ออกกำลัง”สมอง” เพิ่ม”คุณภาพ”ให้ชีวิต

matichon130212_001ดร.ริชาร์ด เดวิดสัน นักประสาทวิทยา จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน สหรัฐอเมริกา ค้นพบข้อเท็จจริงที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าค้นพบมากว่าสองพันห้าร้อยปีก่อนหน้านี้ว่า สมองของคนเรานั้นไม่เพียงสามารถปรับปรุงขีดความสามารถในการทำงานให้ดีขึ้นได้ด้วยกระบวนการฝึก หากแต่ยังสามารถปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างระบบประสาทของสมองไปในทางที่ดีได้ด้วยการฝึกฝนหรือการ “ออกกำลังสมอง” ดังกล่าวนั้น

ดร.เดวิดสัน พร้อมคณะผู้เชี่ยวชาญอีกจำนวนหนึ่งกล่าวไว้ในการสัมมนาที่สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ว่า สมองของคนเราไม่ได้หยุดนิ่งเฉย แต่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาไปตามประสบการณ์ของผู้เป็นเจ้าของสมองไปจนตลอดชีวิต อันที่จริงแม้หลังการเสียชีวิตแล้ว โครงสร้างของสมองก็ยังปรับเปลี่ยนไปอีกเป็นครั้งสุดท้ายในระยะเวลาสั้นๆ หลังการตาย ก่อนที่จะปิดสนิทไปตลอดกาล

ในวิชาการทางด้านประสาทวิทยา เรียกการปรับเปลี่ยนดังกล่าวนี้เอาไว้ว่า “นิวโรพลาสติซิตี้” ที่หมายถึงการเปลี่ยนรูปของระบบประสาทไปตามแรงที่กระทำต่อสมองนั้นๆ ซึ่งก็คือประสบการณ์ที่ผ่านมาและสั่งสมไว้ของคนเรานั่นเอง สิ่งที่บ่งชี้ถึงเรื่องนี้ก็คือเหตุผลของการที่เด็กๆ และวัยรุ่นสามารถเรียนรู้ “ภาษาที่สอง” หรือ “ท่วงทำนองและเครื่องดนตรี” ได้ดีกว่าผู้ใหญ่ที่โครงสร้างของระบบประสาทปรับเปลี่ยนไปมากแล้วตามกาลเวลานั่นเอง

แต่ปรากฏการณ์ “นิวโรพลาสติซิตี้” ก็เป็นเครื่องยืนยันได้เช่นกันว่า เราสามารถฝึกฝนเพื่อเปลี่ยนแปลงการทำงานและรูปแบบของสมองได้

 แอมิชิ จา นักประสาทวิทยาอีกคนจากมหาวิทยาลัยไมอามี ได้เรียนรู้ประสบการณ์ดังกล่าวนี้ด้วยตัวเองหลังจากเคยรับฟังการบรรยายของ ดร.เดวิดสัน ที่แนะนำให้ผู้ฟัง“ออกกำลังสมอง” ด้วยการนั่งสมาธิ

ศาสตราจารย์จาเปิดเผยว่า ในฐานะเป็นศาสตราจารย์หน้าใหม่ และเป็นคุณแม่มือใหม่พร้อมกันไป ทำให้ทั้งชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงานกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลจนถึงกับก่อให้เกิดการมึนงง เฉยเฉื่อยชาไปเลย แต่เมื่อทดลองทำสมาธิตามคำแนะนำของ ดร.เดวิดสันไประยะหนึ่ง ไม่เพียงศาสตราจารย์จาจะสามารถเพิ่มการตื่นตัว ความฉับไวของสมองได้มากขึ้นเท่านั้น จากการตรวจสอบยังพบว่าสมองของตนเองมีการไหลเวียนของกระแสไฟฟ้าในรูปแบบที่เป็นทางบวกเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ในเวลาเดียวกันกับที่อาการเครียดที่เกิดขึ้นลดระดับลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ศาสตราจารย์รายนี้หันมาศึกษาเพิ่มเติมทางด้านประสาทวิทยาในที่สุด

ดร.เดวิดสัน เคยใช้พระสงฆ์ที่ผ่านการบวชเรียน ฝึกจิต บำเพ็ญภาวนามาแล้วกลุ่มหนึ่งเป็นตัวอย่างเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบประสาทของสมองดังกล่าวนี้ พบว่าระดับการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมของสมองขึ้นอยู่กับระดับของการฝึกฝนของพระสงฆ์แต่ละรูป และความต่างของวิธีการทำสมาธิที่แต่ละรูปใช้ แต่สามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนถึงการเชื่อมโยงระหว่างการทำสมาธิกับระดับของขันติ ความอดทน อดกลั้นที่คนเรามีต่อสภาวะปัญหาและความเพียร หรือความมานะบากบั่นของแต่ละบุคคล

จากการศึกษาของ ดร.เดวิดสัน พบว่าการที่คนเราเกิด “ความรู้สึก” ค้างคา เป็นปฏิกิริยาต่อปัญหาหนึ่งปัญหาใดอยู่ยาวนานแม้ว่าปัญหาจะเกิดขึ้นนานแล้วก็ตามนั้น เป็นเพราะสมองในส่วนที่เรียกว่า “อไมกดาลา” (amygdala) ทำงานยืดเยื้อเกี่ยวกับเรื่องนั้นนั่นเอง การทำสมาธิเพื่อสร้างความตื่นตัวให้กับสมองหรือการเจริญสตินั้นช่วยฟื้นฟูการทำงานของอไมกดาลาให้กลับคืนสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว ยิ่งฝึกฝนนานมากเท่าใด การฟื้นสู่สภาพปกติก็ยิ่งเร็วมากขึ้นเท่านั้น

ข้อแนะนำเรื่องการ “ออกกำลังสมอง” ด้วยการฝึกสมาธิพื้นฐานง่ายๆ จากผู้เชี่ยวชาญ ก็คือ การพุ่งความสนใจของเราไปที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเพียงอย่างเดียว อย่างเช่นการทำสมาธิให้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก เมื่อเกิดวอกแวกก็ดึงจิตใจกลับมาที่ลมหายใจของเราให้ต่อเนื่องให้ได้

ที่มา : มติชนรายวัน12 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article :

.

Mindfulness can induce changes not just in the function of the brain, but in the brain's structure itself, neuroscientists are finding.CREDIT: Andrei Zarubaika, Shutterstock

Mindfulness can induce changes not just in the function of the brain, but in the brain’s structure itself, neuroscientists are finding.
CREDIT: Andrei Zarubaika, Shutterstock

Exercising Your Brain May Improve Your Life

Wynne Parry, LiveScience Contributor
10 February 2013

NEW YORK — Throughout life, even shortly before death, the brain can remodel itself, responding to a person’s experiences. This phenomenon, known as neuroplasticity, offers a powerful tool to improve well-being, experts say.

“We now have evidence that engaging in pure mental training can induce changes not just in the function of the brain, but in the brain’s structure itself,” Richard Davidson, a neuroscientist at the University of Wisconsin-Madison, told an audience at the New York Academy of Sciences on Thursday (Feb. 6) evening.

The brain’s plasticity does change over time, Davidson pointed out. For instance, young children have an easier time learning a second language or a musical instrument, he said.

Exercise for the mind

The idea of training the brain is not a radical one, said Amishi Jha, a neuroscientist at the University Miami and another panelist for the discussion.

“How many of you think engaging in certain kinds of physical activity will change the way the body works? Our cultural understanding now is that specific types of activity can alter the body in noticeable ways,” Jha said, adding that this cultural understanding may be shifting to incorporate the mind as well. [10 Easy Ways to Keep Your Mind Sharp]

The panel discussion focused on a particular type of exercise: the practice of mindfulness, which panelist Jon Kabat-Zinn, a clinical mindfulness expert at the University of Massachusetts Medical School, defined as awareness.

“Mindfulness is awareness that arises from paying attention in the present moment, nonjudgmentally,” Kabat-Zinn said.

Jha’s personal interest in mindfulness arose from stress. As a young professor and mother under pressure from her job and family life, she ground her teeth so much that it caused numbness, interfering with her ability to speak. Jha attended a presentation Davidson gave and was startled to hear him say meditation, which cultivates mindfulness, could promote a positive pattern of electrical activity in the brain.

“I was like, ‘I can’t believe he used that word [meditation] in this auditorium,'” she said. “I had never heard it in a scientific context.”

So, Jha began her own mindfulness practice, which not only reduced her stress level, but also inspired her to explore the topic as a neuroscientist.

Opening the door

There are many doors into mindfulness, said Kabat-Zinn. He gave two examples: A person can practice mindfulness by focusing on something, such as his or her own breath, and bringing his or her attention back to the breath when it begins to wander, Kabat-Zinn said.

It is also possible to practice awareness without choosing a particular object upon which to focus; however, “that turns out to be quite a challenging thing to do,” he said.

Cultivating mindfulness like this can help break harmful cycles, such as those that accompany depression, in which the mind continues to repeat the same negative thoughts.

“When you see you are not your thoughts or your emotions, then you have a whole different palette of ways to be,” Kabat-Zinn said.

Roots in the East

Many would say mindfulness as it is practiced in Western society has its roots in the East, in Buddhism, noted moderator Steve Paulsonof the public radio program “To the Best of Our Knowledge.”

“Is mindfulness a spiritual practice?” Paulson asked the panelists.

“For me, I don’t talk about spirituality, because I don’t know what spiritual means,” the University of Wisconsin’s Davidson said. “I think what we’re talking about is part of every human being’s innate capacity.”

Buddhist monks, whom Davidson has studied, provide a “sample of convenience,” a group of people who have all received the same training, an important consideration for research, he said.

The neuroscience

Brain scans of meditating people show different patterns of activity depending on the practitioner’s level of experience. These patterns also differ depending upon the type of meditation practice used, Davidson said. [Mind Games: 7 Reasons You Should Meditate]

Work in Davidson’s lab indicates a connection between meditation and resilience. A response to stress becomes problematic when someone perseverates, or has an emotional reaction long after the problem has ended. In the brain, this shows up as the prolonged activation of a region known as the amygdala.

Mindfulness can increase the speed of recovery in the amygdala, and the more hours of formal practice people have, the faster their amygdalas recover, the data indicate, Davidson said.

This panel was the last of a four-part series on consciousness, moderated by public radio host Paulson and presented by the Nour Foundation.

SOURCE : livescience.com

พุทธศาสน์กับ “ศักราชใหม่” พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล โดย ชฎาพร นาวัลย์

bangkokbiznews121230_001ต้อนรับเข้าสู่ศักราชใหม่ ด้วย “แนวทาง” หรือเครื่องมืออันทรงพลังที่จะนำทุกท่านไปพบความจริงของชีวิต จากพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล
ต้อนรับเข้าสู่ศักราชใหม่ ปี 2556 ซึ่งเราต่างกำหนดให้มันเป็นจุดสตาร์ทความฝัน และความมุ่งมั่นอันแรงกล้า กายใจฉบับนี้จึงขอเสนอ “แนวทาง” หรือเครื่องมืออันทรงพลังที่จะนำทุกท่านไปพบความจริงของชีวิต เพื่อความสุขความเจริญตลอดปีและตลอดไป

แท้จริงแล้ววันเวลาก็เดินของมันไปตามกลไกธรรมชาติ จะปีเก่า ปีใหม่ วันไหน ๆ ก็สำคัญเท่าเทียมกัน หากแต่ในวันนี้ ปัจจุบันนี้มนุษย์ผู้มีกิเลสหนาทั้งหลาย ยังไม่สามารถไขว่คว้าหาคำตอบให้กับตนเองได้ บ้างก็ยังมัวเมาหรือลุ่มหลงกับความบันเทิงเริงใจ จนประมาทและชะล่าใจกับการใช้ชีวิตที่ถูกครรลอง

ในขณะที่บางคนอาจค้นพบทางออกของตนแล้ว ทว่าก็ยังไม่มั่นใจในทางเลือกหรือคำตอบของตนเอง หลายคนว่าพวกเขาไม่มีหลักยึดที่ถูกต้องแท้จริง จึงโอนเอนท่ามกลางคลื่นข้อมูลความรู้ที่หลากหลายถาโถมซัดกระหน่ำ แล้วพวกเขาจะตัดสินใจให้ถูกต้องได้อย่างไร มันเป็นคำถามที่น่าแปลกใจสำหรับชาวพุทธที่มีศาสดาองค์เดียวกัน ผู้ตรัสรู้ความจริงของโลกอย่างแจ่มแจ้ง

เราเดินทางมุ่งหน้าสู่วัดหนองป่าพง อ. ลำลูกกา จ. ปทุมธานี เพื่อปุจฉา สอบถามความจริง ไขข้อสงสัยกับพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ซึ่งท่านเมตตาวิสัชนา ให้ความกระจ่างกับผู้อ่านกายใจ

พระสูตรหรือพุทธวจนะคือคำตอบของทุกสิ่งหรือ

ใช่ เพราะพระพุทธเจ้าคือ สัพพัญญู รู้ทุกเรื่อง รู้โลกธาตุ เพราะฉะนั้นความศรัทธาที่ชาวพุทธมีต่อศาสดาตนเอง ต้องศรัทธาว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้จริง ไม่ว่าเรื่องทางโลกหรือเรื่องทางธรรม รู้ทั้งหมดและพระองค์ก็ได้จำแนก แจกแจง เปิดเผย บอกเราทุกอย่างแล้ว ก็เลยกลายเป็นว่าคำพูดของพระพุทธเจ้าคือคำตอบของทุกเรื่องในโลก
เป็นคำตอบที่เป็นสัจจะ คือความจริง ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ตรงจริง สัจจะในทางโลก จริงวันนี้ อีกห้าปี สิบปี ร้อยปีอาจจะเปลี่ยนก็ได้ เป็นอนิจจัง ไม่แน่นอน ดังคำที่พระพุทธเจ้าตรัสกับสาวกว่า วิธีการรักษาไว้ซึ่งความจริงคือ อย่าคิดว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ด้วยความคิดอย่างนี้ความจริงจะถูกรักษาเอาไว้ เพราะสิ่งที่เรารู้มามันเป็นอนิจจังคือไม่แน่นอน มันเปลี่ยนแปลง

หลักธรรมใดที่เราควรยึดใช้ในชีวิต

อริยสัจ ๔ เป็นความจริงที่เป็นกฎตายตัวของธรรมชาติ เพราะข้างในของมันก็คือปฏิจจสมุปบาท อิทัปปัจจยตา ครอบคลุมทุกเรื่อง ว่าด้วยสิ่งนี้มีสิ่งนี้จะมี ถ้าสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จะไม่มี กฎตัวนี้มันเป็นหลักเหตุหลักผลของสังคม ถ้ามนุษย์ใช้หลักตรงนี้ มันตอบโจทย์ได้ทุกเรื่อง ใครค้าขายไม่ดี ก็ไปสร้างเหตุไม่ดี ซึ่งอาจเป็นเหตุทางโลกหรือเหตุทางธรรม เหตุทางโลกขยันแล้ว การศึกษาดีแล้ว ทำไมอุปสรรคเยอะ เจอแต่คนไม่ดี ทำไมโอกาสเราไม่เหมาะกับเวลา ไม่ได้จังหวะ แหม พลาดไปนิดเดียว ก็ต้องไปสร้างเหตุปัจจัยสิ่งที่บางทีเรามองไม่เห็น เรานึกไม่ถึง แต่ตถาคตทราบ นั่นคือ พระศาสดาของเรา

นั่นก็คือการต้องเป็นผู้มีศีลดี ไม่ห่างเหินจากฌาน หรือสมาธิ ประกอบกับการทำวิปัสสนา คือมีปัญญาเห็นความไม่เที่ยง อยู่วิเวกบ้าง หรือให้ความศรัทธาศีล สุตมยปัญญาก็ได้ แล้วก็จะได้สมความปรารถนา

สิ่งนี้ต้องยึดไว้ตลอดชีวิตเลย เพราะเราตายแน่นอน เพราะเวลาเราจะตาย เราจะวางจิตไม่ไหว นี่เป็นคำสอนที่ตอบได้ทั้งทางโลกและทางธรรม คนมักจะคิดไปว่าพระพุทธเจ้าสอนในเรื่องการหลุดพ้นอย่างเดียว นั่นคือเขายังไม่เข้าใจว่าสัพพัญญูคืออะไร ทางโลกก็ตอบไป ทางธรรมก็ตอบไป แต่เพราะคนยังไม่เป็นโสดาบันจึงมีความหวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ก็เลยไปฟังคนอื่น ฟังหมอดูบ้าง พึ่งผีสางเทวดานางไม้ พึ่งตัวเลข ก็จะแสวงหาไปเรื่อย ๆ ท่านก็บอกว่าเดินไปหาที่พึ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่สามารถแก้ปัญหาความทุกข์ได้

แล้วมีหลักธรรมใดใช้แก้ปัญหาปากท้อง

อันดับแรกต้องเชื่อพระพุทธเจ้าก่อน กลับมารักษาศีล กลับมานั่งสมาธิ มาเห็นสัจจะว่า สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม เดี๋ยวอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ จะค่อย ๆ หมดไปเอง พื้นฐานต้องยอมรับระดับหนึ่งว่า แต่ละคนมีมาไม่เท่ากัน ภายใต้ความไม่เท่ากันตรงนี้ อยากให้ผลกรรมดีนั้นส่งผลในปัจจุบันไหม พระพุทธเจ้าให้ทำสมาธิ ๘ ระดับซึ่งจะส่งผลในปัจจุบันทันที เมื่อเรามีศีล สมาธิ อุปสรรคปากท้องจะค่อย ๆ หมดไป ชีวิตจะดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ต้องศรัทธาตรงนี้ก่อน ค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ

เราจะเห็นคนจบตรี โท เอก ขยันเท่า ๆ กัน แต่ทำไมบางคนสำเร็จ บางคนไม่สำเร็จ นั่นเพราะมีเหตุปัจจัยที่หลายคนไม่รู้ แต่สัพพัญญูรู้ ท่านบอกให้พึ่งตนและพึ่งธรรมะ พระองค์ให้เจริญสติปัฏฐาน ๔ กลับมารู้ลมหายใจตนเอง เจริญอาณาปานสติ

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคืออะไร แล้วเราจะจัดการมันได้อย่างไร

คือการไม่รู้อริยสัจ ๔ หรือ ปฏิจจสมุปบาท น่ากลัวที่สุดเลย จึงต้องท่องเที่ยวไปตลอดกาลยาวนานในสังสารวัฏ แต่ถ้ารู้ในอริยสัจ ๔ ไม่มีอะไรจะต้องกลัว เราจะรู้ว่าชีวิตเป็นไปตามกรรม และเราออกจากกรรมได้ จะมีความมั่นคงมาก เพราะฉะนั้น จิตของพระโสดาบันจะมีความมั่นคงประดุจเสาหินยาว ๑๖ ศอกฝังลึกลงในดิน ๘ ศอก ยาวขึ้นมา ๘ ศอก โดยไม่หวั่นไหวต่อแรงโน้มท่วงที่มาทั้ง ๔ ทิศฉันใด จิตโสดาบันก็ฉันนั้น ส่วนจิตของปุถุชนก็เบาเหมือนปุยนุ่น ใครเขาบอกตรงนี้นิด ก็เอนไปแล้ว ลมพัดซ้ายทีก็ไปซ้าย พัดขวาทีก็ไปขวาอย่างนี้ ไม่มีความมั่นคง

หลักเดียวกัน หลักอริยสัจ ๔ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่จะต้องรู้ เหมือนฟางไหม้ผมบนศีรษะ พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าเธอจะทำอะไรก่อน ตอบกลับมาว่าดับผมบนศีรษะก่อน พระพุทธเจ้าบอกมารู้อริยสัจก่อน ขนาดนั้น ฉะนั้นการไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท หรืออริยสัจ ๔ ร้อนยิ่งกว่านรก ในนรกว่าร้อนแล้วนะ แต่การไม่รู้นี่ร้อนยิ่งกว่า

ปฏิจจสมุปบาท ก็คืออริยสัจ ๔ ข้อที่ ๒ และ ๓ เราจะพูดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ คนที่ไม่รู้ก็อาจสับสน แต่มันคืออย่างเดียวกัน ปฏิจจสมุปบาท คือการลงรายละเอียดในข้อ ๒ และ ๓ สมุทัย เหตุเกิด คือ ปฏิจจสมุปบาทสายเกิด การเกิดขึ้นของความตาย ส่วนปฏิจจสมุปบาทสายดับคือตัวนิโรธ เวลาพระพุทธเจ้าจะพูดนิโรธอย่างเดียว เพราะองค์จะตรัสลำดับขั้นการดับไปของความตาย ว่าตายสามารถดับไปได้ เข้าแบบที่เหตุ ถ้าฆ่าไม่มี ตายก็ไม่มี ถ้าดับภพ ชาติจะไม่มี ถ้าดับอุปาทาน ภพจะไม่มี ถ้าดับตัณหา อุปาทานจะไม่มี ถ้าดับเวทนา ตัณหาก็ไม่มี ถ้าดับผัสสะ เวทนาจะไม่มี ไล่ดับไปเรื่อย ๆ

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยาก มีอยู่กับตัว แต่ไม่ดูเอง ก็มัวแต่เพลินกับรูปรสกลิ่นเสียง แต่อริยสัจอยู่คาตาของทุกคน พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า มนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้มีผัสสะบังหน้า ก็เลยเพลินในผัสสะ เข้าใจผิดในผัสสะ ก็เลยไม่เห็นไง สุขเกิดมาสักพักก็ดับไป แต่ไม่มีใครเห็นเวลามันดับ ความทุกข์เกิดมาที่สุดก็ดับไป แต่ไม่มีใครสังเกตว่าดับไปของทุกข์ ความจริงก็เห็นอยู่ในปัจจุบันขณะ เห็นอย่างนี้ได้คนนั้นหลุดพ้นจากความตาย ไม่ต้องตายอีกต่อไป นี่คือสุดยอดของปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์ใดก็ช่วยให้พ้นจากความตายไม่ได้นอกจากปาฏิหาริย์คือคำสอน

ที่ผ่านมาเราเชื่ออิทธิปาฏิหาริย์ เรามีเครื่องวัดผิด เพราะเราไม่ได้ศึกษาพุทธวจนะ พระพุทธเจ้าไม่ได้สรรเสริญนะ สังคมจึงมีมาตรฐานผิดเครื่องวัดผิด คิดว่าเขาเป็นอริยบุคคลก็เลยเชื่อไปตามนั้น มันก็เลยรู้ผิดกันไปเรื่อยๆ พอบอกแก้กรรมก็ไปรดน้ำมนต์ ไปบังสกุลเป็น-ตาย ไปสะเดาะเคราะห์ ไปดูฤกษ์ยาม คิดว่าเป็นมงคล แต่ตถาคตบอกว่านี่เป็นเดรัจฉานวิชา เลี้ยงชีวิตผิด ซึ่งถ้าเขาเป็นอริยะ เขาต้องมีสัมมาอาชีวะ และเขาต้องเพียรพยายามละมิจฉาอาชีวะให้ได้ ต้องมีสติ เพื่อเป็นสัมมาสติ ละมิจฉาสติได้ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องยากหรือง่าย แต่เป็นเรื่้องจริงหรือไม่จริง อยากรู้ความจริงก็ต้องศึกษา ที่จะต้องทำความเข้าใจและอย่าหยุดความเพียร ก็จะบรรลุได้แน่นอน

เราจะแก้ไขความขัดแย้งในตัวเราและสังคมได้อย่างไร

ต้องไม่หวั่นไหวในพระศาสดา ต้องถามว่าเขาศาสนาพุทธหรือเปล่า แต่ถ้าไม่ใช่หรือมีลัทธิอื่น พระพุทธเจ้าก็มีการสอนอีกแบบหนึ่ง เราก็เอาความดีที่เห็นตรงกันมาคุยกันก่อน ศาสดาใดสมาทานความดีที่เห็นตรงกันได้มากกว่ากัน ให้เป็นเลือกนับถือสิ่งนั้น

แต่ถ้าเรามีศาสดาแล้ว นับถือพุทธใช่ไหม แต่ยังไปฟังความเห็นอื่น แสดงว่าหวั่นไหวในศาสดาของตัวเอง แต่ถ้าเชื่อมั่นก็จะฟังแต่พุทธวจนะ เพราะนี่คือคำที่ออกจากปากศาสดา สาวกมีหน้าที่จดจำคำศาสดามาถ่ายทอด พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เธอทั้งหลายเป็นทายาทแห่งตถาคต เป็นโอรสอันเกิดจากปากตถาคต พระสงฆ์มีเอาไว้เป็นกระบอกเสียงของพระพุทธเจ้า แต่ไม่ใช่เอาคำพูดของตัวเองมาพูดเอง มิฉะนั้นถ้าเอาคำพูดนั้นมาได้ ก็แสดงว่าคำพระพุทธเจ้านั้นผิด เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย จะไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่เคยบัญญัติ จะไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไปแล้ว อยากเจริญก็ทำแบบนี้ อยากเสื่อมก็บัญญัติเข้าไป เสื่อมแน่นอน เพราะฉะนั้นตถาคตก็ไม่เป็นหนึ่งเดียว นี่คือสับสนตั้งแต่ตนเอง คนอื่นก็เลยสับสน สังคมก็เลยสับสน ก็เกิดการแตกแยก นี่ขนาดแค่สังคมพุทธ ยังมีหลายสำนักหลายนิกาย

เพราะฉะนั้น อย่างที่พระพุทธเจ้าบอก สุตตันตะ เหล่าใดที่กวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอนมีอักษรสละสลวยมีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนวเป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจักไม่ฟังด้วยดีไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึงและจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคตเป็นข้อความลึกมีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา, เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่; เธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

ความขัดแย้งจะหมดไป ถ้าเรามีศรัทธาร่วมกันในคน ๆ เดียว ทุกอย่างเรียบร้อยหมด ไม่ใช่ว่าพอคนนี้บอกให้หยุด อีกวันคนนั้นบอกให้หยุด คนนี้ก็บอกคนนั้นทำได้ ทำไมจะทำบ้างไม่ได้ อย่างนี้ไม่มีวันแก้ได้ แต่ถ้าเรายึดมั่นในพระศาสดา ทุกเรื่องในสังคม แก้ปัญหาได้ทั้งหมด พระพุทธเจ้าตอบปัญหาของคนทั้งโลกไว้หมดแล้ว จิปาถะ ความเห็นมนุษย์ทั้งโลกคิดได้ ๖๒ แบบ เพราะฉะนั้นคนที่มีอินทรีย์แก่กล้า ดวงตามากน้อยแค่ไหน พระพุทธเจ้ารู้ทั้งหมด แม้จะไม่มีตอบไว้ ก็มีหลักเทียบเคียง ถ้าเข้ากันได้กับสิ่งที่ควร อันนั้นก็ควร ถ้าเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร อันนั้นก็ไม่ควร วางหลักเอาไว้แล้ว ฉะนั้นเวลาฟังคำใคร อย่าเพิ่งเชื่อ อย่ารับรอง อย่าคัดค้าน แต่จำให้ดีว่าเขาพูดว่าอะไร เสร็จแล้วเอามาเทียบเคียงกับสิ่งที่ตถาคตว่าไว้ ถ้าเข้ากันได้แสดงว่าคนที่พูดนั้น เขาจำมาถูก แต่ถ้าไม่เข้ากับคำตถาคตให้ละทิ้งความเชื่อและคำพูดนั้นเสีย

อันความขัดแย้งในสังคมนั้นมีหลายเหตุปัจจัย เหตุปัจจัยหนึ่งของการทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ยักษ์ นาค อสูร เทวดา มันทะเลาะกันหมด เหตุปัจจัยในการขัดแย้งคือ อิจฉา และ ตระหนี่ อิจฉากันและมีความตระหนี่หวงแหน มันจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันทันที เรียกว่าเรื่องราวอันเกิดจากการหวงกัน แล้วก็มีคนถามพระพุทธเจ้าว่าความอิจฉาและตระหนี่เกิดจากอะไร ท่านก็ตอบว่าเพราะสิ่งอันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก เดี๋ยวจะเกิดอิจฉาและตระหนี่ขึ้น แล้วก็จะทะเลาะกัน ทางแก้ก็คือ เมื่อรักใครไม่ชอบใครก็ให้รีบวางอุเบกขา วางเป็นความเฉย ๆ แล้วความรักที่เกิดจากรัก รักที่เกิดจากเกลียด เกลียดที่เกิดจากรัก และเกลียดที่เกิดจากเกลียดจะดับไป อารมณ์คนมี ๔ อย่างในโลก

อีกทั้งการเจริญธรรม ๓ อย่างให้มาก นั่นคือ ถ้าเราเจริญความคิดในทางกาม ปฏิบัติ เบียดเบียน การทะเลาะก็จะเกิดขึ้น แต่ถ้าเราละ ๓ อย่างแล้วมาเจริญธรรม คือ การหลีกออกจากกาม หลีกออกจากพยาบาท และหลีกออกจากการเบียดเบียน การทะเลาะเบาะแว้งจะไม่เกิดขึ้น คนในสังคมมองกันด้วยสายตาแห่งความรัก จะเข้ากันได้ดุจน้ำกับน้ำนม

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 30 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

‘ปัจจุบันขณะ’ ต้นทางแห่งความสุข พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

bangkokbiznews121209_001พระวิปัสสนาจารย์รุ่นใหม่วัย 43 ปี 30 พรรษา แนะให้เราใคร่ครวญธรรมในช่วงเดือนสุดท้ายของปี หากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต อะไรคือสิ่งสำคัญ

“สำหรับปุถุชน เมื่อมีความสุขจะตกอยู่ในความประมาท เว้นเสียแต่ว่า ประสบทุกข์บ้างแล้วพิจารณาใคร่ครวญเสมอก็จะไม่ประมาท เพราะมนุษย์จะพยายามแสวงหาทางเอาตัวรอด เมื่อปีที่แล้วคงจำกันได้ถึงน้ำท่วมเป็นอาคันตุกะมาเยือนเรายาวนานจนถึงปลายปี หลายคนพบสัจธรรมตรงนั้น น้ำภายนอกมาเป็นครั้งคราว แต่น้ำในใจ มันท่วมเราอยู่หรือเปล่า ท่วมนอกยังมองเห็น แต่ท่วมในมองไม่เห็น โลภะ โทสะ โมหะ เวลามันท่วมใจเรา เราเห็นไหม”

พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ ชักชวนให้เราครุ่นคิดในกิจปฏิบัติที่กำลังจะผ่านไปอย่างรวดเร็วในอีกสามสัปดาห์ข้างหน้าว่า หากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตที่เราควรจะทำก่อนจากไป

สตีฟ จ๊อบส์ ยังบอกว่า ให้ใช้ชีวิตราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย คนเรามักจะนึกถึงชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง แต่คุณรู้ไหม เมื่อความตายมาถึง ทุกสิ่งทุกอย่างมลายไปเลย แต่เมื่อมีชีวิตอยู่วันเดียว คุณสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนาในสิ่งที่คุณคิดว่าสำคัญที่สุด

แต่ก่อนอาตมาเป็นสามเณร เป้าหมายในปีนั้น คือจบเปรียญธรรม 9 ประโยค แล้วตำแหน่งประธานสามเณรก็มีคิวสอบเป็นประธาน ตอนนั้นมีหนังสือเล่มหนึ่ง ‘เวลาแห่งชีวิต’ เป็นจุดเริ่มต้นหักเหของอาตมา เขาบอกว่า ให้คุณลองคำนวณเวลาในชีวิตของคุณดู 3 ปี 1 ปี 6 เดือน 3 เดือน 15 วัน ถ้าหาก 3 ปีจะต้องเสียชีวิต คุณจะทำอะไร มันจะมีคำตอบออกมาเลยว่าจะทำอะไร ไล่มาตามลำดับ กระชั้นเข้ามา แล้วเราจะเห็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

“ตอนนั้นอาตมาเขียนไปว่า 3 ปี ตั้งใจเรียนมหาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ้า 2 ปีต้องจบเปรียญธรรม 9 ประโยค ถ้า 6 เดือน จะเข้ากรรมฐาน เมื่อเขียนแผนที่ออกมาอย่างนี้จะเห็นความสำคัญที่กระชั้นที่สุด เมื่อเห็นชัดเจนแล้วให้สละสิ่งที่ไม่สำคัญออกไป ตอนนั้น ประธานสามเณร ปฏิเสธไปเลย เพราะหากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต คำตอบของอาตมาคือ บุญกุศล ก็ต้องภาวนา พุทโธ เลย ทุกลมหายใจเข้า หายใจออก แล้วจะรู้ว่าสิ่งใดมีสาระตอนที่ต้องจากไปจริงๆ”

กายใจ : ให้เริ่มต้นภาวนาเสียแต่วันนี้หรือ

พระมหาอุเทน :เราต้องมนสิการภายในใจ การปัจเวกขณะ พิจารณาอยู่เนืองๆ นี่คือสิ่งที่ชาวพุทธเราไม่ค่อยปฏิบัติกัน เราไม่ค่อยพิจารณาว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความแก่ไปได้ เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความเจ็บไปได้ เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความตายไปได้ เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา และเรามีกรรมเป็นของของตน ไม่ว่าทำกรรมอันใดไว้ เราต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

คนไทยเราขาดการมนสิการในข้อที่ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา ทำให้เราติดยึดคนรัก ยึดติดของรัก เมื่อเราไม่พิจารณา เวลาเจอกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ต้องพลัดพรากก็ทำใจไม่ได้

ทรัพย์สมบัติแท้จริงแล้วเป็นของสาธารณะ ลมก็สามารถพัดพาไปได้ น้ำก็สามารถพัดพาไปได้ ไฟก็สามารถเผาผลาญไปได้ แล้วอะไรเป็นทรัพย์ที่ไม่ใช่ของสาธารณะ นั่นคือทรัพย์ภายใน ที่ไม่มีใครเอาจากเราไปได้ ไม่ถูกทำลายจากดิน น้ำ ไฟ ลม

สมมติเรามีแหวนเพชรวงหนึ่ง ไปวางไว้ในที่สาธารณะก็หาย หรืออยู่กับเราเอง วันหนึ่งก็หาย เพราะมันเป็นของภายนอก เมื่อเราไม่ได้พิจารณา เราก็มองว่ามันเป็นของเราไปตลอด อันนี้สำคัญ ไม่ได้พิจารณาว่า มันจะต้องพลัดพรากไปเป็นธรรมดา ก็จะเกิดความทุกข์จากการติดยึด

เหมือนสังขารที่บอกว่าเป็นอนัตตา ไม่ใช่สัตว์ตัวตน บุคคล เรา เขา ไม่ว่าจะพูดด้วยภาษาอะไรก็ตาม ทุกอย่างก็ตกอยู่ในอำนาจอนัตตา แต่เราไปติดยึดว่าสังขารนั้นเป็นตัวเรา เป็นของเรา พอยึดเป็นของเราแล้ว นั่นคือต้นทางแห่งความทุกข์ เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเราก็ทำใจไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถทำลายสังขารเองได้ เพราะโดยสภาพของมันเป็นอนัตตา การทำลายสังขารหรือการฆ่าตัวตายก็คืออุปาทานในการติดยึดอีกอย่างหนึ่ง ไม่ถูกต้อง

ที่ถูกคือ เวลามีทุกข์ ควรดูใจเราว่า ที่มีทุกข์เพราะใจนะ ตอนที่อาตมาให้ปัจจัยพี่สาวพาแม่ไปอินเดีย 70,000 บาท อาตมาบอกพี่สาวว่า นี่คือปัจจัยพาแม่ไปอินเดีย แล้วอาตมาก็ปล่อยมือ แล้วบอกพี่สาวอีกครั้งว่า นี่คือกระดาษนะ เป็นไง เราก็ละความยึดติดของเราทันทีเลย คือ เราอาศัยโภคทรัพย์ไปแสวงหาอริยทรัพย์ภายใน

ปกติคนเรา ไม่ค่อยทันความคิดกันหรอกเรื่องการปล่อยวาง เพราะเราเกิดมาพร้อมกับการกำ เริ่มแรกของมนุษย์มาพร้อมกับการติดยึด คือกำและโกย ถึงแม้ตอนนี้เราแบมือก็จริง แต่เรากำมันอยู่ในใจ เราเกิดมาในวัฒนธรรมของการติดยึดว่านี่ของหนู นี่ของฉัน อยู่ตลอดเวลา เราไม่ได้เกิดในสังคมอนัตตา ว่านี่ไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่ตัวเรา แต่เราต่างถูกปลูกฝังว่า นี่คือของเราตลอด พอวันหนึ่งมาบอกว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ลองปล่อยสิ โทษของกำเป็นทุกข์ ให้ปล่อยบ้าง ไม่ง่ายหรอก

กายใจ : แต่ก็ไม่ยากใช่ไหม

พระมหาอุเทน :ใช่ มันยากเพราะเราไม่อยากปล่อย ถ้าอยากปล่อยต้องกลับมาที่การพิจารณาบ่อยๆ เพราะตัวเรายังยึดอยู่ ธรรมที่เรามีอยู่จึงเป็นแค่เพียงสิ่งประโลมใจแค่นั้น มันไม่สามารถเข้าไปถึงภายในใจให้เราปล่อยและวางได้จริงๆ เมื่อเรากำมาเป็นเวลายาวนาน จะมาละวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

พระพุทธเจ้าตรัสว่า จะละอกุศลได้ด้วยความเพียร คนที่กำไว้แน่น เวลาจะแกะต้องใช้ความเพียรมาก และความเพียรที่จะทำให้คลายความยึดถือต้องมาทำวิปัสสนา คือมองให้ตรงตามความเป็นจริง เพราะที่ผ่านมา เรามองว่าทุกอย่างเที่ยง เป็นสุข ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองไม่ได้ตราบใด ก็ไม่สามารถเข้าถึงวิปัสสนาปัญญาได้เลยที่จะมองให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

การทำความเพียรนั้นไม่ใช่ว่าจะทำกันวันสองวัน ครั้งสองครั้ง เดินจงกรมไม่กี่รอบก็ปล่อยวางได้ มันไม่ง่ายอย่างนั้น สมมติว่า เรากำมาตลอด 50 ปี ถ้าจะปล่อยก็ต้องใช้เวลาประมาณ 50 ปีเหมือนกัน คือเราพยายามหาทางลัดสั้น มีพระบางรูปบางท่านที่พยายามบอกทางลัดสั้น ซึ่งก็บอกได้แต่วิธีการ ความเป็นจริงแล้วลัดสั้นไม่ได้หรอก มันต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย เป็นไปตามขั้นตอนของมัน

ถ้าลัดสั้นได้ พระพุทธเจ้าคงไม่ใช้เวลาบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์มาเป็นเวลาสี่อสงไขยกับเศษแสนมหากัปกว่าที่ท่านจะบรรลุธรรม ดังนั้นวิถีการปฏิบัติของพระโพธิสัตว์นั้นก็นำไปสู่การละนั่นเอง ละอะไร ละมัจฉริยะ ความตระหนี่ นี่คือกระบวนการที่นำไปสู่การปล่อยการวางได้ พระพุทธองค์ตรัสว่า เราได้ละทิ้งสมบัติมา สมบัตินั้นประหนึ่งก้อนน้ำลาย คนที่บ้วนน้ำลายทิ้งแล้ว มีใครที่จะเอาก้อนน้ำลายคืนบ้าง นี่คือเนกขัมมะบารมีของพระองค์ท่านที่เรานำมาเป็นครูได้

การฝึกทิ้ง ฝึกวาง คือบารมีของเรา โดยส่วนใหญ่มนุษย์เราฝึกที่จะได้ จะเอามากกว่า ไม่เคยฝึกในการละ การลด การเลิก แล้วจะให้มาละ เลิกได้อย่างไร มีคำพูดว่า ให้อูฐเข้ารูเข็มยังง่ายกว่าให้เศรษฐีทำทาน ในสภาพการแบบนี้ หากไม่เคยฝึกละมาก่อน มันจึงเป็นเรื่องยาก

การพิจารณาช่วยได้มาก มาคิดดูสิว่า ชีวิตเริ่มต้นจากตัวเปล่านะ ไม่มีอะไรมาเลย แล้วมาสร้างอะไรภายหลังต่างหาก ฉะนั้น ถ้าจะกลับไปสู่ความไม่มีอีกจึงมิใช่เรื่องแปลก เพราะจุดเริ่มต้นก็มาจากความไม่มี มาจากดิน น้ำ ไฟ ลม ที่สุดแล้วก็กลับคืนสู่ดิน น้ำ ลม ไฟเหมือนเดิม เรามาก็มาคนเดียว ตายก็ตายคนเดียว ที่มาอยู่ร่วมกันก็เป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อแรงเหวี่ยงของกรรมไปจนสุดทาง เราก็แยกจากกัน อย่างคู่สามีภรรยา ช่วงของการหมดวงโคจรของกรรม ก็แยกทางกัน ถ้าวันนี้เราต้องแยกทางกันจึงไม่ใชเรื่องแปลก มาคนเดียวไปคนเดียวจริงๆ เวลาตาย เราไม่สามารถเอาใครไปได้เลย ถ้าคิดอย่างนี้ได้ก็วางใจเป็นกับการสูญเสีย

กายใจ : ต้องอาศัยความเพียรอย่างต่อเนื่องใช่หรือไม่

พระมหาอุเทน :ปกติ ธรรมะของปุถุชนคืออัตตา ธรรมะของอริยบุคคลคืออนัตตา เราก็ฝึกพิจารณาธรรมะของอริยบุคคลไว้บ่อยๆ แม้ยังทำไม่ได้เลยก็ฟังบ่อยๆ แล้วน้อมมาปฏิบัติ เริ่มละสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงใหญ่ๆ คือ สังขาร กายใจ ของเราเอง ต้องหมั่นฟัง หมั่นทบทวน ไม่งั้นก็ลืม เพราะถ้ายังไม่เข้าไปอยู่ในใจ จิตมันก็จะไหลลงต่ำเสมอ แต่ถ้าพิจารณาอยู่เนืองๆ จิตก็ไหลลงสู่กระแสธรรมได้ ดังคำที่ครูบาอาจารย์กล่าวว่า หยั่งลงในธรรม เมื่อหยั่งลงในธรรมแล้ว ก็หมดความสงสัยในพระรัตนตรัย พอรู้ธรรม ใจก็หยั่งลงสู่ธรรม เข้าสู่กระแสของอริยชน ถ้าเป็นโสดาบันก็อาจจะขาดสติบ้าง แต่สำหรับอริยบุคคลที่สูงขึ้นไปก็จะมีสติอยู่กับเนื้อกับตัวตลอดเวลา เมื่อเรารู้ตัวว่ายังไม่มีธรรมหยั่งรู้สู่ในใจ จึงต้องหมั่นเติมธรรมไปเรื่อยๆ โดยการฟังบ้าง อ่านบ้าง ไปเข้ากรรมฐานบ้าง เพื่อให้เรารู้ว่า วิธีทำให้ใจเย็นลงทำอย่างไร จู่ๆ ถ้าเราเจอเหตุการณ์รุนแรงแล้วจะให้ทำใจเลย ทำไม่ได้หรอก

กายใจ : นอกจากความเพียรแล้ว ยังมีสิ่งใดที่ควรน้อมมาใส่ใจในการปฏิบัติ

พระมหาอุเทน :อาตมาไปอินเดียมา ไม่เคยทำการตัดต่อวิดีโอเลย ก็กลับมาเรียนรู้โปรแกรมการตัดต่อ ใจหนึ่งก็คิดว่า ไม่ใช่หน้าที่ของเรา ก็มาคิดว่า ทำไมต้องทำ แล้วก็มีคำตอบว่า เพื่อให้ธรรมะนี้เผยแพร่ไปยังประชาชนได้มากขึ้น เมื่อมองไปที่เป้าหมายของธรรมะก็ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ ก็อยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ตีสี่ถึงห้าโมงเย็น ทำผิดทำถูก ก็ใช้กระบวนการทางปัญญาเข้ามาเยอะ

การเรียนรู้เกิดขึ้น ประกอบด้วยความเพียรจนสำเร็จ ถ้าไม่มีเป้าหมายทางธรรมที่จะเผยแผ่หลักธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ เราทำไม่ได้ แต่พอมีเป้าหมาย แล้วมีความสุขกับการตัดต่อ ให้ใจกับมัน ตรงนี้เองที่เรียกว่าฉันทะ คือความพึงพอใจ มาจากวิริยะ

เช่นเดียวกับตอนที่อาตมาไปอินเดียมา 11 วัน กลับมาเขียนหนังสือ ‘ธรรมยาตรารำลึก พุทธภูมิ’ ใช้เวลา 3 เดือน เขียนได้ 500 หน้า บางคนบอกว่าไปอินเดียมารอบเดียวเขียนไม่ได้หรอก แต่อาตมาทำได้แล้วสำเร็จ ช่วงที่ไปไม่ได้บันทึกข้อมูลอะไรไว้เลย ตอนเขียนใช้ความจำระลึกเอา แล้วลำดับเรื่อง ตอนนั้นบอกแต่เพียงว่า ต้องเขียนเพราะเดี๋ยวจะลืม อาศัยหนังสือเดินทางเป็นดัชนีเท่านั้นเอง แล้วมาซ่อมช่วงต้นที่ยังไม่ได้เอกภาพ มันมีความสุขในการทำใหม่มาก อะไรเกิดขึ้นในตัวเรา นั่นคือ ฉันทะ วิริยะ ความมุ่งมั่น

ขอให้เราทุกคนมีความสุขในการทำเหตุ มากกว่ายินดีรอรับผล ส่วนใหญ่คนเราไปรอรับผล แต่มักลืมไปว่าผลจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อเหตุสมบูรณ์ เราเรียนมหาวิทยาลัยกว่าจะจบสี่ปี บางคนมีความสุขวันเดียวคือวันรับปริญญา ไม่กี่วันก็ทุกข์อีกเพราะไม่มีงานทำ เนื่องจากให้ความสำคัญกับเป้าหมายมากกว่าความสุขปัจจุบัน

ชีวิตคนทำงานก็เหมือนกัน แทนที่จะมีความสุขจากการทำงาน แต่กลับไปมีความสุขจากการรับเงินเดือน มันไม่ใช่เป้าหมาย เพราะยิ่งทำให้ทุกข์โดยไม่รู้ตัวมากขึ้น ทำอย่างไรให้เรามีความสุขจากการทำมากกว่าการได้ นั่นคือ ฉันทะ ส่วน โลภะคือ อยากได้ แต่ไม่อยากทำ นี่คือคำตอบว่า หากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตจะทำอะไร

” เมื่อมีธรรมะในหัวใจเป้าหมายก็คือธรรมะ เราจะทำเหตุเพื่อไปหาผล หรือทำเหตุเพื่อเหตุ ก็อยู่ที่ตัวเรา ”

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 9 ธันวาคม 2555

ความเหงาอ้างว้างโดดเดี่ยวไม่ปล่อยให้คุณอยู่คนเดียว การฝึกสติ (Mindfulness Meditation) ช่วยบรรเทาทุกข์ได้

ผู้สูงอายุที่ทรมาณจากความเหงาอ้างว้างโดดเดี่ยว มีความเสี่ยงสูงมากเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ, สมองเสื่อมและการตายก่อนวัยอันควร

โครงการเพื่อส่งเสริมเครือข่ายทางสังคม เช่น การสร้างศูนย์ชุมชนก็มีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพ

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์มีวิธีการใหม่สำหรับจัดการกับคนป่วยทางสังคม – ด้วยตัวของพวกเขาเอง

นักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยคาร์นอีจี เมลลัน พบว่าการสอนเทคนิคการฝึกสติ (Mindfulness Meditation) มีประสิทธิภาพในการลดความรู้สึกโดดเดี่ยว ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความสามารถในการต่อสู้กับโรคด้วย

เจ เดวิด เครสเวล หัวหน้าการวิจัย กล่าวว่า “เรามักจะบอกคนให้เลิกสูบบุหรี่ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ แต่ไม่ค่อยคิดเกี่ยวกับความเหงาอ้างว้างโดดเดี่ยวในแบบเดียวกัน”

“เรารู้ว่าความเหงาเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญสำหรับการเกิดปัญหาสุขภาพและการเสียชีวิตในผู้สูงอายุ การวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าการฝึกสมาธิเป็นการแทรกแซงที่มีแนวโน้มในการปรับปรุงสุขภาพของผู้สูงอายุ”

เป็นเวลากว่า 2500 ปี ที่พระพุทธเจ้าผู้นำจิตวิญญาณได้มุ่งเน้นการใส่ใจกับการตระหนักรู้ อยู่กับปัจจุบันขณะ (…รู้อยู่กับปัจจุบัน รู้ตามความเป็นจริง ไม่ปรุงแต่ง)

ในการพิมพ์เผยแพร่ เรื่อง ‘สมอง พฤติกรรมและภูมิคุ้มกัน’ การศึกษายังพบว่าการฝึกสติ (Mindfulness Meditation) ลดระดับการอักเสบ ซึ่งเป็นความคิดที่ส่งเสริมการพัฒนาและขบวนการเกิดของโรคต่าง ๆ

สำหรับการศึกษานักวิจัยได้คัดเลือกผู้ใหญ่สุขภาพดีอายุ 55-85 ปี จำนวน 40 คน ที่แสดงความสนใจในการเรียนรู้เทคนิคการฝึกสติ (Mindfulness Meditation) แต่ละคนได้รับการประเมินที่จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการศึกษาโดยใช้มาตราส่วนความเหงาที่จัดตั้งขึ้น และเก็บตัวอย่างเลือดด้วย

ผู้เข้าร่วมถูกสุ่มให้ได้รับการบำบัด/ไม่ได้รับการบำบัด โปรแกรมการฝึกสติ (Mindfulness Meditation) แบบลดความเครียด  Mindfulness-Based Stress Reduction (MBSR) เป็นเวลาแปดสัปดาห์

ความสงบสุข ในชั้นเรียนสองชั่วโมงยังช่วยลดการอักเสบ

โปรแกรม MBSR ประกอบด้วยการประชุมสองชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งผู้เข้าร่วมจะต้องเรียนรู้เทคนิคการสร้างความตระหนักของร่างกาย – สังเกตความรู้สึกและการหายใจ – และฝึกที่จะเข้าใจความมีสติจดจ่อกับอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของพวกเขา

พวกเขายังต้องกลับมาการฝึกสติ (Mindfulness Meditation) เป็นเวลา 30 นาทีในแต่ละวันที่บ้านและได้เข้าร่วมการผ่อนคลายยาวนานตอนกลางวัน

นักวิจัยพบว่าแปดสัปดาห์ที่ผ่านมาจากการฝึกสติ (Mindfulness Meditation) ลดความเหงาของผู้เข้าร่วมการทดลองลง

ในขณะที่ตัวอย่างเลือดพบว่าหลังการฝึก  ลดระดับของยีนที่ก่อให้เกิดการอักเสบสูงในผู้เข้าร่วมการทดลอง

สตีเวน โคล ผู้ร่วมทำการวิจัย จาก UCLA กล่าวว่า การลดลงของการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบอย่างมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการอักเสบก่อให้เกิดความหลากหลายของภัยคุกคามสุขภาพ รวมทั้งโรคมะเร็งโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคความเสื่อมของระบบประสาท

ผลลัพธ์เหล่านี้มีบางส่วนของตัวชี้วัดแรกที่เซลล์การแสดงออกของยีนภูมิคุ้มกันสามารถปรับโดยการแทรกแซงทางจิตวิทยา

ในขณะที่งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นวิธีการใหม่ที่มีแนวโน้มในการรักษาความเหงาอ้างว้างโดดเดี่ยวและความเสี่ยงโรคอักเสบในผู้สูงอายุ

‘หากคุณสนใจในการฝึกสติ (Mindfulness Meditation) ให้หาอาจารย์ผู้สอนในเมืองของคุณ,’ เขากล่าว

เป็นสิ่งสำคัญในการฝึกจิตของคุณให้เหมือนกับการฝึกให้มีกล้ามแขนในห้องยิม

 

 

.

Related Link:

.

Loneliness won’t leave you alone? How mindful meditation can ease your woes

  • The practice also boosted immunity in older adults

By CLAIRE BATES

PUBLISHED: 09:16 GMT, 25 July 2012 | UPDATED: 10:52 GMT, 25 July 2012

Older adults who suffer from loneliness are at far greater risk of health problems such as heart disease, Alzheimer’s and premature death.

Schemes to encourage social networking such as creating community centres have had limited effectiveness.

Now scientists have come up with a new way for people to tackle the social ill – on their own.

Researchers from Carnegie Mellon University found that teaching mindful meditation techniques was effective at reducing feelings of isolation, while at the same time boosting their ability to fight disease.

Study leader J. David Creswell, said: ‘We always tell people to quit smoking for health reasons, but rarely do we think about loneliness in the same way.

‘We know that loneliness is a major risk factor for health problems and mortality in older adults. This research suggests that mindfulness meditation training is a promising intervention for improving the health of older adults.’

The 2,500-year-old practice dating back to the time of the spiritual leader Buddha focuses on creating an attentive awareness of the present moment.

Published in ‘Brain, Behavior & Immunity,’ the study also found that meditation lowered inflammation levels, which is thought to promote the development and progression of many diseases.

For the study, the researchers recruited 40 healthy adults aged 55-85 who indicated an interest in learning mindfulness meditation techniques. Each person was assessed at the beginning and end of the study using an established loneliness scale. Blood samples also were collected.

The participants were randomly assigned to receive either the eight-week Mindfulness-Based Stress Reduction (MBSR) program or no treatment.

Tranquility: Two-hour meditation classes also reduced inflammation

The MBSR program consisted of weekly two-hour meetings in which participants learned body awareness techniques – noticing sensations and working on breathing – and worked their way toward understanding how to mindfully attend to their emotions and daily life practices.

They also were asked to practice mindfulness meditation exercises for 30 minutes each day at home and attended a day-long retreat.

The researchers found that eight weeks of the mindfulness meditation training decreased the participants’ loneliness.

Meanwhile the blood samples revealed that the training reduced the participants elevated levels of an inflammatory-causing gene.

Study co-author Steven Cole from UCLA said: ‘Reductions in the expression of inflammation-related genes were particularly significant because inflammation contributes to a wide variety of the health threats including cancer, cardiovascular diseases and neurodegenerative diseases.

‘These results provide some of the first indications that immune cell gene expression profiles can be modulated by a psychological intervention.’

Creswell added that while this research suggests a promising new approach for treating loneliness and inflammatory disease risk in older adults, more work needs to be done.

‘If you’re interested in using mindfulness meditation, find an instructor in your city,’ he said.

‘It’s important to train your mind like you train your biceps in the gym.’

Data from: dailymail.co.uk