ธรรมะกับสุขภาพ : “สมาธิ” บำบัดโรคเรื้อรัง

manager130103_001aท่านผู้อ่านครับ สาเหตุการตายของคนในโลกนี้ร้อยละ 80 มาจากโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว โรคเหล่านี้ต้องรักษากันตลอดชีวิต เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ต้องกินยาตลอด จึงทำให้เสียค่าใช้จ่ายดูแลรักษามาก

โรคเหล่านี้เป็นในผู้สูงอายุ ได้แก่ โรคความดัน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคอัมพฤกษ์อัมพาต โรคมะเร็ง โรควิตกกังวลเรื้อรัง โรคซึมเศร้า โรคนอนไม่หลับ เป็นต้น โรคเหล่านี้ทำให้คุณภาพชีวิตเลวลง สร้างความทุกข์ทรมานต่อผู้ป่วยอย่างมาก โรคในกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญมากในแง่ของการวางแผนระบบสุขภาพในประเทศต่างๆทั่วโลก เนื่องจากในอนาคตจะมีผู้สูงอายุมากขึ้น จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการดูแล ถ้าวางระบบไม่ดีก็จะเป็นปัญหาอย่างมาก

นายบัน คีมุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้กล่าวไว้ในการประชุม World Economic Forum 2011(www. Youtube.com/Davos AnnualMeeting 2011-combating chronic disease) ว่า ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากโรคเรื้อรังปีละ 35ล้านคน และต้องใช้งบประมาณดูแลโรคเหล่านี้อย่างมาก โรคนี้กำลังคุกคามชีวิตของคนในปัจจุบัน ดังนั้น สหประชาชาติจึงถือว่าเป็นปัญญาเร่งด่วนที่ต้องร่วมกันแก้ปัญหานี้ให้ได้ (www.youtube.com/2011UN NCDs summit:the uropean story)

ในประเทศไทย ตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี 2553มีผู้ป่วยโรคเรื้อรังประมาณ 1.7ล้านคน และใช้งบประมาณดูแลมากถึง 52,000ล้านบาท ในสหรัฐอเมริกาก็เหมือนกัน ในปี 2002 คนอเมริกันร้อยละ 44 มีโรคเรื้อรังอย่างน้อย 1 โรค(ประมาณ 157ล้านคน) ร้อยละ 13 มีโรคเรื้อรัง 3 โรคหรือมากกว่า ค่ารักษาพยาบาลคิดเป็นร้อยละ 75 ของค่าใช้จ่ายในระบบสุขภาพ รวมแล้วราว 2.5 แสนล้านดอลลาร์ ดังนั้น รัฐบาลของประเทศต่างๆจึงพยายามเตรียมรับมือกับปัญหานี้ โดยมีสหประชาชาติเป็นตัวกลางสร้างเครือข่ายความร่วมมือกัน

manager130103_001b

ผู้ที่ศึกษาในเรื่องนี้มากคือ ดร.เฮอร์เบิร์ต เบนสัน (Herbert Benson) ศาสตราจารย์ด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้บุกเบิกงานด้านเวชศาสตร์ทางกายและจิต โดยจัดตั้งสถาบันเวชศาสตร์ทางกายและจิต (Mind Body Medical Institute)ในปี 1988 เพื่อศึกษาวิจัยในด้านนี้

ในระยะแรกท่านพบว่า คนไข้ที่มารอตรวจที่โรงพยาบาลในแผนกผู้ป่วยนอก ร้อยละ 60-90 มาจากโรคเรื้อรัง และโรคเหล่านี้เกิดจากความเครียดเป็นสาเหตุสำคัญอันหนึ่ง ท่านเห็นว่าการรักษาโรคเหล่านี้ให้ได้ผล ต้องแก้ไขเรื่องความเครียด ด้วยการสร้างความผ่อนคลาย การใช้ยารักษาอย่างเดียวจะได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร

ท่านจึงได้นำเอาศาสตร์ตะวันออกหลายประการมาใช้บำบัดรักษา เช่น การฝึกความผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การสวดมนต์ การทำสมาธิ โยคะ ชี่กง ฝึกการเจริญสติในเวลาออกกำลังกาย และอิริยาบถในชีวิตประจำวัน ซึ่งศาสตร์เหล่านี้ช่วยให้เกิดความผ่อนคลาย ลดความเครียดลงได้

ในระยะแรกท่านทดลองให้พระทิเบตทำสมาธิ เป็นเวลา 1ชั่วโมง แล้ววัดดูการทำงานของร่างกายในขณะเป็นสมาธิ พบว่าสมาธิทำให้ทำให้ความดันลดลง ชีพจรเต้นช้าลง หายใจช้าลง อุณหภูมิกายลดลง การเผาผลาญสารอาหารในร่างกายลดลง คลื่นสมองช้าลงและเป็นระเบียบมากขึ้น ท่านเรียกปรากฏการณ์ นี้ว่า ผลของความผ่อนคลาย (Ralaxation Response) ซึ่งเป็นผลตรงข้ามกับผลของความเครียด

ต่อมาจึงเริ่มรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรังโดยการฝึกสมาธิร่วมกับการใช้ยา ก็พบว่าได้ผลดีในโรคต่างๆ คือ โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ โรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง โรคลำไส้แปรปรวน ผู้ป่วยมีบุตรยาก อาการปวดเรื้อรังที่เกิดจากโรคต่างๆ เป็นต้น พบว่า ผลของความผ่อนคลายช่วยให้การรักษาโรคได้ผลดีขึ้น ใช้ยาลดลง บางรายเป็นไม่มากก็ไม่ต้องใช้ยา โดยเฉพาะพวกที่นอนไม่หลับ จะช่วยให้นอนหลับดี และฝึกระยะยาวก็ไม่ต้องใช้ยานอนหลับอีกเลย คุณภาพชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น ท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน http://www.massgeneral.edu/bhi/clinical_finding

ศ.เบนสันเป็นนักวิจัยเกี่ยวกับความเครียดที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของโลก เป็นคนแรกที่นำเอาการฝึกสมาธิมาใช้บำบัดโรคซึ่งมีสาเหตุมาจากความเครียด ซึ่งในสมัยนั้นไม่มีใครสนใจเรื่องนี้เลย ท่านทำงานทางด้านนี้ไม่ต่ำกว่า 40 ปี มีผลงานวิจัยตีพิมพ์ 180เรื่อง เขียนหนังสือไว้ 12 เล่ม เช่น Relaxation response, Timeless Healing, The Wellness Book, Relaxation Revolution เป็นต้น ท่านผู้อ่านอาจจะเข้าไปดูได้ในAmazon.com/Herbert Benson และเข้าไปฟังคำบรรยายของท่านที่ Youtube.com/Herbert Benson ก็จะมีให้ฟังมากมาย เรื่องที่น่าสนใจเช่น meditation- universal antidote,Legacy Wisdom-Dr. Herbert Benson ,2011 Mind Body Week keynote Dr Herbert Benson, MD.เป็นต้น ก็จะได้ความรู้มากมาย

เมื่อท่านเกษียณอายุแล้ว ได้มาตั้งสถาบันเวชศาสตร์ด้านกายและจิต ที่โรงพยาบาลทั่วไปแห่งแมสซาชูเซตส์ เมื่อปี 2006 สถาบันแห่งนี้มีผลงานวิจัยที่น่าสนใจออกมาเป็นจำนวนมาก ท่านผู้อ่านอาจจะเข้าไปดูข้อมูลได้ในwww.massgeneral.org/bhi/research/published

การที่ ศ.เบนสันทำงานด้านเวชศาสตร์ทางกายและจิตเป็นเวลายาวนาน ได้นำเอาศาสตร์ตะวันออกหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องสมาธิ เข้ามาใช้ในวงการแพทย์แผนปัจจุบัน และได้วางรากฐานวิชาการทางเวชศาสตร์ด้านกายและจิตไว้อย่างมั่นคง กระทั่งปัจจุบันวิชาการด้านนี้ถือเป็นการแพทย์ทางเลือกที่ได้รับการยอมรับและนำมาใช้บำบัดโรคกันมากที่สุดแขนงหนึ่ง ท่านจึงได้รับการยกย่องว่าเป็น บิดาแห่งเวชศาสตร์ทางกายและจิต

ศ.เบนสันได้แสดงให้เห็นแล้วว่า โรคเรื้อรังสามารถป้องกันและรักษาให้ได้ผลดีโดยการควบคุมอาหาร การออกกำลังกายเป็นประจำ และโดยการฝึกจิตให้เกิดความผ่อนคลาย ฝึกสมาธิ เจริญสติ ซึ่งถ้าเราทุกคนตระหนักถึงผลร้ายของโรคเรื้อรังแล้วปฏิบัติตามหลักการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง เราก็จะไม่เป็นโรคเหล่านี้ ไม่ต้องไปโรงพยาบาลตลอดช่วงชีวิตของเรา จะช่วยประหยัดงบประมาณให้รัฐเป็นอย่างมาก

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 145 มกราคม 2556 โดย น.พ.แพทย์พงษ์ วรพงศ์พิเชษฐ)

ที่มา :   ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 มกราคม 2556

Advertisements

ห้องนอน “ต้นเหตุ” ให้เป็นโรคอ้วน

foxnews121212_001ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาเผยให้ทราบว่า ในขณะที่คุณกำลังนอนหลับนั้นได้มีการเชื่อมโยงกันกับน้ำหนักตัวของคุณ หรือพูดง่ายๆ ว่าการนอนหลับนับเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราอ้วนได้อย่างไม่น่าเชื่อ และล่าสุดรายการทีวีชื่อดังอย่าง MyFoxAtlanta ได้รายงานเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ปัญหาโรคอ้วนนั้นอาจเกิดขึ้นในห้องนอนของคุณ เพราะในความเป็นจริงแล้วในระหว่างที่นอนหลับ ร่างกายของคุณจะรู้สึกหิวได้โดยอัตโนมัติ เนื่องมาจากระบบเซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้ทำการย่อยสลายและเผาผลาญพลังงานที่คุณรับประทานเข้าไปโดยไม่รู้สึกตัว

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมามีงานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า “การนอนหลับที่มากหรือน้อยจนเกินไปจะส่งผลให้คุณมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น และสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณมีน้ำตัวเพิ่ม คือ การบริโภคน้ำตาลจำนวนมากจากอาหารที่รับประทานเป็นประจำทุกวันนั่นเอง”

ดร.ไมเคิล บรูย์ นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ กล่าวว่า “ถ้าคุณสามารถแก้ปัญหาการนอนหลับได้ จะช่วยทำให้น้ำหนักตัวของคุณลดลง และการแก้ปัญหานั้นจะต้องเริ่มจากต้นเหตุ โดยการเริ่มสำรวจในห้องนอนของคุณ และคิดทบทวนว่ามีสิ่งผิดปกติหรือไม่ เช่น แสงไฟบนหัวเตียงนั้นสว่างมากเกินไป ประกอบกับมีอาการเครียดหรือไม่” ดังนั้นการแก้ไข ดร.ไมเคิลได้แนะนำว่า “ให้ผู้ที่ประสบปัญหานอนไม่หลับ ลองเปลี่ยนหลอดไฟจาก 90 วัตต์เป็น 40 วัตต์แทน”

อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนกล่าวต่อว่า “บางครั้งบรรยากาศรอบตัวที่เงียบหรือเสียงดังจนเกินไป ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นอนหลับยากได้เช่นกัน แต่ถ้าใครที่ไม่สามารถทนอยู่กับความเงียบได้ แนะนำว่าให้คุณลองเปิดวิทยุหรือเปิดพัดลมเบาๆ ก็สามารถเพิ่มความง่วงได้เช่นกัน นอกจากนี้เสียงคลื่นทะเลก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณนอนหลับได้ง่ายขึ้น หรือแม้การนั่งสมาธิ รวมไปถึงการทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง การนอนอ่านหนังสือเพื่อฆ่าเวลา หรือหลายคนอาจเลือกวิธีที่แสนเบสิกแต่ได้ผลจริง อย่างเช่น การเลือกหมอนที่เหมาะกับคุณ ก็เป็นตัวช่วยหนึ่งในการนอนหลับที่ดี ทั้งนี้เป็นการป้องกันน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอันมีสาเหตุจากนอนหลับนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามระยะเวลาในการพักผ่อนที่เหมาะสมนั้นควรอยู่ในระหว่าง 6-8 ชั่วโมง ดร.ไมเคิลกล่าว”.

ที่มา : ไทยโพสต์ 16 มกราคม 2556

.

Related Article :

.

Your bedroom could be making you fat

Published December 12, 2012
FoxNews.com

Having a hard time resisting a doughnut or biscuits and gravy? You may be hungry for sleep, and experts say there’s a big connection between your sleep and your weight, MyFoxAtlanta reported.

The problem may be your bedroom.

Over the last decade, several studies have shown how you sleep dramatically affects your weight. The less sleep you get, the more you crave high-fat, high-sugar comfort foods.

Psychologist and sleep specialist Dr. Michael Breus said if you can solve your sleep issues, the weight will come off. The first place to start is to look around your bedroom for what’s working and what’s not working.

“Walk into your bedroom and take a look around, and how does it make you feel?” Breus asked.

If “stressed” is the answer, Breus said start rethinking your room — focusing on your senses. First is sight.

“Too much light can actually make it difficult to fall asleep. So one of the things I do is I ask people to take the bedside lamp and use a 40 watt bulb instead of a 90 watt bulb,” said Breus.

Next, Breus said, is to listen.

“We know that if it’s too quiet, it’s hard to fall asleep, and if it’s too noisy it’s hard to fall asleep,”  Breus explained.

If you can’t stand the silence, turn on a fan or a sound machine.

“Believe it or not, ocean sounds have been shown to help people fall asleep, any type of meditation, or relaxation, like an audio relaxation can also be quite helpful,” he said.

If the TV helps you fall asleep, Breus says leave it on.

Next, think about your bed.

“And most people don’t think about this, but your mattress and your sheets have a lot to do with you how sleep,” Breus added.

Breus says think of your bedding as “performance equipment.”

“The easiest way to ruin your mattress is to have a cheap pillow,” he said.  “So I often tell people, “Don’t just go out and get the $7 what-have-you. Really get a pillow that fits you and your sleep needs.”

SOURCE: foxnews.com

ขี้วิตกกังวลสไตล์กลายเป็นคนอายุสั้นดี อาจอยู่ได้ไม่เกินอีก10 ปีข้างหน้า

เผยผลศึกษา คนขี้วิตกกังวลด้วยเรื่องรอบตัว จนจิตใจว้าวุ่น ขาดความเชื่อถือตนเอง บางทีก็ถึงกับนอนไม่หลับมีหวังจะเสียชีวิตลงในช่วงระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า มากกว่าคนที่ไม่รู้สึกผิดปกติถึงร้อยละ 16…

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเมืองน้ำชาศึกษาพบว่า คนขี้วิตกกังวลด้วยเรื่องรอบตัว จนจิตใจว้าวุ่น ขาดความเชื่อถือตนเอง บางทีก็ถึงกับนอนไม่หลับมีหวังจะเสียชีวิตลงในช่วงระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า มากกว่าคนที่ไม่รู้สึกผิดปกติถึงร้อยละ 16

เขาเปิดเผยว่า โดยปกติแล้ว ผู้ที่มีความรู้เช่นนี้ จะมีอยู่มากถึง 1 ใน 4 และโดยมากมักไม่รู้สึกตัวด้วย พวกเขาจะรู้สึกวิตกกังวลไปตั้งแต่เรื่องฐานะการเงิน งานรอบข้าง และเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับบุคคล ซึ่งก็เป็นเรื่องยากเหมือนกันที่จะไม่นึกถึงมันเอาเลย

จิตแพทย์ชื่อดังผู้หนึ่ง หมอเกลิน ลูอิส บอกแนะนำว่า ให้หันไปออกกำลัง ทำสมาธิ หรือการสนทนาบำบัด อาจช่วยให้จิตใจค่อยคลายทุรนทุรายลงได้.

ที่มา: ไทยรัฐ 10 มกราคม 2556

.

Related Article :

.

Study shows anxiety and depression lower life expectancy

By Ian Birch

YI’ve reported previously for Mental Healthy that people with severe mental illnesses who take anti-psychotic drugs have a significantly reduced life expectancy. Now for the first time a new British study, published in the British Medical Journal, has established that anxiety and depression can also lower life expectancy — though not so dramatically.

Researchers at University College London and Edinburgh University analysed statistics from the decade from 1994 to 2004 with a sample size of nearly 70,000 patients.

They discovered that even people with mild, rather than moderate or severe, anxiety and depression, have slightly reduced life expectancies.

The researchers ensured they took into account other health and lifestyle factors such as exercise, weight, diabetes, alcohol consumption and smoking.

Dr David Batty, a Wellcome Trust research fellow in the Department of Epidemiology and Public Health at UCL and senior author on the study, said: “This increased mortality is not simply due to people with higher levels of psychological distress having poorer health behaviours.”

Whilst the causes of the link are not clear in this study, it is thought, that a deterioration in physical health caused by psychiatric medications is primarily responsible for reducing life expectancy in people with schiozphrenia e.g. by developing cardiovascular (heart) problems or diabetes.

Paul Jenkins, chief executive of the charity Rethink, told BBC News: “Sadly, these findings do not come as a surprise.

“While this study looks at depression and anxiety, people with severe mental illnesses such as bipolar disorder and schizophrenia die, on average, 20 years earlier than the rest of us. It’s an absolute scandal.
“There is a huge lack of awareness amongst health professionals about the increased risk of physical illness for this group, which means people are dying needlessly every day.”
Charlotte Fantlli from Mental Healthy says: “Whilst these finding make sad reading, they are also positive in the fact they wake us up to the real ‘physical’ side of mental illness. Hopefully this will make doctors keener to treat mental health problems with the same importance as physical ones.
“Mental illness has too long been thought of as ‘in the mind’ when psychiatric problems have a profound reaction on the body. Perhaps studies like these will go some way towards making a positive change.”
Mental Healthy are firm believers in aiding recovery of mental illness with a positive lifestyle. Good diet and exercise can dramatically increase life expectancy, please see our food for good mental health and fitness sections for more information.

 

การศึกษาสมองส่วน amygdala ยืนยันว่าการฝึกสมาธิช่วยเพิ่มการควบคุมอารมณ์

การศึกษาสมองส่วน amygdala ยืนยันว่าการฝึกสมาธิช่วยเพิ่มการควบคุมอารมณ์

Meditation produces enduring changes in emotional processing in the brain, study shows

November 12, 2012 in Neuroscience

A new study has found that participating in an 8-week meditation training program can have measurable effects on how the brain functions even when someone is not actively meditating. In their report in the November issue of Frontiers in Human Neuroscience, investigators at Massachusetts General Hospital (MGH), Boston University (BU), and several other research centers also found differences in those effects based on the specific type of meditation practiced.

“The two different types of meditation training our study participants completed yielded some differences in the response of the amygdala – a part of the brain known for decades to be important for emotion – to images with emotional content,” says Gaëlle Desbordes, PhD, a research fellow at the Athinoula A. Martinos Center for Biomedical Imaging at MGH and at the BU Center for Computational Neuroscience and Neural Technology, corresponding author of the report. “This is the first time that meditation training has been shown to affect emotional processing in the brain outside of a meditative state.”

Several previous studies have supported the hypothesis that meditation training improves practitioners’ emotional regulation. While neuroimaging studies have found that meditation training appeared to decrease activation of the amygdala – a structure at the base of the brain that is known to have a role in processing memory and emotion – those changes were only observed while study participants were meditating. The current study was designed to test the hypothesis that meditation training could also produce a generalized reduction in amygdala response to emotional stimuli, measurable by functional magnetic resonance imaging (fMRI).

Participants had enrolled in a larger investigation into the effects of two forms of meditation, based at Emory University in Atlanta. Healthy adults with no experience meditating participated in 8-week courses in either mindful attention meditation – the most commonly studied form that focuses on developing attention and awareness of breathing, thoughts and emotions – and compassion meditation, a less-studied form that includes methods designed to develop loving kindness and compassion for oneself and for others. A control group participated in an 8-week health education course.

Within three weeks before beginning and three weeks after completing the training, 12 participants from each group traveled to Boston for fMRI brain imaging at the Martinos Center’s state-of-the-art imaging facilities. Brain scans were performed as the volunteers viewed a series of 216 different images – 108 per session – of people in situations with either positive, negative or neutral emotional content. Meditation was not mentioned in pre-imaging instructions to participants, and investigators confirmed afterwards that the volunteers had not meditated while in the scanner. Participants also completed assessments of symptoms of depression and anxiety before and after the training programs.

In the mindful attention group, the after-training brain scans showed a decrease in activation in the right amygdala in response to all images, supporting the hypothesis that meditation can improve emotional stability and response to stress. In the compassion meditation group, right amygdala activity also decreased in response to positive or neutral images. But among those who reported practicing compassion meditation most frequently outside of the training sessions, right amygdala activity tended to increase in response to negative images – all of which depicted some form of human suffering. No significant changes were seen in the control group or in the left amygdala of any study participants.

“We think these two forms of meditation cultivate different aspects of mind,” Desbordes explains. “Since compassion meditation is designed to enhance compassionate feelings, it makes sense that it could increase amygdala response to seeing people suffer. Increased amygdala activation was also correlated with decreased depression scores in the compassion meditation group, which suggests that having more compassion towards others may also be beneficial for oneself. Overall, these results are consistent with the overarching hypothesis that meditation may result in enduring, beneficial changes in brain function, especially in the area of emotional processing.”

Eric Schwartz, PhD, of the BU Department of Electrical and Computer Engineering and Center for Computational Neuroscience and Neural Technology, is senior author of the Frontiers in Human Neuroscience report. Additional co-authors are Lobsang T. Negi, PhD, and Thaddeus Pace, PhD, Emory University; Alan Wallace, PhD, Santa Barbara Institute for Consciousness Studies; and Charles Raison, MD, University of Arizona College of Medicine. The study was supported by grants from the National Center for Complementary and Alternative Medicine, including an American Recovery and Reinvestment Act grant to Boston University.

Journal reference: Frontiers in Human Neuroscience

Provided by Massachusetts General Hospital

SOURCE: medicalxpress.com

=================================================

amygdala เป็นส่วนของสมองที่ทำหน้าที่ในการรับรู้ความทรงจำทางด้านอารมณ์ (emotional) เป็นที่รวบรวมอารมณ์ในช่วงเวลาแห่งความสำเร็จหรือล้มเหลวความหวังและความกลัวความหดหู่ท้อถอยหรือความสับสน ซึ่งจะใช้ความทรงจำนี้ในการตรวจสอบข้อมูลที่เข้ามาใหม่ทางระบบประสาทต่างๆเพื่อประเมินถึงภาวะอันตรายหรือโอกาสอันดี โดยเปรียบเทียบกับประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ผ่านมา

ในบางครั้งเมื่อประสบในภาวะคับขันหรือเกิดอันตราย เช่น เรามองเห็นสิ่งที่ขดอยู่ในมุมมืดดูคล้ายงูจะกระโดดหนีทันที เป็นการทำงานของ amygdala ที่เกิดขึ้นแบบลัดวงจรโดยเมื่อตามองเห็นสิ่งที่คล้ายงูจะส่งกระแสประสาทไปยังสมอง ส่วนที่เรียก thalamus (อยู่ในระบบ limbic เช่นกัน) ซึ่งจะส่งกระแสประสาทไปยัง visual cortex บริเวณสมองส่วนหลัง เพื่อแปลออกมาว่าเป็นอะไรถ้าเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกับอารมณ์ จะส่งกลับไปยัง amygdala ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์รวมของความทรงจำ ทางอารมณ์ต่าง ๆ เพื่อส่งต่อไปยัง prefrontalcortex ในการสั่งการโต้ตอบที่เหมาะสมแต่ในเวลาเดียวกันจะมีเส้นใย ประสาท อีกส่วนหนึ่งลัดจาก thalamus มายัง amygdala เลยทำให้เกิดการตอบสนองทางอารมณ์ทันที ไม่ว่าจะเป็นแบบสู้ (หาไม้ตีงู) หรือหนี (กระโดดหลบ) การทำงานแบบลัดวงจรนี้พบได้มากในสัตว์ชั้นต่ำ เช่น นกหรืองูซึ่งเป็นสัญชาตญาณเพื่อการอยู่รอดการทำงานของสมองเช่นนี้ ต้องการความรวดเร็วมากกว่าความถูกต้องชัดเจน หรือเหตุผลต่อเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป แล้ว สมองจะสั่งการทบทวนอีก เช่น ดูให้ชัดว่าเป็นงู หรือขดเชือก โดยสมองส่วน neocortex จะสั่งการที่เหมาะสมต่อไป ในบางคนจะมีการโต้ตอบแบบลัดวงจรนี้ทันทีเมื่อถูกกระตุ้นทางอารมณ์ที่เรียกกันว่าพวกที่ทำก่อนคิดหรือใช้อารมณ์อยู่เหนือ เหตุผล

จากการศึกษาผู้ป่วยที่มีอุบัติเหตุ หรือทำให้ทางเชื่อมระบบประสาทจาก amygdala ไปยัง neocortex ถูกตัดขาด จะมีชีวิตอยู่อย่างไร้อารมณ์ ความรู้สึกไม่สามารถตัดสินใจเพราะไม่รู้ถึงผลที่ตามมา ไม่รับรู้ถึงอารมณ์ของผู้อื่น ไม่รู้สึกผิด หรืออับอาย เมื่อทำอะไรผิด

ที่มา: สมชาย  จักรพันธุ์. เรื่องราว E.Q.  วารสารหมออนามัย 9(16) : 80-83

SOURCE: natres.psu.ac.th

===================================================

ต่อมอไมกดาลาขนาดเท่าเมล็ดอัลมอนด์ นอกจากจะทำหน้าที่บันทึกความกลัวไว้ให้หัวสมองแล้ว นักวิจัยยังพบว่า มันก็ทำหน้าที่ “ลบลืม” ความกลัวให้เราได้ด้วยเช้นกัน

นักวิจัยเอ็นวายยูพบ “ต่อมลืมกลัว” ในสมอง

บีบีซีนิวส์ – อาการ “กลัว” หรือผวากับสิ่งต่างๆ รอบตัว ดูเหมือนว่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญของมนุษย์ โดยเฉพาะการ “กลัวอย่างไร้เหตุผล” ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กสามารถระบุตำแหน่งบนสมองที่ช่วยพวกเราลบ “ความกลัว” ที่มีอยู่ออกไปได้

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (New York University) เปิดเผยผ่านวารสารทางด้านประสาทวิทยา “นิวโรน” (Neuron) ว่าในมนุษย์ก็มีต่อมลบอาการกลัวได้ เช่นเดียวกับสัตว์ โดยเชื่อว่าต่อมดังกล่าวอยู่ในสมองบริเวณที่เดียวกับที่เราบันทึกความกลัวลงไป

บริเวณที่ลบหรือลืมความกลัวดังกล่าวเรียกว่า “อไมกดาลา” (amygdala) พื้นที่ขนาดเท่าเมล็ดอัลมอนด์ ฝังอยู่บริเวณซีรีบรัม โดยเชื่อมต่อกับไฮโปธารามัส ซึ่งสมองตรงอไมกดาลาทำหน้าที่สำคัญในการควบคุมเหตุผลและอารมณ์

ที่สำคัญกลไกทำงานลืมความจำของ “อไมกดาลา” นี้พบอยู่ในสมองสัตว์ แต่ยังไม่เคยมีผู้ใดพบในสมองของมนุษย์มาก่อน และการค้นพบกลไกของ “อไมกดาลา” ที่ช่วยให้ลืมกลัวแบบเดียวกับสัตว์ในสมองมนุษย์นี้ จะช่วยทุ่นแรงให้บรรดาหมอๆ ทั้งหลายในการรักษาอาการจิตประสาท หรือ “โฟเบีย” ของคนไข้ได้

ดร.อลิซาเบธ เฟลปส์ และทีมงาน จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เปิดเผยว่า การค้นพบตำแหน่งลืมความกลัวนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะเป็นโอกาสได้ศึกษาว่าอาการกลัวในมนุษย์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร และเราจะดูแลมันอย่างไร แต่งานวิจัยน้อยชิ้นนักที่จะเข้าใจถึงวิธีการลดความกลัวให้น้อยลง

“ยกตัวอย่าง เด็กๆ หลายคนกลัวความมืดเมื่อตอนวัยเยาว์ แต่พอโตขึ้นพวกเขาก็จะเลิกกลัวความมืด หรืออาจจะมีแต่น้อยลง” ดร.เฟลปส์ กล่าว โดยเธอและทีมงานพยายามศึกษาหากลไกลดความกลัวในสมอง โดยนำอาสาสมัครมาทดลองสร้างและลดความกลัว พร้่อมทั้งสังเกตดูว่า สมองส่วนใด ตรงไหนที่ทำงานในขณะนั้น

ทีมงานของ ดร.เฟลปส์ใช้การสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอ็มอาร์ไอ (MRI – magnetic resonance imaging) เพื่อเข้าไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสมองในช่วงระหว่างที่เราเริ่มเลิกกลัว สิ่งที่เคยกลัว โดยพวกเขาได้ให้อาสาสมัครดูภาพสี่เหลี่ยมจตุุรัสที่ระบายสีไว้ พร้อมทั้งช็อตด้วยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ จะทำให้เกิดสภาวะกลัว เหมือนๆ กับอาการจิตประสาท หรือโฟเบีย

เมื่ออาสาสมัครมองภาพสี่เหลี่ยมที่ระบายสีครั้งต่อๆ ไปจะทำให้เกิดอาการกลัวๆ กังวล จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ทำให้เลิกกลัวด้วยการ ย้อนคือเหตุการ คือ ให้อาสาสมัครดูภาพสีเหลี่ยมระบายชุดเดิม (ที่กลัวไปแล้วเพราะโดนช็อต) พร้อมทั้งช็อตกระแสไฟเข้าไปอีกรอบในปริมาณเท่าเดิม และค่อยลดๆ ลงจนอาสาสมัครดูภาพแบบปกติโดยไม่มีกระแสไฟช็อต ก็จะทำใ้ห้อาการกลัวภาพนั้นหายไป

อย่างไรก็ดี เมื่อคณะวิจัยดูผลจากการสแกนสมองขณะอาสาสมัครถูกกระตุ้นให้กลัวจนหายกระทั่งหายกลัวแล้วพบว่า ตำแหน่งของ “อไมกดาลา” นั้นทำงานขณะที่กำลังบันทึกความกลัวเข้าสู่หัวสมอง และทำงานอีกเมื่ออาสาสมัครคลายความกลัวของพวกเขาลงไป พร้อมกับสมองอีกส่วนหนึ่ง

การค้นพบเหล่านี้สนับสนุนงานวิจัยชิ้นก่อนๆ ที่อธิบายกันมาว่าในสัตว์มีระบบการแก้ไขความวิตกกังวลหรือความกลัวอย่างผิดปกติได้ โดย ดร.เฟลปส์กล่าวว่า หากในมนุษย์ก็มีกลไกนี้เช่นกัน ก็จะง่ายต่อการหายารักษาที่ตรงจุด

“ขณะนี้พวกเราทั้งหมดเริ่มมองหาสิ่งที่แตกต่างออกไปจากเดิมเพื่อที่จะรักษาอาการกลัว ในมนุษย์พวกเราพยายามที่จะควบคุมอาการกลัว บางสถานการณ์พวกเรารู้ว่าไม่แสดงอาการกลัวออกมา แต่บางสถานการณ์กลับแสดงออกมา”

“อย่างเช่น คนทั่วไปกลัวเสือ แต่เมื่อไปดูเสือในสวนสัตว์ เราก็จะไม่กลัวมัน สิ่งนี้เป็นคำตอบว่า ร่างกายของเราจัดการกับความกลัวได้ แต่จะจัดการอย่างไร” ดร.เฟลปส์อธิบาย

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 กันยายน 2547

คลื่นเสียงระฆัง-ทฤษฎีสี ทางเลือกบำบัดโรคเซลล์เสื่อม

Credit: dealwatch.com.au

การบำบัดโรคด้วยคลื่นเสียงจากระฆัง หรือ “Tibetien Singing Bowl” นับเป็นแพทย์ทางเลือกศาสตร์หนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศทิเบตนานกว่า 3,000 ปี ซึ่งการทำงานนั้นเป็นการใช้คลื่นเสียงของระฆังในการปรับคลื่นสมองให้สงบอยู่ในระดับ “Alpha Wave” หรือสภาวะที่เรียกว่าคลื่นสมาธิ ซึ่งคลื่นเสียงดังกล่าวไม่เพียงทำให้ร่างกายเกิดความสงบและความผ่อนคลาย แต่ยังฟื้นฟูและปรับสภาพเซลล์ในร่างกาย ที่เสื่อมสภาพจนก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพนั้นกลับมาสมดุล หรือหายจากอาการเจ็บป่วยต่างๆ เช่น อาการปวดไมเกรน นอนไม่หลับ ปวดเมื่อยร่างกาย ความดันโลหิตสูง ภาวะเครียด โรคกระเพาะอาหาร ซึมเศร้า ซึ่งการรักษาโรคด้วยวิธีดังกล่าวสามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยอาศัยอุปกรณ์ 2 ชิ้นที่เรียกกันว่า บาตร หรือ “ทาโด้บาตร” และ “ปูจา” ท่อนไม้เล็กๆ สำหรับใช้วนรอบบาตรเพื่อให้เกิดเสียงกังวาน

นพ.ชัชดนัย มุสิกไชย แพทย์ประจำศูนย์สุขภาพนครธนอายุวัฒนา รพ.นครธน อธิบายถึงวิธีการบำบัดด้วยคลื่นเสียงจากระฆังหรือบาตรทิเบตว่า “เริ่มจากที่ให้ผู้บำบัดนั่งหรือยืนตัวตรง จากนั้นแบมือข้างหนึ่งออกแล้ววางบาตรลงบนฝ่ามือ แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งจับ “ปูจา” หรือท่อนไม้วนตามเข็มนาฬิกาไปรอบๆ บริเวณขอบบาตรด้านนอก พร้อมๆ กับหลับตาทำสมาธิ หรือการหายใจเข้าออกสลับกัน วนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีเสียงกังวานของระฆังออกมา (เสียงระฆังของแต่ละคนจะดังไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสมาธิของผู้ฝึก ซึ่งการหลับตาทำสมาธิจะช่วยได้) ซึ่งคลื่นเสียงจากระฆังนั้นจะช่วยทำให้ผู้บำบัดเกิดสมาธิ และนำมาสู่การฟื้นฟูเซลล์ในร่างกายที่สึกหรอให้กับมาทำงานปกติ” สำหรับระยะเวลาในการบำบัดด้วยวิธีนี้ คุณหมอบอกว่าอยู่ที่ประมาณ 3-5 นาที ซึ่งสามารถทำได้บ่อยตามต้องการ

พร้อมกันนี้ คุณหมอได้ยกตัวอย่างถึงวิธีการใช้คลื่นเสียงระฆังในการรักษาโรคไมเกรนว่า “เนื่องจากไมเกรนนั้นเกิดจากการที่เส้นเลือดในสมองเกิดการขยายตัวจนไปดึงเยื่อหุ้มสมอง จึงส่งผลให้เส้นเลือดในสมองหดตัวจนเกิดอาการปวดศีรษะ ดังนั้นคลื่นเสียงดังกล่าวจะเป็นตัวที่ทำให้คลื่นสมองเกิดความสงบ เมื่อสมองสงบ จิตใจและร่างกายจะผ่อนคลาย จึงส่งผลให้เส้นเลือดที่หดเกร็งตัวคลายกลับสู่สภาวะปกติ”

เนื่องจากในร่างกายมนุษย์ประกอบไปด้วย 7 จุดจักระสำคัญที่ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ หาก 7 จุดจักระนี้เคลื่อนไหวได้ไม่ดี ก็จะทำให้เซลล์เส้นประสาทที่เป็นตัวควบคุมการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายนั้นทำงานเสื่อมถอย จนก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ นพ.ชัชดนัยให้ข้อมูลว่า “สามารถใช้คลื่นเสียงจากระฆังเพื่อบำบัดอาการป่วย ร่วมกับใช้ทฤษฎีของสีมาช่วยฟื้นฟูการเสื่อมสภาพของ 7 จุดจักระในร่างกายได้” โดยอธิบายให้ทราบถึงโรคที่มาพร้อมกับการบกพร่องของ 7 จุดจักระนี้ว่า “

สำหรับจักระจุดที่ 1 นั้นอยู่บริเวณทวารหนัก ซึ่งผู้ป่วยมักประสบกับปัญหา “ระบบสืบพันธุ์เสื่อมสภาพ” ดังนั้นการใช้สีแดงซึ่งเป็นสีที่ตรงกับจักระ เช่น การใส่เสื้อผ้าสีแดงก็ช่วยบำบัดโรคได้

ส่วนจักระที่จุด 2 นั้นอยู่บริเวณใต้สะดือลงมา 2 นิ้ว หรือที่เรียกกันว่าจุดกำหนดสมาธิ ซึ่งแทนด้วยสีส้ม นอกเหนือจากการบำบัดด้วยคลื่นเสียงระฆังแล้ว การเลือกรับประทานผักผลไม้สีส้มจะช่วยบรรเทา ”อาการฟุ้งซ่านหรือไม่มีสมาธิ” ลงได้

จักระจุดที่ 3 อยู่บริเวณลิ้นปี่ ผู้ที่เกิดความบกพร่องกับจักระจุดดังกล่าวนั้นจะมีอาการของโรค ”กระเพาะอาหาร” ดังนั้นการบำบัดโดยการวางบาตรไว้ข้างเตียง เพื่อรับคลื่นเสียงระฆัง และการใส่เสื้อผ้าที่มีสีเหลืองก็จะช่วยบรรเทาอาการของโรคลงได้

ส่วนจักระจุดที่ 4 นั้นอยู่ที่บริเวณหัวใจ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการ ”ความดันโลหิตสูง” ดังนั้นผู้ป่วยสามารถลดอาการดังกล่าวลงโดยการออกไปสูดอากาศจากต้นไม้สีเขียว และใช้การบำบัดโรคด้วยระฆังใบเล็ก (ระฆังหรือบาตรประกอบด้วย 3 ขนาด เล็ก กลาง ใหญ่)

สำหรับจักระจุดที่ 5 อยู่บริเวณคอ ผู้ป่วยจะประสบกับอาการ “ไทรอยด์ต่ำ” จนทำให้ร่างกายพองและบวมน้ำ ดังนั้นควรแก้ไขด้วยการเปลี่ยนสิ่งของเครื่องใช้เป็นสีฟ้า

และจักระจุดที่ 6 อยู่บริเวณดวงตาที่ 3 หรือระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง หากเกิดความผิดปกติกับจุดดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดอาการ “นอนไม่หลับ” การปรับบรรยากาศภายในห้องนอนให้เป็นสีคราม จะช่วยทำให้นอนหลับง่ายขึ้น

สำหรับจักระจุดที่ 7 นั้นอยู่บริเวณกลางกระหม่อม ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการของ “โรคซึมเศร้า” ดังนั้นการรับประทานผักผลไม้ที่มีสีม่วง ซึ่งเป็นสีประจำจักระดังกล่าว ควบคู่ไปกับบำบัดด้วยเสียงจากระฆัง ก็จะช่วยทำให้ร่างกายกลับมากระปรี้กระเปร่าและดูมีชีวิตชีวามากขึ้น คุณหมอกล่าว สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ไทยเมดิคอลสปา 0-2450-9912.

ที่มา: ไทยโพสต์  6 พฤศจิกายน 2555

.

Related Video :

.

Chakras Cleansing Guided Meditation *NEW*

 

Root Chakra Meditation with Tibetan singing bowls

โรคของผู้สูงอายุจากความเสื่อมมักไม่หายขาด

ผู้สูงอายุ หมายถึง ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ปัจจุบันผู้สูงวัยเหล่านี้ในบ้านเรามีความรู้ในการดูแลสุขภาพดีขึ้นมาก ทำให้มีอายุยืนขึ้น ได้มีการสำรวจพบว่ามีเกิน 12% ของประชากรทั้งหมด ในทางประชากรศาสตร์ถือว่าประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุแล้ว

ล่าสุดพบว่ามีราว 8 ล้านคน อีก 10 ปีจะมีมากกว่าประชากรเด็ก และอีก 15 ปี จะเพิ่มเป็น 14 ล้านคน ประมาณ 20% ของประชากรประเทศ

ในด้านสุขภาพ ผู้สูงอายุจะมีเรื่องของความเสื่อมของร่างกายเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ละท่านอาจมีโรคประจำตัวต่างกันคนในชนบทแต่ก่อนเวลาพบกันมักบ่นให้กันฟังถึงเรื่องสุขภาพ ตามัว หูตึง ปวดข้อ ปวดหลัง เวียนหัว เดี๋ยวนี้มีความรู้เพิ่มขึ้น พูดถึงน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิตสูง ไปจนถึงไขมัน ดัชนีค่ามะเร็งตับ และต่อมลูกหมากด้วย

แสดงถึงความสนใจและรอบรู้ ตัวชี้วัดด้านสุขภาพดีขึ้น ในขณะเดียวกัน นับวันเรื่องของความเสื่อมของร่างกายค่อยคืบคลานตามมาเพิ่มขึ้นเช่นกัน ความหวังที่ตั้งไว้สูง ๆ แล้วผิดหวัง บางคนก็ทำใจได้ ว่ามันก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ บางคนก็คิดว่าจะต้องหาย ต้องเอาชนะความเสื่อมที่เป็นเรื่องของธรรมชาติให้ได้

สัญญาณความเสื่อม ความจริงพออายุเพิ่มมากขึ้น สัญญาณแห่งความเสื่อมได้ค่อย ๆ บอกมาให้รู้เป็นระยะมาตลอด น่าที่จะค่อย ๆ ปรับตัวปรับใจได้ เริ่มตั้งแต่ส่วนบนของร่างกาย คือ ผม เส้นผมสีขาวจะค่อย ๆ สอดแทรกสีดำเข้ามา ตา จะค่อย ๆ มัวลง มองเห็นไม่ชัดเหมือนวัยรุ่นที่ร้อยเข็มเย็บผ้าได้อย่างคล่องแคล่ว หู ก็เริ่มจะเรียกไม่ค่อยได้ยิน เปิดวิทยุหรือโทรทัศน์ดังขึ้น ที่เห็นเด่นชัดดูง่ายคือ ผิวหนัง ที่เคยตึงเรียบเนียนจะค่อยแห้ง บาง เหี่ยวย่น ใบหน้าอาจมีริ้วรอยให้เห็น ตกกระ ฝ้า ไฝ เพิ่มมากขึ้น

พออายุเริ่มเพิ่มมากขึ้นไปอีก ส่วนสูง ดูจะลดลงไป ถ้ามีหลังโกง หลังงอ จะต่ำลงไปอีก น้ำหนัก จะเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน ชายมักค่อยลดลงแต่หญิงบางครั้งดูจะค่อยเพิ่มขึ้น สภาพกล้ามเนื้อจะหดลง ไม่ค่อยมีแรง ยกของหนัก ๆ ไม่ค่อยไหว การเดิน ดูจะเห็นชัด ไม่ค่อยกระฉับกระเฉงเหมือนเก่า ก้าวสั้นลง เดินช้าลง เดินไม่ค่อยตรงทางนัก

ผมอธิบายเรื่องความเสื่อมของร่างกายได้คล่อง เพราะเล่าจากประสบการณ์ของตัวผมเองว่าตั้งแต่เริ่มสูงวัยเกิน 60 ปีมานี้ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง อาการทางหัวใจ เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับชายเรื่องต่อมลูกหมากมาเกี่ยวข้องด้วย มักโตแทบทุกคน ทำให้ต้องปัสสาวะบ่อย จึงต้องระมัดระวังการเดินทาง ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ สมอง ต้องฝึกใช้สมองไว้ จะได้คิดคล่องไม่หลงลืมมาก คนกลัวกันมากเรื่องสมองเสื่อม จำคนไม่ได้ พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เป็นภาระต่อผู้ดูแลมาก

การรักษา โรคของความเสื่อมเหมือนของเก่า ค่อยประคับประคองรักษากันไป การรักษาบางครั้งดูเหมือนจะหายไปเลย แต่ด้วยความเสื่อมอีกไม่ช้าก็กลับเป็นใหม่อีก จึงไม่ควรตั้งความหวังสูงนัก หายไปก็ดีแล้ว กลับเป็นใหม่ก็รักษากันต่ออีก ตัวอย่างเด่นชัดคือ เรื่องปวดตามข้อ หายข้อนี้เลื่อนไปข้อโน้น เป็น ๆ หาย ๆ ตลอด ต้อหิน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต ล้วนต้องประคับประคองกันไป จะอยู่กับเราไปตลอด ใครที่คิดได้ความกังวลทางใจจะลดลงไปมาก

โรคมะเร็ง ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งมากกว่าวัยอื่น ผู้ที่ได้เปรียบคือผู้ที่ดูแลสุขภาพสังเกตการเปลี่ยนแปลงของตัวเองดี เห็นร่างกายผิดปกติต้องรีบไปหาแพทย์แต่ระยะเริ่มแรก ผลการรักษาจะดีมากทุกราย ทางแพทย์เองก็พัฒนาเรื่องนี้มากทั้งการวินิจฉัยโรคและการรักษา

การป้องกันโรคจากความเสื่อม การรู้จักดูแลสุขภาพของตัวเอง การออกกำลังกายทุกวัน ดีและง่ายที่สุดคือ การเดิน มีรายงานจากคณะแพทย์สถาบันลินสกา ประเทศสวีเดน ได้วิจัยคน 4 หมื่นคน อายุ 45-79 ปี โดยให้เดินหรือขี่จักรยานทุกวันราว 30 นาที ติดตามผล 7 ปี พบว่าเสียชีวิต 3,714 คน สรุปว่า ผู้ที่ออกกำลังด้วยการเดินนี้จะมีชีวิตรอดมากกว่าคนทั่วไปราว 34%

ธรรมะช่วยคลายกังวล ใครที่ฝึกธรรมะเข้าวัดทำบุญ ฝึกสมาธิมาตลอด คงจะกระจ่างแล้วว่าความเสื่อมของร่างกายเป็นเรื่องของธรรมชาติ ทุกชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงไม่ช้าก็เร็ว ตามผลบุญที่ทำมา จะทำให้ไม่ตั้งความหวังสูงของการรักษาเมื่อเจ็บป่วยด้วยโรคของความเสื่อม คลายความกังวลลงได้มาก พุทธวัจนะที่เราได้ยินเสมอว่า ผู้คนที่เดินไปเดินมาหน้าตาแจ่มใส สดสวยนั้น จะมีความแก่ ป่วยเจ็บซ่อนอยู่ภายในเสมอ

ปัจจุบันผู้สูงอายุอายุยืนยาวขึ้นด้วยการรู้จักดูแลสุขภาพขึ้น ขณะเดียวกันความเสื่อมของร่างกายก็จะเคียงคู่ตามไปด้วย การได้รู้และเข้าใจจะช่วยให้ชีวิตสงบและคลายกังวลขึ้น.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi.gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  5 สิงหาคม 2555

บนเส้นทางธรรมะโอสถ พญ.อมรา มลิลา

ประชากรของประเทศไทย ๘๐ เปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาพุทธ หลักศาสนาที่รับรู้แล้วเข้าใจง่ายสุดคือศีล ๕ นั้นเพราะแม้คนไม่ได้เข้าวัดเข้าวาก็รับรู้ได้ เพราะถูกสอนในโรงเรียนตั้งแต่เล็ก ๆ ขณะที่พุทธศาสนาขั้นสูงสุดคือการปฏิบัติธรรม ฝึกสมาธิ เมื่ออดีตมองว่าเป็นเรื่องของพระภิกษุสงฆ์ไป  ปัจจุบันศาสตร์เรื่องฝึกสมาธิแล้วเกิดปัญญาทุกคนฝึกปฏิบัติได้และพิสูจน์แล้วว่าเรื่องนี้คือแก่นแท้ของพุทธศาสนาพร้อม ๆ กับต้องประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลในธรรมด้วย

บนเส้นทางสายธรรมะของ พญ.อมรา มลิลา อดีตกุมารแพทย์ของโรงพยาบาลรามาธิบดี ผู้ได้รับรางวัลสตรีดีเด่นในพระพุทธศาสนา จากองค์การสหประชาชาติในวันสตรีสากลเมื่อปีพ.ศ.๒๕๔๙ ปัจจุบันในวัย ๗๘ ปีของ พญ.อมราใช้หลักธรรมมาเยียวยาผู้ป่วยระยะสุดท้ายแทนยา สอนให้ผู้ป่วยเรียนรู้เรื่องสติและสมาธิโดยใช้ประสบการณ์ธรรมะของตัวเองซึ่งศึกษามายาวนานกว่า ๓๐ ปี

ย้อนไปเมื่อ ๔๐ ปีก่อนเหตุการณ์ที่จุดประกายที่ทำให้ พญ.อมรารู้จักธรรมะอีกมุม เกิดขึ้นเมื่อครั้งได้รับทุนไปเรียนปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา เหตุการณ์ครั้งนั้นเริ่มจากการถูกลองภูมิของเด็กนร.ฝรั่ง ที่คิดว่าคนเอเชียที่นับถือศาสนาพุทธต้องปฏิบัติสมาธิได้ทุกคน

พญ.อมรา เล่าว่า ตอนที่ไปเรียนที่เมืองนอกในโรงเรียนไฮสกูลในเมืองที่ไปเรียน เขาสอนให้เด็กทำสมาธิเพราะได้ผลประจักษ์ว่าคะแนนสอบปลายปีของเด็กที่ทำสมาธิจะดีกว่าเด็กที่ไม่ได้ทำสมาธิ โรงเรียนแห่งนี้ต้องการให้โรงเรียนมีชื่อเสียงติดอันดับโรงเรียนหนึ่งในสิบ เมื่อรู้ว่าเราเป็นชาวเอเชียมาขอร้องให้ไปสอนสมาธิให้กับเด็ก จึงบอกเขาไปว่าทำสมาธิไม่เป็นเขาก็ต่อรองว่าถ้าเช่นนั้นไปเล่าเรื่องประวัติพระพุทธเจ้าให้ฟังก็ได้  จึงรับปากเพราะเรื่องนี้เคยร่ำเรียนมาตั้งแต่เด็กจำได้

“พอเราไปเล่าประวัติพระพุทธเจ้าไปสักช่วงหนึ่ง เด็กเขาอยากรู้เรื่องสมาธิ ก็ตั้งคำถามเขาฝึกสมาธิแล้วเหาะได้จริงหรือ เมื่อมาเล่าให้ครูและเพื่อนฟังก็หาว่าเขาคิดไปเอง  ถ้ามันเหาะได้จริงๆแล้วตกลงมาพิการแล้วใครจะเลี้ยง เพราะฉะนั้นอาจารย์มาวันนี้แล้วช่วยบอกว่าทำสมาธิแล้วเหาะได้จริง ๆ หรือเขาคิดไปเอง จริง ๆ แล้วพี่ทำสมาธิไม่เป็นแล้วพอถามอย่างนี้ พี่เหงื่อแตกท่วมตัวแม้แอร์จะเย็นเจี๊ยบก็ตาม”

พญ.อมราเล่าว่าเอาตัวรอดมาจากคำถามเชิงท้าทายของเด็กฝรั่งครั้งนั้นด้วยการบอกว่าวันนี้อาจารย์ใหญ่สั่งให้มาเล่าเรื่องประวัติพระพุทธเจ้าอย่างเดียวอาจารย์ใหญ่ไม่ได้อนุญาตให้มาตอบคำถาม เด็กเหล่านี้เข้าใจและนั่งฟัง พญ.อมราเล่าประวัติของพระพุทธเจ้าจนจบ

นับแต่นั้นมาเรื่องของสมาธิอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคุณหมอตลอดมา แต่ยังไม่มีโอกาสลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง จนจบปริญญาโทมาแล้วกลับมาทำงานได้รับราชการอยู่ที่โรงพยาบาลรามาฯประมาณ ๕ ปีจึงลาออกจากราชการในครั้งนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ เปลี่ยนจากหน้าที่ของความเป็นหมอมาเป็นอาจารย์สอนพิเศษตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ คิดว่าเหมาะกับตัวเองมากว่า เพราะไม่ต้องการทำงานในกรอบของระบบราชการ และ ในปี ๒๕๑๘ ได้มีโอกาสเจอเพื่อนเรียนสมัยมัธยม ที่ต้องการไปปฏิบัติธรรมวัดป่าแก้วชุมพล กับพระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร ใน อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร แต่ติดขัดว่าเป็นผู้หญิงต้องไปอยู่วัดช่วงเข้าพรรษาคนเดียว เพราะเดิมชาวบ้านในพื้นที่ที่มาอยู่วัดเป็นเพื่อน แต่ติดว่าต้องไปทำนา จึงชวนเราไปเป็นเพื่อน

“ตอนนั้นคนสนใจเรื่องปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิน้อยมาก พอเพื่อนพาไปพบอาจารย์ท่านอ่านใจเราออกท่านทักว่าไปเจอเด็กสีทองตาสีฟ้าบอกว่าเหาะได้ ท่านรู้ พูดเหมือนที่เราคิดไว้ในใจ  นกมันบินได้ ไส้เดือนก็ดำดินได้ แต่ยังไม่เห็นพ้นทุกข์เลยจะเอาไปทำไมวิชาอย่างนี้ ทำไมไม่รู้จักปฏิบัติแล้วดูกิเลสของเรา ทำใจเราให้บริสุทธิ์พอ”

จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ พญ.อมราได้เริ่มต้นปฏิบัติธรรมอย่างจริงใจได้พบว่าชีวิตที่เป็นเพียงแค่คนเป็นคนดี มีวิชาชีพเป็นหมอช่วยให้คนหายเจ็บไข้ได้ด้วยเท่านี้ไม่พอสำหรับการเกิดมาเป็นมนุษย์ในชาติหนึ่ง เพราะเรื่องเหล่านี้คือเปลือกไม่ลึกเข้าไปถึงแก่นของจิตใจ กว่าจะเข้าใจต้องผ่านการปฏิบัติถึงสามเดือนโดยมีพระอาจารย์สิงห์ทองให้คำชี้แนะ จนได้คิดว่า สติมีความหมายต่อชีวิตเหนือสิ่งอื่นใด และยังมาฝึกปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์อย่างต่อเนื่อง จนพระอาจารย์สิงห์ทองมรณภาพไปในปี 2523 ในอุบัติเหตุเครื่องบินตก  ครั้งนั้นมีพระระดับเกจิอาจารย์มรณภาพพร้อมกันถึง ๕ ท่าน อาทิ พระอาจารย์จวน พระอาจารย์บุญมา เป็นต้น

“ตอนนั้นเราก็เสียใจหลวงตาบัวท่านเทศน์ให้ฟังว่าไปล่าสัตว์ทำไม ไม่คิดว่าใจหายบ้างละทีเครื่องบินตกลำหนึ่งก็โวยวาย  นี่เป็นโอกาสทองของพวกเรา ที่จะได้มาดูว่าครูบาอาจารย์สอนเรามาอยู่ในใจที่ทำให้เราเป็นแท่งธรรมะ หรือเราจะทิ้งสติกลายเป็นขี้ฝุ่นเหมือนกับร่างอาจารย์ที่มันแตกกระจายต้องระวัง เรามาอยู่ในวัดเราต้องเอาธรรมะไปพูดให้คนอื่นฟัง เราเป็นวิทยุประจำท้องถิ่น  อาจารย์เมตตาเคี่ยวเข็ญเราก็ต้องนำธรรมะของท่านให้เป็นประโยชน์”

ความรู้ทางการแพทย์ที่อาจารย์ร่ำเรียนมานับ ๑๐ ปีนำมาประยุกต์เข้ากับหลักธรรมที่อาจารย์ใช้เวลาศึกษายาวนานไม่ต่างกัน ครั้งเมื่อมีการตั้งชมรมพุทธธรรมตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั้งศิริราช รามาฯ รพ.จุฬา เป็นต้น คุณหมออมรา นำความรู้ทางธรรมะที่ตกผลึกกับตนเองไปบรรยายให้ผู้คนในโรงพยาบาล จนต่อมาโรงพยาบาลเหล่านี้เริ่มทำกิจกรรมธรรมะโอสถไปเยียวยาคนไข้ เพราะเห็นว่ายาแก้ปวดทางเคมีมันแค่บรรเทาความเจ็บทางกาย แต่ถ้าใจยังยึดอยู่กับความเจ็บปวดทรมานกับโรคร้าย ในบั้นปลายสุดท้ายของชีวิตก็ตายไม่สงบ 

“ตอนนั้นเราเชื่อแล้วใจเป็นพลังมันไม่เกิดไม่ตายไปพร้อม ๆ กับร่างกาย เราค่อย ๆ สอนให้เห็นความสำคัญของศีล ของอะไรที่เราติดตัวมา มันจะเป็นอริยทรัพย์ ถ้าเปรียบใจเป็นผ้าเหมือนเป็นเส้นด้ายแต่ละเส้นที่สอดเข้าไป การปฏิบัติของเราคือการสะสมไปเรื่อย ๆ ใจไม่ได้เกิดไม่ได้ตายแต่เป็นนักเดินทางมาราธอน”

วิธีรักษาแบบธรรมะโอสถของคุณหมอนั้นใช้วิธีนั่งคุยกับคนไข้ชี้ให้เห็นว่าธรรมะอยู่รอบกายแม้เจ็บป่วยนอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียง  ยกตัวอย่างเช่นให้เขาพิจารณาดูหยดน้ำเกลือ จ่อสติไว้ที่หยดหนึ่งพุทธหยดหนึ่งโธ  เมื่อจิตสามารถรวมกันได้ ร่างกายจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ที่ดีกว่าการนอนหลับเสียอีกเมื่อผู้ป่วยรวมสติได้ปฏิบัติได้ยามเมื่อใกล้หมดลมหายใจจะไปอย่างสงบ เมื่อใจสงบอย่างน้อยจะได้เกิดมาเป็นคนใหม่และมีโอกาสปฏิบัติธรรมต่อไป

“คนบางคนไม่ต้องทำอะไรเลยเกิดเป็นเทวดา เพราะบุญเขาเยอะแต่อยู่บนสวรรค์อาจจะเพ้อเจ้อ เพราะนึกอยากจะได้อะไรก็ได้เรียกว่าทิพยสมบัติ  อาจจะเพ้อจนไม่มีสติมีโอกาสตกลงมาเป็นสัตว์เดรัจฉานได้ เมื่อเกิดเป็นคนจะได้ไม่เพ้อเจ้อ จะมีโอกาสฝึกสติอย่างเข้มข้น พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตอนที่เป็นพระโพธิสัตว์ เคยเกิดเป็นสัตว์ก็มี เป็นพญากวาง ช้างเผือก เป็นเทวดา แต่ได้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าคือตอนเป็นคน  สติจะเต็มที่ในภพชาติที่เป็นคนสำคัญ” คุณหมอผู้ใช้หลักการแพทย์ธรรมะโอสถ ทิ้งท้ายไว้ให้คิด.

ที่มา: เดลินิวส์ 14 มีนาคม 2555