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะเพื่อตรวจสอบว่าวิธีการใดดีกว่าสำหรับปัญหาสุขภาพที่เฉพาะเจาะจง เช่น การติดยาเสพติด หากเป็นกรณีนี้ บุคลากรทางการแพทย์ควรจะสามารถให้คำแนะนำผู้ป่วยถึงเทคนิคการฝึกทำสมาธิที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับผู้ป่วย การศึกษาเพิ่มเติมยังมีความจำเป็นเพื่อให้มีกฎเกณฑ์แนวทางการพยากรณ์ว่าวิธีการฝึกทำสมาธิใดที่จะเหมาะที่สุดสำหรับแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ

.

Related link:

Meditation. A new study highlights the importance of ensuring that new meditators select methods with which they are most comfortable, rather than those that are most popular. (Credit: © yellowj / Fotolia)

Finding Right Meditation Technique Key to User Satisfaction

ScienceDaily (July 6, 2012) — New to meditation and already thinking about quitting? You may have simply chosen the wrong method. A new study published online July 7 in Explore: The Journal of Science and Healing highlights the importance of ensuring that new meditators select methods with which they are most comfortable, rather than those that are most popular.

If they do, they are likely to stick with it, says Adam Burke, the author of the study. If not, there is a higher chance they may abandon meditation altogether, losing out on its myriad personal and medical benefits. Burke is a professor of Health Education at SF State and the director of SF State’s Institute for Holistic Health Studies.

“Because of the increase in both general and clinical use of meditation, you want to make sure you’re finding the right method for each person,” he said. Although meditation has become significantly more popular in the U.S., Burke said, there have been very few studies comparing multiple methods head to head to examine individual preference or specific clinical benefits.

To better understand user preference, Burke compared four popular meditation methods — Mantra, Mindfulness, Zen and Qigong Visualization — to see if novice meditation practitioners favored one over the others. The study’s 247 participants were taught each method and asked to practice at home and, at the end of the study, evaluate which they preferred. The two simpler methods, Mantra and Mindfulness, were preferred by 31 percent of study participants. Zen and Qigong had smaller but still sizable contingents of adherents, with 22 percent and 14.8 percent of participants preferring them, respectively.

The results show the value of providing new practitioners a simpler, more accessible method of meditation. But they also emphasize that no one technique is best for everyone, and even less common methods are preferred by certain people. Older participants, who grew up when Zen was becoming one of the first meditation techniques to gain attention in the U.S., in particular were more likely to prefer that method.

“It was interesting that Mantra and Mindfulness were found to be equally compelling by participants despite the fact that they are fundamentally different techniques,” Burke said. Mindfulness is the most recent meditation technique to gain widespread popularity, he added, and is often the only one with which a novice practitioner or health professional is familiar. Not surprisingly, Mindfulness was the method most preferred by the youngest participants.

“If someone is exposed to a particular technique through the media or a healthcare provider, they might assume because it’s popular it’s the best for everyone,” Burke said. “But that’s like saying because a pink dress or a blue sport coat is popular this year, it’s going to look good on everybody. In truth, different people like different things. One size does not fit all.”

If an individual is not comfortable with a specific method for any reason, he said, they may be less likely to continue meditating and would lose out on such benefits as reduced stress, lower blood pressure or even treatment for addiction.

Burke hopes to see more comparative meditation studies, especially to determine if particular methods are better at addressing specific health issues, such as addiction. If that’s the case, he said, healthcare professionals would be able to guide patients toward techniques that will be most effective for them. Additional studies are also needed to determine if there is a way to predict which method will be best suited for any particular individual, he said.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided by San Francisco State University, via EurekAlert!, a service of AAAS.

Journal Reference:

  1. Adam Burke. Comparing Individual Preferences for Four Meditation Techniques: Zen, Vipassana (Mindfulness), Qigong, and MantraEXPLORE: The Journal of Science and Healing, 2012; 8 (4): 237 DOI:10.1016/j.explore.2012.04.003

Data from: sciencedaily.com

Advertisements

รับมือโรคหลงลืม…สมองเสื่อมก่อนจะสาย

โรคหนึ่งที่มักมากับอายุที่เพิ่มขึ้นก็คือ โรคสมองเสื่อม โดย พญ.ดาวชมพู นาคะวิโร เปิดเผยว่า จากการวิจัยพบว่าอัตราการเกิดโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุไทยมีเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น จากร้อยละ 1 ในช่วงอายุ 60-64 ปี เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 31 หรือเกือบ 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 90 ปีขึ้นไป

สำหรับการรับมือกับโรคสมองเสื่อมนั้น พญ.ดาวชมพูระบุว่า การหาความรู้ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคทั้งลักษณะสาเหตุ อาการ วิธีป้องกัน และรักษาโรคสมองเสื่อม สามารถที่จะนำไปสู่การดูแลตนเองตามที่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อป้องกันภาวะเสื่อมของสมองหรือชะลอการเสื่อมได้ โดยอันดับแรกที่ควรรู้คือ รู้ว่าโรคนี้คืออะไร ซึ่ง พญ.ดาวชมพูอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า โรคสมองเสื่อมคือ ความเสื่อมของสมองที่ทำให้สมองมีการทำงานเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ซึ่งโดยทั่วไปสมองจะทำงาน 4 หน้าที่หลัก คือ จำ คิด พูด ทำ

ในรายที่มีภาวะสมองเสื่อมจะสังเกตได้ว่าการทำงานของสมองด้านใดด้านหนึ่งใน 4 หน้าที่นี้ผิดปกติไป เช่น ความจำไม่ดี คิดไม่ต่อเนื่อง พูดซ้ำ ถามซ้ำหรือเรียกชื่อไม่ถูก และมีพฤติกรรมไม่หมาะสม โดยเฉพาะเรื่องความจำที่เป็นอาการหลักของโรคสมองเสื่อม เมื่อผิดปกติก็นำไปสู่ความบกพร่องของด้านอื่นๆ ด้วย จึงควรทำความเข้าใจปัญหานี้ก่อน เพราะปัญหาความจำ หรือการหลงลืม จริงๆ แล้วก็พบในคนปกติด้วย จึงควรแยกให้ได้ว่าลืมแบบไหนถึงจะคิดถึงโรคสมองเสื่อม

สาเหตุที่ทำให้คนเราหลงลืม หลักๆ ก็จะมีอยู่ 2 อย่าง ถ้าจำง่ายๆ แยกคำออกมา ‘หลง’ คือขาดสติ หรือขาดความรู้ตัวไปชั่วขณะ ทำให้ไม่สามารถรับรู้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ จึงดูเหมือนความจำหายไป แต่สมองส่วนเก็บข้อมูลยังเป็นปกติ ส่วนคำว่า ‘ลืม’ นั้นคือความจำหายไป เพราะสมองส่วนที่เก็บข้อมูลทำงานบกพร่อง ซึ่งทำให้ผู้มีภาวะสมองเสื่อมจะลืมสิ่งที่เรียนรู้ช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รับประทานอาหารแล้ว แต่พอถามอีกทีว่าทานข้าวหรือยังก็จำไม่ได้เลย หรือบางคนเป็นมากขนาดไปเที่ยวต่างประเทศมาหลายวัน พอกลับมาแล้วถามว่าไปไหนมาบ้างก็จำไม่ได้แล้ว แต่ในคนทั่วไปที่ยังไม่ได้ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม อาจจะมีอาการหลงลืมชั่วคราวได้ เช่น วางของแล้วใจลอยคิดถึงเรื่องอื่น ก็จะทำให้จำไม่ได้ว่าวางของไว้ที่ไหน

พญ.ดาวชมพูให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ส่วนความผิดปกติที่แสดงออกมาอื่นๆ ที่น่าห่วงคือ ในรายที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ “ผลของโรคสมองเสื่อมอาจจะทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น เดิมเป็นคนเรียบร้อยแต่ปัจจุบันขี้หงุดหงิด เสียงดัง โวยวาย ทำอะไรที่ต่างจากเดิมชัดเจน ที่พฤติกรรมเปลี่ยนอาจเกิดมาจากโรคทางด้านอารมณ์ที่แทรกซ้อน หรือเกิดจากสมองส่วนที่ควบคุมความคิด การกระทำให้เหมาะสม มีความยับยั้งชั่งใจเสียไป จนเกิดพฤติกรรมแปลกกว่าที่เคยทำ เช่นมีความก้าวร้าวและคุกคามผู้อื่นมากขึ้น ทำให้ญาติหรือผู้ดูแลหนักใจได้”

สำหรับการเกิดโรคสมองเสื่อมนั้น พญ.ดาวชมพูให้ความรู้ว่า มีสาเหตุ 2 ประการ คือ สาเหตุที่แก้ไขได้ เช่น การติดเชื้อโรคบางอย่าง ปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนไทรอยด์ไม่สมดุล และขาดวิตามิน ซึ่งถ้าได้รับการตรวจรักษาก็จะทำให้อาการดีขึ้นได้ สำหรับสาเหตุอีกประการนั้นแก้ไขไม่ได้ เนื่องจากความเสื่อมตามวัย หรือสมองมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถคืนกลับสภาพเดิม ซึ่งโรคที่พบบ่อย 2 อันดับแรก คือ โรคอัลไซเมอร์และโรคหลอดเลือดสมอง หรืออื่นๆ เช่น โรคสมองเสื่อมที่แทรกซ้อนจากโรคพาร์กินสัน โรคสมองเสื่อมจากสมองส่วนหน้าและสมองด้านข้างฝ่อ เป็นต้น

ส่วนการรักษาที่มักมีคนถามว่า เป็นแล้วจะหายหรือไม่นั้น พญ.ดาวชมพูระบุว่า หากตรวจพบเร็วและรีบรักษาก็จะช่วยชะลอความเสื่อมได้ ซึ่งวิธีรักษาก็ขึ้นอยู่กับอาการและระดับความเสื่อม โดยอาจใช้ยาที่ชะลอการเสื่อมช่วย หรือใช้ยาเพื่อช่วยลดปัญหาพฤติกรรม แต่ที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันไม่ให้สมองเสื่อมเร็วขึ้น เช่น ควบคุมอาหาร ให้ระดับน้ำตาล ไขมัน และความดันให้เป็นปกติ โดยเฉพาะรายที่เป็นโรคสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้ยังต้องมีการกระตุ้นสมอง ซึ่งเปรียบเทียบเหมือนการออกกำลังกายที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง โดยใช้กิจกรรมบำบัด เช่น ฝึกความจำด้วยการเล่นเกม ไพ่จับคู่ รวมถึงการปรับสิ่งแวดล้อม จัดบ้านให้เป็นระเบียบ มีที่เก็บของเป็นที่เป็นทางก็จะช่วยให้ลดปัญหาหลงลืมได้

สำหรับผู้ใกล้ชิดที่ต้องดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมนั้น พญ.ดาวชมพูแนะนำว่า ให้ใช้ความรัก ความเข้าใจ และความอดทน ซึ่งนอกจากการดูแลทางร่างกายและประคับประคองอาการแล้ว ยังต้องดูแลทางด้านจิตใจของผู้ป่วยและตัวผู้ดูแลเองอีกด้วย เพราะดังที่กล่าวมาแล้วว่า การรักษาโรคสมองเสื่อมเป็นการประคับประคองหรือชะลออาการ ดังนั้นแม้ความจำของผู้ป่วยจะไม่เหมือนเดิม แต่ผู้ป่วยก็สามารถรู้สึกดีขึ้นและมีความสุขกับการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ได้อย่างมีคุณค่า ซึ่งก็ทำให้คนดูแลและผู้ป่วยอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

สำหรับแนวทางการป้องกันโรคสมองเสื่อมไม่ให้เกิดก่อนวัยอันควรนั้น สามารถทำได้โดยผ่านกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันปกติ ซึ่งมีคำแนะนำดังนี้

1.อาหารกาย รับประทานน้ำให้เพียงพอ ประมาณ 8 แก้วต่อวัน รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ และควบคุมอาหารที่มีผลต่อเส้นเลือดสมองดังที่กล่าวมาแล้ว
2.อาหารใจ เลือกรับข้อมูลข่าวสารที่ทำให้ตนเองสบายใจ ดูแลจิตใจให้มีความสุข มีเมตตา และปรารถนาดีกับผู้อื่น เพราะการจมอยู่กับความรู้สึกไม่ดี ความเครียด ทำให้มีการหลั่งสารเคมีที่ทำลายเนื้อสมองได้
3.ฝึกสติ คอยรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าขณะนี้กำลังทำอะไร และใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ทำให้การเก็บข้อมูลที่จะนำไปสู่ความจำดีขึ้น ทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นการป้องกันภาวะหลงลืมได้.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 12 มิถุนายน 2555

.

Related link:

 

หัดฝึกสติอยู่กับตัวจะช่วยให้ทุกข์น้อยลง

อริยสัจ 4 เป็นแก่นของพุทธศาสนาที่ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ตราบใดที่เกิดเป็นมนุษย์จะต้องพบกับความทุกข์แน่นอน ทุกข์มีหลายรูปแบบ มนุษย์ก็มีหลายรูปแบบ เมื่อพบกับความทุกข์ต่างก็หาหนทางแก้ไขกันไป ยิ่งหากตัดกิเลสไม่ได้ทุกข์ก็จะยิ่งเพิ่ม เป็นวงจรชีวิตที่มนุษย์จะต้องประสบและแก้ไขกันด้วยสติปัญญาให้เข้าที่จนได้

เงินตรา เป็นสิ่งที่มนุษย์ถือเป็นเครื่องมือวิเศษ คิดว่าจะช่วยบำบัดได้สำเร็จหมด ทั้งชีวิตมักจะทุ่มเทตลอดเพื่อให้ได้มาให้มากที่สุด คิดว่าจะมีความสุขได้ต้องมีเงินก่อน มีเงินก็สามารถหาสิ่งที่ต้องการได้แล้วชีวิตจะมีความสุข ขณะเดียวกันเงินก็จะช่วยบำบัดทุกข์ที่รุมล้อมอยู่ให้หนักเป็นเบา หรือหายไปได้ ทั้งชีวิตจึงพัวพันอยู่กับเงิน เพราะไม่ได้ตัดความต้องการหรือกิเลสให้ลดน้อยลงไป

ผมมาคุยเรื่องนี้ด้วยได้รับหนังสือธรรมะฉบับกระเป๋าจาก พภ.วิวัฒน์ ธัมมะวัฑโฒ แห่งวัดโสมนัสราชวรวิหาร คุยถึงเรื่อง วิจัยจิตพิชิตทุกข์ กล่าวถึงเรื่องทั้งชีวิตของมนุษย์ต้องหาเงิน ด้วยหวังว่าเงินจะช่วยได้ทุกอย่างนั้นคงได้ไม่หมด ความสุขที่เกิดจากเงินซื้อมาเป็นความสุขที่หยาบ จะมีทุกข์เจือปนอยู่ด้วย อ่านดูแล้วเป็นข้อคิดที่ดี เลยอยากขอถ่ายทอดมาเล่าให้ฟัง

หลวงพี่ยกตัวอย่างเช่น เมื่อใช้เงินซื้ออาหารอร่อย ราคาแพง ได้มากินตามต้องการ แรก ๆ ก็ดูอร่อยดี นานเข้าก็เบื่อ ต้องแสวงหาเจ้าอื่นต่อไป เปลี่ยนไปไม่รู้จบสิ้น และอาหารอร่อยมักต้องปรุงอย่างดี ใส่สารหลายอย่างจะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมา ไขมัน เบาหวาน ฯลฯ และโรคอ้วน

มีอย่างอื่นอีกหลายอย่างที่เงินบันดาลไม่ได้ อาหารอร่อยราคาแพงซื้อได้ แต่ซื้อความอยากอาหารไม่ได้ จิตใจที่ขุ่นมัวไม่อยากกินอะไรเงินช่วยไม่ได้ เงินซื้อที่นอนอย่างดีได้ แต่ซื้อการนอนหลับไม่ได้ คนที่จิตฟุ้งซ่าน ครุ่นคิดตลอดจะนอนไม่หลับน่าเห็นใจมาก บ้านที่อยู่ราคาสูงหาซื้อได้เช่นกัน แต่ครอบครัวที่ขาดความอบอุ่นแยกกันอยู่ซื้อไม่ได้ ปัญหายาเสพติด อาชญากรรม ล้วนจากเรื่องเงินทั้งนั้น

เมื่อเงินไม่ได้ตอบสนองความต้องการมนุษย์ได้หมด ก็น่าจะหาทางอื่นเป็นทางเลือกมาเพิ่มขึ้นอีกดีไหม? เป็นข้อคิดที่หลวงพี่ฝากไว้ ตราบใดที่ยังไม่ลดเรื่องกิเลสให้พอดีกับตัวเอง ความสุขเหมือนเงามายาที่เราเห็นอยู่ข้างหน้า เมื่อเราไขว่คว้ามาได้ จะอยู่เพียงชั่วคราว แล้วโดดหนีล้ำหน้าไปอีก เพราะเราเบื่อ เราต้องไล่ตามจับของใหม่กันไปเรื่อย คล้ายไล่ตามเงาตัวเอง ความสุขที่แท้จึงเป็นอนาคตที่ไม่มาถึงเสียที

หลวงพี่อดีตวิศวกรจุฬาฯ ได้สรุปชีวิตส่วนตัวที่ผ่านมาว่า ความสุขของอาตมาไม่ได้อยู่ที่เมืองไทย ไม่ได้อยู่ที่เมืองนอก ที่ไปทำงานและอยู่ถึง 5 ปี ไม่ได้อยู่ที่งานเลี้ยงสังสรรค์ ไม่ได้อยู่ที่เงินทองหรือวัตถุใด ๆ ความสุขอยู่ที่จิตใจ การวิจัยเพื่อเรียนรู้ว่า ทำอย่างไรจิตใจจึงเป็นสุขไม่เป็นทุกข์ สำคัญเหนืออื่นใด

การฝึกสติหรือสมาธิให้จิตอยู่กับตัว ในชีวิตประจำวันให้รู้กายที่เคลื่อนไหว รู้ว่ากายอยู่ในท่าไหน กำลังทำอะไร หรือเมื่อเดินจงกรม เมื่อเท้ากระทบพื้นก็รู้สึกถึงการกระทบ รู้แบบสบาย ๆ ไม่ต้องตั้งใจมาก ไม่ต้องรู้ว่าซ้ายหรือขวา ไม่ต้องใส่ใจการเคลื่อนไหว ใส่ใจเพียงการกระทบพอ ทำไปเรื่อย ๆ เผลอเมื่อใดก็เริ่มต้นใหม่ การรู้สึกตัวอย่างต่อเนื่อง เป็นภาวนามัยปัญญา ซึ่งจะตัดกิเลสได้จิตจะเป็นสุขที่ถาวร

พภ.ณรงค์ศักดิ์ เนียมนัด อดีตหัวหน้าคณะศาลอุทธรณ์ ขณะนี้ได้ลาไปบวชอยู่ที่วัดโกเมศรัตนาราม อ.สามโคก ปทุมธานี ได้ให้หลักไว้ตอนก่อนบวชว่า ตัวอยู่ที่ไหน ใจอยู่ที่นั่น, กายทำอะไรให้ใจอยู่กับสิ่งนั้น จะทำให้จิตอยู่กับตัวตลอดไป

พภ.เกรียงศักดิ์ วัชรพล ได้ลาไปบวชที่วัดญาณสังวร จ.ชลบุรี ได้บอกไว้ก่อนบวชว่า หากจิตอยู่กับตัวอยู่ในร่างกายเราตลอด เราจะไม่คิดอะไรก็จะไม่มีทุกข์ จิตออกไปเมื่อไรให้เรียกกลับมาใหม่ ฟังดูง่ายแต่ปฏิบัติยาก คอยจะกระโดดออกไปเรื่อย มีโอกาสจะไปกราบทั้งสองรูปขอศึกษาธรรมต่อด้วย

เรื่องการฝึกสมาธิ ฝึกจิต ฝึกสติ ให้อยู่กับตัว เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ละแห่งจะมีวิธีการต่างกันไป ใครถูกจริตกับแบบใดก็ทำแบบนั้น ถ้าสามารถทำต่อไปถึงมหาสติปัฏฐาน 4 ด้วยยิ่งสมบูรณ์ จิตที่อยู่นิ่งไม่คิดอะไร จะเป็นจิตที่มีความสุข บ่งบอกมาที่ใบหน้าให้ยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี เป็นเสน่ห์แก่ผู้พบเห็นอยากพูดคุยด้วย

การทำสมาธิหรือฝึกให้สติอยู่กับตัวตลอดแม้กายจะนิ่งหรือเคลื่อนไหวมาใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นทางเลือกอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ทุกข์รอบตัวได้ลดน้อยลง.

ที่มา: เดลินิวส์ 26 กุมภาพันธ์ 2555