ชะลอความแก่ ด้วย “แอนตี้ออกซิแด้นท์”

dailynews130104_001ใครที่เป็นคนรักสุขภาพ ใส่ใจเรื่องการกิน และไม่อยากแก่ คงคุ้นหูกับคำว่า “สารต้านอนุมูลอิสระ” หรือ “แอนตี้ออกซิแด้นท์ (Antioxidant)” กันดีใช่ไหมคะ? หากใครยังไม่เคยรู้จัก หรือไม่เคยได้ยิน ถึงเวลาต้องรู้จักสารที่เป็นประโยชน์มากๆ และจำเป็นกับร่างกายแล้วล่ะค่ะ

ก่อนทำความรู้จักสารต้านอนุมูลอิสระนั้น เราจำเป็นต้องรู้จักกับ “อนุมูลอิสระ” กันก่อน เพราะความแก่ชรา เซลล์ต่างๆ ที่เสื่อมสภาพลงไป ล้วนเป็นผลมาจากเจ้าอนุมูลอิสระ และสารนี้ยังอาจถือเป็นต้นตอของปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าจะโรคหัวใจ โรคมะเร็ง ความแก่ ความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ 

แล้วอนุมูลอิสระมาจากไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร? คำตอบคือ ในกระบวนการเผาผลาญสารอาหารของร่างกายซึ่งมีความจำเป็นต้องอาศัยออกซิเจนช่วย จะเกิดผลพลอยได้ (น่าจะเรียกว่าพลอยเสียมากกว่า) คือ ออกซิเจนที่มีประจุลบ ซึ่งก็คืออนุมูลอิสระ สารตัวนี้นอกจากจะรวมตัวกับไขมันไม่ดี (LDL) แล้ว ยังสามารถไปรวมตัวกับสารบางชนิดในร่างกาย แล้วก่อให้เกิดสารพิษที่ทำลายเนื้อเยื่อ หรืออาจไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางพันธุกรรมภายในเซลล์ ทำให้เซลล์ที่ปกติแปรสภาพไปเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด..ฟังดูแล้วน่ากลัวทีเดียว!

ที่สำคัญอาหารที่มักเป็นต้นตอของอนุมูลอิสระ ส่วนใหญ่เป็นของโปรดของหลายๆ คน อย่างอาหารพวก ปิ้ง ย่าง เผา เนื้อกรอบ เกรียมไหม้

ทราบกันแล้วว่า เจ้าอนุมูลอิสระส่งผลร้ายต่อร่างกายอย่างไร ทีนี้มารู้จักสารที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระกันเลยค่ะ

สำหรับสารต้านอนุมูลอิสระ คือ สารประกอบที่สามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดกระบวนการออกซิเดชั่นกระบวนดังกล่าวมีหลายรูปแบบ เช่น กระบวนการออกซิเดชั่นที่ทำให้เหล็กกลายเป็นสนิม ทำให้แอปเปิ้ลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือทำให้น้ำมันพืชเหม็นหืน หรือกระบวนการออกซิเดชั่นที่เกิดในร่างกาย เช่น การย่อยสลายโปรตีนและไขมันจากอาหารที่กินเข้าไป มลพิษทางอากาศ การหายใจ ควันบุหรี่ รังสียูวี ล้วนทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระขึ้นในร่างกาย ทว่าในความเป็นจริงนั้น ไม่มีสารประกอบสารใดเพียงสารเดียวที่สามารถป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นได้ทั้งหมด แต่ละกลไกอาจต้องใช้สารต้านอนุมูลอิสระที่แตกต่างกันในการหยุดกระบวนการออกซิเดชั่น

ในอีกทางหนึ่ง กระบวนการออกซิเดชั่นก็เป็นกระบวนการที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น เราใช้ออกซิเจนจากอากาศที่หายใจเข้าไปเพื่อเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงานสำหรับเซลล์ต่างๆ แต่ก็ทำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นมาด้วย แถมยังเข้าไปทำปฏิกิริยากับโมเลกุลที่สำคัญในร่างกาย เช่น ไขมัน โปรตีน ดีเอ็นเอ ทำให้เกิดความเสียหายต่อโมเลกุลดังกล่าว

เมื่อสารอนุมูลอิสระทำให้ร่างกายเสื่อม สารต้านอนุมูลอิสระจึงมีส่วนช่วยป้องกันและกำจัด ทั้งนี้ มีงานวิจัยมากมายชี้ว่า สารต้านอนุมูลอิสระสามารถลดความเสี่ยงได้หลายโรค โดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับอาหาร เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคสมอง (เช่น อัลไซเมอร์) เป็นต้น รวมทั้งช่วยชะลอความแก่

โดยปกติร่างกายสามารถกำจัดอนุมูลอิสระก่อนที่มันจะทำอันตราย แต่ถ้ามีการสร้างอนุมูลอิสระเร็วหรือมากเกินกว่าร่างกายจะกำจัดทัน อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจะสร้างความเสียหายต่อเซลล์และเนื้อเยื่อได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เมื่อเป็นเช่นนี้ สารต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยลดความเสียหายได้ 2 ทาง คือ 1.ลดการสร้างอนุมูลอิสระในร่างกาย 2.ลดอันตรายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ

อย่างไรก็ตาม ควรเข้าใจให้ถูกว่า สารต้านอนุมูลอิสระไม่สามารถแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่สามารถชะลอความเสียหายให้เกิดช้าลง โดยเฉพาะโรคเรื้อรังซึ่งเป็นผลลัพธ์สะสมที่เกิดจากเซลล์และเนื้อเยื่อในร่างกายถูกทำอันตรายและเสียหายเป็นปีๆ (โดยมากเป็นเวลาหลายสิบปี) เห็นได้จากการรวบรวมความชุกของโรคว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นมากในผู้ใหญ่วัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ

ดังนั้น ทุกเพศทุกวัยจึงควรได้รับสารต้านอนุมูลอิสระให้พอเพียงต่อความต้องการในแต่ละวัน เพื่อให้เกิดความสมดุลในร่างกายระหว่างสารต้านอนุมูลอิสระ และอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น

สารต้านอนุมูลอิสระหาได้จากไหน? สารนี้ได้แก่ วิตามินซี วิตามินอี ซีลีเนียม บีตาแคโรทีน วิตามินเอ พฤกษาเคมีต่างๆ (phytochemicals) เช่น สารประกอบฟีโนลิก (polyphenol) จากชาและสมุนไพรบางชนิด ไอโซฟลาโวน (isoflavones) จากถั่วเหลือง เป็นต้น เพื่อให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระพอเพียงกับความต้องการ ส่วนเทคนิคง่ายๆ ในการรับสารต้านอนุมูลอิสระ คือควรกินผักผลไม้สีเข้มเป็นประจำ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วคงพอทราบว่าการที่ร่างกายแก่ชราก็เพราะเซลล์เสื่อมสภาพจากอนุมูลอิสระ ดังนั้นวิธีในการชะลอวัย ก็คือการกำจัด หรือลดปริมาณสารอนุมูลอิสระลง โดยการลดจากปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด สารพิษ มลภาวะจากสิ่งแวดล้อม อาหารประเภท  ปิ้ง ย่าง เผา จนเกรียมไหม้ และพยายามทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเข้าไปนั่นเอง

เพียงหลักง่ายๆ แค่นี้เราก็จะมีร่างกายที่แก่ช้าลง ทราบแล้วก็ปรับรูปแบบการทานอาหารกันใหม่นะคะ เพื่อสุขภาพของเราเอง และคนที่เรารัก อย่าลืมประโยคสำคัญที่ว่า You are what you eat กันล่ะ.

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

อ้างอิงบางส่วนจาก http://www.doctor.or.th

 

ที่มา :  เดลินิวส์ 4 มกราคม 2556

Advertisements

มันฝรั่งสีม่วง สามารถลดความดันโลหิตสูง

naewna121209_001องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ในปี พ.ศ.2542 ว่าผู้ที่มีความดันโลหิตมากกว่า 140/90 มม.ปรอท ถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งมีโอกาสเป็นอัมพาตหัวใจล้มเหลว หลอดเลือดหัวใจตีบมากกว่าผู้ที่ไม่มีโรคความดันโลหิตสูง และพบว่าผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหากได้รับการรักษาจนความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติจะสามารถลดอัตราการเกิดอัมพาต หัวใจล้มเหลวได้ มีการศึกษาพบว่า คนเป็นโรคอ้วนและน้ำหนักเกินที่มีปัญหาความดันโลหิตสูงที่รับประทานมันฝรั่งสีม่วงสองครั้งต่อวันสามารถลดความดันโลหิตอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่ามันฝรั่งทุกรูปแบบสามารถลดความดันโลหิตได้ เช่น มันฝรั่งทอด เฟรนช์ฟรายถูกจัดเป็นอาหารขยะ เนื่องจากมีโซเดียมสูงและ “ความเป็นพิษสูง” เพราะทอดโดยใช้อุณหภูมิสูงทำให้มี “สารอะคริลาไมด์-สารก่อมะเร็ง” ออกมา ในมันฝรั่งยังมี “ค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index) อยู่สูงมาก นั่นหมายถึงเปลี่ยนให้เป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็วมาก

การศึกษาของ ดร.โจ วินสัน แห่งมหาวิทยาลัยสแครนตัน รัฐเพนซิลวาเนีย ใช้มันฝรั่งสีม่วง (Purple Majesty) ที่ปรุงสุกอย่างถูกต้องในเตาอบไมโครเวฟโดยไม่ต้องใช้น้ำมันหรือเนย ในการศึกษาใช้อาสาสมัครที่มีสุขภาพดีรับประทานมันฝรั่งสีม่วงขนาดเล็กประมาณ 6 ถึง 8 ผลปรุงสุกในเตาอบไมโครเวฟ แล้วทำการตรวจเลือดและปัสสาวะของอาสาสมัครพบว่า สารต้านอนุมูลอิสระของเลือดและปัสสาวะของพวกเขาเพิ่มขึ้นตามปริมาณของมันฝรั่งที่รับประทาน หลังจากนั้นได้คัดเลือกอาสาสมัครสิบแปดคนที่มีน้ำหนักเกิน เป็นโรคอ้วนและมีความดันโลหิตสูง โดยให้อาสาสมัครครึ่งหนึ่งรับประทานมันฝรั่งสุกสีม่วงพร้อมเปลือกจำนวน 6 ถึง 8 ผลในลักษณะเดียวกันตามที่กล่าวข้างต้น จำนวน 2 ครั้งต่อวัน อาสาสมัครอีกครึ่งหนึ่งไม่มีมันฝรั่งสีม่วงเลยในอาหารของพวกเขา ผลการศึกษานี้พบว่าน้ำหนักตัวของอาสาสมัครที่รับประทานมันฝรั่งสีม่วงไม่มีการเปลี่ยนแปลง (ไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลง) ไม่มีผลกระทบต่อระดับไขมันหรือระดับน้ำตาล มีความดันโลหิตต่ำลงได้แก่ ความดันโลหิตค่าบน คือแรงดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัว (Systolic) ลดลง 3.5% และความดันโลหิตค่าล่าง (Diastolic) คือ แรงดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัว ลดลง 4.3% คณะนักวิจัยของ ดร.วินสันเชื่อว่า มันฝรั่งสีขาวและสีแดงอาจให้ผลเช่นเดียวกันแต่ต้องมีการวิจัยเพื่อพิสูจน์กันต่อไป ผลวิจัยสรุปว่าการรับประทานมันฝรั่งสีม่วงสามารถลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและการอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงได้ เนื่องจากมันฝรั่งสีม่วงมีพฤกษาเคมี (PhytoChemical คือ สารเคมีต่างๆ ที่มีอยู่ในผัก ผลไม้ เป็นสารที่ทำให้เกิดสี กลิ่น รสในผักผลไม้ มีประโยชน์ต่อร่างกายในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ) ที่ให้ผลคล้ายกับ เอซีอี อินฮิบิเตอร์ (ตัวยับยั้ง แองจิโอเทนซิน-คอนเวอร์ติง เอนไซม์ (Angiotensin-Converting Enzyme) ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ใช้รักษาเบื้องต้นในโรคความดันโลหิตสูง พฤกษาเคมีนี้สามารถพบในบร็อคโคลี่ ผักโขมและสเพราท์ (ผักคล้ายกะหล่ำ)นอกจากนี้การทอด ย่างมันฝรั่งจะทำลายพฤกษาเคมีเหลือไว้เฉพาะแป้งและไขมัน ดังนั้นการปรุงอาหารมันฝรั่งด้วยไมโครเวฟจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

วิลาวัลย์ พงษ์พิทักษ์
ศูนย์ทดสอบและมาตรวิทยา
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.)

ที่มา : แนวหน้า 9 ธันวาคม 2555

.

Related Link:

.

Pass the Purple Potatoes to Lower Blood Pressure

By Denise Reynolds RD on February 2, 2012

Last year, the potato almost received a death sentence in the National School Lunch program. Initially, the government had proposed to limit consumption of starchy vegetable to just one cup per student per week. But thankfully, that moved was blocked because the proposal had “no basis in nutrition science.” The potato, in fact, is a healthful vegetable and new research encourages those who are overweight with hypertension to continue having small helpings to keep blood pressure under control without fear of weight gain.

Nutritionally, potatoes are good sources of vitamin B6, vitamin C, copper, potassium, manganese and dietary fiber. They also contain a variety of phytonutrients. The George Mateljan Foundation for the World’s Healthiest Foods notes that while most of us are only familiar with two or three types of potatoes, there are actually about 100 varieties of the vegetable. A type showing up in more food stores is the purple-skinned potato called Purple Majesty which was the focus of a study funded through a Cooperative Agreement Grant from the United States Department of Agriculture (USDA).

In the Journal of Agricultural and Food Chemistry, Joe Vinson PhD with the University of Scranton in Pennsylvania and colleagues studied 18 volunteers who consumed 6 to 8 small purple potatoes (microwaved) twice a day for four weeks. Most of the study subjects were overweight and had high blood pressure for which they took anti-hypertensive drugs.

Average diastolic blood pressure (the lower number which indicates the pressure on the blood vessels at rest) dropped by 4.3 percent and systolic pressure (the top number representing pressure during each heart beat) decreased by 3.5 percent. None of the study participants gained weight.

Vinson said that other studies have identified substances in potatoes with effects in the body similar to those of the well-known ACE-inhibitor medications, a mainstay for treating high blood pressure. However, pigmented potatoes (ie: purple or red) do have high concentrations of antioxidants including phenolic acids, anthocyanins and carotenoids. These nutritional components are protective against cardiovascular disease, respiratory problems and certain cancers.

One of the phytochemicals found in potatoes is called Kukoamine. This compound, previously only known to be in an exotic herbal plant called Lycium chinense, as noted to be in potatoes as well. These compounds have been shown to lower blood pressure in studies by UK scientists at the Institute for Food Research.

The scientists do not know yet whether ordinary white potatoes have the same beneficial effects, but your basic Idaho potato is high in potassium, an important nutritional component of the “DASH” diet – or Dietary Approaches to Stop Hypertension. Potassium is crucial to heart function and plays a key role in skeletal and muscular function. Studies show that those who eat a diet high in the mineral have lower blood pressure and decreased risk of stroke. Vitamin B6, another vitamin in good supply in potatoes, is also essential for heart health.

Of course, a diet of French fries will up potato consumption, but this isn’t the recommendation for a healthy diet low in fat and rich in unprocessed produce. Roast, steam, bake or boil potatoes and add flavorful ingredients such as fresh herbs or garlic. Remember to eat the edible skin as well – dietary fiber is another important component of heart health as it can help to lower cholesterol.

Source Reference: American Chemical Society
Joe A. Vinson, Cheryil A Demkosksy, Duroy A Navarre, and Melissa A Smyda. High antioxidant potatoes: Acute in vivo antioxidant source and hypotensive agent in humans after supplementation to hypertensive subjects. Journal of Agricultural and Food Chemistry DOI: 10.1021/jf2045262 Publication Date (Web): January 5, 2012

Additional Reference: The George Mateljan Foundation for the World’s Healthiest Foods

SOURCE : emaxhealth.com